2 พ.ค. เวลา 03:00 • ธุรกิจ

Tesla เคยมีเงินสดเกือบไม่พอใช้ จนต้องเสนอให้ Google มาซื้อกิจการ

-วันนี้ เรารู้จัก Tesla ในฐานะบริษัทรถยนต์ระดับโลก แต่รู้หรือไม่ว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ Tesla และ CEO จอมบ้าระห่ำอย่าง อีลอน มัสก์ ก็เคยผ่านมาแล้วหลายวิกฤติ จนเกือบเอาตัวไม่รอด
หนึ่งในวิกฤติครั้งสำคัญของ Tesla คือในช่วงปี 2013
ในตอนนั้น Tesla สาหัสถึงขั้นที่ อีลอน มัสก์ เคยเสนอให้ แลร์รี เพจ อดีตซีอีโอของ Alphabet บริษัทแม่ของ Google เข้ามาซื้อกิจการ Tesla ไปเป็นบริษัทในเครือ ในเวลานั้น
แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับ Tesla ในปี 2013 ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
Tesla เริ่มส่งมอบรถยนต์ Model S ครั้งแรกในเดือนมิถุนายน ปี 2012
ซึ่ง Model S คือรถยนต์ไฟฟ้าที่หวังเจาะตลาดระดับสูงที่อัดฟีเชอร์เด็ด ๆ ออกมาเพียบ เพื่อท้าชนกลุ่ม Luxury Car เจ้าอื่น ๆ
ประเด็นคือ กระแสตอบรับตอนนั้น แบ่งเป็น 2 ฝ่าย
กลุ่มแรกคือคนที่ชอบ ก็บอกว่า Model S คือรถยนต์ที่ดีที่สุดที่เคยขับมา
แต่อีกกลุ่มหนึ่งนั้นน่าสนใจกว่า
เพราะมีลูกค้าหลายคนพากันโวยว่า Tesla Model S นั้นมีข้อผิดพลาดในระบบซอฟต์แวร์เต็มไปหมด
สถานการณ์การส่งมอบรถของ Tesla เริ่มไม่สู้ดี เพราะคนที่จองไปแล้วหลายคนบอกจะยังไม่รับรถจนกว่าบริษัทจะแก้ปัญหาได้ดีกว่านี้ ขณะที่ยอดจองใหม่ก็ไม่ค่อยมีเข้ามา
เรื่องนี้ทำให้ อีลอน มัสก์ เริ่มลงมาบริหารหน้างานแบบเข้มงวดกว่าเดิม
และนั่นทำให้อีลอน มัสก์รู้ว่า ผู้บริหารระดับสูงของ Tesla หลายคนพยายามปกปิดปัญหาที่ Tesla กำลังเจอ ไม่ยอมบอกให้เขารู้
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อีลอน มัสก์ ไล่ผู้บริหารระดับสูง 5 คนออกทันที แล้วโปรโมตพนักงานระดับจูเนียร์ที่พร้อมทุ่มเทให้ Tesla แบบถวายหัว ขึ้นมาทำหน้าที่แทน
นอกจากนั้น อีลอน มัสก์ ยังเกณฑ์พนักงานจากทุกฝ่ายให้มาช่วยดันยอดขายและยอดส่งมอบ
โดยบอกกับพนักงานว่า ถ้าส่งมอบรถไม่ได้ตามเป้า บริษัทจะเจ๊งแน่
สถานะทางการเงินของ Tesla ตอนนั้น เรียกว่าเข้าขั้นวิกฤติ เงินสดของ Tesla เหลือแค่พอจ่ายเงินเดือนพนักงานได้ไม่ถึงเดือน
ตอนแรก อีลอน มัสก์ ก็ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เริ่มเอาทรัพย์สินส่วนตัวของตัวเองมาเรียงหน้าขาย เพื่อเอาเงินมาสำรองไว้จ่ายเงินเดือนพนักงาน
แต่ไม่นานเขาก็เริ่มคิดคำนวณแล้วว่า บริษัทน่าจะไปต่อได้ยาก จึงเริ่มมองหาคนที่จะยื่นมือมาช่วยได้
ซึ่งคนที่เขานึกถึงก็คือ “แลร์รี เพจ” ผู้ร่วมก่อตั้ง Google
ทำไมต้องเป็น แลร์รี เพจ ?
เพราะว่า อีลอน มัสก์ และ แลร์รี เพจ สนิทสนมกันมานาน ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นผู้ประกอบการสายเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียง ก็เลยได้พูดคุยกัน ไปมาหาสู่กันตลอด
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ แน่นแฟ้นถึงขนาดที่ อีลอน มัสก์ เคยไปขอนอนค้างบ้านแลร์รี เพจ เพราะไม่มีที่จะไปแล้ว ในช่วงวิกฤติซับไพรม์ปี 2008
ซึ่งเป็นช่วงที่ Tesla และ SpaceX อยู่ในช่วงลำบากสุดขีด จนอีลอน มัสก์ ต้องขายบ้านขายทรัพย์สินที่ตัวเองมี เพื่อเอาเงินไปทุ่มให้บริษัท
ในตอนนั้น แลร์รี เพจ นั่งเป็น CEO ของ Alphabet บริษัทแม่ของ Google
โดย อีลอน มัสก์ เสนอดีลให้ แลร์รี เพจ ว่าเขาอยากให้ Google มาซื้อกิจการ Tesla ด้วยมูลค่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 200,000 ล้านบาท
แต่มีเงื่อนไขคือ Google จะต้องยังคงให้ Tesla เป็นอิสระในฐานะบริษัทในเครือ และต้องให้ อีลอน มัสก์ บริหารในฐานะ CEO ต่อไปอีกอย่างน้อย 8 ปี
แต่ยังไม่ทันที่ดีลนี้จะได้รับการจรดปากกาลงนาม สถานการณ์ของ Tesla ก็หลุดพ้นจากภาวะวิกฤติได้
Tesla ทำยอดส่งมอบรถได้ทะลุเป้า และในไตรมาสแรก ปี 2013 Tesla ทำกำไรสุทธิได้ราว ๆ 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทำกำไรได้เป็นไตรมาสแรก ตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น NASDAQ ในปี 2010
นอกจากนั้น นิตยสารรถยนต์ชื่อดังในสหรัฐอเมริกา ที่ชื่อ MotorTrend ได้เลือก Tesla Model S ให้เป็น Car of the Year ทำให้ Tesla ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นไปอีก
พอเริ่มมียอดส่งมอบมากขึ้น ยอดจองซื้อมากขึ้น Tesla ก็เริ่มมีเงินสดไหลเข้ามา จนเพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงพนักงานและบริษัทให้ทำธุรกิจต่อไปได้
สุดท้าย ดีลที่ อีลอน มัสก์ ตกลงกับ แลร์รี เพจ ก็ถูกปัดตกไปในที่สุด
ก็น่าคิดเหมือนกันว่า
ถ้าในตอนนั้น อีลอน มัสก์ ไม่สู้หลังชนฝา ยอมเอาทรัพย์สินตัวเองมาขายแลกเป็นเงินสด ไปทุ่มใส่บริษัท
และถ้าพนักงาน Tesla หลายคนไม่สู้ยิบตา เพื่อช่วยกันดันยอดส่งมอบรถของบริษัท
วันนี้เราอาจได้เห็น Tesla เป็นหนึ่งในบริษัทลูกของ Google ก็เป็นได้..
โฆษณา