Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ดร. ธีร์รัฐ บุนนาค
•
ติดตาม
4 พ.ค. เวลา 10:38 • การศึกษา
“ข้อมูลจากกล้อง CCTV.. ศาลจะรับฟังมั้ย..”
ทุกวันนี้ ไปไหนมาไหน.. เราทุกคนไม่พ้นต้องพกโทรศัพท์มือถือติดมือไปด้วย.. ออกไปนอกบ้าน.. ก็หนีไม่พ้น ต้องเจอกล้องวงจรปิด ถ่ายติดเราในที่ต่างๆ..
เรื่องข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ ไว้วันหลังจะมาเล่า.. แต่วันนี้จะกล่าวถึง ข้อมูลในกล้องวงจรปิดให้ฟังก่อน..
เอาแต่ที่สำคัญนะครับ..
ประการแรก.. พยานหลักฐานที่นำมาสืบในศาล ต้องเป็นพยานที่สะอาด ปราศจากมลทิน.. เพราะพยานที่ไม่บริสุทธิ์ อาจทำให้ศาลตัดสินคดีผิดพลาดได้..
จึงมีหลักทั่วไปในกฎหมายพยานว่า..
“ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบ.. “
เช่น การบังคับข่มขู่ หลอกลวง ให้สัญญา..
หากฝ่าฝืน ศาลจะไม่เอาพยานนั้นมาพิจารณา ก็เหมือนกับไม่มีพยานนั้นเลยนั่นล่ะ..
คำว่า โดยมิชอบ แปลว่า ไม่มีอำนาจ หรือฝ่ายที่เสียหายไม่ได้ให้ความยินยอม..
เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสิน โดยตีความว่า..
“การแอบบันทึกเสียงสนทนา (น่าจะรวม การแอบถ่าย หรือบันทึกวีดิโอด้วย) ถือว่า เป็นการได้พยานหลักฐานในคดีอาญามาโดยมิชอบ..
เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเอกชนที่เป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีเองได้.. ต้องเอาพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นและได้มาโดยชอบเท่านั้นมาเสนอศาล..”
ในคดีแพ่ง แม้ไม่มีกฎหมายห้ามศาลรับฟัง พยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบ เหมือนคดีอาญา..
แต่ศาลฎีกา ก็เคยตัดสินไว้ในคดีแพ่งว่า..
“พยานหลักฐานที่เป็นเสียงสนทนา ที่ได้มาจากการแอบบันทึกเสียง โดยอีกฝ่ายไม่รับรู้.. ศาลต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง..”
คือ แม้จะไม่ห้าม แต่อาจจะไม่น่าเชื่อถือด้วยลักษณะของพยานเองก็ได้.. คล้ายกับการรับฟังพยานบอกเล่า ที่ปกติจะมีน้ำหนักน้อย..
ที่น่าคิด คือ..
“กล้องวงจรปิด CCTV ที่รัฐไปติดตั้งในที่สาธารณะ.. ถ้ารัฐนำมาเป็นพยาน จะถือว่า เป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยชอบมั้ย..”
คำตอบคือ.. ถ้ารัฐมีอำนาจเอาไปติดตั้งโดยเปิดเผย.. น่าจะนำมาเป็นพยานหลักฐานได้ ผู้กระทำผิดคงต่อสู้ไม่ได้ว่า ห้ามมิให้ศาลรับฟัง..
“แล้วถ้าเป็นกล้องแอบถ่าย.. เป็น CCTV ที่ปกปิดซ่อนไว้ล่ะ คือ เจ้าตัวไม่ได้ให้ความยินยอมล่ะ จะรับฟังได้มั้ย.. “
ผู้เขียนขอเล่าเรื่องให้ฟังแทนคำตอบ..
ครั้งหนึ่ง สมัยที่เมืองไทยยังไม่มีการติดตั้งกล้อง CCTV มากมายเหมือนปัจจุบัน..
ผู้เขียนเดินทางไปต่างประเทศ ไปขึ้นรถไฟใต้ดินในประเทศฝรั่งเศส..
ภายในตู้โดยสาร เห็นป้ายเตือนชัดเจน เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส และอังกฤษว่า..
“ในรถไฟขบวนนี้ มีกล้อง CCTV แอบติดไว้..”
คงจะจริง เพราะผู้เขียนพยายามสอดส่ายสายตา มองหากล้อง ก็ไม่เห็นว่า ติดไว้ตรงไหน.. เป็นกล้องซ่อน..
มีคำถามในใจว่า.. ทำไมต้องซ่อนกล้อง CCTV..
ก็อาจเป็นเพราะกลัวว่า คนร้ายจะเห็น จะรู้มุมกล้อง ก็จะแอบทำผิดบังมุมกล้องได้.. เออ อันนี้ พอเข้าใจได้..
แต่ที่ยัง งงๆ ไม่เข้าใจก็คือ..
“ในเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐแอบติดกล้องไว้ แล้วมาบอกทำไมว่า มีกล้องซ่อนนะ..” 55
ตอนนั้น เข้าใจว่า.. อาจเป็นการปราม เขียนติดป้ายไว้ให้คนที่คิดจะทำผิดเกรงกลัว. ไม่กล้าทำ ตามแนวคิด crime control กระมัง..
แต่มาตอนนี้ หลังจากมีแนวตัดสินของศาลฎีกาไทย.. ผู้เขียนเข้าใจเหตุผลในเชิงกฎหมายแล้วว่า..
“เพื่อป้องกันผู้กระทำผิดต่อสู้ในคดีว่า รูปภาพจากกล้อง CCTV ที่แอบถ่าย เป็นพยานที่เกิดขึ้นได้มาโดยมิชอบนั่นเอง..”
คือ เราแจ้งคุณให้รู้ตัวแล้วนะ.. คุณจะอ้างว่า ไม่รู้ว่ามีกล้อง.. จะปฏิเสธว่าไม่รู้ตัวว่า ถูกแอบถ่าย.. จะบอกไม่อนุญาต ไม่ได้แล้วนะ..
ภาพถ่ายจาก กล้อง CCTV ของรัฐที่ซ่อนไว้ ในที่สาธารณะ และแจ้งเตือนให้ทราบแล้ว.. จึงนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอาญาและคดีแพ่งได้..
“เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้ละเมิดสิทธิ หรือทำผิดกฎหมาย เพื่อให้ได้พยานชิ้นนี้มานะ.. “
ประการต่อมา คือ ข้อมูลจากกล้อง cctv ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ได้มาโดยมิชอบ เพราะได้จากการแอบถ่าย หรือแอบบันทึกเสียง..
ที่ในคดีแพ่ง ศาลบอกว่าต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และในคดีอาญา ที่ศาลบอกว่า ห้ามมิให้รับฟัง.. เฉพาะในส่วนที่ยังมีข้อยกเว้นให้รับฟังได้อยู่ เช่น มาตรา 226/1 นั้น..
ข้อมูลคอมพิวเตอร์จะมีน้ำหนักให้รับฟังได้..จะต้องพิสูจน์ว่า ข้อมูลนั้นตรงกับข้อมูลขณะเกิดเหตุ.. ไม่ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข ไม่ว่าโดยจงใจหรืออุบัติเหตุ..
คือ พิสูจน์ด้วยผู้เชี่ยวชาญ และพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องว่า.. การตรวจพิสูจน์ข้อมูล.. การเก็บข้อมูลนั้นในที่เกิดเหตุ.. การเก็บรักษาระหว่างดำเนินคดีนั้น..
เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนโดยชอบ.. ใช้อุปกรณ์ แอพ เครื่องมือที่ได้มาตรฐาน.. และไม่มีบุคคลภายนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับหลักฐานนั้น (chain of custody)..
ข้อมูลที่ได้มาจึงจะน่าเชื่อถือ พอให้ศาลรับฟังได้ ทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา..
ประการต่อมา คือ กล้อง cctv ของเราที่บ้าน หรือกล้องติดรถยนต์.. แต่บันทึกติดภาพบุคคลอื่นมา.. ไม่เป็นความผิดตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนะ.. เพราะเราไม่ใช่ผู้มีอำนาจเก็บ ครอบครอง ควบคุมข้อมูล..
ประการต่อมา.. คือ กล้อง cctv นั้น.. บันทึกภาพใหม่ทับซ้อนภาพเก่าเพราะความจำเต็ม..
ความจริง ภาพเก่าไม่ได้ถูกลบนะ.. ถ้าไม่บันทึกทับซ้ำหลายครั้งเกิน ยังใช้แอพ ใช้โปรแกรมนิติวิทยาศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์ (Encase, Cellebright) กู้ข้อมูลภาพขึ้นมาดู ใช้เป็นพยานหลักฐานได้..
ประการสุดท้าย คือ ในต่างประเทศนั้น.. มีปัญหาว่า.. หากเกิดการทำผิดโดยไม่มีพยานบุคคลรู้เห็นเลย.. มีเพียงกล้องวงจรปิดเท่านั้น ศาลจะรับฟังมาลงโทษได้มั้ย..
ศาลสหรัฐอเมริกาวางหลักการใหม่ เรียกว่า.. ทฤษฎีพยานเงียบ“ (Silent Witness) ว่า.. ถ้าพิสูจน์ได้ว่า กล้องถ่ายติดภาพเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ และกล้องทำงานตามปกติ ข้อมูลถูกต้อง..
แม้กล้องตัวเดียว ศาลก็รับฟังโดยปราศจากสงสัย เพื่อลงโทษคนร้ายได้..
สำหรับศาลไทย.. ถ้ามีปัญหานี้เกิดขึ้น.. ก็น่าจะใช้หลักการเดียวกันครับ.. นำผู้ดูแลกล้อง เจ้าของกล้อง และผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจพิสูจน์ข้อมูลในกล้องมาเป็นพยาน..
หวังว่า ข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ นักศึกษา ทนายความ สังคม และกระบวนการยุติธรรมไทย..
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย