4 พ.ค. เวลา 08:24 • หุ้น & เศรษฐกิจ

🌊 Landbridge ที่คนไทยทุกคนต้องเลือก: ปั้นเมืองท่าอุตสาหกรรมแห่งใหม่ หรือต่อลมหายใจอันดามัน

หลังจากหาข้อมูลมาทั้งสัปดาห์ ทำให้รู้ว่าโครงการนี้มีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด ทั้งฝั่งสนับสนุนและไม่สนับสนุน จุดเริ่มต้นของโครงการยักษ์นี้คือท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ทั้งสองฝั่งทะเล — ระนองบนอันดามัน และชุมพรบนอ่าวไทย เชื่อมด้วยมอเตอร์เวย์และรถไฟรางคู่ระยะทาง 90 กิโลเมตร โดยหวังว่าทางสายใหม่นี้จะดึงดูดการค้าโลก และทำให้ความเจริญตามมา ฟังดูดีมากเลยใช่ไหม
แต่ความซับซ้อนมันเริ่มจากตรงคำว่า "ท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่" เมื่อทะเลฝั่งอันดามันมีจุดทำท่าเรือลึกขนาดใหญ่ได้ไม่กี่แห่ง นั่นคือ ระนอง กระบี่ สตูล
เคยมีความพยายามทำท่าเรือน้ำลึกที่สตูล (Pak Bara) ตั้งแต่ปี 1997 พื้นที่ 4,734 ไร่ภายใน Mu Ko Phetra National Park เพื่อเชื่อมกับสงขลาฝั่งอ่าวไทย แต่ถูกต่อต้านอย่างหนักจากชุมชนท้องถิ่นเพราะจะทำลายอุทยานและกระทบการท่องเที่ยว Ko Lipe ที่ห่างเพียง 56 กิโลเมตร โครงการจึงถูกระงับมาหลายครั้ง กระบี่ก็เคยมีแผนท่าเรือถ่านหินที่ถูกคัดค้านหนักเช่นกัน
ถ้าดูในแผนที่จะเห็นว่าแนวชายฝั่งอันดามันเต็มไปด้วยอุทยานที่กำลังยื่นขอเป็นมรดกโลก และที่สำคัญกว่านั้น ท่าเรือระนองที่วางแผนจะสร้างนั้นตั้งอยู่ประชิดเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลแหลมสน และทับซ้อนอยู่บนพื้นที่ของ Ranong Biosphere Reserve(Transition Area) ที่ UNESCO ประกาศไปแล้วตั้งแต่ปี 2540
ครอบคลุมพื้นที่ 30,000 เฮกตาร์ของป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดและต่อเนื่องที่สุดในประเทศ การสร้างท่าเรือที่นี่จะทำให้เสียสิทธิ์ World Heritage และ Biosphere Reserve ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ตรง core แต่มีความเสี่ยงจะโดนถอดถอนตามมา
แต่ถ้าทำช้ากว่านี้ ไทยที่เคยยื่นขอ Andaman Marine Conservation Area เป็นมรดกโลกไปแล้ว ถ้าได้รับอนุมัติจะยิ่งทำโครงการนี้ยากขึ้นอีก นี่เป็นอาจจะเป็นเหตุผลที่รัฐบาลรีบผลักดันโครงการหรือไม่ และเป็นการยืนยันว่า ท่าเรือน้ำลึกทั้งหมดที่เราสามารถทำได้ อยู่ในพื้นที่ที่มี potential ระดับมรดกโลกทั้งสิ้น
แต่ปัญหามันไม่ได้จบแค่นั้น เมื่อ Landbridge ทำโครงข่ายทางเชื่อมไปที่ท่าเรือน้ำลึกชุมพร เส้นทางจะต้องตัดผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่อน และป่าต้นน้ำพะโต๊ะ ทางตัดนี้จะขาดระบบนิเวศต้นน้ำทั้งแนว ส่งผลต่ออุทกภัยและการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่า รวมถึงการทำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่สำหรับนิคม ก็ต้องทำลายป่าต้นน้ำอีก มันเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะพัฒนาการท่องเที่ยวไปพร้อมกับสร้างนิคมอุตสาหกรรมกับ Landbridge ไปด้วยกัน แรงต้านด้านสิ่งแวดล้อมจึงเกิดขึ้นทันที
ถ้ามันเป็นแค่ป่าหรือทะเลธรรมดา เรื่องคงไม่ซับซ้อน แต่นี่คือทะเลอันดามันที่สร้างรายได้ท่องเที่ยวกว่า 700,000 ล้านบาทต่อปี และกำลังรอการประกาศเป็น World Heritage ที่จะเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวให้สูงขึ้นไปอีก นั่นทำให้การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ง่ายเลยจริงๆ
ส่วนฝ่ายที่สนับสนุกก็เชื่อว่า Landbridge ไม่ได้สร้างเพื่อรองรับการขนของข้ามไปมาอย่างเดียว แต่น่าจะนับรวมอุตสาหกรรมเมืองใหม่ที่มีโอกาสตามมาอีกด้วย นี่จะสร้างความเจริญในระยะยาวอย่างยั่งยืน และมองว่าคุ้มค่ามากกว่า
สิ่งที่เราจะได้จากโครงการใหม่นั้นมีมูลค่ามากขนาดไหนและคุ้มหรือไม่ เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก แต่สิ่งที่เราพอจะประเมินได้ชัดเจนคือ มูลค่าของที่เราจะเสียไป — ท่องเที่ยวอันดามัน 7-800,000 ล้านบาทต่อปี ประมงและเกษตรกรรมอีกหลายหมื่นล้าน และโอกาส World Heritage ที่ไม่มีวันกลับมา
นี่คือการตัดสินใจที่คนไทยทุกคนต้องมีส่วนร่วม เพราะมันคืออนาคตของลูกหลาน
---
🏗️ การวาดฝันเมืองท่าอุตสาหกรรมแห่งใหม่ ควาวมคุ้มค่า และความเสี่ยง
โครงการนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไรจริงๆ นั่นคือสิ่งที่ทุกคนอย่างรู้ แต่รัฐบาลยังไม่ยอมชี้แจง แต่ถ้าเราจินตนาการ การสร้างเมืองอุตสาหกรรมใหม่ที่มีท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ 2 ฝั่ง มันดูน่าสนใจไม่น้อยใช่ไหม
หลังจากหาข้อมูล พบว่ารัฐบาลพยายามชู เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ และให้ไทยเป็นทางออกของปัญหาพลังงานโลก หรือ Energy hub แต่เอกสารของ สนข กลับระบุอย่างชัดเจนว่า จะไม่มีการเอาอุตสาหกรรมหนัก ปิโตร โรงกลั่นเข้ามาโครงการ และ 80% ของสินค้าก็คือ Container ที่ต้องการมากระจายสินค้า หรือส่งต่อผ่าน Landbridge นี้ รวมถึงแผนสร้าง crude oil pipeline
ตามแนวมอเตอร์เวย์ใกล้อำเภอพะโต๊ะ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังจีนและญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่จังหวัดชุมพรเคยอ้างต่อกรรมาธิการศึกษาโครงการว่า pipeline จะสร้างรายได้ถึง 18 ล้านบาทต่อวัน หรือประมาณ 6,570 ล้านบาทต่อปี
และล่าสุด เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 รองโฆษกรัฐบาลออกมาชี้แจงเรื่องตัวเลข 50,000 ล้านบาทต่อปี รวมถึงยังชี้ถึง ธุรกิจเติมน้ำมันเรือ หรือ Bunkering นั่นอาจยืนยันว่า รัฐบาลอาจจะต้องการสร้าง Logistic hub ร่วมกับ Energy hub ด้วย ถึงแม้รายงานจาก สนข จะชี้ไปอีกทาง และเน้นโครงการที่จะไม่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมก็ตาม
ตัวเลขผลตอบแทนเปลี่ยนทุกครั้งที่เปลี่ยนคนทำ — จากติดลบในรายงานสภาพัฒน์ มาเป็น 4%, 8%, และล่าสุด 11% ในรายงานที่รัฐบาลทำเอง ตัวเลขที่เคลื่อนไหวตามผู้จัดทำ ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของโครงการ คือสัญญาณที่ควรตั้งคำถาม ภาพที่รัฐบาลต้องการเห็นคืออะไรกันแน่ Energy hub, Logistic gateway หรือเป็นแค่ Transshipment อย่างเดียว และหวังว่าความเจริญจะส่งเสริม SEC ให้เจริญตามมา
เมื่อรัฐบาลบอกว่า ภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนคือโอกาส แต่มันเหมือนดาบสองคม เพราะมันก็มาพร้อมความเสี่ยงในอีกด้าน ต้องอย่าลืมว่า โลกนี้กำลังเปลี่ยนจากการค้าเสรีเป็นแบ่งขั้ว ทำให้ภาพการค้าโลก และเส้นทางเดินเรือในอีก 10-20 ปีจะเปลี่ยนไป และเมือมองไปที่มาเลเซียและสิงคโปร์ที่มีการขยายท่าเรืออีก ถ้า Demand การเดินเรือลดลงจากโลกที่เปลี่ยนไป นั่นอาจจะกระทบทั้งภูมิภาค แต่ไทยอาจหนักสุดเพราะใช้เงินปริมาณมหาศาลในช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนถ่าย
นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงอีกหลายชั้น — การก่อสร้างล่าช้าที่พบบ่อยในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของไทย, การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดที่จะกัดเซาะ demand ของ Energy Hub ในระยะยาว, ความเสี่ยงทางการเมืองจากการถูกมองว่าโครงการนี้ตกอยู่ใต้อิทธิพลจีน และความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้องในพื้นที่ที่ UNESCO มีสถานะรับรองไว้แล้ว โครงการ PPP หลายโครงการของไทยที่ประเมินผิด จนรัฐบาลต้องเข้ามาแบกภาระแทนเอกชนในที่สุด
นักลงทุนที่ดีไม่กลัวความเสี่ยง แต่จะไม่ยอมเดิมพันด้วยสิ่งที่คืนไม่ได้ Landbridge อาจสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ แต่ถ้าผิดพลาด เราจะไม่ได้แค่ "ขาดทุน" — เราจะสูญเสียทะเลที่ธรรมชาติใช้เวลาหลายพันปีสร้าง และนั่นไม่ใช่การลงทุน นั่นคือการพนันด้วยมรดกของลูกหลาน
---------
🚢 สิงคโปร์แออัดจริงหรือ? คำถามที่รัฐบาลต้องตอบ
รัฐบาลอ้างว่าสิงคโปร์แออัด เรือจะหนีมาใช้ Landbridge แทน แต่ข้อมูลจริงบอกอย่างอื่น
สิงคโปร์กำลังสร้าง Tuas Port ซึ่งเป็นท่าเรืออัตโนมัติที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดทำการ Phase 1 แล้วตั้งแต่กันยายน 2022 เมื่อเสร็จสมบูรณ์ในปี 2040s จะมีกำลังผลิต 65 ล้าน TEU เป็นสองเท่าของปริมาณปี 2021 ที่ 37.5 ล้าน TEU
และที่สำคัญ PSA จะย้ายทุก terminal มารวมที่ Tuas ภายในปี 2027 ซึ่งหมายความว่าตอนที่ Landbridge เปิดทำการได้ (ประมาณ 2032-2034) สิงคโปร์จะไม่แออัดแล้ว และมี capacity เหลือเฟือ
ยิ่งไปกว่านั้น Tuas ใช้ระบบ automated ทั้งหมด — AGV, remote control, AI-driven operations ซึ่งหมายความว่าต้นทุนต่อ TEU จะถูกกว่า Landbridge ที่ต้อง break-bulk (ยกของขึ้นลงสองครั้ง) อย่างมาก
Malaysia Port Klang ก็กำลังขยายเป็น 27 ล้าน TEU เช่นกัน นั่นหมายความว่า ภูมิภาคนี้กำลังมีล้นกำลังผลิต (overcapacity) ไม่ใช่ขาดแคลน
---
🐠 มูลค่าของสิ่งที่เรามี
ทะเลอันดามันไม่ใช่แค่ "ฉากหลังสวยๆ" ของโปสเตอร์ท่องเที่ยว มันคือเครื่องจักรสร้างรายได้ที่ทำงานอยู่แล้วทุกวันนี้ โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเลย
ภูเก็ตเพียงจังหวัดเดียวสร้างรายได้ท่องเที่ยวเกือบ 500,000 ล้านบาทต่อปี กระบี่กำลังแตะ 100,000 ล้านบาท สุราษฎร์ธานีอีก 50,000 ล้านบาท รวมกันทั้งแนวชายฝั่งอันดามัน ตัวเลขรวมอยู่ที่ราว 700,000-800,000 ล้านบาทต่อปี นี่คือรายได้ที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องรอโครงการแล้วเสร็จ
การประมงในพื้นที่ชุมพร-ระนองสร้างรายได้รวมกันประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี ทุเรียนและพืชเศรษฐกิจอื่นอีกกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี และนี่ยังไม่รวมปาล์มน้ำมันและยางพาราที่กระจายทั่วภาคใต้ซึ่งหล่อเลี้ยงเกษตรกรกว่า 400,000 ครัวเรือน
และที่สำคัญที่สุด นั่นคือสิ่งที่กำลังจะมาแต่ยังไม่ได้ realise ไทยได้ยื่น Andaman Marine Conservation Area เป็น tentative list ต่อ UNESCO เพื่อขอสถานะ World Heritage ครอบคลุมพื้นที่กว่า 700,000 ไร่รวม 6 อุทยานแห่งชาติ หากได้รับการประกาศ ศักยภาพรายได้จะกระโดดขึ้นอีกหลายเท่า เพราะ World Heritage label คือการการันตีว่าพื้นที่นี้มีคุณค่าระดับมนุษยชาติ ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่พร้อมจ่ายมากขึ้น
เปรียบเทียบกับ Great Barrier Reef ซึ่งเป็นมรดกโลกของออสเตรเลีย สร้างรายได้ประมาณ 2.1 แสนล้านบาทต่อปี และเลี้ยงคน 64,000 ตำแหน่ง อันดามันของไทยสร้างรายได้มากกว่า 3 เท่า อยู่ที่ 7-8 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งหมายความว่าโครงการนี้อาจกระทบต่อผู้คนนับแสนคนเช่นกัน
แต่ที่น่าตกใจที่สุดคือ เอกสาร EHIA ของโครงการ Landbridge ไม่ได้กล่าวถึง Andaman World Heritage nomination เลยแม้แต่คำเดียว ทั้งที่ไทยเองเป็นคนยื่นเรื่องไปยัง UNESCO ตั้งแต่ 3 ปีก่อน และมติ Cabinet ที่อนุมัติการยื่นนั้น สมาชิกรัฐบาลปัจจุบันหลายคนก็อยู่ในที่ประชุมนั้นด้วย นี่คือ self-contradiction ระดับนโยบายที่ไม่มีคำอธิบาย
---
⚠️ ความเสี่ยงและมูลค่าที่เราอาจต้องเสียไป
ที่ตั้งท่าเรือน้ำลึกที่แหลมอ่าวอ่างทับซ้อนกับ Ranong Biosphere Reserve ที่ UNESCO ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2540 แม้จะอยู่ในเขต Transition Area แต่การถมทะเล 7,000 ไร่ สร้างกำแพงกันคลื่น 3 แห่งยาวรวม 4 กิโลเมตร กระทบชุมชน 6 แห่ง อุทยานแห่งชาติ 2 แห่ง และพื้นที่คุ้มครองทางทะเลอีก 2 แห่งนั้น ไม่ใช่สิ่งที่พิสูจน์ความยั่งยืนได้ง่ายๆ ต่อหน้าประชาคมโลก
ในรอบ Periodic Review ที่ไทยต้องรายงานต่อ UNESCO ทุก 10 ปี ภาระพิสูจน์ทั้งหมดนี้จะตกอยู่ที่เรา — และนั่นอาจปิดโอกาส World Heritage nomination และสูญเสียตราประทับมรดกโลก โอกาสทองที่จะยกระดับแบรนด์ท่องเที่ยวไทยเมื่อหายไปแล้วก็ไม่มีวันคืนมา
🤿 สวรรค์นักดำน้ำระดับโลก
Richelieu Rock และสิมิลัน ที่อยู่ห่างจากท่าเรือนี้ไม่กี่สิบไมล์ทะเล และเป็นทางผ่านของเรือใหญ่ที่คาดว่าเข้าท่าด้วย กองหินริเชลิว ถูกขนานนามว่าอัญมณีแห่งอันดามันที่ติด 10 อันดับโลกสำหรับนักดำน้ำ สร้างมูลค่าหมื่นล้านต่อปี ริเชลิวเป็นจุดขายระดับ world class ที่เงินกี่หมื่นล้านก็สร้างไม่ได้เพราะธรรมชาติปั้นที่นี่มานานนับพันปี และนี่ยังไม่นับความเสี่ยงฝั่งอ่าวไทย
ท่าเรือน้ำลึกชุมพรอยู่ห่างจาก Chumphon Pinnacle เพียง 12 กิโลเมตร — กองหินใต้ทะเลที่ถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดในอ่าวไทย และเป็นจุดที่มีโอกาสพบฉลามวาฬสูงที่สุดในภูมิภาค เส้นทางเดินเรือขนาดใหญ่ที่จะผ่านน่านน้ำนี้จะกระทบโดยตรงต่อ เกาะเต่า ซึ่งสร้างรายได้ท่องเที่ยวกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี และเป็นที่รู้จักในฐานะโรงเรียนสอนดำน้ำที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
🛢️ ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด — น้ำมันรั่วไหล
ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะทำ Energy Hub — แต่นั่นไม่ได้ลดความเสี่ยงนี้ลงเลย เพราะแม้แค่ท่าเรือ Container ธรรมดา เรือขนาดใหญ่ทุกลำบรรทุก Bunker Fuel สำหรับเดินเรือถึง 3,000-5,000 ตันต่อลำ และถ้าท่าเรือรองรับเรือหลักร้อยลำต่อวัน ปริมาณน้ำมันที่ลอยอยู่ในน่านน้ำอันดามันนั้นมหาศาลโดยไม่ต้องมี pipeline แม้แต่ท่อเดียว
สิ่งที่ทำให้ทะเลอันดามันอันตรายกว่าทะเลอื่น คือ กระแสน้ำ ช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ลมพัดเลียบชายฝั่งลงใต้อย่างต่อเนื่อง น้ำมันบนผิวน้ำสามารถเคลื่อนที่ได้ 30-50 กิโลเมตรต่อวันในช่วงลมแรง หมายความว่าในกรณีเลวร้ายที่สุด น้ำมันจากระนองสามารถพัดถึงภูเก็ตได้ภายใน 4-6 วัน — สั้นเกินกว่าจะระดมพลจัดเก็บน้ำมันในทะเลเปิดได้ทัน
บทเรียนจากเรือ MV Wakashio ที่อับปางนอกชายฝั่งมอริเชียสปี 2563 ชี้ให้เห็นภาพได้ชัดที่สุด — เรือ Bulk Carrier ลำนั้นรั่ว Bunker Fuel เพียง 1,000 ตัน แต่น้ำมันแพร่กระจายเข้าสู่แนวปะการัง ป่าชายเลน และพื้นที่อนุรักษ์ระดับนานาชาติในเวลาไม่กี่วัน
งานวิจัยจาก Curtin University ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Marine Pollution Bulletin (พฤศจิกายน 2024) หลักฐานชิ้นแรกที่พิสูจน์ว่าน้ำมันเรือยุคใหม่ (Low Sulphur) ไม่ได้หายไปตามกาลเวลาอย่างที่เคยคาดการณ์ แต่มัน "ฝังตัว" และแทบไม่ย่อยสลายในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนต่ำอย่างป่าชายเลน ผลกระทบจากเรือลำเดียวสามารถกลายเป็นมลพิษชั่วกัลปาวสาน
แล้วภูเก็ตล่ะ ปลอดภัยไหม? หลายคนคิดว่าระยะทาง 200-300 กิโลเมตรจากระนองคือกันชนที่ปลอดภัย — แต่ในโลกของสมุทรศาสตร์ ระยะนั้นไม่ได้ไกลอย่างที่คิด และความเสียหายอาจไม่ได้มาในรูปแบบของ "คราบน้ำมันสีดำ" เท่านั้น
เมื่อใช้สารเคมีสลายคราบน้ำมัน (Dispersants) น้ำมันจะแตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ และจมลงใต้ผิวน้ำ สารพิษเหล่านี้จะไหลไปตามกระแสน้ำลึกเข้าสู่ระบบนิเวศแนวปะการังรอบเกาะภูเก็ต แม้ตาจะมองไม่เห็นคราบน้ำมัน แต่ปะการังฟอกขาวและปลาตายจะเกิดตามมา และเรือ Speedboat และ Liveaboard ที่พานักท่องเที่ยวไปดำน้ำที่สิมิลันและริเชลิวร็อกนั้น ส่วนใหญ่ออกจากท่าเรือในภูเก็ตและพังงา — ถ้าพื้นที่เหล่านั้นเสียหาย ธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลของภูเก็ตจะพังทลายแม้น้ำหน้าหาดป่าตองจะยังใสอยู่
ภาพที่น่ากลัวที่สุด ในยุค Social Media หากภาพคราบน้ำมันคลุมเกาะพยามหรือหมู่เกาะสุรินทร์ถูกแชร์ออกไปทั่วโลก ภูเก็ตจะถูกลบออกจากแผนที่การเดินทางทันที เพราะในสายตาชาวโลก "อันดามันคือผืนน้ำเดียวกัน" ความเชื่อมั่นต่ออาหารทะเลจะพังทลายก่อนที่น้ำมันจะมาถึงจริงเสียอีก
รายได้ท่องเที่ยวของภูเก็ตเพียงจังหวัดเดียวอยู่ที่เกือบ 500,000 ล้านบาทต่อปี การเอาโครงการที่มีความเสี่ยงน้ำมันรั่วไปไว้ต้นลมของภูเก็ต คือการเอาอนาคตของเศรษฐกิจหลายแสนล้านไปฝากไว้กับโชคชะตาว่าลมมรสุมจะไม่พัดแรงเกินไป หรือกัปตันเรือจะไม่ประมาท ซึ่งเป็นเดิมพันที่เสี่ยงเกินไปสำหรับคนไทยทั้งประเทศ
ด้วยเหตุนี้ ความเสี่ยงน้ำมันรั่วจึงไม่ใช่เรื่องของ "ถ้ามี Energy Hub" หรือ "ถ้าไม่มี" — มันคือความเสี่ยงที่มาพร้อมกับท่าเรือขนาดนี้โดยอัตโนมัติ และในทะเลที่มีกระแสน้ำซับซ้อนแบบนี้ ความเสี่ยงแม้เพียง 1% ก็เพียงพอที่จะทำลายสิ่งที่ธรรมชาติใช้เวลาหลายพันปีสร้างไว้ได้ในชั่วข้ามคืน
---
💭 ข้อมูลที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
คำถามที่ต้องตอบ:
ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะลงมติ มีคำถามง่ายๆ แต่สำคัญที่สุดที่คนไทยทุกคนควรได้รับคำตอบ:
- ถ้าโครงการสำเร็จ ใครได้ประโยชน์? คนท้องถิ่น หรือนักลงทุนต่างชาติ?
- ถ้าโครงการล้มเหลว ใครจ่าย? คนที่ตัดสินใจ หรือคนที่ต้องอยู่ที่นี่ต่อไป?
- ถ้าน้ำมันรั่ว ใครรับผิดชอบ? บริษัทที่เช่าไป 99 ปี หรือรัฐบาลไทยที่ต้องเยียวยา?
- ถ้า World Heritage หายไป ใครจะคืนให้? ไม่มีใครคืนให้ได้
นี่ไม่ใช่การบอกว่า "ไม่ควรทำ Landbridge" นี่คือการบอกว่า "เราควรรู้ว่ากำลังแลกอะไรกับอะไร"
Landbridge อาจจะประสบความสำเร็จและสร้างความเจริญให้ภาคใต้ หรืออาจจะล้มเหลวและทิ้งแต่ความเสียหายที่ซ่อมแซมไม่ได้ ไม่มีใครรู้แน่ชัด
แต่สิ่งที่เรารู้แน่ชัดคือ ถ้าผิดพลาด มันจะไม่มีทางย้อนกลับ เพราะบางอย่างเมื่อเสียไปแล้ว มันก็หายไปตลอดกาล
การตัดสินใจนี้ไม่ใช่ของนักการเมืองหรือนักลงทุนเพียงอย่างเดียว นี่คือการตัดสินใจที่คนไทยทุกคนต้องมีส่วนร่วม เพราะมันจะเป็นตัวกำหนดว่าลูกหลานของเราจะได้รับมรดกอะไรจากเรา
ฺBoyles bigmove club
โฆษณา