1 พ.ค. เวลา 08:05 • ข่าวรอบโลก

เมียนมาเดินเกมส์ 2 หน้า

เมียนมากระชับอำนาจ เสริมเข้มกฎอัยการศึก 60 เมือง ย้าย “อองซานซูจี” ไปกักบริเวณบ้าน
วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 — หลังจาก พลเอกอาวุโส มินอองไหล่ง เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาเพียงไม่กี่สัปดาห์ รัฐบาลเมียนมาก็ได้ออกมาตรการสำคัญสองประการที่สะท้อนถึงการกระชับอำนาจควบคุมของกองทัพอย่างชัดเจน
เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 รัฐบาลเมียนมาได้ประกาศใช้ สถานการณ์ฉุกเฉิน (กฎอัยการศึก) เป็นเวลา 90 วัน ใน 60 เมืองและตำบล ทั่วประเทศ โดยครอบคลุมพื้นที่ความขัดแย้งหลักใน 9 รัฐและภาค ได้แก่ รัฐกะฉิ่น รัฐกะยา รัฐกะเหรี่ยง รัฐชิน รัฐฉาน รัฐยะไข่ ภาคสะกาย ภาคมะกวย และภาคมัณฑะเลย์
มาตรการดังกล่าวโอนอำนาจการบริหารราชการและการควบคุมความมั่นคงในพื้นที่เหล่านี้ทั้งหมดไปอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของกองทัพเมียนมา โดยเฉพาะ พลเอกเยวินอู ผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยรัฐบาลระบุว่าเป็นการ “ยุติการก่อการร้ายด้วยอาวุธ” และ “ฟื้นฟูหลักนิติธรรม” ในพื้นที่ที่ยังคงเผชิญกับความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง
เพียงหนึ่งสัปดาห์ต่อมา เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ประธานาธิบดีมินอองไหล่ง ได้ออกคำสั่งให้ย้าย นางอองซานซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ วัย 81 ปี จากเรือนจำเนปยีดอ ไปควบคุมตัวใน บ้านพักที่กำหนด เพื่อรับโทษจำคุกที่เหลืออยู่
นางอองซานซูจีถูกควบคุมตัวตั้งแต่รัฐประหารเมื่อกุมภาพันธ์ 2564 และเดิมถูกตัดสินจำคุกนานถึง 33 ปี ต่อมาถูกทยอยลดโทษเหลือประมาณ 18 ปี ปัจจุบันถูกคุมขังมาแล้วกว่า 5 ปี จึงยังต้องรับโทษอีกประมาณ 13 ปี
ทางการเมียนมาอ้างว่า การย้ายสถานที่ควบคุมตัวและการลดโทษครั้งนี้ เป็นการกระทำเพื่อ “มนุษยธรรมและความเมตตา” โดยอ้างถึงวันเพ็ญเดือนกะโส่น (วันวิสาขบูชา) พร้อมกันนี้ยังได้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองและนักโทษทั่วไปอีกจำนวน 1,519 คน รวมถึงชาวต่างชาติ 11 คน
การวิเคราะห์
การเคลื่อนไหวทั้งสองครั้งนี้สะท้อนให้เห็นกลยุทธ์ “ไม้แข็ง-ไม้หวาน” ของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของมินอองไหล่งอย่างชัดเจน
การประกาศกฎอัยการศึกใน 60 เมืองครั้งนี้ ถือเป็น ความเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สุด นับตั้งแต่มินอองไหล่งขึ้นเป็นประธานาธิบดี แสดงให้เห็นว่ากองทัพเมียนมายังคงไม่เชื่อมั่นในสถานการณ์ความมั่นคง และเลือกใช้วิธีการควบคุมด้วยกำลังทหารโดยตรงในพื้นที่ที่กองกำลังชาติพันธุ์และกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ยังคงมีอิทธิพลสูง
ในทางตรงกันข้าม การย้ายนางอองซานซูจีไปกักบริเวณในบ้านพัก และการปล่อยนักโทษจำนวนหนึ่ง เป็นความพยายามลดแรงกดดันจากนานาชาติและสร้างภาพลักษณ์ “ผู้นำที่มีเมตตา” ให้กับรัฐบาลชุดใหม่
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การเปลี่ยนสถานที่คุมขังของนางอองซานซูจีไม่ได้หมายถึงการผ่อนคลายทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะเธอยังคงถูกกักขังและไม่ได้รับอิสรภาพอย่างแท้จริง
สถานการณ์โดยรวม
แม้เมียนมาจะพยายามสร้างภาพการเปลี่ยนผ่านไปสู่ “รัฐบาลพลเรือน” แต่ความเป็นจริงยังคงชัดเจนว่า กองทัพยังเป็นผู้ครองอำนาจสูงสุด ความขัดแย้งภายในประเทศ โดยเฉพาะในรัฐชายแดน ยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด โดยไม่เห็นสัญญาณของการเจรจาสันติภาพที่แท้จริงในระยะใกล้
โฆษณา