30 เม.ย. เวลา 08:06 • หุ้น & เศรษฐกิจ

AI ไม่ได้จะครองโลก แต่ก็ไม่ใช่แค่ของขายฝัน — ความจริงอยู่ตรงกลางที่นักลงทุนมักมองข้าม

🌐 **โลกแตกออกเป็นสองค่าย**
ถ้าคุณติดตามข่าว AI ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา คุณจะสังเกตเห็นว่าการถกเถียงเรื่องนี้มักไม่มีพื้นที่กลาง ฝั่งหนึ่งบอกว่า AI กำลังจะฉลาดเกินมนุษย์ ควบคุมไม่ได้ และในที่สุดจะตัดสินใจว่ามนุษย์เป็นภาระที่ไม่จำเป็น อีกฝั่งหนึ่งบอกว่าทั้งหมดนี้คือการตลาดขนาดยักษ์ บริษัทเทคโนโลยีปั้นเรื่องราวเพื่อดึงเงินลงทุน และสุดท้ายฟองสบู่จะแตกเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
ทั้งสองค่ายพูดถูกบางส่วน และผิดบางส่วน แต่ปัญหาคือนักลงทุนส่วนใหญ่เลือกเชื่อฝั่งใดฝั่งหนึ่งอย่างสุดโต่ง แล้วตัดสินใจบนความเชื่อนั้นโดยไม่ตั้งคำถาม บทความนี้จะพาคุณไปดูว่าความจริงที่อยู่ตรงกลางนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร และนักลงทุนควรวางตัวอย่างไรกับมัน
---
😱 **ค่ายแรก: AI จะครองโลก**
ความกลัวที่ว่า AI จะฉลาดเกินมนุษย์และหันมาทำร้ายเราไม่ได้มาจากคนที่ดูหนัง Sci-Fi มากเกินไปเพียงอย่างเดียว นักวิจัยในแล็บ AI ชั้นนำบางคนเองก็แสดงความกังวลในทิศทางนี้ และนั่นทำให้เรื่องราวนี้ฟังดูน่าเชื่อถือกว่าที่ควร
แต่ถ้าดูให้ดีจะพบว่า AI ที่ใช้งานอยู่จริงในวันนี้เป็นเพียง "เครื่องมือตอบคำถาม" เท่านั้น มันไม่มีเป้าหมายที่ยืนยงของตัวเอง ไม่มีความทรงจำข้ามการสนทนา และไม่มีความสามารถในการวางแผนระยะยาวเพื่อไล่ตามวัตถุประสงค์ใดๆ ด้วยตัวเอง สิ่งที่เรียกว่า "ความฉลาด" ของมันนั้นเป็นความสามารถในการสร้างข้อความที่ฟังดูสมเหตุสมผล ไม่ใช่การคิดหรือการเข้าใจในแบบที่มนุษย์ทำ
ความเสี่ยงจริงในระยะสั้นมีอยู่ แต่เป็นเรื่องที่ธรรมดากว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด เช่น โจมตีทางไซเบอร์หรือสร้างโฆษณาชวนเชื่อ หรือการที่อำนาจกระจุกตัวอยู่ในมือบริษัทเทคโนโลยีไม่กี่แห่ง สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ ไม่ใช่หายนะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนเรื่องการว่างงานหมู่นั้น ประวัติศาสตร์บอกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าทุกครั้งที่เทคโนโลยีใหม่เข้ามา งานบางประเภทหายไปแต่งานใหม่ก็เกิดขึ้น อาจมีความเจ็บปวดในช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับบางอาชีพ แต่ภาพของโลกที่มนุษย์ไม่มีงานทำเลยนั้นขัดกับบทเรียนทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา
---
📉 **ค่ายที่สอง: AI แค่ของขายฝัน**
ฝ่ายนี้น่าสนใจกว่า และ Guild Investment Management ซึ่งเป็นที่มาของการวิเคราะห์นี้ให้ความเคารพมากกว่า เพราะข้อโต้แย้งของพวกเขาไม่ได้บอกว่า AI ไม่มีประโยชน์ แต่เป็นข้อโต้แย้งเชิงเทคนิคที่ระบุว่า LLM หรือ Large Language Model มีข้อจำกัดเชิงสถาปัตยกรรมที่การใส่เงินและ Compute เพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ ไม่สามารถแก้ได้
เหตุผลคือ LLM ไม่ได้ "เข้าใจ" โลกอย่างแท้จริง มันทำงานโดยการเดาว่าคำหรือประโยคอะไรควรตามมาหลังจากสิ่งที่เห็น โดยอิงจากชุดข้อมูลขนาดมหึมาที่ถูกป้อนเข้าไปในการฝึก ไม่มีการใช้เหตุผลเกิดขึ้นจริง ไม่มีความเข้าใจจริง มีแต่การสร้างข้อความที่ฟังดูน่าเชื่อถือ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาที่เรียกว่า Hallucination หรือการที่ AI พูดสิ่งที่ผิดด้วยความมั่นใจสูง
---
⚠️ **ดักเกอร์แห่งความน่าเชื่อถือ 97%**
Guild เสนอภาพเปรียบเทียบที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง ลองคิดดูว่าระหว่าง AI ที่แม่นยำ 80% กับ AI ที่แม่นยำ 97% อันไหนอันตรายกว่ากัน คำตอบที่ขัดกับสัญชาตญาณคือ 97% อันตรายกว่า
AI ที่ถูกแค่ 80% นั้นทุกคนรู้ว่าอย่าเชื่อมากเกินไป เหมือนผู้ช่วยวิจัยที่ขี้ลืมเป็นครั้งคราว คุณรู้ว่าต้องตรวจสอบเองเสมอ แต่ AI ที่ถูก 97% นั้นดูน่าเชื่อถือจนคนเริ่มละเลยการตรวจสอบ และนั่นหมายความว่าในทุกๆ 100 ครั้ง จะมีความผิดพลาด 3 ครั้งที่ถูกนำไปใช้งานโดยไม่มีใครจับได้ ในสภาพแวดล้อมที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น การแพทย์ กฎหมาย หรือการเงิน ความผิดพลาด 3% นั้นอาจหมายถึงหายนะได้
และปัญหาคือ LLM ในปัจจุบันยังอยู่ห่างไกลจากแม้แต่ 97% มาก ยิ่งกว่านั้น ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าโมเดลรุ่นใหม่ที่ทรงพลังกว่ากลับมีอัตราการ Hallucinate สูงขึ้นกว่ารุ่นก่อน ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ฝ่ายที่เชื่อในการ Scaling บอกว่าจะเกิดขึ้น
---
🔍 **หลักฐานที่ปรากฏในปี 2025**
ปี 2025 ให้หลักฐานหลายอย่างที่สนับสนุนฝ่ายที่ตั้งคำถามกับ AI มากกว่าฝ่ายที่ฮือฮา AI Agents ที่เคยถูกพูดถึงว่าจะเป็นก้าวต่อไปของ AI และจะทำงานแทนมนุษย์ได้ทุกอย่างนั้น ส่วนใหญ่ยังไปไม่ถึงระดับที่ใช้งานได้จริงในสภาพแวดล้อมจริง บริษัท AI ชั้นนำยังคงเผาเงินในอัตราที่สูงมาก โดยสมมติว่าความสามารถจะเพิ่มขึ้นตามที่คาดหวัง แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน
สัญญาณที่น่ากังวลที่สุดปรากฏเมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา เมื่อบริษัทขายรองเท้าที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ประกาศว่าจะเปลี่ยนธุรกิจมาทำ "AI Compute Operations" และราคาหุ้นพุ่งขึ้นทันที นักลงทุนที่ผ่านยุคฟองสบู่ Dot-com มาจะจำภาพนี้ได้ดี มันเป็นสัญญาณที่บอกว่าตลาดกำลังให้ราคากับคำว่า AI โดยไม่สนใจเนื้อหาจริงๆ เบื้องหลัง
Guild ยังสังเกตจากประสบการณ์ตรงของตัวเองว่า Platform ทางการเงินและเทคโนโลยีที่เคยทำงานได้ราบรื่นเริ่มมีปัญหา Outage และความผิดปกติเพิ่มขึ้น ซึ่งตรงกับช่วงที่บริษัทต่างๆ ลดวิศวกรมนุษย์และให้ AI เขียนโค้ดแทน บางครั้งวิศวกรที่มีประสบการณ์ต้องใช้เวลานานมากในการแก้โค้ดที่ AI เขียน จนคำถามที่ว่าคุ้มค่าไหมที่จะใช้ AI แทนมนุษย์ในงานเหล่านั้นกลายเป็นคำถามที่ตอบยากขึ้นเรื่อยๆ
---
🧩 **สิ่งที่ฝ่ายวิจารณ์มองข้าม**
แต่การพยักหน้าเห็นด้วยกับฝ่ายวิจารณ์ทั้งหมดก็ผิดพลาดเช่นกัน เพราะมีสองเรื่องสำคัญที่พวกเขามักมองข้าม
เรื่องแรกคือผลกระทบจริงที่เกิดขึ้นแล้วในระดับ Application Layer บริษัทที่นำ AI ไปใช้ในงานเฉพาะทางที่เหมาะสมกำลังเห็นการปรับปรุง Margin และประสิทธิภาพที่วัดได้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขในสไลด์นำเสนอ AI เก่งมากในบางสิ่งที่มีมูลค่าสูงต่อธุรกิจ และนั่นเป็นเรื่องจริงที่ไม่ควรปัดทิ้ง
เรื่องที่สองคือ AI ใหญ่กว่าแค่ LLM มาก ก่อนที่ Generative AI จะครองพื้นที่การสนทนาทั้งหมด มีแนวทาง AI อีกหลายแขนงที่นักวิจัยพัฒนามาหลายสิบปี รวมถึง Symbolic Reasoning และการสร้างแบบจำลองโลกที่ชัดเจน ซึ่งแก้ปัญหาหลายอย่างที่ LLM สะดุดอยู่ในตอนนี้ได้ แต่แนวทางเหล่านั้นถูกกีดออกจากการสนทนากระแสหลักเพราะ Generative AI ดึงความสนใจและเงินลงทุนไปหมด
นักวิจัย AI หลายคนเสนอว่าทางออกที่แท้จริงคือการผสานสองแนวทางเข้าด้วยกัน ที่เรียกว่า Neurosymbolic AI ซึ่งรวมความคล่องแคล่วของ Neural Network เข้ากับความแม่นยำของ Symbolic Reasoning บริษัทอย่าง Palantir กำลังเดินในทิศทางนี้อยู่แล้ว และผลลัพธ์ในสภาพแวดล้อมที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูงอย่างการทหาร กฎหมาย และการแพทย์ก็ให้หลักฐานว่าแนวทางนี้ได้ผล
---
🗺️ **สามเส้นทางที่อาจเกิดขึ้น**
Guild มองว่าอนาคตของ AI มีสามเส้นทางที่เป็นไปได้
เส้นทางแรกคือการขยายตัวอย่างช้าๆ แต่เป็นระเบียบ บริษัท AI ที่อ่อนแอค่อยๆ ถูกดูดกลืนหรือปิดตัว บริษัทที่แข็งแกร่งรวมตัวกัน และประโยชน์จาก AI ค่อยๆ สะสมในระดับ Application Layer โดยไม่มีการพลิกโฉมโลกแบบฉับพลัน
เส้นทางที่สองคือฟองสบู่แตก เงินลงทุนมหาศาลที่ไหลเข้าไปในโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยไม่เห็น Return ที่ชัดเจนเริ่มถูกตั้งคำถามจากนักลงทุน ตลาดปรับฐาน และธนาคารกลางต้องเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจ ในกรณีนี้ AI ยังคงอยู่และยังมีประโยชน์ แต่ผู้ที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ในช่วงปี 2023 ถึง 2026 อาจไม่เห็นผลตอบแทนเพิ่มเติมอีกแล้ว
เส้นทางที่สามคือการก้าวกระโดดทางเทคนิค หากนักวิจัยสามารถพัฒนาสถาปัตยกรรมใหม่ที่แก้ปัญหาความน่าเชื่อถือได้จริง ภาพของ AI ที่ฉลาดใกล้เคียงมนุษย์ก็จะเปลี่ยนจากการคาดเดาเป็นความเป็นไปได้จริง แต่ Guild มองว่าเส้นทางนี้น่าจะใช้เวลานานกว่าที่ฝ่ายบวกคาดการณ์มาก
---
💼 **นักลงทุนควรทำอะไร**
ในสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนแบบนี้ Guild แนะนำให้โฟกัสที่บริษัทที่กำลังใช้ AI และเห็นผลเป็นตัวเลขจริงในงบการเงินแล้ว มากกว่าบริษัทที่ขายความฝันว่าจะนำ AI ไปใช้ในอนาคต บริษัทที่พูดถึง AI ในการประชุมนักลงทุนแต่ไม่มีตัวเลข Margin หรือ Revenue ที่เปลี่ยนแปลงให้ดูนั้นควรถูกมองด้วยความระมัดระวัง
สำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI มาตั้งแต่ต้น กำไรส่วนใหญ่ที่ "หยิบได้ง่าย" น่าจะผ่านไปแล้ว การลด Exposure ลงบ้างเพื่อป้องกันตัวจากความเสี่ยงที่ฟองสบู่จะแตกในสไตล์เส้นทางที่สองนั้นสมเหตุสมผล ขณะเดียวกันก็ควรเตรียมเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับการลงทุนในอนาคต หากมีการก้าวกระโดดทางเทคนิคที่แท้จริงเกิดขึ้น
สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าตกหลุมพรางของสองขั้วสุดโต่ง ทั้งคนที่กลัว AI จนไม่กล้าแตะหุ้นเทคโนโลยีเลย และคนที่ตื่นเต้นกับ AI จนซื้อทุกอย่างที่มีคำว่า AI ในชื่อบริษัท ต่างก็กำลังเดินเข้าหาความผิดพลาดด้วยกันทั้งคู่
ความจริงที่อยู่ตรงกลางนั้นซับซ้อนกว่า แต่ก็เป็นพื้นที่เดียวที่นักลงทุนที่ฉลาดควรยืนอยู่
Boyles bigmove club
---
ที่มา: Guild Investment Management
โฆษณา