-จะว่าไป อินเดียไม่ใช่แค่ประเทศเดียวที่ผูกขาดการแทรกซึมไปแทบทุกเพลง พวกเขาวางบรรยากาศและกลิ่นอายหลักในการขับเคลื่อนความจัดจ้านให้อัลบั้มนี้ก็เท่านั้น สองคู่หูได้เปิดโลกตัวการ์ตูนของพวกเขาไปผจญภัยให้ตาลุกวาวพร้อมๆกับเกิดอาการตาลายไปกับแสงสีและพิธีลงแขกที่ได้รวมวัฒนธรรมหลายชาติพันธุ์มาสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันอย่างพัลวัน ทั้งหมดทั้งมวลนี้อยู่ในสับเซ็ตของ World Music นั่นเอง
-เราจะเห็นได้ตั้งแต่อินโทร The Mountain ที่อัญเชิญ Denis Hooper ที่เคยร่วมงานในเพลง Fire Coming Out of the Monkey’s Head มาร่วมท่องมนต์ The mountain, all good souls come to rest จากเพลงนั้นอีกรอบ เป็นการหยิบ reference ที่เหมาะเจาะในการเล่าตีมอัลบั้มที่ขับเคลื่อนด้วยการแจมของภูติผีได้เป็นอย่างดี
ซึ่งพวกเขาก็อันเชิญ Trugoy the Dove สมาชิกผู้ล่วงลับจาก De Le Soul มาร่วมสร้างสีสัน และเป็นเพลงแรก Black Thought แห่ง The Roots ที่ร่วมแจม โดยเขาคนนี้จะเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญในอัลบั้มที่เราจะได้เห็นในเพลงต่อๆไป
-The Empty Dream Machine เป็นการถ่ายทอดความอ้างว้างล่องลอยของคนที่ไปไม่เป็นในช่วงชีวิตหลังสูญเสีย Black Thought ยังคงทำการบ้านมาอย่างดีด้วยการแร็ปเชื่อมโยงความเชื่อความศรัทธาในพระกฤษณะของคนอินเดียที่ยังคงตั้งคำถามถึงทฤษฎีความเชื่อชีวิตหลังความตาย
-Delirium เหมือนตกอยู่ในภวังค์แห่งความสับสน รอคอยอะไรบางในห้องรอคำพิพากษา ระหว่างที่นั่งรอและไตร่ตรองก็เกือบโดนด้านมืดครอบงำ แต่ก็รอดมาได้ด้วยการไม่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า การอัญเชิญ Mark E.Smith จึงเปรียบเหมือนนักบวชที่เปล่งคำเทศนาจากอีกโลก
-The Sweet God เป็นการเข้าสู่พิธีกรรมโปรยอัฐิที่พร้อมปล่อยวางและบอกลาพ่อที่ได้เดินทางไกลไปสู่ภพภูมิใหม่ พรั่งพรูด้วยท่วงทำนองดีดสีตีเป่าที่งดงามดุจแพรไหมแต่ก็อดทำคนฟังน้ำตาไหลด้วยความอาลัยไม่ได้เสียจริง เพลงที่งดงามพอกันก็คือ The Shadowy Light การขับร้องของป้า Asha Bhosle คือความอ่อนช้อยที่น่ารัก นำพาแสงสว่างและเปี่ยมหวังสมชื่อ เข้าสู่โหมดปลอบประโลมท่ามกลางตีมอัลบั้มชีวิตหลังการสูญเสีย
-การปิดท้ายด้วย The Sad God นอกจากจะนำเข้ากลิ่น Intro เปิดอัลบั้มเป็นตัวเชื่อมต่อแล้ว แต่ยังสะท้อนมุมมองของคนเบื้องบนที่อาจจะไม่มีอยู่แล้วก็ได้ อาจเป็นเพราะพระเจ้าอ่อนแอหรือไม่ก็หมดความจำเป็นต่อการมีอยู่เพื่อให้คนเบื้องล่างได้กราบไหว้ สักการะบูชาแล้วก็เป็นได้ เป็นการปิดท้ายที่ต่อยอด Intro ได้แนบเนียน จากบริบทเตรียมพร้อมผจญภัยสู่การเข้าสู่ความปลงที่หลีกหนีโลกอันแสนวุ่นวายไม่พ้น ความรักความสนใจต่อคนรอบข้างเริ่มน้อยลงจากแรงดึงดูดของเทคโนโลยี
เสียงประสานคอรัสสุด epic และ rap verse อันแสนคมคายของ Black Thought มาช่วยเป็น wrap up ร่วมกับเจ้าของอัลบั้มได้อย่างแนบเนียน รวมๆแล้วเป็นการปิดท้ายอัลบั้มที่ไม่ได้ happy ending เสียทีเดียว แต่ก็ได้ความกระจ่างจากความจริงของหลักสัจธรรมที่เรายังคงต้องวนเวียนอยู่กับโลกอันแสนวุ่นวายนี้ต่อไป ในเมื่อพระเจ้าเคยมอบความดีงามให้กับคนบนโลกนี้แล้ว แต่ก็ได้รับความเพิกเฉยจนกลายเป็นความผิดหวังที่คงต้องปล่อยให้คนเบื้องล่างไปแก้ปัญหากันเอาเอง มันจึงเป็นที่มาของ The Sad God อย่างที่เห็น
-การเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เป็นความขมขื่นของจริงและการได้เปิดหูเปิดตาในถิ่นต่างวัฒนธรรมกลายเป็นความพิเศษของอัลบั้มนี้ที่คอยชุบชูวงการ์ตูนให้มีลมหายใจอย่างเป็นผู้เป็นคน ท่ามกลางความ advance ของเทคโนโลยี AI ที่เป็นดั่งภัยร้ายของนักสร้างสรรค์ที่ต่างหวาดกลัวต่อความเสี่ยงที่จะต้องตกงานจากการแก้ปัญหาสุดคลาสสิคขององค์กรในอุตสาหกรรมบันเทิงที่อยากลด cost โดยที่ไม่สนความรู้สึกของผู้สร้างที่อุตส่าห์ใช้เวลาใส่ความคิดสร้างสรรค์ในการเติมเลือดเนื้อเชื้อไขลงไปในผลงาน
Top Tracks : The Mountain, The Moon Cave, The Happy Dictator, The Hardest Thing / Orange County, The God of Lying, The Empty Dream Machine, The Manifesto, Damascus, The Shadowy Light, The Sweet Prince, The Sad God