Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เป็ดขี้สงสัย
•
ติดตาม
30 เม.ย. เวลา 11:00 • ปรัชญา
เป็นผู้ให้บนโลกที่พร้อมเอาเปรียบ
คุณเคยช่วยเพื่อนร่วมงานจนงานตัวเองล่าช้าไหมครับ ?
ผมเคยรู้สึกว่าการเป็นคนแบบนี้ หรือที่ในบทความนี้เราจะเรียกว่า Giver — คือความอ่อนแอ เป็นคนที่ "ไม่ฉลาดพอ" ในโลกการทำงาน
แต่หนังสือ Give and Take โดย Adam Grant นักจิตวิทยาและนักเขียนผู้เขียน Think Again ทำให้ผมต้องคิดใหม่ทั้งหมด
นิยามของ ผู้ให้, ผู้รับ และผู้แลกเปลี่ยน
Adam Grant ใช้เวลาหลายปีศึกษาว่า ทำไมบางคนถึงประสบความสำเร็จและล้มเหลวมากกว่าคนอื่น และลักษณะของผู้ออกเป็นเป็น 3 ประเภท
ผู้ให้ (Giver) — คนที่ให้ผลประโยชน์คนอื่นมากกว่าที่ตัวเองจะได้รับ ช่วยเหลือโดยไม่ได้นึกถึงผลตอบแทน
ผู้รับ (Taker) — คนที่มักได้รับมากกว่าที่ตัวเองให้ เน้นกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัว
ผู้แลกเปลี่ยน (Matcher) — กลุ่มที่มีมากที่สุดในสังคม คือให้และรับเท่า ๆ กัน
แล้ว — ใครคือคนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด?
ใครคือ ผู้อยู่จุดสูงสุด
คนที่ประสบความสำเร็จน้อยที่สุด คือ ผู้ให้
ฟังดูสมเหตุสมผลใช่ไหมครับ ผู้ให้ช่วยคนอื่นจนงานตัวเองล่าช้า ให้เครดิตคนอื่นจนไม่มีใครเห็นความสามารถของตัวเอง
แต่สิ่งที่น่าสนใจของงานวิจัยนี้ก็คือ
คนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด... ก็คือ ผู้ให้ เช่นกัน
ผู้ให้อยู่ทั้งจุดต่ำสุด และ จุดสูงสุดในเวลาเดียวกัน
ส่วนผู้รับและผู้แลกเปลี่ยน? พวกเขาอยู่ตรงกลาง ไม่ตกลึกที่สุด แต่ก็ไม่เคยพุ่งสูงสุดเช่นกัน
คำถามจึงไม่ใช่ "ควรเป็นผู้ให้หรือเปล่า" แต่คือ "จะเป็นผู้ให้แบบไหน?"
วิธีที่ผู้ให้ใช้สร้างความสำเร็จ–ผลกระทบละลอกคลื่น
ผู้ให้มีคุณสมบัติส่วนตัวที่สามารถสร้างผลกระทบยิ่งใหญ่ได้อยู่แล้ว เพราะมักเป็นคนที่มองหาโอกาสในการให้ผู้อื่นอยู่เสมอ และมักมองไปที่ผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ
โดยผู้ให้ไม่เพียงให้ความช่วยเหลือเฉพาะคนที่เคยให้ความช่วยเหลือเขาแบบผู้แลกเปลี่ยน แต่ผู้ให้ช่วยคนมากกว่าที่ตัวเองได้รับ ดังนั้นในสังคมที่มีผู้ให้อยู่มากก็จะส่งการช่วยเหลือต่อกันแบบขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ
เมื่อผู้ให้คนแรกให้ความช่วยเหลือกับผู้ให้อีกคน ผู้ให้อีกคนจะช่วยเหลือคนอื่นอีกหลายคน และขอเพียงมีผู้ให้อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น เราก็จะสามารถขยายขอบเขตของผลกระทบต่อไปเป็นทอด ๆ ได้นั่นเอง เราสามารถวัดปรากฏการณ์นี้ได้ผ่านการทดลองหนึ่งของ Adam Grant คือ “เกมแบ่งเงิน”
เกมแบ่งเงิน — ทำไมผู้ให้ถึงอยู่ได้ทั้งสองจุด?
ลองเล่นเกมในหัวกันดูครับ
จินตนาการว่าคุณอยู่ในกลุ่ม 4 คน เป็นคนแปลกหน้า จะไม่ได้พบกันอีก ห้ามพูดคุย และไม่รู้ว่าคนอื่นจะเลือกอะไร
ทุกรอบ แต่ละคนได้รับ 3 เหรียญ และมีตัวเลือกดังนี้
ตัวเลือก 1: เก็บไว้คนเดียว (ได้ 3 เหรียญแน่ๆ)
ตัวเลือก 2: แจกให้ทุกคนในกลุ่มคนละ 2 เหรียญ (ตัวเองได้ 2 เหรียญด้วย)
เล่นทั้งหมด 6 รอบ — ลองคำนวณกันดู
●
ถ้าทุกคนเลือกตัวเลือก 1 (เก็บคนเดียว) → คุณจะได้ 18 เหรียญ
●
ถ้าทุกคนเลือกตัวเลือก 2 (แจก) → คุณจะได้ 48 เหรียญ
●
แต่ถ้า คุณแจกคนเดียว คนอื่นเก็บ → คุณจะได้แค่ 12 เหรียญ ส่วนคนอื่นได้ 30 เหรียญ ต่อคน
ตัวเลขชี้ให้เห็นครับ — ถ้าคุณเป็นผู้ให้คนเดียวในกลุ่มผู้รับคุณก็จะตกอยู่จุดต่ำสุด แต่ถ้าทุกคนในกลุ่มเป็นผู้ให้ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะสูงกว่ากรณีอื่น ๆ หลายเท่าเช่นกัน
คำถามที่ตามมาคือ — คุณจะกล้าเลือกตัวเลือก 2 ไหม ในเมื่อคุณไม่รู้ว่าคนอื่นจะเลือกอะไร?
ผู้ให้ที่ล้มเหลว vs ผู้ให้ที่สำเร็จ
จากที่ผมตกผลึกจากหนังสือเล่มนี้ ความแตกต่างมีอยู่ 2 จุด
1. เปลี่ยนคำถามในหัว
แม้การเป็นผู้ให้จะไม่คิดว่า "ฉันจะได้อะไร" แต่คุณก็ต้องถามว่า "ฉันจะ เสีย อะไร"
เมื่อเราถามว่า "ฉันจะเสียอะไร?" คุณจะมองเห็นภาพชัดขึ้นว่าเมื่อไรที่คุณควรให้ และเมื่อไรที่ไม่ควร ความช่วยเหลือที่ทำให้คุณต้องสูญเสียเป้าหมายสำคัญของตัวเองนั่นคือสิ่งที่คุณต้องปฏิเสธ
ผู้ให้ที่ประสบความสำเร็จ คือ “ผู้ให้ที่นึกถึงใจเขาใจเรา
ให้คนอื่นโดยไม่ลืมความต้องการของตัวเอง
ผู้ให้ที่ล้มเหลว คือ “ผู้ให้ที่ไม่เคยนึกถึงตนเองเลย”
2. เลือกให้กับ "คนที่จะส่งต่อ"
กลับมาที่เกมแบ่งเงิน — หากคุณไม่อยากอยู่ฝ่ายเดียวที่เสียเปรียบ คุณต้องอยู่ในกลุ่มที่ทุกคนเลือกตัวเลือกที่ 2
ในชีวิตจริง ผู้ให้ที่ประสบความสำเร็จจะเลือกช่วยเหลือคนที่จะ "ส่งต่อ" ความช่วยเหลือนั้นออกไปในวงกว้าง ไม่ใช่คนที่รับอยู่ฝ่ายเดียว
นั่นคือหัวใจของ "เครือข่ายของผู้ให้" — เมื่อคุณสร้างกลุ่มที่ทุกคนพร้อมจะให้กัน ผลลัพธ์โดยรวมก็จะดีกว่าต่างคนต่างอยู่อย่างเทียบไม่ได้
ตาต่อตาฟันต่อฟันแบบใจกว้าง — เมื่อโชคไม่ดีไปเจอผู้รับ
แม้เราจะเลือกให้กับคนที่จะส่งต่อ แต่ในโลกจริงเราก็ยังมีโอกาสเจอผู้รับที่พร้อมจะเอาเปรียบเราอยู่ดี
Adam Grant แนะนำเทคนิคที่ชื่อว่า "ตาต่อตาฟันต่อฟันแบบใจกว้าง" หลักการของวิธีนี้คือ
จงให้อภัยเมื่อเขาทำผิด และจงไม่ลืมเมื่อเขาทำดี
เมื่อถูกผู้รับเอาเปรียบ ให้สู้กลับแค่ 2 ใน 3 ครั้ง — เพื่อรักษาผลประโยชน์และจุดยืนของตัวเองเอาไว้ แต่ไม่ได้สู้กันให้ตายไปข้างใดข้างหนึ่ง หรือล้างแค้นเพื่อให้แตกหัก
วิธีนี้รักษาตัวตนของผู้ให้เอาไว้ — ไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกใช้ต่อไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่กลายเป็นผู้รับเสียเอง
เรียกร้องแทนคนอื่น — เมื่อผู้ให้ต้องลุกขึ้นต่อรอง
แต่บ่อยครั้ง ปัญหาของผู้ให้ไม่ใช่ "ตอบโต้ไม่ได้" — แต่คือ "ไม่กล้าเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองควรได้"
ผู้ให้บางคนไม่กล้าปฏิเสธ ไม่กล้าต่อรองในสัญญาที่เสียเปรียบ เพราะกลัวจะเรียกร้องมากเกินไป จึงถูกเอาเปรียบโดยไม่ตั้งใจ
วิธีที่ทำให้ผู้ให้กล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องได้คือ "เรียกร้องแทนคนอื่น"
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ เรื่องการต่อรองเงินเดือน — ผู้ให้มักไม่กล้าเรียกเงินเดือนสูงเท่าผู้รับ เพราะจะกดความคาดหวังลงมาที่สุดขอบที่ตัวเองรับได้ แต่ถ้าผู้ให้คิดว่า
"เงินจำนวนที่เพิ่มขึ้นจะนำไปดูแลครอบครัวได้มากขึ้น"
"จะสามารถช่วยเหลือคนรอบตัวได้มากขึ้น"
ผู้ให้จะกล้าเรียกร้องในระดับที่สมเหตุสมผลมากขึ้น เพราะนั่นไม่ใช่การเรียกร้องเพื่อตัวเอง แต่เพื่อคนที่อยู่รอบตัว
และคนรอบตัวก็มักจะเข้าใจผู้ให้ในเวลาที่ต้องต่อรอง เพราะผู้ให้ได้แสดงให้ทุกคนได้เห็นว่า ไม่ใช่คนที่กอบโกยผลประโยชน์ แต่ทำเพื่อส่วนรวมมาเสมอ
ให้ไปก่อน ทัศนคติไว้ทีหลัง — สร้างชุมชนผู้ให้
แต่ทั้งหมดนี้ก็คงดีกว่าถ้าผู้ให้ได้อยู่ในกลุ่มของผู้ให้ด้วยกันเอง แล้วเราจะไปเจอกลุ่มแบบนั้นได้อย่างไร?
หลักการที่ Adam Grant เสนอ และอาจขัดกับสิ่งที่เราเชื่อมาตลอด คือประโยคนี้
ให้ไปก่อน ทัศนคติไว้ทีหลัง
เบื้องหลังของความคิดนี้คือ เมื่อเกิดการให้ขึ้นในกลุ่ม ไม่ว่าจะด้วยเจตนาแบบไหน มันจะส่งผลประโยชน์ต่อส่วนรวมเสมอ แล้วเมื่อทุกคนสัมผัสได้ถึงผลที่เกิดขึ้น คนในกลุ่มจะค่อยๆ รู้สึกชอบการเป็นผู้ให้เอง
สังคมของผู้ให้ก่อตัวขึ้นเมื่อ ผู้ให้ช่วยเหลือคนอื่นในกลุ่ม ผู้แลกเปลี่ยนพยายามตอบแทนผู้ให้คนนั้น แต่ถ้าตอบแทนไม่ได้ก็จะหา "ที่ลง" ด้วยการไปช่วยเหลือคนอื่นแทน ส่วนผู้รับเมื่อเห็นทุกคนในกลุ่มแสดงการให้ออกมาก็จะไม่ยอมน้อยหน้า พยายามให้บ้างเพื่อให้ตัวเองได้รับการยอมรับ
ผลสุดท้ายทุกคนในกลุ่มได้รับผลประโยชน์ที่สูงกว่าการต่างคนต่างอยู่ และผู้ให้คนแรกที่ "ให้ไปก่อน" คือคนที่จุดประกายทั้งหมดนี้
ความสำเร็จอีกขั้น
มากไปกว่าสิ่งที่ Adam Grant พิสูจน์ด้วยตัวเลข — เงินเดือน ตำแหน่ง การยอมรับในที่ทำงาน — เป็นมุมที่จับต้องได้และวัดผลได้ชัดเจน
ส่วนตัวผมพบว่า ในด้านของจิตใจและความสุขในชีวิต ผู้ให้ก็ประสบความสำเร็จอย่างลึกซึ้งไม่แพ้กัน
Abraham Maslow นักจิตวิทยาคนสำคัญเคยอธิบายว่า ความต้องการของมนุษย์มีลำดับขั้นจากพื้นฐานอย่างปากท้องและความปลอดภัย ไปจนถึงระดับสูงขึ้น — ความรักและการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม การได้รับการยอมรับและภาคภูมิใจในตัวเอง จนถึงขั้นสูงสุดคือ การได้เติบโตเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่เต็มศักยภาพ
ลองสังเกตดูครับ สามขั้นบนนี้คือสิ่งที่การเป็นผู้ให้สร้างขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ เมื่อคุณช่วยเหลือคนอื่น คุณสร้างมิตรภาพ และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
เมื่อคุณส่งต่อความช่วยเหลือออกไป คนรอบตัวเริ่มมองเห็นคุณค่าของคุณ และเมื่อคุณให้โดยไม่ลืมตัวเอง คุณกำลังเคารพทั้งคนอื่น และตัวเอง
ในด้านตัวเลข ผู้ให้คือ คนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและในด้านจิตใจ ผู้ให้คือ คนที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ทำให้ชีวิตรู้สึกเติมเต็ม
แต่! ตอนนี้ฉันนี่แหละ “ผู้รับ”
มันไม่แปลกเลยครับ ถ้าตอนนี้คุณเป็นผู้รับหรือผู้แลกเปลี่ยน เพราะสังคมสอนให้เราเป็นแบบนั้น เชื่อแบบนั้น
แต่ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ นั่นอาจหมายความว่าลึกๆ คุณอยากจะเป็นผู้ให้แล้ว
ผมอยากชวนคุณลองนึกถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นอกจากการทำงานดูครับ — คุณเคยเสียสละเพื่อคนในครอบครัวไหม เคยเสียสละเพื่อเพื่อน หรือคนรักไหม
สิ่งเหล่านั้นบ่งบอกว่าในมุมใดมุมหนึ่งของชีวิต คุณก็คือ "ผู้ให้" เหมือนกัน
คนเราไม่จำเป็นต้องเป็นคนรูปแบบเดียวในทุกสถานการณ์ครับ
ถ้าคุณอยากเปลี่ยนตัวเองจากผู้รับเป็นผู้ให้ — ให้เริ่มจากการให้แม้คุณจะไม่เต็มใจก็ตาม หรือให้โดยนึกถึงประโยชน์ที่จะได้กลับมาก็ได้ เช่น
การบริจาคของที่ไม่ได้ใช้จะช่วยให้บ้านสะอาดขึ้น
การซื้อขนมแบ่งคนในทีมจะทำให้คุณเป็นที่นิยมมากขึ้น
หลังจากนั้น ผลลัพธ์ต่างๆ จะค่อยๆ ทำให้คุณเพลิดเพลินกับการให้เอง
สิ่งที่ได้รับจากหนังสือเล่มนี้
ตอนที่อ่าน Give and Take ครั้งแรก ผมกำลังอยู่ในช่วงที่สับสนกับการก้าวเข้าสู่ชีวิตวัยทำงาน
ผมพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่บอกว่า "ต้องฉลาด ต้องรู้จักเอาตัวรอด ต้องไม่ให้ใครมาเอาเปรียบ"
ผมเริ่มตั้งคำถามกับทุกอย่างว่า "ถ้าทำแล้วผมจะได้อะไร?"
หนังสือเล่มนี้หยุดความคิดของผมไว้ได้ และทำให้ผมรู้ว่า เราสามารถใจดีได้ และยังไม่แพ้ เราสามารถให้ความช่วยเหลือ และขอความช่วยเหลืออย่างบริสุทธิ์ใจได้ โดยไม่ต้องรู้สึกว่ามันเป็นความอ่อนแอ
ประโยคที่ Adam Grant เขียนไว้ในบทสุดท้าย และเป็นประโยคที่ผมมักกลับมาอ่านซ้ำอยู่บ่อยๆ คือ
จงทุ่มเทพลังงาน และความสนใจไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคนอื่น แล้วความสำเร็จจะเกิดขึ้นตามมาเป็นผลพลอยได้เอง
ฟังดูอาจเป็นคำที่โรแมนติกเกินไป แต่นั่นคือสิ่งที่งานวิจัย ตัวเลข และที่สำคัญที่สุด ประสบการณ์ของผมเอง พิสูจน์ให้เห็น
ผู้ให้ที่ฉลาดพอ ไม่ได้แค่ชนะในเชิงตัวเลข แต่ยังเดินอยู่บนเส้นทางที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย
ถ้าบทความนี้มีประโยชน์ ฝากแชร์ให้เพื่อนที่คุณคิดว่าเขาเป็น "ผู้ให้" ด้วยนะครับ — บางทีเขาอาจต้องการอ่านสิ่งนี้ก็ได้
Lemon8, Blockdit, Facebook: เป็ดขี้สงสัย
Medium: The Curious Duck
instagram: whatdoesthefolksay
email:
folksirisak@gmail.com
บันทึก
1
6
1
6
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย