ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มันเชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจของเทคโนโลยีด้วย เพราะ AI ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นของผู้ใช้ แต่เป็นของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น OpenAI, Google หรือ Microsoft ซึ่งเป็นผู้พัฒนาและควบคุมระบบเหล่านี้
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่คือการสร้าง “คนกลางใหม่ (new middleman)” ระหว่างมนุษย์กับงานของตัวเอง จากเดิมที่เราทำงานโดยใช้ทักษะของเราโดยตรง ปัจจุบันเราต้องพึ่งพาเครื่องมือ AI ที่มีค่าใช้จ่าย และยิ่งพึ่งพามากเท่าไร ต้นทุนในการทำงานก็ยิ่งไหลไปสู่ผู้ให้บริการเทคโนโลยีมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งบางทีก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมี new middleman นี้ก็ได้
ในมุมนี้ AI จึงไม่ได้แค่เปลี่ยนวิธีทำงาน แต่กำลังเปลี่ยน “ทิศทางของมูลค่า” จากแรงงานของคน ไปสู่แพลตฟอร์มของบริษัทเทคโนโลยี ผู้ใช้ไม่ได้แค่ทำงาน แต่ต้องจ่ายเงินเพื่อให้สามารถทำงานได้ในระดับที่ตลาดคาดหวัง เมื่อทุกคนเริ่มใช้ AI มาตรฐานก็สูงขึ้น และการไม่ใช้ AI ก็กลายเป็นข้อเสียเปรียบ
ขณะเดียวกัน เมื่อ AI สามารถสร้างผลงานได้จำนวนมหาศาลในเวลาอันสั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ “คุณค่าของผลงาน” เริ่มลดลง งานที่ถูกผลิตขึ้นอย่างรวดเร็วและจำนวนมากเริ่มถูกมองว่าเป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไป ไม่ได้หายาก และไม่ได้มีความพิเศษเหมือนในอดีต เมื่อผู้คนรับรู้ว่างานจำนวนมากถูกสร้างด้วย AI ความสนใจและการให้คุณค่าก็ลดลงตามไปด้วย บางครั้งถึงขั้นเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย หรือไม่ให้ความสำคัญกับผลงานเหล่านั้นเลย เช่น เด็ก generation ใหม่ มีมุมมองถึงขั้นเกลียดและดูถูกภาพศิลปะที่ generate จาก AI เลยทีเดียว
ในมุมนี้ AI จึงไม่ได้แค่ทำให้งานเฟ้อในเชิงปริมาณ แต่ยังทำให้ “มูลค่าของงาน” เฟ้อและลดค่าลงในเวลาเดียวกัน ยิ่งมีมาก ยิ่งถูกมองว่าธรรมดา และยิ่งเข้าถึงง่าย ยิ่งถูกมองว่ามีคุณค่าน้อยลง สุดท้ายคนจึงเริ่มหันกลับไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่ AI ทำแทนได้ยาก เช่น ความคิดเฉพาะตัว ประสบการณ์จริง หรือมุมมองที่มีเอกลักษณ์