9 ชั่วโมงที่แล้ว

นักวิชาการพลังงาน เจาะลึก “ค่าไฟขั้นบันได” รัฐมีเจตนาอะไร?

  • เจตนาของค่าไฟขั้นบันไดคือการสะท้อนต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่แท้จริงในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้สูงสุด ซึ่งต้องใช้โรงไฟฟ้าต้นทุนแพง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการประหยัดพลังงาน
  • สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าไฟแพงคือการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าที่มีราคาสูง โดยพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) เป็นทางออกที่มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าถูกที่สุด
  • ทางออกที่ตรงจุดที่สุดคือการส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ ซึ่งใช้ไฟฟ้ากว่าครึ่งหนึ่งของประเทศในช่วงกลางวัน หันมาติดตั้งโซลาร์เพื่อลดการนำเข้า LNG และทำให้ค่าไฟโดยรวมของประเทศถูกลง
นายภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและการขุดเจาะระดับโลก โพสต์เฟซบุ๊ก Panurach Dumrongthai เจาะลึก โครงสร้าง: “ค่าไฟขั้นบันได” รัฐมีเจตนาอะไร? ซึ่งในช่วงนี้ประเด็นที่ร้อนแรงพอๆ กับอุณหภูมิประเทศไทย คงหนีไม่พ้นข่าวที่รัฐบาลมีแนวคิดจะปรับโครงสร้างราคาไฟฟ้าภาคประชาชนเป็น "แบบขั้นบันได" (ใครใช้เยอะ จ่ายเรทแพงขึ้น)
หลายคนอาจจะเริ่มตั้งคำถามและมีข้อกังวล แต่วันนี้ผมขอถอดหมวกผู้ใช้ไฟธรรมดา แล้วสวมหมวกคนทำงานด้านยุทธศาสตร์พลังงาน เอาข้อมูลเชิงลึกมาคลี่ให้ดูกันชัดๆ ว่าเบื้องหลังกลไกนี้คืออะไร ต้นทุนที่แท้จริงมาจากไหน และทางออกระดับประเทศที่คุ้มค่าที่สุดควรไปทางไหน? มาไล่เรียงกันทีละประเด็น
รัฐไม่ได้แกล้งหาเรื่องเก็บเงินเพิ่ม แต่กลไกไฟฟ้าคือ "ยิ่งพีค ยิ่งแพง"
ก่อนอื่นต้องอธิบายด้วยความเป็นธรรมและมองในมุมของการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Management) ครับ เจตนาของการทำค่าไฟขั้นบันได ไม่ใช่เพื่อการสูบเลือดสูบเนื้อประชาชน แต่ในทางวิศวกรรมพลังงาน เรามีหลักการที่เรียกว่า Merit Order เมื่อมีความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นพร้อมๆ กัน (Peak Demand) โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน ระบบไม่สามารถรอไฟจากโรงไฟฟ้าฐานที่ต้นทุนถูกได้ รัฐจำเป็นต้องไปสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิง "ต้นทุนแพงที่สุด" (Peaking Plant) เพื่อปั่นไฟมาเติมในระบบให้ทันใช้
ดังนั้น แนวคิดที่ว่า "ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณที่สูงมาก (เกินเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป) ควรเป็นผู้รับภาระต้นทุนส่วนเพิ่มนี้" จึงเป็นเรื่องที่สะท้อนต้นทุนตามความเป็นจริง (Marginal Cost) เพื่อเป็นกุศโลบายในการกระตุ้นให้เกิดการประหยัดและบริหารจัดการพลังงาน “ เพียงแต่ ! บ้านคนที่ใช้ไฟฟ้าเยอะ อาจไม่จำเป็นเสนอไป ที่จะเหมาะกับการติด Solar โดยไม่มี แบตเตอรี่ แล้วลดได้มากจริง"
ชำแหละต้นทุน LCOE: ต้นตอค่าไฟแพงคือ "LNG นำเข้า" และทำไมต้องเป็น Solar?
หากเรามาดูโครงสร้างต้นทุน (ซึ่งเป็นการประมาณการและวิเคราะห์จากข้อมูลสาธารณะต่างๆ ทั้งจากหน่วยงานรัฐและแนวโน้มตลาดโลก) เราจะเห็น "ตัวการ" ชัดเจนครับ! ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ราคายังพอรับได้อยู่ที่ราวๆ 2.7 บาท/หน่วย แต่วิกฤตมันอยู่ที่ก๊าซในอ่าวไทยมีปริมาณจำกัด ทำให้เราต้องพึ่งพา "ก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า (LNG)" ที่ราคาพุ่งไปถึงระดับ 5.6 บาท/หน่วย! (แถมยังต้องเจอกับค่าความผันผวนและค่าผ่านท่ออีก)
ยิ่งในปัจจุบัน สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) มีความตึงเครียดสูงมาก ราคา Spot LNG ในตลาดโลกมีความอ่อนไหวและพร้อมจะดีดตัวแพงขึ้นได้ทุกเมื่อ การเอาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไปแขวนไว้กับ LNG นำเข้าจึงเป็นความเสี่ยงระดับชาติ ทางออกที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า (LCOE) ถูกที่สุด แข่งขันได้ดีที่สุด และควรนำมาอุดรอยรั่วนี้อย่างเร่งด่วนคือ "พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar)"
"โซลาร์บ้านเรือน" เป็นสิ่งที่ดีมาก... แต่อาจเจอความท้าทายเรื่อง "พฤติกรรมการใช้ไฟ"
พอพูดถึงโซลาร์ หลายคนมักจะบอกว่า "รัฐก็อุดหนุนให้ติดทุกบ้านไปเลยสิ!" ซึ่งเป็นแนวคิดที่น่าสนับสนุน แต่ถ้าเรากาง Profile พฤติกรรมการใช้ไฟของภาคครัวเรือนดู (ดูกราฟขวาล่างประกอบ) เราจะเจอความท้าทายที่เรียกว่า "ปรากฏการณ์ Duck Curve" ธรรมชาติของบ้านเรือน คือใช้ไฟพีคสุดตอน "หัวค่ำ-ดึก" (คนเลิกงาน กลับบ้าน เปิดแอร์ ดูทีวี ชาร์จรถ EV) ซึ่งเป็นเวลาที่ "พระอาทิตย์ตกไปแล้ว!" แปลว่าตอนที่โซลาร์ผลิตไฟได้ประสิทธิภาพสูงสุด (เที่ยงวัน) บ้านเราดันไม่มีคนอยู่ใช้ไฟ
หากจะให้ระบบนี้สมบูรณ์แบบ บ้านเรือนต้องพึ่งพาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System - BESS) ซึ่งแม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปรวดเร็ว แต่ปัจจุบันต้นทุนการลงทุนแบตเตอรี่ยังถือว่ามีราคาค่อนข้างสูง การจะผลักดันให้เกิดในวงกว้างระดับประชาชนทั่วไปอาจจะยังต้องรอเวลาอีกนิดให้จุดคุ้มทุน (ROI) แคบลงกว่านี้
พระเอกตัวจริงที่จะช่วยดึงค่าไฟทั้งประเทศลงได้คือ "ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจขนาดใหญ่"
กลุ่มที่เหมาะสมอย่างยิ่งยวด และเปรียบเสมือน "จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ" ของประเทศในการแก้ไขปัญหานี้คือ อุตสาหกรรม ธุรกิจขนาดกลางและใหญ่! ลองดูตัวเลขเหล่านี้: สัดส่วนการใช้มหาศาล: ดูกราฟแท่งซ้ายสุด ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม คือกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าสูงถึง 52.9% ของทั้งประเทศ (109,627 GWh) กินสัดส่วนมากกว่าภาคประชาชนไปไกลมาก
• พฤติกรรมการใช้ไฟที่ "Perfect Match": ดูกราฟขวาบน กลุ่มนี้คือกลุ่มที่เปิดโรงงาน เดินเครื่องจักร เปิดห้างสรรพสินค้า และมีการใช้ไฟพีคสุดในช่วง "กลางวัน" ซึ่งมัน "แมตช์พอดีเป๊ะ" กับช่วงเวลาที่แดดแรงและโซลาร์ผลิตไฟฟ้าได้สูงสุด! พวกเขาสามารถผลิตปุ๊บ ใช้ปั๊บ (Self-consumption) ได้ทันทีโดยแทบไม่ต้องพึ่งพาแบตเตอรี่ราคาแพงเลย
บทสรุปและมุมมองเชิงนโยบาย:
การทำค่าไฟขั้นบันไดภาคประชาชน เป็นมาตรการลด Demand การใช้ไฟที่ดีและสมเหตุสมผลในเชิงวิศวกรรม แต่หากประเทศต้องการแก้ปัญหา "โครงสร้างค่าไฟแพง" แบบยั่งยืนและตรงจุดที่สุด ภาครัฐควรเทน้ำหนักไปที่การ "ปลดล็อกกฎระเบียบ และให้มาตรการจูงใจ (Incentives) ขั้นสุด" เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ หันมาติดตั้ง Solar อย่างเต็มรูปแบบ
เพราะหากกลุ่มธุรกิจที่กินไฟกว่าครึ่งประเทศ สามารถดึงพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้แทนได้ในช่วงกลางวัน เราจะสามารถลดการนำเข้า LNG ราคาแพงหูฉี่ลงไปได้มหาศาล ซึ่งผลลัพธ์สุดท้าย มันจะสะท้อนกลับมาทำให้ภาพรวมต้นทุนค่าไฟฟ้าของ "ทั้งประเทศ" และของประชาชนทุกคน ถูกลงตามไปด้วยนั่นเอง
โฆษณา