5 พ.ค. เวลา 22:40 • หนังสือ

สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช ๒๔๘๐ - ๒๔๘๖

คำนำ
เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๘๖ ประเทศไทยได้สูญเสียบุคคลสำคัญของชาติไป ๑ ท่าน คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ การสูญเสียครั้งนี้ นับว่าเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญยิ่งครั้งหนึ่งของประชาชาติไทย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นพระบรมวงศ์ที่ทรงบำเพ็ญคุณประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองเป็นอเนกประการ พระกรณียกิจที่เด่นก็คือ ทรงริเริ่มให้กำเนิดกระทรวง
ศึกษาธิการ ทรงปรับปรุงการปกครองส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น และทรงเป็นปรมาจารย์ในทางประวัติศาสตร์ไทยและโบราณคดี ได้ทรงนิพนธ์หนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา และชีวประวัติบุคคลสำคัญๆ ไว้เป็นจำนวนมากยิ่งกว่าบุคคลอื่นๆ พระนิพนธ์ในทางประวัติศาสตร์ยังคงเป็นที่เชื่อถือและค้นคว้าของนักศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ไทย ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จนทรงได้รับพระสมญานามว่า “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย”
ในปัจฉิมวัย ซึ่งเป็นวัยที่บุคคลส่วนมากจะหยุดพักผ่อนหาความสุขสบายตามอัตภาพ แต่สมเด็จกรมพระยาพระองค์นั้นหาได้ทรงพักผ่อนเช่นนั้นไม่ หากได้ทรงใช้เวลาที่ว่างทรงมีลายพระหัตถ์ถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงโต้ตอบวิจารณ์ ประทานคำอธิบายในระหว่างสมเด็จทั้งสองพระองค์ เกี่ยวกับวิทยาการต่างๆ เช่นประวัติศาสตร์ โบราณคดี วรรณคดี ศิลปะ และอักษรศาสตร์เป็นต้น เริ่มแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นปีที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรง
ราชานุภาพเสด็จออกไปประทับอยู่ ณ เกาะปีนัง จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ซึ่งเป็นปีเสด็จกลับมาประทับในประเทศไทย ลายพระหัตถ์ที่ทรงมีโต้ตอบระหว่างสมเด็จทั้งสองพระองค์นั้น จึงมีคุณค่าต่อนักศึกษาวิทยาการต่างๆ ดังกล่าวแล้วเป็นอย่างมาก ลายพระหัตถ์ดังกล่าวนี้ทายาทของสมเด็จกรมพระยาทั้งสองพระองค์ ได้ประทานให้เป็นสมบัติของหอสมุดแห่งชาติ และกรมศิลปากรได้อนุญาตให้เอกชนจัดพิมพ์ขึ้นบางภาคแล้วโดยให้ชื่อว่า “สาส์นสมเด็จ”
ในโอกาสจะครบรอบวันประสูติ ปีที่ ๑๐๐ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๐๕ นี้ ทายาทของสมเด็จกรมพระยาพระองค์นั้นได้ทรงมอบหนังสือ “สาส์นสมเด็จ” ให้แก่คุรุสภาจัดพิมพ์โดยแสดงพระประสงค์ว่าถ้าหากมีผลประโยชน์เกิดจากการพิมพ์หนังสือชุดนี้บ้างแล้ว ก็จะได้จัดตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนและอุปกรณ์ในการศึกษาเล่าเรียนในชั้นอุดมศึกษา
คุรุสภาได้พิจารณาเห็นว่าหนังสือ “สาส์นสมเด็จ” นี้ถ้าหากได้รวบรวมไว้เป็นชุดพอจะหาซื้อได้สะดวกและในราคาพอสมควรแล้ว จะมีคุณค่าแก่วงการศึกษาต่างๆ ดังกล่าวมาแล้วกว้างขวางออกไปอีกเป็นอันมาก จึงได้รับสนองตามพระประสงค์ของทายาทของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์นั้น โดยจัดพิมพ์ลายพระหัตถ์ “สาส์นสมเด็จ” นี้ไว้ในหนังสือชุดภาษาไทยของคุรุสภาชุดที่ ๑๗ และจัดรวมเล่มใหม่ตามมาตรฐานของหนังสือชุดภาษาไทยของคุรุสภา และเมื่อจัดพิมพ์จำหน่ายแล้วก็จะได้มอบค่าลิขสิทธิ์ถวายทายาทเพื่อนำไปจัดตามพระประสงค์ต่อไป
อนึ่งในการรวบรวมลายพระหัตถ์ “สาส์นสมเด็จ” เพื่อให้คุรุสภาจัดพิมพ์คราวนี้ ทายาทได้ทรงพบว่า ยังมีลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอทั้งสองพระองค์อยู่ก่อน พ.ศ. ๒๔๗๕ อีก คือ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๗ ทรงเห็นเป็นโอกาสที่จะได้นำมารวบรวมไว้เป็นชุดเดียวกัน จึงได้ทรงมอบให้คุรุสภาจัดพิมพ์ ตั้งแต่เริ่มมีมาทั้งหมด.
สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช ๒๔๘๐
เมษายน
วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ ๒๗ มีนาคมแล้ว หม่อมฉันเขียนจดหมายฉบับนี้ในวันที่ ๑ เมษายน ขอเริ่มความด้วยถวายพรพระองค์ท่านกับทั้งพระญาติวงศ์ ที่เป็นสมาชิกตำหนักเชิงเนิน ขอให้ทรงเจริญพระชนม์สุขสถาพรในปีใหม่นี้เป็นนิรันดรตลอดทั้งปีเทอญ
ก่อนได้รับลายพระหัตถ์ฉบับนี้ หม่อมฉันได้รับจดหมายหญิงใหญ่และเมื่อพระองค์เจ้าธานีมาถึงปีนัง มาพักอยู่ที่ซินนามอน​ฮอลก็เล่าความให้ฟังอย่างเดียวกันว่า งานศพชายถึกนั้นท่านทรงพระดำริจัดอย่างแปลกแต่เข้าทีดีมากและคนไปช่วยก็มากด้วย
หม่อมฉันได้ถามพระองค์ธานีถึงเหตุที่เธอทรงขาวเมื่อไปเผาศพพระยาโบราณฯ เธอกลับย้อนเอาหม่อมฉันออกจะอาย ว่าเมื่อเธอไปรับราชการอยู่กับหม่อมฉันในกระทรวงมหาดไทย หม่อมฉันเห็นว่าเธอรู้การในกระทรวงแล้ว ให้เธอไปเรียนวิชาปกครองในหัวเมือง หม่อมฉันได้ฝากแก่พระยาโบราณฯ ให้เป็นครู พระยาโบราณฯ ได้ฝึกสอนการปกครองให้แก่เธอ เธอจึงนับถือพระยาโบราณฯ ว่าเป็นครูคนหนึ่ง เมื่อพระยาโบราณฯ อายุถึง ๖๐ ปี เธอก็รดน้ำมาเสมอทุกปี หม่อมฉันได้ฟังนึกอายที่หม่อมฉันเองจำไม่ได้ทั้งเรื่อง
ที่ท่านเสด็จแปรสถานไปเปลี่ยนอากาศอยู่ที่หนองแกชั่วคราวนั้นเป็นการสมควรอย่างยิ่ง พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตรเขาคงจัดให้ประทับตึกที่เขาสร้างใหม่ หม่อมฉันเคยเห็นเมื่อเขาลงมือสร้างที่บ้านนั้นอยู่ข้างใกล้ภูเขาไปสักหน่อย อาจจะถูกไอร้อนออกจากภูเขาที่ใกล้บ้าน แต่ฤดูนี้เป็นลมทะเลมาทางด้านหน้า เห็นจะสบายดี และได้กรมเทววงศ์อยู่ใกล้ ๆกัน คงพอจะเป็นเพื่อนพูดได้
หม่อมฉันได้รับบลายพระหัตถ์ทูลกระหม่อมชาย ตรัสเล่าถึงการที่จะรับเสด็จท่าน ดูทรงเบิกบานมากอยู่ กำหนดในเดือน​มิถุนายนก็เป็นเวลาอากาศดีที่เมืองชวา และว่าขากลับจะทรงจัดให้เสด็จมาเรือเมล์ใหญ่ที่เดินไปยุโรป มาเปลี่ยนแปลงลงเรือเกดะที่เมืองปาเลวัน ที่เกาะสุมาตราข้ามมาปีนัง เชื่อว่าจะทรงสบายดีอยู่ ถ้าจะมีความลำบากก็ที่คุณโตจะเมาคลื่นบ้างสักวันสองวัน แต่ก็ไม่มีคลื่นใหญ่โตอันใด เพราะทางที่เสด็จ ไม่มีทะเลใหญ่
หม่อมฉันส่งเรื่องเที่ยวเมืองพม่าตอนที่ ๑๐ ท่อนที่ ๖ เป็นสิ้นเรื่องเที่ยวเมืองพม่าเพียงนี้ การที่แต่งเรื่องเที่ยงเมืองพม่าออกสนุกก็จริงแต่เป็นงานอยู่ข้างหนักด้วยต้องคิดและค้นหนังสืออยู่เสมอ บางวันเขียนแล้วถึงต้องลงนอนให้หายเหนื่อยก็มี มานับหน้ากระดาษดูเกือบถึง ๔๐๐ หน้า ทำให้เกิดยินดีสถานหนึ่งที่แต่งสำเร็จได้ แต่จะต้องพักไม่เขียนเรื่องพิเศษอันใด นอกจากจดหมายเวรถวายทุกสัปดาหะ ไปสักคราวหนึ่ง แต่นึกเรื่องที่ควรจะทูลบรรเลงได้ยังมีอีกหลายเรื่อง พอให้หายเหนื่อยจึงจะเขียนต่อไป.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
เล่าเรื่องเที่ยวเมืองพม่า ตอนที่ ๑๐ (ต่อ)
เที่ยวเมืองร่างกุ้งเมื่อขากลับ
​อธิบายส่วนการเมืองที่จะจัดตามรัฐธรรมนูญใหม่นั้น ในสมัยนี้จะจัดเพียงแต่คณะรัฐมนตรีกับเนติสภา กับเปลี่ยนระเบียบเนติสภาอันเป็นต้นเค้าของการปกครองบ้านเมืองก่อน วิธีปกครองเมืองพม่าถ้าว่าแต่หัวข้อพอเข้าใจง่ายๆ ในสมัยเมื่ออังกฤษแรกได้เมืองพม่าปกครองอย่าง “ฝรั่งเป็นนาย พม่าเป็นบ่าว” ต่อมาเมื่อปกครองอย่างดิอาชี เปลี่ยนเป็น “ฝรั่งกับพม่าช่วยกันปกครอง” วิธีที่จะจัดใหม่นี้ “ให้พม่าปกครอง ฝรั่งเป็นแต่ควบคุม”
ตามวิธีใหม่รัฐบาลกลางคงมีเจ้าเมือง Governor เป็นหัวหน้าอย่างเดิม แต่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงต่างๆ ซึ่งแต่ก่อนเป็นพม่าแต่ ๓ คนต่อไปจะเป็นพม่าโดยมาก จะมีนายกรัฐมนตรี Prime Minister เป็นพม่าด้วย เค้ากระทรวงคงเป็นอังกฤษแต่กระทรวงกลาโหม (รวมทั้งตำรวจ Police) คน กับเจ้ากระทรวงการต่างประเทศ คน ๑ เนติสภาแต่ก่อนมีสมาชิกที่รับเลือกและที่เจ้าเมืองตั้ง แต่เนติสภา Legislative Councilต่อไป
นอกจากเจ้ากระทรวง​ฝรั่ง ๒ คน จะมีแต่สมาชิกที่ราษฎรเลือก และจะมีเป็น ๒ สภา คือ สภาผู้แทน (พลเมือง) Representatives สภา ๑ กับสภามนตรี Senate (ให้เนติสภาเลือกสมาชิกส่วน ๑ เจ้าเมืองเลือกตั้งส่วน ๑ ผสมกัน) สภา ๑ บรรดากฎหมาย (และงบประมาณการเงิน) ต้องผ่านทั้ง ๒ สภา และเจ้าเมืองต้องเห็นชอบด้วยแล้วจึงประกาศใช้ได้ แต่อังกฤษสงวนอำนาจพิเศษของเจ้าเมืองไว้ว่าถ้าความตกลงของเนติสภาอย่างใด เจ้าเมืองเห็นว่าจะเป็นผลร้ายแก่บ้านเมือง มีอำนาจที่จะขัดได้
การเกี่ยวข้องกันระหว่างรัฐมนตรีกับเนติสภานั้น ตามวิธีดีอาชีที่ใช้มาแต่ก่อน เจ้าเมืองเป็นผู้เลือกและตั้งรัฐมนตรี ถึงเนติสภาจะไม่ชอบใจรัฐมนตรีทั้งคณะหรือแต่คนใดคนหนึ่ง ก็ถอดถอนไม่ได้ ต่อไปนี้เนติสภาจะมีอำนาจเอารัฐมนตรีออกจากตำเหน่งได้ เพราะฉะนั้นการตั้งรัฐมนตรี เจ้าเมืองจำต้องเลือกหาผู้ที่เนติสภาเชื่อถือ หรือถ้าว่าอีกอย่างหนึ่ง ต้องเลือกผู้ที่มีพรรคพวกเป็นสมาชิกอยู่ในเนติสภามากกว่าเพื่อน เป็นตัวนายกและให้นายกเลือกหาพรรคพวกที่เนติสภาไว้ใจเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง
ต่างๆ จนครบคณะ เพราะลักษณะการเป็นดังว่ามานี้ คณะรัฐมนตรีที่บังคับบัญชาการบ้านเมืองก็เหมือนอยู่ในอำนาจเนติสภา ถ้าทำการอย่างใดไม่ชอบใจสมาชิกเนติสภาโดยมากเมื่อใด ก็จะต้องออกจาก​ตำแหน่งเมื่อนั้น แต่สมาชิกในเนติสภาเป็นหลายคณะ ความเห็นแตกต่างกันเป็นหลายอย่างดังกล่าวมาแล้ว ยากทีจะให้เห็นเป็นอย่างเดียวกันโดยมากได้ง่ายๆ ข้อนี้เป็นเครื่องป้องกันคณะรัฐมนตรีอยู่อย่างหนึ่ง ถึงกระนั้นรัฐมนตรีจะบังคับบัญชาการอันใดก็ต้องระวังอยู่เสมอที่จะให้เนติสภาชอบ หรือมิให้สมาชิกเนติสภาโดยมากขัดขวาง
ถ้าว่าถึงวัตถุที่ประสงค์ของสมาชิกในเนติสภา ถึงแม้ว่าตัวคนแยกกันเป็นหลายคณะดังกล่าวมาแล้วก็ดี ความประสงค์ที่เป็นข้อสำคัญคงมีแต่ ๒ อย่าง คือ บรรดาสมาชิกที่เป็นพม่าย่อมอยากให้อำนาจตกอยู่ในมือพม่า แต่สมาชิกที่เป็นชนชาติอื่นหรือเป็น
ชาวต่างประเทศ ไม่อยากให้พม่ามีอำนาจมาก ด้วยเกรงจะถูกเบียดเบียฬ แต่ในพวกพม่าเองก็มีความเห็นแตกต่างกันในข้อที่จะเอาอำนาจมาไว้ในมือพม่าด้วยอุบายอย่างใด ที่แยกกันเป็นหลายคณะก็ด้วยเห็นต่างกันในข้อนี้เป็นสำคัญ เปรียบเช่นฝรั่งชอบเรียกในยุโรปว่าเป็น “พวกฝ่ายขวา” พวก ๑ และ “พวกฝ่ายซ้าย” พวก ๑
พวกฝ่ายขวาเห็นว่าควรจะทำการร่วมมือกับอังกฤษ เอาใจให้อังกฤษเชื่อถือโอนอำนาจให้พม่ามากขึ้นโดยลำดับ ส่วนพวกฝ่ายซ้ายไม่เชื่อใจอังกฤษ คิดจะใช้อำนาจที่มีตามรัฐธรรมนูญด้วยประการต่างๆ ให้อังกฤษต้องจำใจให้อำนาจแก่พม่า พวกพม่าที่เคยรับราชการดูมักมีความเห็นเป็นอย่างข้างฝ่ายขวาโดยมาก แต่​พวกที่ไม่เคยมีตำแหน่งในราชการ เช่นพวกเนติบัณฑิต และพวกนักการเมือง มักมีความเห็นอย่างข้างฝ่ายซ้าย
ฉันได้เคยสนทนากับพม่าสมัยใหม่ที่เป็นเจ้าเมืองคน ๑ ซึ่งความเห็นเป็นอย่างข้างฝ่ายขวา เขาว่าเมืองพม่าแต่ก่อนมาก็เป็นเอกเทศ ชาวเมืองก็เป็นชาติหนึ่ง ถือศาสนาหนึ่งต่างหากจากอินเดีย ที่ต้องรวมอยู่ในอาณาเขตอินเดียเพราะเคราะห์กรรมและ
เหตุการณ์ในพงศาวดารทำให้เป็นเช่นนั้น ที่ได้แยกออกจากอินเดียนั้นพม่าควรจะพอใจ ด้วยบ้านเมืองของตนได้กลับเป็นเอกเทศอย่างเมื่อครั้งปู่ย่าตายาย ส่วนการปกครองเมืองพม่าต่อไปนั้น ซึ่งพวกพม่าอยากจะปกครองบ้านเมืองของตนเองอย่างเป็นอิสระ ก็เป็นธรรมดา แต่เมืองพม่าตกอยู่ในเงื้อมมืออังกฤษ ๆ ได้ปกครองมาช้า
นานแล้ว ที่ไหนเขาจะยอมปล่อยเมืองพม่าให้หลุดมือเขาง่ายๆ พม่าก็ไม่มีกำลังที่จะช่วงชิงเอาบ้านเมืองจากอังกฤษได้ ทางที่จะให้ผลดีจึงมีทางเดียวแต่ต้องรักษาไมตรีดีกับอังกฤษ แต่พยายามศึกษาวิชาและทำการต่างๆ ให้อังกฤษเห็นว่าพม่ามีความสามารถอาจจะทำการงานปกครองบ้านเมืองไว้ใจได้เหมือนคนอังกฤษ อันต้องหามาเปลี่ยนตัวกันอยู่เสมอ เช่นนั้นแลพม่าจึงจะได้ปกครองบ้านเมืองของตนเองมากขึ้น อำนาจและหน้าที่ๆตกอยู่ในเมืองพวกฝรั่งก็จะลดลงโดยลำดับ ยังไม่ถึงเวลาที่คิดเป็นอิสระ
​ความเห็นของพวกทางฝ่ายซ้ายเป็นอย่างไร ฉันไม่มีโอกาสสนทนากับพม่าพวกนั้นยืดยาว เป็นแต่สนทนากันบ้างเล็กน้อย ฉันถามคนหนึ่งว่าในการที่เมืองพม่าได้เป็นเอกเทศนั้นเขาชอบใจหรือไม่ เขาตอบทันทีว่าไม่ชอบเลย ฉันประหลาดใจถามเขาต่อไปว่า พม่าก็ต่างชาติ ต่างศาสนากับชาวอินเดีย แต่ก่อนก็เคยเป็นประเทศหนึ่งต่าง
หาก เหตุไฉนเขาจึงพอใจจะให้เมืองพม่ารวมอยู่ในอาณาเขตของอินเดีย เขาตอบว่าที่รัฐบาลอังกฤษยอมให้รัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้ เพราะเกรงชาวอินเดียจะกำเริบ แต่อย่างไรๆ ต่อไปชาวอินเดียต้องใช้อำนาจการปกครองบ้านเมืองของตนเอง (Home Rule) เต็มที่ ถ้าเมืองพม่าอยู่ในอาณาเขตอินเดียอย่างแต่ก่อน อินเดียได้อำนาจเพียง
ใดเมืองพม่าก็คงได้ด้วยเพียงนั้น ที่อังกฤษแยกเมืองพม่าออกเสียจากอินเดียเพราะประสงค์จะกดเมืองพม่าลงเป็นเมืองขึ้น (ให้พม่าอยู่ในบังคับฝรั่ง) เหมือนอย่างเมืองสิงคโปร์และฮ่องกง พม่าจะต้องเป็นข้าของอังกฤษต่อไปไม่มีที่สุด เขาจึงไม่พอใจ อีกคนหนึ่งว่าการที่อังกฤษให้พม่าเป็นรัฐมนตรีบัญชาการบ้านเมืองนั้น ที่จริงให้แต่ตำแหน่งมิได้ให้อำนาจ ยกตัวอย่างดังไม่ให้อำนาจบังคับกรมตำรวจ Police ซึ่งคงอยู่ในบังคับบัญชาของฝรั่งดังนี้ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยจะปกครองบ้านเมืองได้
อย่างไร มีอีกคนหนึ่งรังเกียจการที่ให้พวกชาวต่างประเทศเลือกคนแทนชาติของตน​เป็นสมาชิกในเนติสภา เห็นว่าการเลือกสมาชิกควรเอาแต่ท้องที่เป็นเกณฑ์อย่างเดียว ความเห็นข้อนี้เราพอเข้าใจได้ ว่าถ้าการเลือกเอาแต่ท้องที่เป็นเกณฑ์ สมาชิกเนติสภาคงเป็นพม่าแทบทั้งหมด ชาวต่างประเทศจะได้รับเลือกก็แต่ในท้องที่ที่มีชาวต่างประเทศมากกว่าพม่า เช่นที่เมืองร่างกุ้งเป็นต้น รัฐบาลอังกฤษเห็นพวกชาวต่างประเทศจะเสียเปรียบพม่ามากนัก จึงคิดให้มีวิธีเลือกกันตามชาติ
ส่วนความเห็นของพวกอังกฤษนั้น ฉันได้สนทนากับข้าราชการหลายคน ดูไม่มีใครเห็นชอบในการที่จะจัดใหม่นั้นเสียเลย เขาว่าพม่ายังไม่ถึงเวลาสามารถจะใช้วิธีปกครองอย่างประชาบาล Democracy เพราะพม่าที่ได้ศึกษาและทรงคุณวุฒิถึงจะบัญชาการได้ยังมีน้อยตัวนัก ในเวลาเมื่อใช้วิธีดิอาชีดูภายนอกเหมือนพม่ากับอังกฤษปกครองด้วยกัน แต่ที่จริงพม่าได้เป็นตำแหน่งแต่ที่ไม่สำคัญ ถึงกระนั้น
อังกฤษก็ต้องแนะนำหมดทุกอย่าง แต่ตามวิธีใหม่นี้ถึงรูปการดูเหมือนอำนาจจะตกอยู่แก่ราษฎรด้วยการเลือกสมาชิกเนติสภา แต่ที่จริงราษฎรในเมืองพม่าโดยมากไม่เอาใจใส่ในการปกครองบ้านเมือง อำนาจจะไปตกอยู่แต่ในพวกนักการเมืองทั้งผู้ปกครองก็ยังซ้ำต้องอยู่ในอำนาจของเนติสภา ซึ่งมีแต่พวกเนติบัณฑิตและนักการเมือง ชำนาญแต่การพูดกับออกความเห็นไป​ต่างๆ มีน้อยตัวที่ได้เคยรับผิดชอบ
ทำความปกครองบ้านเมืองมาแต่ก่อน เมื่อใช้วิธีใหม่คงจะเกิดลำบากไปนาน ฉันสอดถามว่าจะแก้ความลำบากด้วยเลือกเอาอังกฤษที่ชำนาญการงานเข้าเป็นสมาชิกในคณะรัฐมนตรีบ้างไม่ได้หรือ เขาตอบว่าถ้านายกรัฐมนตรีคนไหนทำเช่นนั้น ก็เห็นจะถูกเนติสภาลงมติว่าไม่เชือถือ ต้องออกจากตำแหน่งทันที เพราะพวกนักการเมืองพม่าประสงค์จะเอาฝรั่งที่เป็นตำแหน่งต่าง ๆ ในเมืองพม่าออก และจะเอาพม่าเข้าเป็นแทนทั้งมีพรรคพวกที่ปรารถนาจะได้เป็นตำแหน่ง ๆ อยู่มากด้วยกัน
เมื่อฉันกลับจากเมืองพม่าแล้ว เห็นในหนังสือพิมพ์ว่าได้มีการเลือกเนติสภาใหม่ สำหรับรัฐธรรมนูญที่จะใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ เป็นต้นไป ได้ยินว่าการที่พวกพม่านักการเมืองคิดจะรวมให้มีคณะต่างๆ น้อยลงไม่สำเร็จ เพราะ
หัวหน้าต่างคณะไม่ยอมเป็นตัวรองเมื่อรวมเป็นคณะเดียวกัน และไม่ยอมเลิกนามคณะเดิมของตน ถึงกับมีผู้เปรียบเทียบให้เอานามฉายาของพระมหาเถระองค์หนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์ (ตัวหัวหน้า) ทั้ง ๒ พวกมาใช้เป็นนามคณะ (เห็นจะเป็นด้วยพระมหาเถระองค์นั้นไม่ยอม) ก็ไม่ตกลงกัน ในที่สุดเมื่อแล้วสมาชิกกลับแยกคณะกันมากขึ้น
กว่าแต่ก่อนเดี๋ยวนี้มีถึง ๗ คณะด้วยกัน ได้ยินว่าเจ้าเมืองเลือกอูบาเป U Ba Pe ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร จะให้เป็นนายก​รัฐมนตรีด้วยมีสมาชิกในเนติสภาเป็นพรรคพวก ๔๐ คน แต่สมาชิกคณะอื่นๆ รวมกันมีจำนวนมากกว่าลงมติว่าไม่เชื่อถือ อูบาเปก็ไม่ได้เป็น แต่ลงที่สุดไกล่เกลี่ยอย่างใดอย่างหนึ่งเนติสภายอมรับดอกเตอร์ บา มอ Doctor Ba Maw ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาเป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นอย่างไรกันต่อไปยังหาทราบไม่ การเปลี่ยนแปลงวิธีปกครองดังกล่าว
มาจัดเฉพาะแต่ในแดนพม่า หาเกี่ยวข้องไปถึงแดนไทยใหญ่ Shan States ไม่ หรือว่าอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลที่พวกพม่าได้มีอำนาจขึ้นนั้น จะบังคับบัญชาไปถึงเมืองไทยใหญ่ไม่ได้ เมืองไทยใหญ่ทั้งปวงยังขึ้นตรงต่ออังกฤษ อังกฤษยังให้คงเป็นเมืองประเทศราช และแบ่งเป็นฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้อยู่ตามเดิม ได้ยินว่าอังกฤษคิดจะจัดให้เป็นสหปาลีรัฐ Federation ฝ่ายเหนืออาณาเขต ๑ ฝ่ายใต้อาณาเขต ๑ แต่ค่อยจัดไปไม่เร่งร้อน
เวลา ๑๙ นาฬิกา (วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์) นั้น เจ้าหญิงไปบ้านอูบาดุน เลขานุการของเนติสภา ตามที่เขาได้เชิญไว้ให้ไปกินเลี้ยงอย่างพม่า ไปได้สักครู่หนึ่งให้เจ้าฉายเมืองกับเนติบัณฑิตพวกของอุบาดุนคนหนึ่ง มาบอกฉันว่าเขาหาคนฟ้อนรำอย่าง “โย
เดีย” ไว้รำให้ดู ฉันก็รีบแต่งตัวตามไป บ้านอุบาดุนนั้นเป็นเรือน ๒ ชั้น ถ้าจะเปรียบก็เหมือนบ้านพวกข้าราชการในกรุงเทพฯ ไม่​แปลกประหลาดอันใด แต่วันนั้นเขาเชิญพวกพ้องมา (ดูพวกเรา) มาก ดูล้วนแต่เป็นชายหนุ่มกับหญิงสาว ให้นั่งในห้องรับแขกกับเราและนำให้รู้จักก็มี ที่นั่งอยู่ตามช่องประตูและตามเฉลียงก็มีอีกมาก พอแลเห็นก็คาดได้ว่าเป็นพวกเนติบัณฑิตกับนักเรียนกฎหมายทั้งนั้น มีผู้หญิงสาว ๒ คนที่เขานำให้รู้จักว่าเป็นเนติบัณฑิต และว่าความในโรงศาลจนมีชื่อเสียงอยู่ในเวลานั้น
จะเล่าแทรกเรื่องเนติบัณฑิตพม่าตามที่พวกพ่อค้าฝรั่งเขาบอก เขาว่าเนติบัณฑิตพม่าแต่เดิมก็เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองดี แต่เมื่อมีจำนวนเนติบัณฑิตมากขึ้นทุกปี ตำแหน่งราชการและกิจธุระสำหรับเนติบัณฑิต เช่นรับว่าความในโรงศาลเป็นต้น มีไม่พอแก่จำนวนคนก็เกิดมีเนติบัณฑิตที่ไม่มีงานทำมากขึ้น พวกนี้ชอบเที่ยวยุยงให้คน
เป็นความกัน เพื่อหาประโยชน์เลี้ยงตัว เลยลำบากไปถึงการค้าขาย ด้วยแต่ก่อนมาพวกพ่อค้ากับลูกค้ามักไว้ใจกันและกัน เดี๋ยวนี้ถ้ามีข้อเกี่ยงแย่งอะไรกันสักเล็กน้อย พวกเนติบัณฑิตก็เข้ายุยงพวกลูกค้าให้ฟ้องร้องในโรงศาล จนพวกพ่อค้าไม่ไว้ใจลูกค้าเหมือนแต่ก่อน เขาว่ารัฐบาลกำลังจะคิดแก้ไขตัดจำนวนเนติบัณฑิตให้เพิ่มขึ้นน้อยกว่าแต่ก่อน แต่จะทำด้วยประการอย่างใดกันฉันไม่ทราบ
การฟ้อนรำนั้นเล่นในห้องรับแขกนั่นเอง มีพวกชาวดนตรี​เป็นก็ชายตีระนาดคน ๑ สีซอคน ๑ ดีดพิณคน ๑ พิณพม่าฉันเพิ่งเคยเห็นวันนี้ เป็นพิณแบบโบราณเหมือนเช่นพวกอียิปต์จำหลักไว้ในศิลา ฟังเสียงก็ไพเราะดี พวกคนรำนั้นเป็นผู้หญิง ๓ คน ยังเป็นสาวแต่รำได้อย่างพม่า ๒ คน เป็นผู้ใหญ่อายุสัก ๔๐ ปี ชื่อว่า มะ ma (มีชื่อคำ
กลางจำไม่ได้ ลงท้ายชื่อว่า) เยือน Yuen เราจึงเรียกกันตามสะดวกปากว่า “แม่เยื้อน” คน ๑ เป็นคนที่รำอย่างโยเดียได้ แกบอกว่าครูของแกเป็นละครผู้หญิงของพระเจ้ามินดง ตัวแกเองเดี๋ยวนี้ก็เลิกหาเลี้ยงชีพในการฟ้อนรำแล้ว แต่รับจ้างเป็นครูคนอื่น หญิงเหลือถามชื่อเพลงโยเดียที่แกรู้จัก และวานพม่าจดตามคำบอกมาให้ดังนี้
๑. Khamein เดาว่า เขมร
๒. Ngu ngit เดาว่า ยุหงิด
๓. Mahothi เดาว่า มะโหรี
๔. Htanauk เดาว่า ตะนาว
๕. Farantin เดาว่า ฝรั่งเต้น
๖. Khetmun เดาว่า แขกมอญ
๗. Parin เดาว่า บลิ่ม
กระบวนที่แกจะรำให้ดูนั้น
๘. Paringya เดาว่า เพลงช้า
​๙. Paringyin เดาว่า เพลงเร็ว
เมื่อรำก็ได้เค้า ด้วยตั้งต้นนั่งคุกเข่าประนมมือ ตั้งท่าเทพนมปฐม พรหมสี่หน้า ถูกแบบเพลงช้าของไทย แต่รำคล้ายไทยอยู่สักสองสามท่า แล้วก็กลายไปคล้ายอย่างพม่าทั้งเพลงช้าเพลงเร็ว ได้แต่จังหวะเหมือนไทย เมื่อดูแม่เยื้อนรำ ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งว่า ที่มองโปซินรำให้ดูที่เมืองจองเดนั้นคงเป็นท่าโขน ที่แม่เยื้อนรำเป็นท่าละครใน แต่ก็น่าประหลาดใจหนักหนา ที่พม่าได้ไทยไปเป็นครูละครถึง ๑๗๙ ปีมาแล้ว ยังรักษาท่าทางไว้ได้เพียงนั้น ดูรำแล้วฉันก็ลากลับมาโฮเต็ล
ตอนที่ ๑๑ กลับเมืองปีนัง
ในตอนนี้มิใคร่มีเรื่องอะไรจะเล่าเท่าใดนัก เพราะกลับย้อนมาทางเดียวกันกับเมื่อไป และมาเรืออย่างเดียวกันกับที่ไป มีเรื่องก็เป็นอย่างเบ็ดเตล็ด เดิมฉันเขียนไว้ข้างท้ายตอนที่ ๑๑ หมายว่าจะให้สิ้นเรื่องเพียงนั้น แต่เมื่อพิจารณาดูเห็นผิดกระบวนความที่ได้เขียนบอกเรื่องมาเป็นตอนๆ ดูเป็นไปค้างเติ่งอยู่ที่เมืองร่างกุ้งจึงแยกความมาเป็นตอนหนึ่งต่างหาก
​วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ เวลาเช้าอูบาดุนมาส่งที่โฮเต็ล เวลากลางวันเชิญมิสเตอร์ แนช ปลัดเลขาธิการของรัฐบาล กับมิสเตอร์คัสโตเนีย กับภรรยามากินเลี้ยงเวลากลางวันที่โฮเต็ล เลี้ยงแล้วไปลงเรือการาปารา Karapara ของบริษัทอิสต์
อินเดีย เป็นเรือคู่กับลำที่เรามา มิสเตอร์แนช ปลัดเลขาธิการของรัฐบาล มิสเตอร์ไปรเออ กงซุลสยาม มิสเตอรคัสโตเนีย นายห้างอิสต์เอเซียติค กับเจ้าฉายเมืองเจ้าขุนศึก ลงไปส่งที่เรือ เรือออกจากท่าเวลา ๑๔ นาฬิกาครึ่ง ลงมาทอดสมอรอน้ำอยู่ข้างใต้เมืองร่างกุ้งจนน้ำขึ้นจึงออกเรือแล่นมา ออกจากปากน้ำเมื่อจวนค่ำ มาเรือขาก
ลับผิดกับเมื่อกับขาไปอย่างหนึ่ง ด้วยเรือบรรทุกทหารแขกปัญจาบของอังกฤษมาแต่เมืองกัลกัตตากว่า ๔๐๐ คน ระหว่างเรือที่สำหรับบรรทุกสินค้า มีพวกทหารแขกกับลูกเมียที่ตามมาด้วยเต็มไปทั้งนั้น ว่าจะไปผลัดทหารกาชิน Chachin ที่ประจำอยู่ ณ เมืองแปะระในสหรัฐมะลายูครบกำหนดแล้วกลับไปเมืองพม่า พวกทหารกาชินนั้นฉันเคยเห็นที่ปีนัง ดูเป็นชาติอยู่ในระหว่างจีนกับไทยใหญ่ อังกฤษเกลี้ยกล่อมฝึกหัดเป็นทหารอยู่ในเมืองพม่ามาก ส่วนทหารแขกปัญจาบนั้นว่าจะส่งตามมาในเรือลำหลังอีก
จนครบจำนวนกองพันหนึ่ง พวกนายทหารโดยสารชั้นที่ ๑ มากับพวกเรา พอรุ่งขึ้นวัน ๑ ก็คุ้นกันเกือบหมด คราวนี้มีหญิงสาวชาวอเมริกาเป็นพวกท่องเที่ยวมา​ด้วยกัน ๓ คน พอเห็นเจ้าหญิงก็เข้ามาหา คนที่เป็นหัวหน้าบอกว่าเป็นหลานพระยากัลยาณไมตรี Dr. Sayre และประสงค์จะเข้าไปเที่ยวกรุงเทพฯ จากปีนัง พวกเรารู้ก็ยินดีเขียนจดหมายชักนำให้ถือไปถึงพวกพ้องขอให้อุปการะหญิงสาว ๓ คนนั้น ต่อมาได้รับจดหมายบอกมาว่าไปกรุงเทพฯ มีความยินดีพอใจมาก
ขากลับทะเลราบเรียบราวกับน้ำในอ่าง จนพวกเราที่ขี้เมาคลื่นออกเดินก่าได้หมดทุกคนตลอดทั้ง ๓ วัน เขาเดินเรือใกล้ฝั่งกว่าเมื่อขาไป ได้เห็นเกาะภูเก็ตตลอดไปถึงภูเขาที่เมืองพังงา กลับมาถึงปีนัง ณ วันอาทิตย์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ เวลาเช้า เจ้าเมืองให้เรือหลวงไปรับมาส่งขึ้นบกกลับบ้าน
วันจันทร์ที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ไปส่งพระองค์หญิงใหญ่ศิริรัตนบุษบง ลงไปเมืองสิงคโปร์ เป็นสิ้นเรื่องเที่ยวเมืองพม่าเพียงเท่านี้
วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ น
บ้านศรีสุข ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
วันที่ ๓ เมษายน ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๔๗๙ พร้อมด้วย​พระราชนิพนธ์เล่าเรื่องเที่ยวเมืองพม่า ได้รับประทานแล้ว เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า
ตั้งใจจะเขียนรายละเอียดเรียงทำศพชายถึกมาถวาย แต่เกิดเหตุขลุกขลักเอาเวลาที่ตั้งใจจะทำไปเสียหมด ด้วยคิดทำพวงหรีดเป็นโคม จะเอาไปตั้งถวายบูชาปฐมบรมราชานุสรณ์ ได้เขียนแบบเล็กให้เขาทำทางกรุงเทพฯ แล้ว แต่ตราบัวกลางพวงหรีดต้องทำดีเตลให้เขาอีก จะเขียนให้เขาที่กรุงเทพฯ ไม่ทัน จึงนัดกับเขาว่าจะไปทำที่
หัวหินแล้วจะส่งมาให้ ได้ลอกตราบัวในแบบเล็กใส่กระดาษแก้วสอดไว้ในกระเป๋าหนังสือจะเอามาดูเป็นอย่างเขียนดีเตลที่หัวหิน แต่เวลารถไฟเป็นเวลาเช้ามาก ไปสถานีอย่างตาเหลือกท้องปลิ้น เลยลืมกระเป๋าหนังสือ มารู้สึกเอาเมื่อรถไฟจะออกแล้ว จึงสั่งหญิงอี่ซึ่งมาส่งว่าให้จัดส่งกระเป๋าหนังสือตามไปให้ที่หัวหิน หญิงอี่ว่าไม่เป็นไรบ่ายวันนี้จะมีรถด่วนไปอีกกระบวนหนึ่ง ยายเปลี่ยนคนของคุณนายเกษร (นาง
เสนหามนตรี) ซึ่งเข้ามาซื้อของจะกลับด้วยรถขบวนนั้น จะฝากยายเปลี่ยนออกไปให้คอยรับเอาที่ยายเปลี่ยน ครั้นรถไฟด่วนถึงหัวหินตามหากระเป๋าหนังสือก็ไม่ได้เรื่อง หญิงอามต้องทวนถามเข้าไปกรุงเทพฯ ได้ความว่าหญิงอี่ได้ส่งกระเป๋าไปให้คุณหญิงพิศาล ซึ่งยายเปลี่ยนพักอยู่ที่นั่น สั่งให้มอบกระเป๋าให้ยายเปลี่ยนเอามาส่ง แต่คุณหญิง​พิศาลคิดจะให้ดี เปลี่ยนแปลงการเสียใหม่ด้วยไม่ไว้ใจยายเปลี่ยน ได้ฝากให้แก่ชายคนหนึ่ง ชื่อว่า นายป๊อ เขาจะเดินทางไปเมืองนอก ให้เขานำมาส่ง แต่
เพราะไม่รู้กันเลยพลาดพลั้งไม่ได้รับกระเป๋า เกล้ากระหม่อมก็ร้อนใจ คิดคาดว่ากระเป๋าหายก็ได้ จึงได้เขียนดีเตลขึ้นเดาๆ เพื่อจะไม่ให้เสียการ ครั้นถึงวันอังคารมีรถไฟด่วนขาขึ้นก็ได้รับกระเป๋า พระเสนหามนตรีจัดส่งมาให้ แปลว่านายป๊อพาเอามาถึงหาดใหญ่ เสียเวลาไปพิลึก เมื่อเปิดกระเป๋าดูแบบที่ลอกเอามา เห็นผิดกันกับที่เขียนเดาๆ ไว้มากเกินกว่าที่จะเขียนแก้ไข ต้องตั้งต้นเขียนใหม่ เสียเวลาในการเขียนตราบัวเข้าไปเปล่าๆ เปลือยๆ เป็นอันมาก พระองค์เจ้าธานีจะได้มาเฝ้าฝ่าพระบาทก็
ดีแล้ว คงจะทรงไล่เลียงในการทำศพชายถึกเอาความทราบฝ่าพระบาทได้มาก ข้อที่หวังพระทัยว่าจะมีญาติมิตรมาช่วยมากนั้น ก็มีมามากจริงอย่างพอใจทีเดียวและญาติมิตรที่มานั้นไม่ใช่เหลวๆ ล้วนแต่รู้จักชอบพอกับชายถึกมาทั้งนั้นเลือกเจาะเอาแต่จำเพาะคนที่รู้จักมักคุ้นกับชายถึก มีหมอความซึ่งเป็นผู้พิพากษาตุลาการมากกว่าพวกอื่นแต่นั่นไม่ประหลาด เพราะเป็นทางอาชีพของเธอ ทำให้กว้างขวางไปในพวกนั้น ที่เขามาด้วยชอบพอนับถือกันโดยเราไม่ได้ส่งใบดำไปบอกเพราะเราไม่รู้ก็มี เป็นอันว่าได้ความยินดีพอใจที่สุดแล้ว
​เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ได้ไปเผาศพคุณหญิงนิ่ม ไกรเพชรรัตน์ ที่วัดประยูรวงศ์ ไปเห็นเมรุของเขาเข้า วางแผนผังอย่างกับเมรุชั้นเอก คือมีประธานเมรุประกอบด้วยจตุรมุข แต่ทำหลังคาตัด ไม่มียอดไม่มีคฤห์ดูเห็นไม่สำคัญ เป็นอันไม่มีมักใหญ่ใฝ่สูงอยู่ในที่นั้น ทำให้ได้สติรู้ขึ้นว่าความสูงศักดิ์อยู่ที่หลังคาเท่านั้นเอง หาใช่อยู่ที่แผนผังไม่
ได้ไปพบท้าวภัณฑสารเข้าในงานนั้น ทำให้นึกขึ้นมาได้ถึงรถเจ้าหวังว่าลางทีท่าจะรู้ เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่มากจึงลองถามดู ท่านบอกว่าเรียกสายพระอุททร เกล้ากระหม่อมค้านว่านั่นสายสะดือต่างหาก ท่านก็ยอมรับว่าจริงแล้ว รกนั้นไม่ทราบ ท้าวทรงกันดาลได้ยินเข้าบอกขึ้นว่าเรียกพระรก มาเมื่อวานซืนนี้หญิงอามเอาหนังสือ
หญิงสิบพันมาให้ดู มีความว่าพี่ธานีส่งให้บอกมาว่ารกเจ้านั้น ท้าววรคณานันท์บอกว่าเรียกพระรก เหตุที่พระองค์เจ้าธานีให้บอกมานี้ เพราะเกล้ากระหม่อมให้เธอถามคุณย่า ว่ารกเจ้านั้นเรียกอะไร ท้าววรจันทร์ก็ลา ไม่รู้ เธอจึงช่วยสืบให้ต่อไป ก็ได้ความมาดังนั้น คำพระรก เห็นจะเรียกกันขึ้นครั้งเจ้าฟ้าเพชรรัตนประสูติ ด้วยไม่รู้ว่าจะเรียกอย่างไรกันเสียแล้ว เห็นด้วยเกล้าว่าเท่ากับ พระมือ พระตีนเป็นคำที่ใช้ไม่ได้ ไม้เท้าทรงยังดีเสียกว่า อีกได้ลองถามสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระวันรัตนและ​
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ว่ารกภาษาบาลีเรียกอะไร หมดทั้งนั้นไม่มีองค์ใดทราบ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ท่านกล่าวว่า บาลีก็มีแต่ธรรมเท่านั้น คิดจะดูหาพจนานุกรมภาษาอังกฤษแปลเป็นสํสกฤต แต่ก็จนแต้มที่ฝรั่งเขาเรียกรกว่าอย่างไรก็ไม่ทราบ ภายหลังนึกขึ้นได้ว่าหมอชำนาญทางสูติกรรมมีอยู่ที่บ้าน ถามเขาๆ ให้คำฝรั่งว่า Placenta เห็นเป็นคำลาติน กลัวจะไม่มีในพจนานุกรม แต่เปิดดูเผอิญมี ในนั้นให้คำสํสกฤตไว้ว่า ครรภปริเวษฎ์ ดูก็ไพเราะดี แต่เราจะเรียกกันอย่างนั้นหรือมิใช่ก็หาทราบไม่
ยังมีเมรุอีกหลัง สร้างขึ้นที่ลานหน้าวัดมกุฎกษัตริย์ทำรูปร่างชอบกลจะกราบทูลก็ยังไม่ถูก เพราะไปเห็นเมื่อทำยังไม่แล้ว สืบได้ความว่าเป็นของทหารจะเผาศพถึง ๒๗ ศพ ได้สั่งลูกชายเจริญใจไว้ให้เกริ่นกรายไปดูเมื่อเขาทำการ ถ้าได้ความประการใดจะกราบทูลบรรยายมาถวายให้วันหน้า
เรื่องสร้างศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี ทรงพระปรารภถึงเงินทุนก็ถูกเท่านั้น ฝ่าพระบาทจะทรงชำนาญทางธุระการจึงตรัสเจาะจงลงไปถูก ก่อนที่จะคิดก่อสร้างอย่างไรจำจะต้องรู้ทอนก่อน ตามที่กราบทูลถวายความเห็นว่าควรจะก่อสร้างอย่างไรนั้น เป็นการคิดประมูลกรมศิลปกรสร้างวิมานอากาศเล่นบ้างเท่านั้น เทวรูปสามองค์ซึ่งตรัสเล่าถึง จะอย่างไรก็เชื่อว่าคงเป็นของทำมาจากอินเดีย เริ่ม​แรกคงจะเอาประดิษฐานไว้ในที่สามแห่ง แต่แล้วจะโยกย้ายไปที่ไหนบ้างกี่ครั้งกี่คราวไม่มีทางจะสันนิษฐานได้
เรื่องสมุดรูปท่าละครซึ่งทรงพระปรารภถึงนั้น ไม่ยากอะไร เกล้ากระหม่อมจะไปดูที่หอสมุด ถ้ารู้สึกว่าเป็นของแปลกและสำคัญก็จะอุ้มเอามาพิจารณาที่บ้านให้ถี่ถ้วน ตามที่ตรัสพรรณนานึกถึงกรมหมื่นวรวัฒน์ ท่านชี้ให้ดูหนังภาพจับของอาจารย์ใจ (ซึ่งเป็นที่พระพรหมวิจิตร) ว่าแกเขียนอย่างโขน ไม่ได้เขียนอย่างช่างเขียน ท่าโขนจับ
นั้นเอาแต่ดูงามและทำได้ด้วยง่าย ผิดกันกับท่าภาพจับที่ช่างเขียนผูกขึ้นนึกให้เข้ากอดปล้ำกันแน่นแฟ้นแขนขาขัดกัน เหมือนสานเสื่อ คนทำไม่ได้ตามที่ท่านอธิบายเช่นนั้นเพราะท่านเข้าพระทัยทั้งทางเล่นโขนและทางช่างเขียน ทำให้จับใจเกล้ากระหม่อมเป็นอันมาก อยากรู้อยู่เหมือนกันว่าท่าจับโขนมีกี่ท่า และมีลักษณะเป็นอย่างไรบ้าง ถ้ามีปรากฏอยู่ในสมุดเล่มนั้นเกล้ากระหม่อมก็พลอยรู้ขึ้นด้วย
อ่านเรื่องเที่ยวเมืองพม่าคราวนี้ ได้ความรู้อย่างสำคัญ ที่ว่าเขาจัดนิติสภาในเมืองพม่าอย่างไร ดูรูปปรากฏว่าเขาจัดเคล้าเข้าหาความที่เป็นไปอยู่ในบ้านเมือง แต่ความรู้ทั้งนั้นก็เป็นประโยชน์เพียงเข้าสุภาษิตว่า รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม เท่านั้น
ขอถวายรายงานการมาหัวหินคราวนี้ ดูความเป็นไปใน​หนทางอย่างไม่ค่อยเอื้อ สังเกตเห็นมีการเปลี่ยนแปลงไปที่ป้ายสถานีรถไฟ ซึ่งเดิมปักไว้ตามยาวแห่งรั้วต้นไม้ บัดนี้ย้ายไปปักขวางเขตหัวท้ายสถานีดีขึ้น ที่อ่านเห็นได้แต่ไกล ก่อนนี้ถ้ารถไม่หยุดที่สถานีแล้วออกจะอ่านไม่ค่อยทัน
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๓ เมษายน ที่ประทานมาจากบ้านศรีสุขอำเภอหัวหินนั้นแล้ว
เมื่อวันที่ ๖ เมษายน หม่อมฉันก็ได้ตั้งที่บูชาพระพุทธรูปพระแก้วมรกต กับพระบรมรูปสมเด็จพระอดีตมหาราชในพระบรมราชจักรีวงศ์ทำพิธีบูชา มีคนในบ้านและบ้านอื่นมาบูชาด้วยตามเคย ปีนี้มีชายแอ๊วกับสวาดิเมียของเธอมาเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย ขอถวายพระกุศล
​กรมขุนชัยนาทเสด็จกลับจากยุโรปแวะมาหาหม่อมฉัน เมื่อก่อนเข้าไปกรุงเทพฯ เธอตรัสว่าจะกลับมาอยู่กรุงเทพฯ อย่างเดิม ท่านจะได้ “เพื่อนพูด” ขึ้นพอสำราญพระหฤทัยได้บ้าง
ที่ท่านทรงพรรณนา รูปเมรุเผาศพคุณหญิงนิ่ม ไกรเพชร ประทานมา ทำให้หม่อมฉันหวนรำลึกถึงครั้งเผาศพหม่อมเฉื่อยของหม่อมฉัน พระยาราชสงคราม (กร) รับทำที่เผา หม่อมฉันบอกว่าให้ทำแต่เป็นปะรำเท่านั้น แกก็รับปากแต่ไปทำเป็นเมรุหมดทุกอย่าง ผิดกันแต่พ้นคอสองขึ้นไปทำหลังคาคาดเป็นปะรำแทนยอด สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปพระราชทานเพลิง ทอดพระเนตรอยู่ที่บนพลับพลาอิสริยาภรณ์ก็ตรัสว่าแปลก แต่ตรัสชมที่ไว้อัฐิ ซึ่งหม่อมฉันให้ทำเป็นรูปหีบทองทึบตั้งในสีวิกามีฐานรอง และฉัตรเบ็ญจาตั้ง ๔ มุมเหมือนอย่างเมื่อตั้งศพไว้ที่บ้าน ตรัส
ชมว่าเข้าทีดีมาก อีกว่าแพ (ทำด้วย) กระที่ทูลกระหม่อมโปรดฯ ให้ใส่อัฐิเจ้าจอมมารดาแพของสมเด็จพระมหาสมณะ แต่แพนั้นจะเป็นอย่างไรหม่อมฉันไม่เคยเห็น แต่จะ “เคลม” ว่าเมรุคุณหญิงนิ่ม ไกรเพชร เอาอย่างพระยาราชสงคราม (กร) ทำเมรุหม่อมเฉื่อยมาทำก็สงสัยอยู่ เพราะการทำเมรุหม่อมเฉื่อยนานมาถึงราว ๓๐ ปีแล้ว คนจำได้เห็นจะมีน้อย ที่เผาศพชายถึกนั้นได้ยินเขาชมกันว่าทำดีนัก หญิงพิลัยบอกว่าหญิงอามรับจะส่งรูปฉายมา หม่อมฉันก็ตั้งใจคอย​ดูอยู่ หนังสือแจกงานศพก็ยังไม่ได้เห็นจนบัดนี้
ตั้งแต่ส่งจดหมายถวาย กับหนังสือเล่าเรื่องเที่ยวเมืองพม่าท่อนที่สุดไปเมื่อคราวเมล์วันพฤหัสก่อน หม่อมฉันหยุดพักยังไม่ได้เริ่มแต่งเรื่องอะไรอีก เพราะมีกิจต้องเขียนตอบขอบคุณคนให้พรปีใหม่ทั้งที่มีมาทางกรุงเทพฯ และยุโรป และซ้ำเกิดอาการเบื่ออ่านหนังสือฝรั่งด้วย ก็เลยไปฉวยเอาเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนมาอ่านเล่นในเวลาว่าง เห็นเป็นหนังสือเรื่องดีและแต่งดีอย่างเอกทีเดียว เคยอ่านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ก็ยังอ่านสนุกไม่รู้จักเบื่ออยู่นั่นเอง มารู้สึกว่ามีประโยชน์อยู่ในหนังสือเรื่องนั้นอีกอย่างหนึ่ง เมื่ออ่านไปถึงตรงขุนช้างกับพระไวยเป็นความกัน ถึงดำน้ำพิสูจน์ตัว ผู้แต่งเขาได้เคยเห็นทำพิธีพิสูจน์ พรรณนารายการซึ่งเราไม่เคยรู้หลายอย่าง เป็นต้นว่ามีการชนไก่เป็นส่วนหนึ่งในพิธีนั้น ชนไก่แล้วจึงให้คู่ความลงน้ำ นึกได้ที่อื่นมีพรรณนาแปลกๆ ตามประเพณีที่เป็นอยู่ ในสมัยเมื่อแต่งหนังสือนั้นอีกหลายอย่าง เช่นพรรณนาถึงคนโทษที่อยู่ในคุก เมื่อนางวันทองเข้าไปเยี่ยมขุนช้างว่า
วันทองแข็งใจเข้าในคุก แลเห็นคนทนทุกข์สยดสยอง
น่าเกลียดน่ากลัวขนหัวพอง ผมกะหร่องร่างกายคล้ายสัตว์นรก
​เขาใส่คาอาหารไม่พานไส้ เห็นวันทองขึ้นไปไหว้ประหลก
เอากล้วยทิ้งชิงกันตัวสั่นงก ใครมีแรงแย่งฉกเอาไปกิน
สุดแต่มีของให้แล้วไม่เลือก จนชั้นเปลือกก็ไม่ปอกขยอกสิ้น
เป็นหิดฝีพุพองหนองไหลริน เหม็นกลิ่นราวกับศพตระหลบไป
ตัวเลนเป็นขนไต่บนกระบาน นางก้าวหลีกลนลานไม่ดูได้
อุตส่าห์ทนจนถึงก้นคุกใน ขุนช้างเห็นเมียไปร้องไห้แง
ที่พรรณนานี้เป็นความจริงหมดทุกอย่าง เมื่อคุกยังอยู่ที่สวนเจ้าเชตุเมื่อหม่อมฉันรับ
กรมหมื่นใน พ.ศ. ๒๔๒๙ กรมหมื่นภูธเรศยังว่ากรมเมืองตรัสสั่งให้จ่ายคนคุกราวสัก ๓๐ คนไปช่วยเกลี่ยปราบพื้นดินในบ้านเก่าของหม่อมฉันที่เชิงสะพานดำรงสถิต ข้างเราเป็นเจ้าของบ้านก็หาข้าวเลี้ยงเวลาเช้า แต่พอพวกคนโทษเห็นข้าวปลาอาหารก็กรากเข้าแย่งกันกินจนเกิดทุบตีกัน หม่อมฉันเลยบอกเลิกไม่เอาคนคุกมาใช้อีก อีกครั้งหนึ่งหม่อมฉันขี่ม้าไปทางถนนเจริญกรุง เห็นศพคนคุกใส่เฝือกวางอยู่ที่ริมถนน ศพกำลังโทรมดูสะอิดสะเอียน มีคนคุกคู่หนึ่งที่หามเฝือกนั้นกับผู้คุมนั่งอยู่ด้วย พอ
เห็นก็ต้องรีบม้าผ่านหนีไป ภายหลังมาจึงทราบอธิบาย (มีพรรณนาไว้ในเสภาตอนจระเข้เถรกวาด) ว่าถ้าคนคุกคายต้องให้เจ้าพนักงาน กรมมหาดไทย กรมกลาโหม กรมนครบาลและกรมมหาดเล็ก พร้อมกันไปตรวจก่อน แล้วจึงจะเอาศพไปทิ้งป่าช้าได้ เพราะ​ต้องคอยการตรวจนั้นจนศพโทรมจึงเอาออกจากคุก ข้อที่เอาศพไปวางไว้ริมถนนนั้นก็มีเหตุเป็นอุบายของผู้คุม และคนที่หามศพเห็นว่าร้านค้าขายแห่งใดมั่งมีศรีสุข หามศพไปถึงนั้นก็ทำกิริยาเหน็ดเหนื่อยวางศพลงนั่งพักตรงหน้าร้านนั้น จน
เจ้าของร้านให้เงินซื้อรำคาญจึงหาย เดินต่อไป เขาเล่าให้ฟังอย่างนี้ดูก็น่าจะเป็นความจริง ยังมีประเพณีอย่างอื่น เช่นแต่งงานบ่าวสาวเป็นต้น ดูเหมือนหม่อมฉันจะได้เคยทูลไปแต่ก่อนแล้วว่ามีอยู่ในเรื่องเสภา ขอทูลแนะนำว่าถ้ายังมิได้มีอยู่แล้ว ขอให้ทรงหาหนังสือเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนฉบับหอพระสมุดพิมพ์มาไว้เป็นสมุด “ข้างที่” สักสำรับหนึ่ง สำหรับทรงในเวลาเมื่อเกิดเบื่ออะไรๆ เหมือนอย่างฝรั่งเขากินวิสกี้กับโซดา.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าบาท
​ได้รับลายพระหัตถ์ ลงวันที่ ๑ เมษายน พร้อมด้วยพระนิพนธ์เล่าเรื่องเที่ยวเมืองพม่าตอนสุดท้ายนั้นแล้ว
ทรงพระเมตตาโปรดประทานพระพร ให้เจริญสุขในปีใหม่หมดทั้งคณาญาติเป็นพระเดชพระคุณเหลือล้น ขอรับพระพรไว้เหนือเกล้า
เรื่องเที่ยวเมืองพม่าซึ่งโปรดประทานไปในคราวนี้ ล้วนเป็นทางวินิจฉัยในเรื่องอังกฤษให้รัฐธรรมนูญใหม่แก่พม่า อันรัฐธรรมนูญนั้น ก็เป็นของที่คิดล่วงหน้าโดยเจตนาจะให้สิทธิโดยสมควร และปิดทางที่จะเกิดเสียหายโดยไม่พึงปรารถนาขึ้นในบางประการ ความเป็นไปอาจสำเร็จสมคิดก็ได้ หรือจะเกิดมีอุปสรรคชักให้ผิดไปจาก
ที่คิดก็ได้ อย่างไรก็ดี อังกฤษคงตั้งหลักที่จะยึดพม่าไว้เป็นเมืองขึ้นนิรันดร ไม่ปล่อยให้หลุดมือไป ส่วนในตอนทายที่วินิจฉัยชื่อเพลงนั้น เกล้ากระหม่อมรับรองได้ว่าถูกทุกเพลง เว้นแต่เพลงฝรั่งต้นเพลงเดียว ยังไม่เคยได้เห็นหรือได้ยินว่ามี นึกหาชื่อเพลงอะไรที่จะใกล้กับคำนั้นก็หาไม่พบ
ในคราวนี้ได้ถวายจดหมายการทำศพชายถึก โดยพิสดารมาเพื่อให้ทรงทราบฝ่าพระบาทพร้อมทั้งรูปถ่าย ๑๐ รูป เพื่อประกอบจดหมายให้ทอดพระเนตรเห็นความเป็นไปชัดขึ้นด้วย ได้จดบันทึกมาถวายทีหลังรูป รูปถ่ายในการนี้มีอีกที่ยังพิมพ์ไม่แล้วจะได้จัด​ส่งมาถวายในภายหน้า
ความลับอันจะเขียนลงในจดหมายนั้นไม่ได้มีอยู่ จะกราบทูลให้ทรงทราบในที่นี้
๑. ปะรำเผาศพซึ่งคิดทำให้แปลกไปนั้น โดยเจตนาคิดจะทำให้ง่ายแต่กลับกลายเป็นยกกไปเสียอีก เพราะคนที่ใช้ให้ทำไม่เข้าใจความประสงค์หลงไปทางข้างจะทำให้งามดี เพราะเคยทำมาแต่อย่างนั้นอึดอัดใจนึกขึ้นได้ในภายหลัง จับถาวรเข้าเป็นผู้กำกับการจึงเป็นไปได้สมประสงค์ แม้กระนั้นลางอย่างก็ไม่เป็นไปได้ด้วยกลับ
ตัวไม่ทัน จะทูลถวายตัวอย่างลางประการเพื่อจะได้เข้าพระทัย เช่นกระเช้ากล้วยไม้มีมิตรรับจัดมาให้ ถ้าหากว่ากระเช้าเดิมเป็นอยู่อย่างไรส่งมาให้อย่างนั้นก็จะถูกประสงค์ที่สุด แต่หาเช่นนั้นไม่ เขาเห็นว่ากระเช้าเก่าคร่ำคร่าสกปรก อุตส่าห์หาซื้อกระเช้าดินที่เป็นของใหม่มา ย้ายต้นกล้วยไม้ลงกระเช้าใหม่เพื่อให้สดใสดูงามเช่นนี้เป็นต้น แต่เราไม่ต้องการงาม
๒. กระบวนศพเวียนเมรุ เกล้ากระหม่อมได้สั่งแต่ให้พระงั่วเดินนำศพ และให้หญิงอี่พาลูกเดินตามศพ คนอื่นไม่กล้าสั่งเขาเพราะไม่รู้ใจเขาว่าใครจะรังเกียจหรือไม่รังเกียจ แต่ครั้นถึงเวลาเข้าพี่น้องก็พากันเดินตามหมด เป็นเหตุให้เกิดความปีติอย่างยิ่ง แต่ลำดับในกระบวนเดินไม่ค่อยเป็นระเบียบที่ดูดีไปเสียหน่อย ​เพราะไม่ได้ตรียมจัดนัดหมายกันไว้เสียก่อน
๓. แขกที่มามีเกณฑ์จำเพาะแต่ที่รู้จักคุ้นเคยกับผู้ตาย แม้กระนั้นก็มิได้กร่องแกร่ง มีคนใหญ่คนโตมามาก แม้มิตรที่ไกลถึงชลบุรีและศรีราชาก็อุตส่าห์พยายามเข้ามาส่งสการศพ
๔. มีความยินดีที่พวกอันมิใช่ญาติมิตร เช่นช่างชักรูปของหนังสือพิมพ์เป็นต้นมิได้มีมาแผ้วพานเลย
มีเรื่องอันเนื่องด้วยงานนี้อยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งอยู่ข้างจะสนุกขลุกขลัก ยังมีพระดุลฯ สร้อยชื่ออะไรก็ไม่ทราบ เข้าใจว่าเป็นผู้พิพากษา เห็นจะมาเผาศพชายถึก ชอบใจปะรำที่เผาศพ อยากได้ใช้เผาศพมารดาเขาซึ่งเป็นอุบาสิกาอยู่ในวัดนรนารถ ศพฝังไว้ที่วัดนั้น จึงเขาหาพระครูศรีจันทร์เจ้าอาวาส ให้เป็นนายหน้าขอปะรำไว้ ครั้นเสร็จงานแล้ว
เราจะไปรื้อ พระครูศรีจันทร์ก็ขอ เกล้ากระหม่อมก็ยกถวาย ทีนี้จะกล่าวถึงพระยาธรรมจรรยา จะทำการผาศพภรรยา คนที่เป็นมารดาพระสราภัยและพระมหามนตรี เผารวมกับลูกสาวด้วยเป็นสองศพ ศพฝังอยู่ที่วัดนั้นเหมือนกัน จึงทำการปลูกเมรุสมัยใหม่ขึ้นใหญ่ถนัดใจทางสนามด้านตะวันออก มีแต่ฐานสองชั้นไม่มีเสาไม่มีหลังคา เมรุนี้ทำขึ้นแต่ก่อนเกล้ากระหม่อมยกปะรำแล้ว ครั้นท่านทราบว่าเกล้ากระหม่อมจะทำการศพท่านก็หนัก เกรงว่าจะเกะกะ เกล้ากระหม่อมก็ปลอบท่านว่าไม่
เกะกะ​เลย ของท่านอยู่ทางสนามตะวันออก เกล้ากระหม่อมทำการอยู่สนามตะวันตก ไม่กีดอะไรกัน เรื่องก็เป็นอันระงับไป ครั้นเกล้ากระหม่อมทำงานเสร็จแล้ว ทีท่านจะเห็นที่เกล้ากระหม่อมทำงานนั้นร่มรื่นดี เพราะอยู่ทางสนามตะวันตก แต่พอบ่ายมากหน่อยก็ร่มรื่นด้วยบังเงาการเปรียญและหอสวดมนต์ทั้งกุฏิเจ้าอาวาส อันตั้งเป็นแถวอยู่ติดต่อกันไป ส่วนเมรุของท่านนั้นตากแดดจนค่ำไม่เป็นทำเลอันดีท่านจึงไล่ให้พระครูศรีจันทร์ รื้อปะรำซึ่งขอเกล้ากระหม่อมไว้นั้นไปเสียให้พ้น ท่านจะรื้อเมรุของ
ท่านมาปลูกใหม่ลงแทนที่ น่าสงสารพระครูศรีจันทร์เห็นจะอึกอักไม่น้อย รับภาระพระดุลฯ ไว้ งานก็ยังไม่ได้ทำ เจ้าของวัดก็มาไล่ให้รื้อ ในที่สุดท่านก็ดื้อ ว่าของใครปลูกแล้วที่ไหนก็ให้อยู่ที่นั่น จะรื้อจะย้ายอย่างไรกันหาควรไม่ ตกลงก็ได้ทำไปตามที่ต่างคิดไว้แต่เดิมทั้งสองราย บุญหนักหนาที่พระยาธรรมจรรยาไปเลือกทำขึ้นทางสนามตะวันออก ถ้าเลือกทำขึ้นทางสนามตะวันตกแล้ว รูปงานของเกล้ากระหม่อมก็เสียหมด ทำไม่ได้ เพราะท่านปลูกสร้างก่อนแต่กำหนดงานอยู่ภายหลัง
ข้อที่ทรงพระดำริคาด ว่าพระยาศรีสุริยราชจะจัดรับเกล้ากระหม่อมที่ตึกของท่านนั้นถูกต้อง และที่ทรงพระดำริจะได้กรมหมื่นเทววงศ์เป็นเพื่อนพูดนั้นก็จริง และยิ่งไปกว่านั้น แม้หญิงจง​ซึ่งอยู่ ณ สำนักดิศกุลภายหลังก็ย้ายไปอยู่บ้านกรมหมื่นเทววงศ์ เพราะเธออยู่ที่สำนักดิศกุลคนเดียวว้าเหว่ใจ ครั้นถึงเวลาเกล้ากระหม่อมจะกลับกรุงเทพฯ เธอก็พลอยตามกลับด้วยกัน ตัดวันที่เธอตั้งใจกลับสั้นเข้าไปวันหนึ่งเพราะเรื่องหาเพื่อนทั้งนั้น
ตามที่กราบทูลมาในหนังสือฉบับก่อน ว่าได้สั่งให้ลูกชายเจริญใจไปดูเมรุทหารเวลาเมื่อเข้าทำงานนั้น กลับจากหัวหินถามดูได้ความว่าไม่ได้ไป อาการเจ็บไข้อะไรก็เคลื่อนคลายไปแล้ว แต่ยังเข็นออกจากอู่ยาก ที่สั่งไว้ให้ไปดูก็เป็นการเข็น วันขึ้นปีใหม่แม่เข็นให้ไปเซ็นชื่อถวายพระพรก็ไปไม่ทันเวลา เขาเก็บสมุดเลิกกันเสียแล้ว
เมื่อวันที่ ๘ พระองค์เจ้าธานีมารดน้ำสงกรานต์ เธอบอกว่าสมเด็จพระพันวัสสาเสด็จไปประทานน้ำสงกรานต์แก่คุณย่า เธอกราบทูลถามว่ารกเจ้าเรียกอะไรตรัสบอกว่าเรียก พระสกุล
หมู่นี้มีเจ้านายจะไปต่างประเทศหลายองค์ กำหนดในวันที่ ๑๐ นี้ รายหนึ่งพระนางลักษมีจะไปยุโรป พร้อมด้วยหม่อมเจ้าบรรเจิดวรรณวรางค์กับหม่อมเจ้าทองต่อ ว่าเพื่อจะไปดูราชาภิเษกในเมืองอังกฤษ และดูแสดงพิพิธภัณฑ์เมืองปารีส อีกรายหนึ่งพระนางสุวัทนาจะพาสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตน ไปประพาสเกาะชวามลายู พระองค์เจ้าธานีจะเป็นผู้นำเสด็จ และหม่อมเจ้าหญิงสิบ​พันพารเสนอ กับหม่อมเจ้าหญิงเสมอภาคตามเสด็จ จะเสด็จไปทางเรือประพาสชวาก่อน ขากลับจะประพาสมลายู ที่สุดก็คงมาปีนัง ฝ่ายพระองค์ท่านคงต้องรับเสด็จ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
โฆษณา