2 พ.ค. เวลา 07:00 • คริปโทเคอร์เรนซี

🎯Stablecoins 2035 พลิกโลกการเงินดิจิทัล สู่บรรทัดฐานใหม่ที่ไม่ต่างจากการสแกน QR Code

โลกการเงินกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อ Stablecoins ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของนักเทรดคริปโตอีกต่อไป แต่กำลังท้าทายบัลลังก์ยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการชำระเงินระดับโลกอย่าง Visa และ Mastercard
📌ทะยานสู่ 1.5 พันล้านล้านดอลลาร์: เมื่อเหรียญดิจิทัลครองโลก
รายงานฉบับใหม่จาก Chainalysis คาดการณ์ว่า ภายในปี 2035 ปริมาณการทำธุรกรรมผ่าน Stablecoins อาจพุ่งสูงถึง 1.5 พันล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลพอที่จะแซงหน้าปริมาณธุรกรรมของ Visa และ Mastercard รวมกัน
สัญญาณนี้เริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ปี 2025 เมื่อปริมาณธุรกรรม Stablecoin ทั่วโลกทะลุ 33 ล้านล้านดอลลาร์ แซงหน้าเครือข่ายบัตรเครดิตทั้งสองเจ้าไปแล้วในแง่ของปริมาณการไหลเวียนเงิน (Throughput) และหากแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป ระบบชำระเงินบนบล็อกเชนจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
📌3 แรงขับเคลื่อน: เมื่อโลกหมุนไปหา Stablecoins
1. การส่งต่อความมั่งคั่งสู่คนรุ่นใหม่ (The Great Wealth Transfer) คาดการณ์ว่าจะมีเงินมหาศาลถึง 100 ล้านล้านดอลลาร์ ถูกส่งต่อจากคนรุ่นเก่าสู่ Millennials และ Gen Z ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของคนกลุ่มนี้ถือครอง
คริปโตอยู่แล้ว พวกเขาต้องการระบบที่เร็ว ยืดหยุ่น และใช้งานผ่านมือถือได้ทันที ซึ่ง Stablecoins ตอบโจทย์นี้ได้ดีกว่าระบบธนาคารแบบเดิม
2. การบุกตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่และกฎหมายที่ชัดเจน การขยับตัวของยักษ์ใหญ่เป็นเครื่องยืนยันว่านี่ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว
Stripe เข้าซื้อกิจการ Bridge ด้วยมูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์
Mastercard มีข่าวเตรียมเข้าซื้อ BVNK สูงถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์
ภาครัฐเริ่มขยับ: การลงนามใน GENIUS Act ของโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปีที่แล้ว เป็นการส่งสัญญาณว่าผู้กำหนดนโยบายเริ่มให้การยอมรับและสร้างกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับ Stablecoins
3. ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า: เร็วระดับวินาที ค่าธรรมเนียมต่ำ จุดเด่นที่ทำให้ Stablecoins ชนะขาดคือการ Settlement ได้ทันที ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด และไม่มีคนกลางหลายต่อเหมือนระบบธนาคารเดิม ช่วยลดต้นทุนมหาศาลในการโอนเงินระหว่างประเทศและการบริหารจัดการเงินสดขององค์กร
📌จาก "สินทรัพย์เก็งกำไร" สู่ "เครื่องมือใช้จ่ายจริง"
ปัจจุบันร้านค้าต่างๆ เริ่มรับชำระด้วย Stablecoins โดยตรงมากขึ้น โดยคาดว่าการชำระเงิน ณ จุดขาย (Point-of-Sale) จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 232 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2035 ซึ่งความชัดเจนด้านกฎหมายและการลงทุนจากยักษ์ใหญ่กำลังผลักดันให้เกิดการใช้งานในกระแสหลัก (Mainstream) โดยที่บริษัทรับชำระเงินระดับโลกจะไม่รอจนถึงปี 2035 แต่พวกเขาเริ่มวางรากฐานระบบการชำระเงินขนาดใหญ่ตั้งแต่วันนี้
📌บทสรุป
เรากำลังอยู่ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างโลกการเงินแบบเดิมและโลกบล็อกเชนกำลังจางหายไป การที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Visa และ Mastercard หันมาพัฒนาระบบรองรับ Stablecoins เสียเอง คือข้อพิสูจน์ว่า "ถ้าไม่ปรับตัว ก็อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง" ในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า การจ่ายเงินด้วยเหรียญดิจิทัลอาจกลายเป็นเรื่องปกติพอๆ กับการสแกน QR Code ในปัจจุบัน
*การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และลงทุนในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
#Stablecoins #Article  #Winy  #WINBOT
📈 ติดตามข้อมูลข่าวสารดีๆ จาก WINBOT ได้ในทุกช่องทาง⤵️
โฆษณา