30 เม.ย. เวลา 11:39 • การศึกษา

“สังคายนา ไม่ใช่การแก้ไข..”

กฎหมายที่ร่างออกไปแล้ว บังคับใช้แล้ว.. ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเนื้อหา ให้ดียิ่งขึ้น.. เรียกว่า “Amendment”.. เช่น รัฐธรรมนูญ..
นั่นคือ กฎหมาย.. ที่ต้องปรับแก้ เพราะไม่รู้ว่า อนาคตจะเกิดอะไรขึ้น.. เมื่อล้าสมัย ก็ต้องแก้ไขให้เหมาะสมกับพัฒนาการของสังคม..
แต่ทางธรรม ไม่ใช่..
หลายคนเข้าใจผิด.. เข้าใจว่า หลักธรรมของศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไปมาก เพราะมีการแก้ไขปรับปรุงให้ทันสมัยหลายครั้ง จากการทำสังคายนาในอดีต..
ที่จริงแล้ว.. คำว่าสังคายนานี้.. ไม่ได้แปลว่า ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัย..
นิกายมหายานหรือนิกายอื่น อาจเข้าใจแบบนั้น แบบทางโลกว่า.. ถ้าธรรมะ กฎของสงฆ์ไม่ทันสมัย ก็ต้องปรับปรุง ให้สังคมยอมรับ.. ให้ศาสนาคงอยู่ต่อไป ไม่เสื่อมสูญ..
แต่ในทางธรรมแล้ว ไม่ใช่เช่นนั้น.. แต่ตรงกันข้าม เราถือว่า ศาสนาพุทธจะเสื่อม เมื่อคนและภิกษุไม่ทำตามหลักเกณฑ์ที่ทรงบัญญัติไว้..
เช่น พระวินัยบอกว่า ห้ามภิกษุรับเงินทอง เงินตรา (รูปิยะ)..
เมื่อภิกษุบางกลุ่ม เห็นว่าล้าสมัย ต้องการปรับปรุงพระวินัยให้รับเงินได้..
นับเป็นความเห็นผิด.. จนต้องมีการทำสังคายนาจากภิกษุที่เห็นควรคงไว้..
การสังคายนาของนิกายอื่น ของศาสนาอื่น เป็นอย่างไร ก็เรื่องของเขา..
แต่การทำสังคายนาของพุทธ.. คือ การรักษาพระธรรมวินัยเดิมไว้ ไม่ให้เปลี่ยนแปลงผิดเพี้ยนไปจากเดิม.. ไม่ว่าเพราะเจตนาหรือเพราะความเข้าใจผิด..
เจตนาแก้ไข เกิดขึ้น เมื่อ 100 ปีหลังปรินิพพาน ที่กลุ่มพระเมืองวัชชี ต้องการแก้ไขให้พระรับเงินได้ตามยุคสมัยนั้น.. จึงทำสังคายนาแก้ไขพระวินัยกันเอง.. เป็นที่มาของนิกายมหายายในจีนฑิเบต..
แต่กลุ่มพระอรหันต์ไม่ยอม.. เกรงว่า ต่อไป คนจะเข้าใจพระวินัยผิด.. จึงรวมตัวกันทำสังคายนา (ครั้งที่ 2) สวดท่องทบทวนว่า พระวินัยเดิม ห้ามไว้อย่างไร.. แล้วจดจำต่อๆกันมา.. เป็นที่มาของพุทธในไทย..
แก้ไขเพราะความเข้าใจผิด.. เกิดขึ้นหลังปรินิพพานได้ 200 ปี.. ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช.. เพราะภิกษุมีความเห็นผิดไปจากพระธรรมวินัยเดิมมากขึ้น.. จึงเกิดการทำสังคายนาครั้งที่ 3 เพื่อทบทวนหลักการเดิมที่ถูกให้คงไว้..
หรือในราว 300-400 ปีหลังปรินิพพาน ในดินแดนแถบเอเชียยุโรป แถบเมืองตักสิลา.. ได้ทำสังคายนา เพราะเข้าใจผิดว่าพุทธแตกแยกเป็น 2 นิกาย.. ความจริงพุทธมีอยู่ คือ กลุ่มหินยาน ส่วนที่แตกออกไปจากพุทธคือ กลุ่มมหายาน..
ด้วยความหวังดี กษัตริย์จึง ทำสังคายนาโดยรวมหลักการของทั้ง 2 ฝ่ายผสมเป็นสิ่งเดียว โดยบันทึกไว้ในแผ่นทองแดงด้วย..
การทำสังคายนาในครั้งนั้น.. ในมุมมองของพุทธ เป็นการทำเนื่องจากความเห็นผิด เพราะไม่ได้ยึดตามหลักการเดิม.. แต่นำเอาคำสอนในนิกายมารวมกับพุทธ.. ทำให้ฝ่ายพุทธ (หินยาน) ไม่นับว่าเป็นการสังคายนา..
คงเข้าใจตรงกันแล้วนะครับว่า.. “สังคายนา” คือ การทบทวนเนื้อหาให้คงเดิม.. เพราะไม่ต้องการให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง..
ไม่ใช่การแก้ไขปรับปรุงให้ทันสมัย..
เพราะธรรมะนั้น เป็นสัจจะความจริง ไม่มีวันล้าสมัย จึงไม่ต้องแก้ไขปรับปรุง.. เพราะการเปลี่ยนแปลงคำสอน.. คือ การทำลายบิดเบือนหลักการของธรรมะ..
ส่วนพระวินัย ก็บัญญัติขึ้นมาโดยพระพุทธเจ้า.. ถ้าเป็นเรื่องสำคัญ ก็แก้ไขไม่ได้.. ถ้าภิกษุเห็นว่าตนรับทำตามวินัยไม่ได้ ก็ต้องสึกหาลาออกจากสมณเพศไป..
ไม่ใช่แก้ไขกฎให้เหมาะสมตามความต้องการของตนเอง..
พระธรรมคำสอน (ธรรมะกับศีลของพระ) นั้น ไม่ใช่กฎหมาย..
ถ้าเป็นกฎหมาย.. ก็เทียบกับรถยนต์ ที่ต้องมีรุ่นใหม่ออกมาตลอดเวลา เพื่อสนองความต้องการของลูกค้า.. มานำเสนอทางการตลาด..
อยากได้.. ก็เอาเงินไปซื้อ..
แต่ถ้าเป็นพระธรรมวินัย เป็นความจริงบริสุทธิ์ที่สุดอยู่แล้ว.. เทียบได้กับเพชรแท้เจียระไนแล้ว.. ไม่สามารถแก้ไขได้..
อยากเป็นเพชร.. ไม่มีใครมาขาย.. อยากได้ต้องไปค้นหา แล้วลงมือทำตาม.. พัฒนาตน.. ทำจนตนเป็นเพชรแท้..
ถ้าทำแล้ว ยังไปไม่ถึงขั้นเพชรแท้..
เป็นพลอยธรรมชาติ หรือเป็นเพชรวิทยาศาสตร์ ก็ยังดี.. ดีกว่าเป็นเพชรปลอม..
ดีกว่า เป็นเพชรตามใบเซอร์.. ใบเกิด.. ใบทะเบียนบ้าน.. เพราะไม่เคยศึกษาและลงมือทำเลย..
โฆษณา