3 พ.ค. เวลา 09:16 • หนังสือ

สยามแต่ปางก่อน 35 ปีในบางกอกของหมอบรัดเลย์

เรียบเรียง : วิลเลียม แอล. บรัดเลย์
แปล : ศรีเทพ กุสุมา ณ อยุธยา, ศรีลักษณ์ สง่าเมือง
ช่วงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำนักพิมพ์มติชนนำอีบุ๊คบางเรื่องมาเปิดให้อ่านฟรีแบบจำกัดเวลา 3 วัน แต่ละเรื่องเล่มหนาๆ ทั้งนั้น เนื่องจากภารกิจติดพัน เราเลยอ่านเรื่องนี้ทันแค่เรื่องเดียว ถือว่าคุ้มค่าแก่เวลาร่วม 10 ชั่วโมงที่เสียไปอย่างยิ่ง
หนังสือเล่มนี้เป็นงานเขียนจากบันทึกของหมอบรัดเลย์ รวบรวมและเรียบเรียงโดยวิลเลียม แอล. บรัดเลย์ ทายาทของหมอ เริ่มเล่าตั้งแต่ประวัติโดยย่อเรื่อยมาจนถึงการเดินทางและการใช้ชีวิตในบางกอก ประมาณครึ่งหนึ่งของเนื้อหาเล่าถึงชีวิตส่วนตัวและความเป็นไปในสยาม อีกครึ่งหนึ่งเล่าถึงชุมชนชาวต่างชาติในสยาม เนื้อหาค่อนข้างสนุกอ่านเพลิน เพียงแค่พาร์ทที่เล่าเรื่องชุมชนชาวต่างชาติ หลายครั้งเรากวาดตาอ่านแค่ลวกๆ เพราะตัวละครเยอะมาก บางทีขี้เกียจย้อนกลับไปดูว่าใครเป็นใคร
ทุกคนที่เคยเรียนประวัติศาสตร์ต้องรู้จักหมอบรัดเลย์กันอยู่แล้ว ว่าเป็นผู้บุกเบิกการแพทย์สมัยใหม่และการพิมพ์ในเมืองไทย แต่สิ่งที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจคือสภาพความเป็นอยู่และพัฒนาการบ้านเมืองที่หมอถ่ายทอดผ่านมุมมองของตนเอง
หนังสือเล่าตั้งแต่ตอนที่หมอตัดสินใจอุทิศตนเป็นผู้รับใช้พระเจ้า ตรากตรำเดินทางร่วมครึ่งปีมาปักหลักเผยแพร่ศาสนาที่สยาม ผจญกับโรคภัยและสภาพอากาศท้องถิ่น ให้บริการทางสาธารณสุขแก่ชาวสยาม ทดลองปลูกฝีอยู่หลายครั้งจนสำเร็จ ได้รู้จักและเป็นพระอาจารย์เจ้าฟ้ามงกุฏที่ยังทรงเป็นพระภิกษุ ติดต่อคบหาจนได้เป็นพระสหายเรื่อยมา ได้เห็นบ้านเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านจากสยามเก่าสู่สยามใหม่ ได้เห็นการผลัดแผ่นดินสองครั้ง
นอกจากการเล่าถึงบุคคลสำคัญในสยามพ่วงด้วยการวิจารณ์อย่างค่อนข้างตรงไปตรงมา ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจจากเหตุการณ์ที่หมอได้เป็นประจักษ์พยาน เช่น รัชกาลที่สี่ทำพระทนต์ปลอมจากไม้ฝางใส่เอง โดยทรงใช้ต่อเนื่องยาวนาน จนปีสุดท้ายของรัชกาลถึงได้ทรงประกาศจ้างหมอฟันอาชีพให้ทำฟันปลอมที่ถูกต้องตามมาตรฐานถวาย (ถ้าจำไม่ผิด ทรงตั้งค่าจ้าง 1,000 ดอลลาร์)
มีหมอฝรั่งจากสิงคโปร์เดินทางมาทำถวาย แต่พิมพ์พระทนต์อยู่หลายครั้งก็ทรงใส่ไม่พอดีเสียที เพราะทรงยืนกรานจะพิมพ์พระทนต์ด้วยองค์เอง เพราะคนไทยถือ ไม่ชอบให้คนอื่นจับหัวจับหน้า จนครั้งสุดท้ายหมอเป็นผู้พิมพ์พระทนต์ถวาย ถึงได้สำเร็จด้วยดี
ในส่วนที่เล่าเกี่ยวกับชาวต่างชาตินั้น ส่วนใหญ่มักเล่าถึงเหตุกระทบกระทั่งหรือเหตุพิพาทที่หลายครั้งนำไปสู่คดีความ และการถกเถียงว่าจะตัดสินความโดยศาลระหว่างประเทศของสยามหรือกงศุลประเทศนั้นๆ นอกจากเหตุกระทบกระทั่งระหว่างชาวต่างชาติกับชนชั้นนำสยาม (ซึ่งหลายครั้งชาวต่างชาติเหล่านี้มักวางอำนาจบาตรใหญ่) ก็เป็นเหตุพิพาทในสังคมคนชาติเดียวกันเอง หรือแม้กระทั่งสังคมมิชชันนารี ที่เกิดจากความขัดแย้งในหน้าที่การงาน การเงิน และผลประโยชน์เป็นส่วนใหญ่
เมื่อก่อนเราเคยนึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่ามิชชันนารีที่เดินทางมาเผยแพร่ศาสนาตามประเทศห่างไกลเอาเงินมาจากไหน พออ่านหนังสือเล่มนี้ถึงได้รู้ว่าแม้จะได้เงินอุดหนุนจากบอร์ดจริง แต่มิชชันนารีแต่ละคนก็ต้องทำงานด้วย ในสมัยรัชกาลที่สามที่ไทยยังเป็นสยามเก่า ไม่มีแม้แต่ถนน มิชชันนารีเหล่านี้ยอมเดินทางข้ามโลกมาอยู่ในประเทศร้อนชื้นที่พื้นดินเป็นที่ลุ่มเฉอะแฉะ บางคนเดินทางไปเผยแพร่ศาสนาทางเหนือจนเกือบโดนช้างเอางาแทงตายกลางป่า
เห็นความทุ่มเทของหมอและศรัทธาเหนียวแน่นที่หมอมีต่อพระเจ้าแล้ว เรารู้สึกเคารพมิชชันนารีเหล่านี้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งมากๆ ถึงสุดท้ายแล้วความพยายามในการเผยแพร่ศาสนาในแผ่นดินสยามของหมอจะไม่สัมฤทธิ์ผล แต่การปลูกฝีของหมอช่วยชีวิตคนไทยเอาไว้มากมาย เราตั้งใจว่าถ้ามีเวลาจะไปเคารพหลุมศพหมอในสุสานโปรเตสแตนท์ตรงเจริญกรุงสักครั้ง
กลับมาที่เนื้อหา ความเป็นคนช่างสังเกตช่างจดจำทำให้หมอบรรยายความเป็นอยู่และวัฒนธรรมต่างถิ่นโดยละเอียด เช่น สภาพห้องพักบนเรือเดินสมุทร ลักษณะบ้านพักคณะมิชชันนารี หรือขั้นตอนพิธีมูรธาภิเษกและราชาภิเษกของรัชกาลที่ห้า ถือเป็นแหล่งอ้างอิงชั้นดีสำหรับคนไทยยุคหลังที่ไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านั้นกับตา
โฆษณา