2 พ.ค. เวลา 05:15 • ดนตรี เพลง

[รีวิวอัลบั้ม] The Mountain - Gorillaz >>> หุบเขาแห่งผู้วายชนม์

-Long Live Creativity for real วง animation ของสองคู่หู Damon Albarn และ Jamie Hewlett ยังคงอยู่ยงคงกระพันจนปล่อยผลงานอย่างสม่ำเสมอในแบบที่หันไปทางไหนก็ยังเจอ ถึงกราฟความเจ๋งความขบถของผลงานที่แล้วมาจะมีทิศทางขึ้นๆลงๆก็ตาม นั่นก็คงเป็นเรื่องธรรมดาที่แฟนเพลงควรปล่อยวาง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า งานเพลงไต่เขาชุดนี้ทำให้การโร้ดทริปของพวกเขามีความหมายเชิงจิตวิญญาณอย่างยิ่งยวด
-จุดเริ่มต้นของการผจญภัยในชมพูทวีป Jamie Hewlett นักวาดประจำวงที่ต้องไปเยี่ยมแม่ยายที่ดันเป็นโรค stroke กำเริบตอนแกได้ไปร่วมเดินทางกับกลุ่มแพทย์อาสา Jamie เลยคะยั้นคะยอให้ Damon Albarn ติดสอยห้อยตามไปด้วย รอบแรกจึงเน้นไปเยี่ยมญาติและเปิดโลกไปในตัว
-แต่หลังจากนั้น สองคู่หูต่างสูญเสียพ่อของตัวเองในเวลาไล่เลี่ยกันเพียง 10 วันเท่านั้น การกลับไปอินเดียรอบสองจึงเป็นการแบกทั้งสัมภาระเครื่องดนตรีและความเจ็บปวดเต็มกระเป๋า พวกเขาจำต้องทิ้งวัฒนธรรมตะวันตกที่พวกเขาเคยชินไว้ที่เกาะอังกฤษ เพื่อนำเข้า input ใหม่ๆ เปิดโลกต่างวัฒนธรรมสุด exotic เป็นการเยียวยาชีวิตหลังการสูญเสีย ประหนึ่งโชคชะตาได้ลิขิตให้พวกเขามีภารกิจทางจิตวิญญาณที่ต้องสานต่อในดินแดนภารตะแห่งนี้
-จะว่าไป อินเดียไม่ใช่แค่ประเทศเดียวที่ผูกขาดการแทรกซึมไปแทบทุกเพลง พวกเขาวางบรรยากาศและกลิ่นอายหลักในการขับเคลื่อนความจัดจ้านให้อัลบั้มนี้ก็เท่านั้น สองคู่หูได้เปิดโลกตัวการ์ตูนของพวกเขาไปผจญภัยให้ตาลุกวาวพร้อมๆกับเกิดอาการตาลายไปกับแสงสีและพิธีลงแขกที่ได้รวมวัฒนธรรมหลายชาติพันธุ์มาสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันอย่างพัลวัน ทั้งหมดทั้งมวลนี้อยู่ในสับเซ็ตของ World Music นั่นเอง
-ผมก็อยากสารภาพ ณ ตรงนี้เลยว่า ในบางเพลงผมแทบแยกฟีทเจอร์ไม่ออกด้วยซ้ำว่าในเพลงเดียวกันเราฟังศิลปินที่ยังมีชีวิตหรือล่วงลับกันแน่ อย่างไรก็ดีประโยชน์ของการแยกไม่ออกว่าใครยังมีตัวตนอยู่หรือจากไปแล้ว แยกไม่ค่อยออกว่าชนชาติไหนก็ตาม สุดท้ายแล้ว กลิ่นมาซาล่าของดนตรีพื้นบ้านอินเดียได้กลบเอกลักษณ์ของศิลปินทุกชาติทุกชีวิตเป็นที่เรียบร้อย กลายเป็นว่าฟีทเจอร์ศิลปินอังกฤษ-อเมริกันที่เราคุ้นเคยกลับโดนเป่ามนต์สะกด psychedelia ทิ้งความเป็นตะวันตกในแบบที่เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม
-ยกตัวอย่างแทร็ค Damascus ใครจะไปคิดว่า Mos Def (a.k.a Yasiin Bey) จะมาฉ่อยเพลงแร็ปร่วมกับน้า Omar Souleyman ศิลปินชาวซีเรียที่เอื้อนลูกคออาหรับ เป็นส่วนผสมชั้นดีที่ครื้นเครงน่าพิสมัยสุดๆ ขนาดวงอังกฤษด้วยกันเองอย่าง IDLES ในเพลง The God of Lying ก็ถูกจับนุ่งไซคลิเดลิคสไตล์แขก ไม่เหลือคราบวงพังก์ดั้งเดิมให้ได้เห็น
-The Manifesto ที่จับคู่แร็ปเปอร์ชาวอาร์เจนติน่า Trueno กับแร็ปเปอร์ดีทรอยต์ผู้ล่วงลับ Proof (D12) ไปอยู่ในวงล้อมชาวคณะดีดสีตีเป่าของแขกอินเดีย Trueno คือคนเป็นที่ยังคงไม่กลัว ยินยอมพร้อมลุย ส่วน Proof ยินยอมพร้อมรับความเสี่ยงในสภาพสังคมแสนอันตราย เป็นดั่งคำทำนายที่ดันเกิดขึ้นจริงอย่างน่าใจหาย
-การได้เข้าสู่ช่วงชีวิตหลังการสูญเสียของทั้งคู่กลับเป็นแรงบันดาลใจในการเชื้อเชิญภูติผีวิญญาณผู้ซึ่งเป็นอดีต feature มิตรสหายในช่วงนึงของชีวิตมาร่วมเป็นส่วนนึงในการร่ายรำไปตามเส้นทางการไต่ยอดเขาคีรีในครั้งนี้ เป็นเจตจำนงอันแรงกล้าที่ต้องการเขียนจดหมายเหตุให้ได้รำลึกเหล่าคนสำคัญที่เคยพบผ่านในชีวิตที่เคยสร้างสรรค์ผลงานมาด้วยกัน อีกทั้งยังเอามาเป็นเสียงสะท้อนจากโลกหลังความตายที่กำลังขนานไปกับโลกจริงของเราอย่างน่าสงสัย
-เราจะเห็นได้ตั้งแต่อินโทร The Mountain ที่อัญเชิญ Denis Hooper ที่เคยร่วมงานในเพลง Fire Coming Out of the Monkey’s Head มาร่วมท่องมนต์ The mountain, all good souls come to rest จากเพลงนั้นอีกรอบ เป็นการหยิบ reference ที่เหมาะเจาะในการเล่าตีมอัลบั้มที่ขับเคลื่อนด้วยการแจมของภูติผีได้เป็นอย่างดี
-The Moon Cave ที่เป็นดั่งจุด kick start การออกเดินทางสู่จุดหมายหุบเขาอันไกลโพ้น ในระหว่างทางผ่านดงป่าเจอสิงสาราสัตว์มากมาย (จินตนาการตามเอ็มวีการ์ตูนที่วงได้ปล่อยออกไป) แต่เหนือสิ่งอื่นใด ก็คงหนีไม่พ้น self-reflect และมองการสลายของอัตตาไปโดยอัตโนมัติด้วยการตกผลึกความจริงที่ว่า ความตายเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น
ซึ่งพวกเขาก็อันเชิญ Trugoy the Dove สมาชิกผู้ล่วงลับจาก De Le Soul มาร่วมสร้างสีสัน และเป็นเพลงแรก Black Thought แห่ง The Roots ที่ร่วมแจม โดยเขาคนนี้จะเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญในอัลบั้มที่เราจะได้เห็นในเพลงต่อๆไป
Oya, ẹ dide, ẹrori
Oya, ẹ dide, ẹrori
Oya, ẹ dide, ẹrori
-ไม่ใช่แค่การมอบประสบการณ์ความตื่นตาตื่นใจในความ exotic ที่แหวกว่ายไปในดินแดนอันสลับซับซ้อนแล้ว ใจกลางการเดินทางที่สำคัญสุดคือ การเดินทางเพื่อสำรวจจิตใจของตัวเอง ปล่อยให้ความรู้สึกส่วนตัวได้ทำงานไปตาม stage of grief อย่างเต็มที่
-โดยเฉพาะเพลงสองพาร์ท The Hardest Thing / Orange County เป็นการก้มหน้าก้มตายอมรับความจริงอันเจ็บปวด ภาษาที่ใช้แทบไม่มีอะไรซับซ้อน หยอกเย้าความรู้สึกไม่มูฟออนที่วนไปวนมากับการจำต้องบอกลาคนที่เรารัก ลดความจี๊ดจ๊าดของวงการ์ตูนสู่ความเป็นมนุษย์ที่อยากจะเขียนจดหมายส่วนตัวถึงคนรักที่เพิ่งสูญเสียไป
-The Empty Dream Machine เป็นการถ่ายทอดความอ้างว้างล่องลอยของคนที่ไปไม่เป็นในช่วงชีวิตหลังสูญเสีย Black Thought ยังคงทำการบ้านมาอย่างดีด้วยการแร็ปเชื่อมโยงความเชื่อความศรัทธาในพระกฤษณะของคนอินเดียที่ยังคงตั้งคำถามถึงทฤษฎีความเชื่อชีวิตหลังความตาย
-Delirium เหมือนตกอยู่ในภวังค์แห่งความสับสน รอคอยอะไรบางในห้องรอคำพิพากษา ระหว่างที่นั่งรอและไตร่ตรองก็เกือบโดนด้านมืดครอบงำ แต่ก็รอดมาได้ด้วยการไม่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า การอัญเชิญ Mark E.Smith จึงเปรียบเหมือนนักบวชที่เปล่งคำเทศนาจากอีกโลก
-The Sweet God เป็นการเข้าสู่พิธีกรรมโปรยอัฐิที่พร้อมปล่อยวางและบอกลาพ่อที่ได้เดินทางไกลไปสู่ภพภูมิใหม่ พรั่งพรูด้วยท่วงทำนองดีดสีตีเป่าที่งดงามดุจแพรไหมแต่ก็อดทำคนฟังน้ำตาไหลด้วยความอาลัยไม่ได้เสียจริง เพลงที่งดงามพอกันก็คือ The Shadowy Light การขับร้องของป้า Asha Bhosle คือความอ่อนช้อยที่น่ารัก นำพาแสงสว่างและเปี่ยมหวังสมชื่อ เข้าสู่โหมดปลอบประโลมท่ามกลางตีมอัลบั้มชีวิตหลังการสูญเสีย
-ถึงแม้เพลงส่วนใหญ่จะขับเคลื่อนด้วยตีมชีวิตหลังการสูญเสีย พวกเขาก็ไม่ลืมที่จะเสียดสีประชดประชันถึงความจอมปลอมที่ยังคงเหลือในโลกใบนี้ ตั้งแต่ The Happy Dictator ที่เฮีย Damon ได้แรงบันดาลใจตอนพาลูกสาวไปออกทริปประเทศเติร์กเมนิสถานที่มีผู้นำสายเผด็จการที่ยัดเยียดความสุขให้ประชาชนด้วยการแบนข่าวร้าย นำเสนอแต่ข่าวดี
-The Plastic Guru ก็ได้ตั้งคำถามถึงวัฒนธรรมความเชื่อความศรัทธาในอินเดียที่ประชาชนบางส่วนมักจะเชื่องมงายในนักบุญทุนคนอื่นจนหน้ามืดตามัว แยกแยะไม่ออกว่า นักบุญที่แท้จริงช่วยคนอื่นด้วยใจบริสุทธิ์มากกว่าการโชว์ปาหี่ สองเพลงนี้ถือเป็นตัวสะท้อนความสุขจอมปลอมท่ามกลางสังคมที่อ่อนแอจนต้องพึ่งพาความศรัทธาเหล่านี้
-การปิดท้ายด้วย The Sad God นอกจากจะนำเข้ากลิ่น Intro เปิดอัลบั้มเป็นตัวเชื่อมต่อแล้ว แต่ยังสะท้อนมุมมองของคนเบื้องบนที่อาจจะไม่มีอยู่แล้วก็ได้ อาจเป็นเพราะพระเจ้าอ่อนแอหรือไม่ก็หมดความจำเป็นต่อการมีอยู่เพื่อให้คนเบื้องล่างได้กราบไหว้ สักการะบูชาแล้วก็เป็นได้ เป็นการปิดท้ายที่ต่อยอด Intro ได้แนบเนียน จากบริบทเตรียมพร้อมผจญภัยสู่การเข้าสู่ความปลงที่หลีกหนีโลกอันแสนวุ่นวายไม่พ้น ความรักความสนใจต่อคนรอบข้างเริ่มน้อยลงจากแรงดึงดูดของเทคโนโลยี
เสียงประสานคอรัสสุด epic และ rap verse อันแสนคมคายของ Black Thought มาช่วยเป็น wrap up ร่วมกับเจ้าของอัลบั้มได้อย่างแนบเนียน รวมๆแล้วเป็นการปิดท้ายอัลบั้มที่ไม่ได้ happy ending เสียทีเดียว แต่ก็ได้ความกระจ่างจากความจริงของหลักสัจธรรมที่เรายังคงต้องวนเวียนอยู่กับโลกอันแสนวุ่นวายนี้ต่อไป ในเมื่อพระเจ้าเคยมอบความดีงามให้กับคนบนโลกนี้แล้ว แต่ก็ได้รับความเพิกเฉยจนกลายเป็นความผิดหวังที่คงต้องปล่อยให้คนเบื้องล่างไปแก้ปัญหากันเอาเอง มันจึงเป็นที่มาของ The Sad God อย่างที่เห็น
-การเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เป็นความขมขื่นของจริงและการได้เปิดหูเปิดตาในถิ่นต่างวัฒนธรรมกลายเป็นความพิเศษของอัลบั้มนี้ที่คอยชุบชูวงการ์ตูนให้มีลมหายใจอย่างเป็นผู้เป็นคน ท่ามกลางความ advance ของเทคโนโลยี AI ที่เป็นดั่งภัยร้ายของนักสร้างสรรค์ที่ต่างหวาดกลัวต่อความเสี่ยงที่จะต้องตกงานจากการแก้ปัญหาสุดคลาสสิคขององค์กรในอุตสาหกรรมบันเทิงที่อยากลด cost โดยที่ไม่สนความรู้สึกของผู้สร้างที่อุตส่าห์ใช้เวลาใส่ความคิดสร้างสรรค์ในการเติมเลือดเนื้อเชื้อไขลงไปในผลงาน
-วงดนตรี AI ระบาดกลายเป็นสินค้าที่ผลิตซ้ำจากโรงงาน ขาดจิตวิญญาณทางคาแรคเตอร์ ถ้ามันมีใครให้คุณค่ากับความมักง่ายเหล่านั้น มันก็เป็นการยากมากๆสำหรับคนที่รังสรรค์วง Animation ที่ดันไม่ได้รับแสง spotlight มากเท่าที่ควร กลายเป็นความท้อแท้ที่กระแสดันเกิดมาจากความผิดแผก แล้วสูญพันธ์ไปในที่สุด
-การที่ Gorillaz ยังคงมีลมหายใจมาจนถึงวันนี้ได้ มันไม่ใช่แค่ความเก๋าเกมส์ของคู่หู Damon และ Jamie เท่านั้น แต่มันเป็นการผ่านม่านหมอกหลายสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความขัดแย้งภายในวง ความตีบตันนับไม่ถ้วน การสูญเสียคนรัก แต่เหนือสิ่งอื่นใด แสงสว่างแห่งการได้ออกไปเปิดหูเปิดตาสำรวจความเป็นไปอีกซีกโลกเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาไม่ยึดติดกรอบเดิมๆ
-พวกเขาจึงกลายเป็นวงการ์ตูนที่มากกว่าการครีเอทจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิค แต่เป็นการได้ซึมซับจากผู้สร้างที่ทุ่มพลังงานจิตวิญญาณลงไป และไม่ได้ซึมซับอย่างฉาบฉวยผ่านการไถจอ doom scrolling ตามอัลกอริทึ่มที่ป้อนฟีดมาให้รัวๆเสียด้วย พลังแห่งการรวมใจจากเพื่อนพ้องน้องพี่คือแรงขับสำคัญที่ทำให้เหล่าตัวการ์ตูนอายุ 28 ปีได้ไต่ขึ้นเขาคีรีได้ในที่สุด
นี่คือสิ่งที่ AI ไม่สามารถแทนที่มรดกจากมนุษย์ได้
Top Tracks : The Mountain, The Moon Cave, The Happy Dictator, The Hardest Thing / Orange County, The God of Lying, The Empty Dream Machine, The Manifesto, Damascus, The Shadowy Light, The Sweet Prince, The Sad God
Give 8/10
Thx 4 Readin’
See Y’all
โฆษณา