3 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

ประกันชีวิต ไม่ใช่แค่รายจ่าย แต่เป็นทรัพย์สิน ที่หลายคนมองข้าม

ค่าเบี้ยประกันบางส่วนที่เราจ่ายไป กำลังสะสมจนกลายเป็นการสร้างสินทรัพย์ให้ตัวเราเองแบบเงียบ ๆ
เพราะมูลค่าในตัวประกันชีวิตเอง เราสามารถดึงมันออกมาใช้เป็นเงินสดได้ในยามจำเป็น
แถมในวงการวางแผนการเงิน ยังนับประกันชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของความมั่งคั่งของเราได้ ไม่ต่างจากสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น บ้าน รถ รวมไปถึงเงินลงทุนต่าง ๆ เลย
แล้ววิธีที่จะทำให้ ประกันชีวิต กลายเป็นสินทรัพย์ของเราคืออะไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
เบี้ยประกันชีวิตที่เราจ่ายไปนั้น ถ้าหากไม่ใช่ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา หรือ Term Insurance
ส่วนหนึ่งจะสะสมอยู่ในกรมธรรม์ของเรา กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “มูลค่าเงินสด” หรือ Cash Value
ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเริ่มเกิดขึ้น ตั้งแต่สิ้นปีที่ 2 ที่เราได้จ่ายค่าเบี้ยประกันไป และจะได้เท่าไรก็ต้องไปเช็กกับตารางแสดงมูลค่าเวนคืนในกรมธรรม์
การที่ประกันชีวิตมีมูลค่าเงินสดในตัวเองนี้เอง ทำให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่ใครหลาย ๆ คนมองข้าม
เพราะมีอยู่หลากหลายวิธีที่จะสามารถเปลี่ยนมูลค่าเงินสด ที่อยู่ในกรมธรรม์ประกันชีวิตนี้ ให้กลายเป็นเงินสดในมือเราจริง ๆ ได้
- วิธีที่ 1 เวนคืนกรมธรรม์
วิธีนี้ก็คือการขอยกเลิกความคุ้มครองประกันชีวิตก่อนกำหนด เพื่อเอาเงินก้อนคืน โดยเราก็จะได้เงินคืน เท่ากับมูลค่าเงินสดที่เหลือในกรมธรรม์
ยกตัวอย่างเช่น ตารางมูลค่าเวนคืนของกรมธรรม์ประกันชีวิต A ระบุว่า มีมูลค่าเวนคืน ในปีที่ 4 อยู่ที่ 40 บาทต่อ 1,000 บาท โดยมีทุนประกันชีวิต 1,000,000 บาท
ก็จะได้ว่าในปีที่ 4 นี้ กรมธรรม์ประกันชีวิต A มีมูลค่าเงินสดอยู่ที่ (40 / 1,000) x 1,000,000 บาท = 40,000 บาท
ซึ่งถ้าหากคนที่ถือกรมธรรม์ประกันชีวิต A ขอเวนคืนประกันชีวิตในปีที่ 4 นี้ ก็จะได้เงินสดจำนวน 40,000 บาทคืนไป แลกกับความคุ้มครองจากประกันชีวิตที่จะสิ้นสุดลง
อย่างไรก็ตาม การเวนคืนกรมธรรม์ในช่วงปีแรก ๆ นั้น เรามักจะได้เงินน้อยกว่าเบี้ยประกันสะสมที่จ่ายไป ทำให้การเวนคืนกรมธรรม์หลังทำไปได้ไม่กี่ปี มักจะไม่คุ้มค่านัก
อีกทั้งถ้าหากเรานำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษี ก็จะมีเรื่องการคืนเงินภาษีที่ลดหย่อนไป ให้เราต้องคำนึงถึงด้วย
- วิธีที่ 2 กู้เงินกรมธรรม์
วิธีนี้จะทำให้เราได้เงินสดจากมูลค่าเงินสดมาใช้ แต่ไม่เสียความคุ้มครองจากประกันชีวิต
แต่แน่นอนว่าพอขึ้นชื่อว่าเงินกู้ ก็จะตามมาด้วยการคิดดอกเบี้ย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่ประมาณ 6% ถึง 8% ต่อปี
และกู้ได้ประมาณ 80% ถึง 90% จากมูลค่าเงินสดทั้งหมด ขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่จ่ายเบี้ยประกันชีวิตมา ไม่ใช่ได้เต็มจำนวนเหมือนกันกับการเวนคืนกรมธรรม์
แถมถ้าเรากู้ไปแล้วไม่สามารถชำระคืนได้ จนดอกเบี้ยเงินกู้ทบต้นไป แล้วยอดหนี้ของเรามากกว่ามูลค่าเงินสดเมื่อไร กรมธรรม์ประกันชีวิตของเราจะถูกปิดลงทันที พร้อมทั้งยุติความคุ้มครอง
- วิธีที่ 3 นำกรมธรรม์ไปค้ำประกันแล้วกู้เงิน
วิธีนี้ไม่ได้เหมาะกับคนทั่วไป เพราะคนที่ทำได้ส่วนใหญ่จะเป็นเหล่า High Net Worth หรือ Ultra High Net Worth ที่มีสินทรัพย์เข้าขั้นมหาเศรษฐี
เนื่องจากการที่สถาบันการเงินสักแห่ง จะรับกรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ได้ ประกันชีวิตนั้นต้องมีมูลค่าเงินสดจำนวนมหาศาล
ซึ่งหมายความว่าเบี้ยประกันชีวิตที่ต้องจ่าย ก็จะสูงมากตามไปด้วย
กรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำแบบนี้ได้ มักจะเป็นประกันชีวิตที่มีทุนประกันชีวิตสูง ๆ และจ่ายเบี้ยจำนวนมากภายในครั้งเดียว เพราะมูลค่าเงินสดจะเกิดขึ้นเลยทันทีหลังจากจ่าย ไม่ต้องรอให้ถึงสิ้นปีที่ 2 เสียก่อน
เหมือนอย่างเช่น คุณคมสันต์ ลี ผู้ก่อตั้งบริษัท Flash Express ที่ได้พูดไว้ในเวที Bitkub Summit 2025 เมื่อปีที่แล้วว่า
เขาได้ทำประกันชีวิตไว้กับธนาคารต่างประเทศแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายในทีเดียวสูงถึงประมาณ 486 ล้านบาท
กรมธรรม์ประกันชีวิตนี้ จึงสามารถนำไปค้ำประกันกับธนาคาร แล้วกู้เงินออกมาได้ถึง 90% ของมูลค่าเงินสด จากนั้นก็นำไปลงทุนต่อ เพื่อจ่ายดอกเบี้ยคืนให้กับสถาบันการเงิน ที่เป็นเจ้าหนี้เงินกู้
จะเห็นได้ว่า ประกันชีวิตนั้น หากมองเพียงแค่ด้านเดียว เราก็จะเห็นเพียงแค่ค่าใช้จ่ายที่มาดึงเงินออกจากบัญชีเราในทุก ๆ ปี
แต่ถ้าดูให้ดีก็จะเห็นว่า มีวิธีมากมายที่จะดึงเงินออกจากประกันชีวิตมาใช้ ทำให้มันกลายเป็นสินทรัพย์ที่หลาย ๆ คนกำลังสร้างอยู่โดยไม่รู้ตัว
อย่างไรก็ตาม เราก็ควรจะพิจารณาในการดึงเงินออกจากประกันชีวิตมาใช้เป็นลำดับท้าย ๆ
เพราะการดึงมูลค่าเงินสดออกมาใช้จากประกันชีวิต บางทีก็ต้องใช้เวลาในการทำเอกสารและอนุมัติ
เพราะการจะได้เงินสดออกมาใช้จ่ายจากประกันชีวิตนั้น ถ้าหากขอเวนคืน เราก็ต้องเจอกับความเสี่ยงที่ว่า หากเราเป็นอะไรขึ้นมา คนข้างหลังของเราก็จะไม่ได้ความคุ้มครองอะไร
รวมทั้งต้องปวดหัวกับเรื่องการคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษี ถ้าหากว่าเรานำเบี้ยประกันไปทำการลดหย่อนภาษีไว้ แล้วเวนคืนก่อนจะครบเวลา 10 ปี
ส่วนการกู้เงินจากประกันชีวิต หรือนำไปค้ำประกันเงินกู้ เพื่อเอาเงินออกมาใช้ ก็ต้องแน่ใจว่าเราจะมีลู่ทางในการหารายได้ หรือบริหารจัดการเงิน
ให้สามารถจ่ายหนี้ไม่ว่าจะเป็นกับบริษัทประกัน หรือสถาบันการเงิน ได้ครบเต็มจำนวน
และสุดท้ายนี้ เราก็ต้องไม่ลืมว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของประกันชีวิต คือการคุ้มครองความเสี่ยงของตัวเรา ไม่ใช่การสร้างความมั่งคั่ง เหมือนอย่างเช่น การลงทุนในหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์
มูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ประกันชีวิตนั้น จึงเป็นเพียงแค่ผลพลอยได้ จากการที่เราใช้ประกันชีวิตป้องกันความเสี่ยงเท่านั้น
จึงไม่ควรฝากฝังสินทรัพย์ของเรา ไว้กับการทำประกันชีวิตเพียงอย่างเดียว..
#WealthPreservation
#ประกัน
#สินทรัพย์
โฆษณา