3 พ.ค. เวลา 02:34 • หุ้น & เศรษฐกิจ

🔍 Beyond Insight | GRID vs VOLT สอง ETF รับธีม “โลกกำลังต้องการไฟฟ้ามากขึ้น”

Beyond Wealth | 3 พฤษภาคม 2569
ธีม “พลังงานไฟฟ้า” กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง แต่รอบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานสะอาดหรือรถ EV แบบเดิม เพราะแรงขับเคลื่อนใหม่มาจาก AI, Data Center, โรงงานอัจฉริยะ และการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศหลัก ๆ ซึ่งทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกันคือ “ต้องใช้ไฟมากขึ้น”
ถ้า AI คือสมองของเศรษฐกิจยุคใหม่ ไฟฟ้าก็คือเส้นเลือดที่ทำให้ทุกอย่างเดินต่อได้ ต่อให้ชิปแรงแค่ไหน หรือ Data Center ใหญ่แค่ไหน สุดท้ายคำถามสำคัญยังอยู่ที่ว่า ไฟพอไหม ระบบส่งไฟพร้อมหรือยัง และโครงสร้างพื้นฐานรองรับได้แค่ไหน
ในธีมนี้ ETF ที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือ GRID และ VOLT ซึ่งดูเหมือนเล่นธีมเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วมีจุดที่แตกต่างกันอยู่ คืออะไรบ้าง เรามาดูกัน
GRID คือสาย “ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ”
GRID หรือ First Trust NASDAQ Clean Edge Smart Grid Infrastructure Index Fund เป็น ETF ที่ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงข่ายไฟฟ้า สายส่ง อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบควบคุม และโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ไฟฟ้าถูกผลิต ส่งต่อ และใช้งานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
จุดเด่นของ GRID คือเป็นกองที่อยู่มานาน เปิดตัวตั้งแต่ปี 2009 มีขนาดกองทุนประมาณ 10.05 พันล้านดอลลาร์ ค่าใช้จ่าย 0.56% ต่อปี และถือหุ้นค่อนข้างกระจาย ประมาณ 120–130 บริษัท
พูดง่าย ๆ GRID คือ ETF ที่ลงทุนใน “ถนนของไฟฟ้า” ตั้งแต่สายส่ง หม้อแปลง ระบบควบคุม ไปจนถึงบริษัทใหญ่ที่เป็นเสาหลักของระบบไฟฟ้าโลก เช่น Eaton, ABB, Schneider Electric, Johnson Controls, National Grid, Quanta Services และ Prysmian
กองนี้จึงไม่ได้เป็นกองพลังงานสะอาดแบบ Solar หรือ Wind แต่เป็นการเล่นภาพใหญ่ของการอัปเกรดระบบไฟฟ้าทั่วโลก
VOLT คือสาย “โลกใช้ไฟมากขึ้น” แบบเข้มข้น
VOLT หรือ Tema Electrification ETF เป็น ETF ที่ใหม่กว่า GRID มาก เปิดตัวช่วงปลายปี 2024 มีขนาดกองทุนประมาณ 660.87 ล้านดอลลาร์ และมีค่าใช้จ่าย 0.75% ต่อปี
จุดขายของ VOLT คือการจับธีม “โลกใช้ไฟมากขึ้น” แบบตรงและเข้มข้นกว่า โดยเฉพาะในยุคที่ AI Data Center ทำให้ความต้องการไฟฟ้าเร่งตัวขึ้น
VOLT ถือหุ้นประมาณ 30 บริษัท ทำให้พอร์ตกระจุกตัวกว่า หุ้นหลักมีทั้ง Powell Industries, Bel Fuse, Quanta Services, NextEra Energy, Eaton, GE Vernova, Bloom Energy และ Entergy
ถ้า GRID คือระบบไฟฟ้าอัจฉริยะในภาพกว้าง VOLT จะใกล้กับธีม “ไฟฟ้ากำลังกลายเป็นคอขวดของโลกยุค AI” มากกว่า เพราะพอร์ตเข้าใกล้กลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบสำรองไฟ บริษัทไฟฟ้า โครงข่ายไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ Data Center โดยตรงมากขึ้น
แต่ด้วยความที่กองใหม่กว่า ขนาดเล็กกว่า และถือหุ้นน้อยกว่า ความผันผวนของ VOLT จึงมีโอกาสสูงกว่า GRID เช่นกัน
GRID ลงทุนแนว “เหวี่ยงแห” ส่วน VOLT คือ “สไนเปอร์”
ความต่างหลักของสองกองนี้ไม่ใช่แค่จำนวนหุ้น แต่คือวิธีคิดในการลงทุน
GRID เป็นกองแบบ Passive Indexing หรือเหมือนการ “เหวี่ยงแห” ไปทั้งอุตสาหกรรม Smart Grid ทั่วโลก กองทุนซื้อหุ้นตามดัชนี ครอบคลุมบริษัทจำนวนมากในห่วงโซ่ระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
ข้อดีคือไม่ต้องเลือกผู้ชนะรายตัวมากเกินไป แต่ได้ผลตอบแทนตามการเติบโตเฉลี่ยของธีม พอร์ตมีความกระจายตัวมากกว่า และโดยธรรมชาติควรแกว่งน้อยกว่ากองที่ถือหุ้นเข้มข้น
ขณะที่ VOLT เป็นกองแบบ Active Management หรือเหมือน “สไนเปอร์” ผู้จัดการกองทุนคัดหุ้นแบบ High Conviction เน้นประมาณ 30 บริษัท เพื่อเล็งเป้าผู้ชนะในธีม AI Data Center และไฟฟ้ายุคใหม่
ถ้าเลือกถูก VOLT มีโอกาสสร้าง Alpha ได้มากกว่า แต่ถ้าหุ้นที่เลือกไว้ถูกขายทำกำไร หรือ narrative ของธีมเริ่มแผ่ว ก็มีโอกาสแกว่งแรงกว่าเช่นกัน
GRID = ซื้อทั้งธีม เพื่อรับการเติบโตเฉลี่ยของระบบไฟฟ้ายุคใหม่
VOLT = คัดผู้ชนะ เพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่แรงกว่า
ตัวเลข Performance สะท้อนคาแรคเตอร์ชัด
จากข้อมูลที่ให้มา VOLT ทำผลงานในช่วงสั้นได้แรงกว่า GRID เกือบทุกช่วงเวลา
รอบ 1 ปี GRID ทำผลตอบแทนราคาประมาณ 61.14% ขณะที่ VOLT อยู่ที่ 83.58%
ส่วน YTD GRID อยู่ที่ 24.91% ขณะที่ VOLT อยู่ที่ 40.71%
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าช่วงที่ผ่านมา VOLT จับ momentum ของธีม “โลกใช้ไฟมากขึ้น” ได้แรงกว่า เพราะพอร์ตเข้มข้นกว่า และให้น้ำหนักหุ้นที่ตลาดกำลังให้ premium มากกว่า
แต่ GRID มีสิ่งที่ VOLT ยังไม่มี คือ ประวัติระยะยาว โดย GRID มีผลตอบแทนราคา 3 ปีประมาณ 97.52%, 5 ปีประมาณ 117.48% และ 10 ปีประมาณ 425.86% สะท้อนว่าธีม Smart Grid ไม่ได้เป็นแค่กระแสระยะสั้น แต่เคยสร้างผลตอบแทนในรอบยาวมาแล้ว
ทำไมธีมนี้ถึงมาแรง?
ช่วงก่อนตลาดพูดถึง AI ผ่านชิป Semiconductor, Cloud และ Big Tech เป็นหลัก แต่ตอนนี้คำถามเริ่มขยับไปอีกชั้นว่า ถ้า AI โตจริง Data Center ต้องเพิ่มจริง แล้วไฟฟ้าจะพอหรือไม่
นี่ทำให้ธีม AI Infrastructure เริ่มขยายจาก “ชิป” ไปสู่ “ไฟฟ้า”
อีกด้านหนึ่ง การย้ายฐานการผลิตกลับประเทศหลัก ๆ ก็ไม่ได้ต้องการแค่โรงงานใหม่ แต่ต้องการระบบไฟฟ้าใหม่ด้วย เพราะโรงงานยุคใหม่ใช้ automation มากขึ้น เครื่องจักรมากขึ้น และต้องการไฟฟ้าที่เสถียรกว่าเดิม
พอรวมกับการเติบโตของ EV, เมืองอัจฉริยะ, โรงงานผลิตชิป และ Data Center ระบบไฟฟ้าเดิมในหลายประเทศจึงเริ่มกลายเป็นข้อจำกัด นี่คือเหตุผลที่ธีม “โลกใช้ไฟมากขึ้น” รอบนี้ดูจับต้องได้กว่าธีมพลังงานสะอาดรอบก่อน เพราะไม่ได้อิงแค่นโยบายรัฐ แต่เริ่มมาจาก demand จริงของเศรษฐกิจใหม่
📌 มุมมอง Beyond Wealth
ธีม “โลกใช้ไฟมากขึ้น” เป็นธีมที่น่าติดตามในเชิงโครงสร้าง เพราะเชื่อมโยงกับ AI Data Center, Smart Grid, โรงงานอัจฉริยะ, รถยนต์ไฟฟ้า และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ซึ่งทั้งหมดทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม กองทุนในธีมนี้ควรถูกมองเป็น Thematic Investment ที่มีทั้งโอกาสและความผันผวน โดยเฉพาะหลังจากหุ้นหลายตัวในกลุ่มระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าปรับขึ้นมาแรง นักลงทุนจึงควรพิจารณาทั้ง valuation, ความเข้มข้นของพอร์ต, ค่าใช้จ่าย และระดับความเสี่ยงที่รับได้
สำหรับนักลงทุนที่มีมุมมองบวกต่อธีมนี้ และรับความเสี่ยงของการลงทุนแบบ Thematic ได้ อาจใช้กองทุนกลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Satellite Portfolio เพื่อเสริม exposure ต่อธีมไฟฟ้าและ AI Infrastructure โดยไม่ควรให้น้ำหนักมากเกินไปเมื่อเทียบกับพอร์ตหลัก
ในประเทศไทยมีกองทุนที่เกี่ยวข้องให้ศึกษาต่อ เช่น X-VOLT, DAOL-VOLT, A-GRID และ ES-GRID โดยควรเปรียบเทียบรายละเอียดของแต่ละกองทุน เช่น กองทุนหลักที่ลงทุน นโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ค่าธรรมเนียม ผลการดำเนินงาน ความผันผวน และความเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน
#BeyondWealth #BeyondInsight #GRID #VOLT #ETF #AIInfrastructure #SmartGrid #DataCenter #PowerDemand #โลกใช้ไฟมากขึ้น
โฆษณา