วันนี้ เวลา 00:00 • หนังสือ

Wake-up call สัญญาณจากสวรรค์

ไม่มีใครชอบนาฬิกาปลุก แต่มนุษย์ในโลก พ.ศ. นี้ต้องพึ่งพามันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เสียงที่ปลุกเราตื่นจากนิทรารมณ์แสนสุขและที่นอนอ่อนนุ่มอบอุ่นเป็นความโหดร้ายที่สุด!
สมัยผมเป็นเด็ก ชาวบ้านใช้เสียงไก่ขันเป็นนาฬิกาปลุก ถ้าอยู่ใกล้วัด ก็พึ่งเสียงย่ำฆ้องย่ำระฆังบอกเวลา เพราะสมัยนั้นนาฬิกามักจะมีเฉพาะตามวัดเท่านั้น พระจะตีกลองฆ้องระฆังบอกเวลาให้ชาวบ้านได้ยินทั่ว เช่น ตีระฆังตอนแปดโมงเช้าเพื่อทำวัตรเช้า
ตอนสี่โมงเย็นทำวัตรเย็น ตีกลองเวลาสิบเอ็ดโมงบอกเวลาฉันเพล การย่ำกลองตอนหกโมงเย็นเรียกว่า ย่ำค่ำ หรือย่ำสนธยา ถ้ากระทำในเวลาราวหกโมงเช้า เรียกว่า ย่ำรุ่ง ช่วงในพรรษาจะตีระฆังในราวตีสี่ เพื่อปลุกพระขึ้นมาทำวัตรสวดมนต์ ไม่ปลุกไม่ได้ เดี๋ยวพระไม่ตื่น เพราะพระก็ง่วงนอนเหมือนกัน
เมื่อมีนาฬิกาใช้กันทั่ว ประเพณีย่ำกลอง ย่ำฆ้อง ย่ำระฆัง ก็ค่อย ๆ จางหายไป
นี่เป็น wake-up call แบบไทย ๆ
1
นอกจากวัดแล้ว ในสมัย 30-40 ปีก่อน โรงแรมก็มีบริการ wake-up call แก่แขก เพราะนักเดินทางมักไม่พกนาฬิกาปลุกไปด้วย ผู้พักบอกทางโรงแรมว่าต้องการตื่นกี่โมง เมื่อถึงเวลา เจ้าหน้าที่โรงแรมก็โทร.ขึ้นมาปลุก บางที่ก็ใช้เครื่องปลุกอัตโนมัติซึ่งอัดเสียงล่วงหน้า
มาถึงสมัยนี้ แทบทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ สามารถตั้งเวลาปลุกได้โดยตรง แต่กระนั้นก็มีคนละเลยเสียงปลุกเสมอ
ไม่มีใครชอบนาฬิกาปลุก
คำว่า wake-up call นอกจากจะแปลว่า ‘ปลุกให้ตื่น’ แล้ว ยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ หมายถึงสัญญาณเตือน ‘อันตราย’ ที่อาจกำลังจะมาถึง ยกตัวอย่างเช่น เห็นเพื่อนร่วมงานถูกไล่ออก ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาอัพเกรดตัวเองได้แล้ว มิเช่นนั้นอาจถูกเชิญให้ออกเหมือนเพื่อน
ไปซื้อของในตลาด แม่ค้าทักว่า “ตอนนี้ท้องกี่เดือนแล้วคะ?” ทั้งที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ ก็ถือเป็น wake-up call ว่า ตัวเองอ้วนเกินไปแล้ว จนคนอื่นเข้าใจผิดคิดว่าท้อง ได้เวลาลดน้ำหนักแล้ว
อ่านข่าวนักศึกษาจบมาไม่มีงานทำ ก็คือ wake-up call บอกว่าต้องหาจุดแข็งของตัวเอง ไม่เช่นนั้นอาจหางานทำไม่ได้
บางครั้ง wake-up call ก็ค่อนข้างหนักหนาเช่น เป็นมะเร็ง ถ้าไม่ได้เป็นหนักมากจนรักษาไม่หาย หรือเพิ่งเป็นและรักษาได้ ก็ถือว่าเป็น wake-up call ที่ทำให้ต้องปรับปรุงวิถีชีวิตของตนเองใหม่
หากมองว่า wake-up call เป็นสัญญาณจากสวรรค์ มันก็เป็นสัญญาณจากสวรรค์จริง ๆ เพราะช่วยให้เราเลี่ยงพ้นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหากอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร คนที่เป็นมะเร็งหลายคนหายป่วยเพราะเปลี่ยนวิถีดำรงชีวิต และกลับมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ปัญหาคือคนจำนวนมากมักรอให้เกิดแรงสะเทือนมาถึงตัวก่อนค่อยลงมือทำอะไรสักอย่าง นั่นคือการใช้ชีวิตอย่างประมาท ทำไมต้องรอให้เกิด wake-up call ขึ้นก่อนจึงเร่ิมขยับตัว? ลอง
มองไปรอบตัวจะพบเห็น wake-up call ที่เกิดขึ้นกับคนอื่นมากมายนับไม่ถ้วน : นายรังสรรค์เป็นมะเร็งลำไส้ นายมาโนชเป็นเบาหวาน นางรัศมีเป็นโรคอ้วน นายพิเชษเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบเป็นอัมพฤกษ์ นายสถิตถูกรถชนเป็นอัมพาต ลูกนายกรณ์ติดเกม ลูกนางสุภาติดยา
ลูกสาวนายโสภณท้องในวัยเรียน ฯลฯ
เราอาจสามารถเลี่ยงปัญหาทั้งหมดนี้ได้พ้นโดยสิ้นเชิงตั้งแต่วันนี้โดยใช้ปัญหาจริงของคนอื่น ๆ เป็น ‘สัญญาณจากสวรรค์’ ของตัวเอง หาทางป้องกันแต่เนิ่น ๆ ไม่ให้มันเกิดขึ้น
หลายคนดื่มเหล้าแล้วขับรถ หลายคนชอบใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับรถ บางคนชอบส่งข้อความระหว่างขับรถ หากดูสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากสองสามสาเหตุนี้ เราก็จะรู้ว่าควรทำอย่างไร
ถึงจะเป็นคนที่ไม่สนใจชีวิตตนเอง ว่าง ๆ ก็ลองไปเยือนโรงพยาบาลรัฐสักแห่ง เห็นคนป่วยไข้โรคต่าง ๆ มากมายหลายร้อยคน บางคนมีท่อหายใจคาอยู่ บางคนหายใจพะงาบ ๆ บางคนร้องโอย ๆ ก็อาจบรรลุธรรมเห็น wake-up call ที่ทำให้หันมาเอาใจใส่สุขภาพตัวเอง
เหล่านี้เป็น wake-up call ที่มิเพียงช่วยชีวิตเราได้ แต่อาจนำทางเราไปสู่ชีวิตที่มีคุณภาพและสุขสงบเต็มศักยภาพของเรา
มีแต่คนโง่ที่มองไม่เห็นหรือเพิกเฉยสัญญาณจากสวรรค์ และดำเนินชีวิตแบบประมาทต่อไป
ชีวิตเราเป็นของเรา เราเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว หากมันล้มเหลว ออกนอกลู่นอกทาง หรือพังพินาศ ก็เพราะสองเหตุผลเท่านั้น หนึ่งคือเราไม่รู้จริง ๆ สองคือเราตาบอด มองไม่เห็นสัญญาณจากสวรรค์รอบตัวเรา
บางท่อนจาก ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว
31 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 6.1 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
โฆษณา