Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
6 พ.ค. เวลา 22:48 • หนังสือ
จดหมายแต่งการศพหม่อมเจ้าตระหนักนิธิผล
ที่วัดนรนารถสุนทริการาม
พ.ศ. ๒๔๗๙
–เตรียมการ–
๑. ซ่อมการเปรียญหลังหนึ่ง ใช้เป็นที่ตั้งศพทำบุญ ในนั้นจัดตั้งชั้นกระจก ๒ ชั้นรองหีบทอง ตั้งฉัตรเบญจา ๔ คัน ตั้งธรรมาสน์
๒. ซ่อมศาลาหน้าวัดสองหลัง หลังตะวันออกใช้ตั้งปี่พาทย์ประโคม หลังตะวันตกใช้เป็นที่รับแขกผู้หญิง
๓. ปลูกปะรำที่เผาศพหลังหนึ่ง เยื้องหน้าศาลาการเปรียญไปทางทิศใต้ในหมู่ต้นไม้ใช้เสาทุบเปลือกสี่ต้น เบื้องบนทำโครงไม้ไผ่เป็นหลังคาปะรำ เบื้องล่างยกพื้นมีกะไดลงสี่ด้าน ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทาสีหรือหุ้มผ้า ตกแต่งแต่ด้วยพฤกษชาติ แม้ม่านบังเพลิงซึ่งจำจะต้องมีก็ใช้ผ้าสีหญ้าม้านเพื่อให้เข้ากับสีต้นไม้ ตัดเถาวัลย์เปรียงมาผูกแนบเสาต่างเถาไม้เลื้อย บนหลังคาปะรำสะสุมด้วยใบไทรเสียบดอกตรุษจีน และแขวนกระเช้ากล้วยไม้อันมีดอกติด สี่มุมปะรำตั้งกระถางต้นไม้ทั้งใบไม้ดอกเสียดแทรกกันเป็นฐานปะรำ
๔. ต่อหีบลองในขนาดเล็กหุ่มผ้าขาว ยาว ๑ เมตร กว้าง ๔๕ เซ็นติเมตร รูปผายเบื้องบนแบบบุราณ และทำแคร่รองหีบสำหรับหิ้วขนาดเล็กพอดีกันกับหีบ
๕. แต่งต้นไม้ในจังหวัดที่ทำการด้วยโคมญี่ปุ่น และโคมให้แสงสว่างซึ่งเรียกว่าโคมแสงจันทร์
๖. จัดโต๊ะเก้าอี้ตั้งในลานวัดจังหวัดที่มีงาน เป็นหมู่เป็นหย่อมอย่างอุทยานสโมสร สำหรับแขกที่จะมาในงาน
๗. ตีพิมพ์หนังสือเรื่องกฎมนเทียรบาลพม่าสำหรับแจกญาติมิตรในงานศพ
๘. ทำกล่องศิลาสำหรับบรรจุอัฐิ
–ทำการ–
วันที่ ๒๐ มีนาคม นายงานของเจ้าภาพกั้นม่านวงรอบที่ฝังศพแล้วขุดดินขึ้นจนถึงหีบศพ มอบให้แก่พนักงานสนมพลเรือนรับหน้าที่ทำการต่อไป
เวลา ๑๗.๓๐ น. ญาติสกุลไชยยันต์กับสกุลจิตรพงศ์ไปประชุมพร้อมกัน หม่อมเจ้าหญิงประโลมจิตรทอดผ้าขาว ๔ พับที่ปากหลุม พระสงฆ์วัดนรนารถชักบังสุกุลแล้วพนักงานสนมพลเรือนถ่ายศพจากหีบที่ฝังดินลงหีบในใหม่ หิ้วแคร่สี่คนขึ้นบนศาลาการเปรียญบรรจุลงหีบลองในลงในหีบทองพร้อมทั้งแคร่ ปิดฝาคลุมผ้าเยียรบับ ตั้งเครื่องประดับชั้น มีพานและขวดดอกไม้ ทั้งเชิงเทียนไว้พร้อมสรรพ
วันที่ ๒๑ มีนาคม เวลาเพล ญาติสกุลไชยันต์และจิตรพงศ์ช่วยกันทำอาหารมาคนละสิ่งสองสิ่งเลี้ยงภิกษุสามเณรวัดนรนารถทั้งวัด เลี้ยงบนศาลาการเปรียญจำเพาะแต่พระสงฆ์ผู้ใหญ่ ๑๐ รูป นอกนั้นส่งอาหารไปถวายฉันที่กุฏิ กับเลี้ยงพระสงฆ์ซึ่งนิมนต์มาประจำสวดพระอภิธรรมอีก ๔ รูปด้วยกัน
ตั้งแต่เวลาเที่ยงไปแล้ว มีการสวดพระอภิธรรม และญาติทั้งหลายต่างก็ทำบุญอุทิศกุศลไปให้ตามควรแก่ปรารถนา
เวลา ๑๖ นาฬิกา เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ทรงธรรมกัณฑ์หนึ่ง สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ถวาย เมื่อจบลงพระราชาคณะฐานาเปรียญ ๑๐ รูป (นิมนต์เกณฑ์ที่คุ้นเคยกับผู้มรณะ) สวดสดับปกรณ์ แล้วทรงประเคนไทยธรรมทอดผ้าไตร พระสงฆ์ทั้งนั้นพร้อมด้วยท่านผู้แสดงธรรมชักบังสุกุลแล้วถวายอนุโมทนา
ในขณะนี้มีญาติมิตรแห่งผู้มรณะเนื่องกันมา ที่ขึ้นไปโมทนาการกุศลบนศาลาการเปรียญก็มี ที่นั่งอยู่ ณ ลานวัดก็มี แล้วแต่ใจปรารถนา
เวลา ๑๗ นาฬิกา เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ทรงทอดผ้าไตรเชิญเสด็จสมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงชักบังสุกุล แล้วพนักงานสนมพลเรือน ๔ คน ยกแคร่รองหีบลองใน ขึ้นจากหีบทอง คลุมดอกไม้ปากหีบอย่างดอกไม้คลุมผ้าไตร แล้วลงจากศาลาการเปรียญ หม่อมเจ้าเภรารตเดินนำหน้าหีบศพ ญาติหญิงชายสกุลไชยันต์กับ
จิตรพงศ์เดินตาม หมู่กลองชนะยืนที่ตีประโคมโดยเกียรติยศ เวียนปะรำโดยอุตราวัฏ ๓ รอบ แล้วยกศพขึ้นตั้งบนเชิงตระกอน อันเชิงตระกอนนั้นทำแก้ไขผิดไปจากปกติ ฐานหุ้มผ้าขาวปิดกระดาษทองน้ำตะโกที่บัวประกอบบนล่าง ตารางนั้นตัดเสาคงเหลือแต่ตอหม้อประกอบกาบหยวกไม่มีเพดาน หม่อมเจ้าประโลมจิตรทอดผ้าไตรปากหีบ ๔ ไตร พระสงฆ์วัดนรนารถชักบังสุกุล
ระหว่างเวลานี้ พวกเจ้าภาพได้แจกหนังสือกับพัดด้ามจิ้วให้แก่ผู้ที่มาในงาน
เวลา ๑๗.๓๐ นาฬิกา เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ทรงจุดเพลิงหลวงพระราชทานที่ศพ กลองชนะตีประโคม แล้งทรงทอดเครื่องขมาศพ ของพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่และของพระองค์เอง ต่อนั้นไปเหล่าญาติมิตรก็ส่งสการศพทั่วไป ตลอดถึงพระภิกษุสงฆ์
ตั้งแต่เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกาเป็นต้นไป ญาติมิตรก็ประกอบการกุศลอุทิศให้ต่อไปอีก จนกระทั่ง
เวลา ๒๒ นาฬิกา หม่อมเจ้าหญิงประโลมจิตรมีเทศนากัณฑ์หนึ่ง พระครูศรีจันทรคุณเจ้าอาวาสวัดนรนารถแสดงธรรม จบแล้วพระฐานาเปรียญแห่งวัดนั้น ๔ รูปสวดธรรมคาถา ถวายไทยธรรมและทอดผ้า พระสงฆ์ทั้งนั้นชักบังสุกุลอนุโมทนา
เวลา ๒๒.๔๕ นาฬิกา เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ทรงรดน้ำมะพร้าวแก้วล้างหน้าศพ แล้วเจ้าพนักงานสนมพลเรือนเปิดไฟญาติที่สนิทพากันขึ้นส่งสการศพอีกเป็นครั้งที่สุด
วันที่ ๒๒ มีนาคม เวลา ๗.๐๐ นาฬิกา เดินสามหาบเวียนปะรำที่เผา สามหาบนี้จัดแผกไปจากที่เคยทำกันทำกันมา ในสิ่งของยกเลิกหม้อข้าวเชิงกราน เพราะเชิงกรานนั้นเขาไม่ทำขายกันเสียแล้ว ใช้ชามข้าวอันหุงเสร็จแทน วางลำดับไว้ในที่ต่อผ้าไตรหน้าหาบสำรับ คนเดินสามหาบใช้ทั้งชายหญิง มีบุตรบุตรีแห่งผู้มรณะ ๖ คน กับหลานของหม่อมมารดาอีก ๓ คน จัดเป็นลำดับดังนี้
สำรับที่ ๑ ม.ร.ว. หญิงยิ่งวัน ถือผ้าไตร
ม.ร.ว. หญิงวิสาขา ถือชามข้าว
นายใหญ่ ยุกตเสวี หามสำรับ
สำรับที่ ๒ ม.ร.ว. ชายสาฎก ถือผ้าไตร
ม.ร.ว. ชายสำพันธ์ ถือชามข้าว
หลวงยุกตเสวีวิวัฒน์ หาบสำรับ
สำรับที่ ๓ ม.ร.ว. ชายเฉลิม ถือผ้าไตร
ม.ร.ว. หญิงทวี ถือชามข้าว
นายป๊อ ยุกตเสวี หามสำรับ
เดินสามหาบแล้ว หม่อมเจ้าหญิงประโลมจิตรทอดผ้าไตรบนรูปแจง พระศาสนโสภนวัดมกุฎกษัตริย์ พระราชกวีวัดเทพศิรินทร์ กับพระครูศรีจันทรคุณวัดนรนารถชักบังสุกุล แล้วหม่อมเจ้าหญิงประโลมจิตรเก็บอัฐิบรรจุกล่องศิลา พนักงานสนมพลเรือนรวมอังคารลงโถลายคราม นำอัฐิอังคารขึ้นไปตั้งเหนือม้าหมู่บนศาลาการเปรียญ
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ ทรงประเคนสำรับ ๓ หาบเลี้ยงพระสงฆ์ ๓ รูป และหม่อมเจ้าถาวรมงคลวงศ์ประเคนสำรับเลี้ยงพระสงฆ์สวดพระอภิธรรมอีก ๔ รูปที่บนศาลาการเปรียญ ครั้นเลี้ยงแล้ว หม่อมเจ้าหญิงประโลมจิตรกับบุตรบุตรีทอดผ้ากับย่าม พระสงฆ์ซึ่งสวดพระอภิธรรมกับพระสงฆ์ทั้งวัดนรนารถชักบังสุกุล
เวลา ๘ นาฬิกา หม่อมเจ้าหญิงดวงจิตร พาอัฐิตามสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์กลับตำหนักคลองเตย ส่วนอังคารนั้นมอบฝากพระครูศรีจันทรคุณไว้ที่วัดนรนารถ เพื่อผสมซีเมนต์หล่อเป็นแท่ง และจะได้นำไปบรรจุไว้ ณ ที่บรรจุ ในตึกไชยันต์โรงเรียนวัดราชาธิวาสสืบไปในวันหน้า
–หมายเหตุ–
๑. ปะรำที่เผาศพนี้คนชอบชมกันมาก
๒. กระบวนศพเดินเวียนปะรำ ได้นัดไว้เพียงให้หม่อมเจ้าพระเพลารถเดินนำ และหม่อมเจ้าหญิงประโลมจิตรพาบุตรบุตรีเดินตามเท่านั้น นอกจากนั้นพากันเดินตามด้วยใจสมัครแห่งตนเอง ควรจะสรรเสริญ
๓. การกระทำทุกอย่างมีคนชมว่าเรียบร้อย ราวกับว่าได้ซักซ้อมแล้ว ข้อนี้เป็นความดีของเจ้าพนักงานที่มีความชำนาญการ ฟังเข้าใจง่าย ปฏิบัติได้สมดั่งประสงค์ไม่มีเคลื่อนคลาด
๔. มีสิ่งซึ่งควรสรรเสริญอีก ที่พระสงฆ์วัดนรนารถสิ้นทั้งวัด ต่างมีใจเอื้อเฟื้อพร้อมเพรียงกันช่วย โดยประสงค์ให้การเป็นไปสำเร็จด้วยดีทุกประการ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
บัดนี้ได้ฤกษ์ที่จะส่งสมุดกฎมนเทียรบาลพม่ามาถวาย ด้วยชายดิศจะตามเสด็จสมเด็จพระวัสสาออกมา จึงฝากมาถวายหมดด้วยกัน ๑๕ เล่ม มีเจตนาถวายจำเพาะพระองค์ฝ่าพระบาทเล่ม ๑ ได้ทำปกหุ้มหนังสือและลงลายมือมาในต้นสมุดเล่มนั้นด้วย กับขอพระบารมีเป็นที่พึ่ง ได้ทรงพระเมตตาโปรดแจกสมุดนอกนั้นประทานแก่ผู้มีชื่อเหล่านี้ด้วย
๑. พระองค์เจ้าประเวศวรสมัย
๒. กรมขุนสิงหวิกรมเกรียงไกร
๓. พระองค์เจ้าอาภาพรรณี
๔. พระองค์เจ้ามยุรฉัตร
๕. หม่อมเจ้าวิบุลยสวัสดิวงษ์
๖. หม่อมเจ้าพูนพิสมัย
๗. หมอมเจ้าพิลัยเลขา
๘. หม่อมเจ้าพัฒนายุ
๙. พระยามโนปกรณนิติธาดา
ยังอีก ๕ เล่มถวายไว้เป็นอาหลั่ย จะโปรดประทานแก่ผู้ใดหรือจะทรงทำอะไรก็ได้แล้วแต่จะโปรด แล้วถ้าต้องพระประสงค์อีกก็มีจะถวายได้อีก ด้วยไม่ได้ถูกตีชิง เสียใจที่หนังสือนี้ไม่สู้เรียบร้อยดี ที่ตัวหนังสือฝรั่งเป็นเสียมากเปรอะปรึงไป แต่ก็ต้องให้อภัย เพราะโรงพิมพ์ที่ตีพิมพ์หนังสือนั้น ไม่มีเครื่องหล่อตัวพิมพ์หนังสือฝรั่งได้เอง ต้องซื้อเขามาใช้ ใช้หลายหนมาแล้วตัวก็เยินไปทำให้เส้นไม่เรียบร้อย
เมื่อวันที่ ๑๒ พระองค์เจ้าประดิษฐาเสด็จมาประทานน้ำสงกรานต์เอาหนังสือมาประทาน ๒ เล่ม เรียกชื่อว่า พระราชธรรมเนียมลาวล้านช้างเล่ม ๑ กับอุบัติบรมจักรลาว และวิเคราะห์ศัพท์ว่าล้านช้างอีกเล่ม ๑ เป็นของพระ (ภิกษุ) ทองพูน ศรีจักร ผู้เป็นชาวล้านช้างเก็บเรียบเรียงขึ้น ตีพิมพ์แจกในงานศพมารดา เกล้ากระหม่อมได้
พลิกดูอย่างลวก ดูเหมือนเล่มที่กล่าวแรกจะดีมาก เกล้ากระหม่อมได้แนะนำแล้วว่า ฝ่าพระบาททรงใฝ่พระทัยอยู่ในทางโบราณคดีมาก หากได้ทรงรับสักฉบับหนึ่งเห็นจะพอพระทัยมากทีเดียว ควรจะส่งไปถวายสักฉบับหนึ่ง เธอก็รับว่าจะส่งมาถวาย ถ้าไม่เป็นไปได้ เกล้ากระหม่อมจะส่งฉบับที่เกล้ากระหม่อมได้รับมาถวายทอดพระเนตร
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
ลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ ๑๐ เมษายน กับรายการและรูปฉายงานศพชายถึกประทานมา หม่อมฉันได้รับแล้ว
สังเกตดูแบบปะรำเผาศพที่โปรดให้ทำแผลงแปลกมาก เสียดายแต่นายงานผู้สร้างชั้นแรก ไม่เข้าใจลักษณะที่ทรงพระดำริถ่องแท้ ถ้าทำตรงตามแบบที่ทรงพระดำริจะงามขึ้นอีกมาก ถึงกระนั้นก็น่าชมว่าแผลงไม่เสียหลัก หม่อมฉันเคยเห็นรูปฉายงานเผาศพในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมาไม่ช้านัก (บางที่ท่านก็จะได้ทอดพระเนตรเห็น
แล้ว) เขาทำ (อะไรเรียกไม่ถูก) ใส่ศพทรงสัณฐานกลมปากเป็นกลีบบัวเปิดเผยคล้ายกับกระโถนปากแตร ในรูปฉายนั้นมีคนกำลังทิ้งธูปเทียนขมาลงไปทางปากจากข้างบน เหมือนกับทิ้งของลงกระโถน แต่ข้างล่างจะมีที่วางธูปเทียนหรือไม่สังเกตไม่เห็นในรูป อย่างนั้นหม่อมฉันเห็นว่าเปลี่ยนเสียหลัก
กระบวนแห่ศพเวียนปะรำ ถ้ามีแต่พระงั่วนำกับหญิงอี่และลูกตามศพดังทรงพระดำริแต่เดิม คงจะจับใจคนมาก แต่ก็ยากที่จะห้ามผู้อื่น ซึ่งเป็นญาติสนิทและมีน้ำใจรักมิให้เข้าเดินตามความประสงค์
กระบวนแห่ ๓ หาบนั้นน่าเอ็นดูมาก เด็กเหล่านั้นก็คงสมัครทั้งนั้น
ที่พระองค์ธานีไปทูลถามได้ความมาจากสมเด็จพระพันวัสสา ตรัสบอกว่า “รก” เจ้านายเรียกว่า “พระสกุล” นั้นถูกเป็นแน่แล้ว คิดดูก็ดีหนักหนาที่ท่านทรงโวยวายสืบสวนขึ้นและพระองค์ธานีถามถูกแหล่ง หาไม่คำนั้นก็คงสูญ นอกจากสมเด็จพระพันวัสสาเห็นจะไม่มีผู้อื่นรู้แล้ว
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๑ เดือนนี้ พระนางลักษมีมาถึงปีนัง เจตนาของเธอจะตรงไปเมืองสิงคโปร์ด้วยรถไฟในค่ำวันนั้น เวลารถหยุดพักอยู่ไม่ถึง ๒ ชั่วโมง เธอมีแต่พระทัยอุตส่าห์มารดน้ำสงกรานต์ประทานหม่อมฉันด้วยกันกับหญิงแต๋ว แล้วไปเสวยเย็นที่โฮเต็ล แล้วก็ต้องรีบข้ามกลับไปสถานีไปร หม่อมฉันรู้สึกขอบพระทัยมาก แต่เจ้าทองต่อนั้นไม่ได้มาหาหม่อมฉัน ได้ยินแต่ว่าไปเฝ้าพระองค์หญิงอาภา
พระองค์ธานีได้บอกหม่อมฉันว่า พระนางสุวัฒนากะโปรแกรมขากลับจากชวามาแวะปีนัง (ซึ่งเธอเองได้โดยตามเสด็จสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ มาแล้ว) เพื่อจะให้เจ้าฟ้าหญิงมารดน้ำสงกรานต์ที่ซินนามอนฮอลประทานหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันนึกเกรงอยู่ว่าจะไม่สามารถรับให้พักก็ได้ เพราะเมื่อสมเด็จพระพันวัสสาเสด็จกลับแล้ว เจ้าของบ้านจะซ่อมแซม พวกหม่อมฉันเองก็ต้องแปรสถานขึ้นไปอยู่บนเขาในระหว่างนั้นสัก ๑๕ วัน แต่เวลานี้ยังไม่ทราบว่าเธอกะจะมาถึงปีนังวันไร
เวลานี้พวกหม่อมฉันกำลังอลหม่านในการจัดรับเสด็จสมเด็จพระพันวัสสา ซึ่งจะเสด็จมาถึงพรุ่งนี้ ตัวหม่อมฉันจะย้ายไปอยู่ตึกหลังในในวันนี้ เพื่อจัดห้องที่หม่อมฉันอยู่ถวายเป็นที่ประทับ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๘ เมษายน ได้รับประทานแล้ว
ขออนุโมทนาพระกุศล ซึ่งได้ทรงประชุมบูชาพระพุทธรูปและพระบรมรูปในวันที่ ๖ นั้น อันเป็นทางกระทำโดยกตเวทิตาคุณ ควรแก่บัณฑิตจะพึงปฏิบัติอย่างยิ่ง ส่วนทางกรุงเทพ ฯ เกล้ากระหม่อมก็พร้อมด้วยภรรยาและบุตรหลาน ไปนมัสการถวายบังคมพระบรมรูปที่ปราสาทพระเทพบิดร กับทั้งพระบรมรูปที่ปฐมบรมราชานุสรณ์ด้วยเหมือนกัน ที่ปฐมบรมราชานุสรณ์นั้น ได้ทำโคมพวงมาลาไปตั้งถวายบูชาด้วย ดั่งได้เกิดความขลุกขลักประดักประเดิดเป็นอันมาก เช่นได้กราบทูลรายงานในหนังสือฉบับก่อนนั้นแล้ว
เมรคุณหญิงนิ่ม ไกรเพชร นั้น ทำเป็นตึกฝรั่งหลังคาตัด อาจรับประกันก็ได้ว่าผู้ออกแบบไม่ได้เอาอย่างเมรุหม่อมเฉื่อยมาทำ เพราะผู้ออกแบบเกิดไม่ทันเห็นเมรุนั้น คงจะเอาอย่างการปลูกสร้างสมัยใหม่ซึ่งทำกันอยู่ในสมัยนี้เอง เช่นเมื่องานฉลองรัฐธรรมนูญ การปลูกสร้างร้านรวงทั้งหลายทำปลอม เป็นตึกหล่อคอนกรีตหลังคาตัดเกือบทั้งสิ้น ที่ทำหลังคาตัดก็เพราะปกติร้านมักเป็นปะรำ หากจะทำหลังคามุงกระเบื้อง ก็เห็นจะทำปลอมให้เหมือนได้ยากอยู่
ตามที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงต้องพระทัยตรัสชมที่ไว้อัฐิหม่อมเฉื่อยนั้น จำจะต้องถูกพระทัยอยู่เอง ด้วยฝ่าพระบาททรงพระดำริให้ทำโดยชอบ เพราะของใหญ่เป็นเครื่องประดับศพ เมื่อทำร่นเล็กลงเป็นเครื่องประดับกระดูก ก็ยอมเป็นของควรโดยทางที่เป็นมาได้แนวกัน จะต้องดีกว่าแพเป็นแน่นอน เพราะว่าแพเป็นที่อยู่ของคน ไม่ใช่เครื่องประกอบศพหรือเป็นเครื่องประดับกระดูก
เวลานี้เขากำลังทำที่ใส่ศพให้แปลกประหลาด ประกวดประชันกัน เช่นรายหนึ่งทำวันเดียวกันกับงาานศพชายถึก ทำเป็นพานรองดอกบัวบานตั้งบนแท่นเป็นที่ใส่ศพ เกล้ากระหม่อมได้ถามผู้ที่ไปเห็นมา ว่าเอาศพไว้ที่ไหน ไว้ที่ดอกบัวหรือที่พาน หรือที่แท่น ผู้ที่เห็นก็ไม่สามารถจะบอกได้ แล้วยังได้ยินมาว่าวันที่ ๑๙ ก็จะมีงานศพอีก งานนั้นที่ใส่ศพจะทำเป็นสังข์มังศรีรอง เกล้ากระหม่อมก็นึกอ่อนใจ ด้วยศพนั้นเคยใส่หีบ จะคิดทำให้วิจิตรพิสดารประการใดก็ควรจะให้เป็นหีบ ซึ่งจะทำที่ใส่ศพเป็นกระโถนคนทีอะไรไปนั้นเห็นไม่ไหว
ตามความในลายพระหัตถ์ ปรากฏว่าต้องพระประสงค์จะใคร่ทอดพระเนตรเห็นรูปฉายสิ่งต่างๆ ในงานศพชายถึก กับทั้งต้องพระประสงค์จะใคร่ทอดพระเนตรเห็นหนังสือแจกด้วยนั้น หนังสือถวายลงวันที่ ๑๐ ได้เขียนจดหมายรายงานโดยละเอียดส่งถวายมากับรูปฉายด้วยแล้ว และได้ส่งหนังสือแจกให้ชายดิศนำมาถวาย เมื่อเธอออกมาวัน
ที่ ๑๔ นั้นแล้ว หวังว่าป่านนี้คงจะได้ทอดพระเนตรเห็นหมดแล้ว ปะรำที่ชมกันว่างามนั้นเพราะเหตุด้วยใบไม้ดอกไม้สีต่างๆ สลับซับซ้อนกัน อันจะดูรูปฉายเห็นไม่ได้ ด้วยถ่ายติดเป็นสีเดียว ในคราวนี้ได้ถวายรูปมาอีก ๑๓ แผ่นตามที่ทูลไว้ว่ายังพิมพ์ไม่เสร็จ ได้จดบันทึกไว้ที่หลังรูปเพื่อได้ทราบฝ่าพระบาทด้วยแล้ว
ข้อความในลายพระหัตถ์ ซึ่งตรัสถึงหนังสือเรื่องขุนช้างขุนแผนมีเรื่องคนคุกเป็นข้อใหญ่นั้น ทำให้เกิดสงสัยขึ้นในใจ ว่าการเลี้ยงนักโทษแต่ก่อนนั้นเขาทำอย่างไรกัน ไม่ใช่มีแต่นักโทษคุก นักโทษตารางก็ยังมีอีกในที่ต่างๆ มาก ไม่เคยทราบว่ามีการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงนักโทษที่ไหนเลย สันนิษฐานว่าการกินของนักโทษนั้นญาติต้องส่ง ถ้าไม่มีญาติพัสดีให้กินบ้าง สมมตว่าตามราคางานซึ่งเกณฑ์ให้ทำของ เช่นที่เขาเล่ากันว่านักโทษทุกคนถูกเกณฑ์ให้สานกะบุง วันหนึ่งคนละใบถ้าสานไม่เป็นเอาสองใบ
หนังสือเรื่องขุนข้างขุนแผนดีอย่างไร ป่วยการที่จะกราบทูล เพราะตระหนักในพระทัยอยู่หมดแล้ว แต่เห็นประหลาดที่ความรู้สึกกันว่าดีในหนังสือแต่ก่อนกับเดี๋ยวนี้ผิดกันมาก หนังสือแต่ก่อนถ้าแต่งให้เห็นจริงที่ความเป็นไปในบ้านเมืองแล้วจัดว่าเป็นหนังสือดี เดี๋ยวนี้ถ้าแต่งให้เมืองไทยเป็นเมืองฝรั่งแล้วจัดว่าดี ไม่ต้องมีความจริงอยู่ในนั้น
ขอทูลรายงานการตรวจปราสาทแสดงพิพิธภัณฑ์ปารีส ได้ขอแบบเขามาดู ได้มาทั้งแบบกระดาดเขียวและรูปถ่าย ตรวจเห็นปราสาทนั้นเล็กมาก เป็นจตุรมุขยื่นออกไปเพียงทิศละ ๖๐ เซ็นติเมตร เสมอกันทั้ง ๔ มุข มีขนาดจากที่สุดแห่งมุขอันตรงกันข้ามเพียง ๔.๔๐ เมตรเท่านั้น (ใกล้กับ ๙ ศอก) ภาคหลังคาเห็นว่าเอามาแต่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ภาคเรือนเสาเอามาแต่แบบเมรุ ดูไม่ค่อยดีที่เอาของใหญ่มาทำของเล็กไม่เหมาะเลย เป็นเรือนตุ๊กตามากกว่าเป็นเรือนที่ใช้การ ในแบบมีฐานสามชั้น
แต่ในรูปฉายมีชั้นเดียว เขาว่าอีกสองชั้นให้ไปทำเติมเอาที่เมืองนอก กลางปราสาทตั้งบุษบกรองม้าขางุ้มสามชั้น คงจะไต่ตามบุษบกรองแว่นฟ้ามา บุษบกนั้นว่าเป็นของเก่าซึ่งหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ทำไปตั้งแสดงพิพิธภัณฑ์ที่คานาดา ในบุษบกว่าตั้งพระเจดีย์งาของเก่าที่ได้ทำไปคราวนั้น บนม้ารองสามชั้นผู้คิดแบบเตรียมให้ตั้งของมีตัวอย่างข้าวเป็นต้น เป็นแต่ว่าคนคิดทำปราสาทไม่รู้ไม่เข้าใจว่าทำทำไม ให้คิดก็คิดไปตามกรรมเท่านั้น
เมื่อวันที่ ๑๕ ได้พบพราหมณ์ศาสตรี นึกขึ้นมาได้ถึงคำ ฉัตตี (chatty) อันมีในกฎมนเทียรบาลพม่า ฝ่าพระบาทไม่ทรงทราบว่าหมายถึงสิ่งไร ทรงแปลไม่ออก พระยาอนุมานก็ใฝ่ใจจะหาความเข้าใจในคำนั้นอยู่ เขาได้สอบถามพวกพม่า ทั้งพระยาอินทรมนตรีด้วย ต่างก็ไม่มีใครรู้แปลไม่ออกกันทั้งนั้น จึงต้องปล่อยไปตามไม่รู้ ภายหลังเมื่อตีพิมพ์แล้วเกล้ากระหม่อมจึงนึกขึ้นมาได้ ว่าเคยเห็นคำนั้นในเรื่องอินเดียแฟ
รีเตล เมื่อหัดอ่านภาษาอังกฤษ ในเรื่องมีว่าพวกยักษ์เอาเจ้าหญิงไปสาปให้เป็นนกปรอท ใส่กรงประกอบเครื่องป้องกันไว้ในสวน เจ้าชายคู่รักไปติดตามแหกเครื่องป้องกัน มีอ้ายฉัตตีหกคะเมนลงมาน้ำท่าเลอะเทอะ เป็นเหตุให้พวกยักษ์รู้สึกลุกขึ้นรบกับเจ้าชาย แต่ก็ไม่ทราบว่าอ้ายฉัตตีนั้นเป็นอะไร ค้นหาพจนานุกรมก็ไม่มี นึกเอาว่าคงเป็นร่มแต่รู้สึกในใจว่าคำนั้นคงเป็นคำแขก ครั้นได้พบพราหมณ์ศาสตรีจึงถามดู
แกบอกว่าหม้อดิน เป็นคำทมิฬ จึงเอามาปรับเข้ากับคำในกฎมนเทียรบาลพม่าที่มีว่า ยืนบนหลังม้าวิ่งฟันฉัตตีมิให้ตกลงถึงดิน วิธีปฏิบัติคงจะมีคนถือหม้อดินคอยดักอยู่ข้างหน้า เวลาเมื่อม้าวิ่งไปถึงก็โยนหม้อดินขึ้นไปบนอากาศ ทหารม้าก็ฟันหม้อดินให้แตกในอากาศ มิให้ตกดินด้วยฟันผิด อย่างเดียวกับคนแม่นปืนในเซอคัส ซึ่งเขาว่านายโรงโยนลูกแก้วขึ้นไปบนอากาศ แล้วคนแม่นปืนก็ยิงลูกแก้วให้แตกบนอากาศมิให้ตกลงดินทั้งลูกฉะนั้น
รู้สึกประหลาดในถ้อยคำอีกคำหนึ่ง เห็นในบทสักวาเขาแต่งลงหนังสือพิมพ์ ใช้คำว่ากำแหงแทนชื่อหณุมาน ทำให้นึกถึงกรมหมื่นวรวัฒน์ ท่านเคยตั้งปัญหาถามเล่น ว่าทำไมคำกำแหงจึงประกอบใช้แต่หณุมานคนเดียว เป็นกำแหงหณุมาน กำแหงวายุบุตร จะประกอบเป็นกำแหงองคตบ้างไม่ได้หรือ เกล้ากระหม่อมก็จน ได้แต่หัวเราะ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ ๑๗ เมษายน กับรูปงานศพชายถึก ขอบพระทัยมาก รูปนั้นพอเข้ากันกับที่หญิงอามส่งมาให้หญิงพิลัยเมื่อเมล์ก่อนครบชุดพอดี หนังสือกฎมนเทียรบาลพม่าก็ได้รับและแจกไปตามรับสั่งแล้ว ถ้าพราหมณ์ศาสตรีแปล Chatty คำหม้อดินนั้น รับว่าถูกได้
เรื่องที่เดี๋ยวนี้มีคนชอบคิดแผลงทำที่ใส่ศพเป็นรูปต่าง ๆ นั้น หม่อมฉันได้ยินจากพวกที่ตามเสด็จสมเด็จพระพันวัสสา มาเล่าว่ามีอีกอย่าง ๑ ทำเป็นรูปกระสุนปืนใหญ่จะเอาศพไว้ในนั้นอย่างไรและจะวางเทียนขมาอย่างไรเขาหาทราบไม่ แต่ดูก็จะเป็นอย่างโกศนั่นเอง คิดพิเคราะห์ดูก็ชอบกล ประเพณีเดิมเครื่องใส่ศพมีหีบอย่าง ๑ โกศอย่าง ๑ แต่ละอย่างยังต่างชั้นกันตามยศ เกณฑ์ที่ศพใดจะได้ใส่หีบชั้นใดหรือใส่โกศชั้นใด หลักอยู่ที่บรรดาศักดิ์ บรรดาศักดิ์เจ้าเอายศเป็นเกณฑ์ บรรดาศักดิ์
ขุนนางเนื่องด้วยตำแหน่ง เช่นศพหม่อมเจ้าใส่หีบทองทึบ ถ้าเป็นพระองค์เจ้าใส่โกศ ศพขุนนางใส่โกศแต่เจ้าพระยากับพระยาที่ยกเป็นชั้นสูงพิเศษ ศพเจ้ายังคงอยู่ตามประเพณีเดิม แต่ศพขุนนางสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงด้วยเรื่องบรรดาศักดิ์เป็นข้อสำคัญ ด้วยแต่ก่อนมาเสนาบดีมักเป็นเจ้าพระยา หรือมิฉะนั้นก็เป็นพระยาชั้นสูงศักดิ ศพจึงย่อมใส่โกศทั้งนั้น ถ้าศพขุนนางที่บรรดาศักดิ์ต่ำลงมาก็ใส่หีบตามชั้นยศ สมัยนี้รัฐมนตรีอันเทียบศักดิ์เท่าเสนาบดี มีบุคคลทุกชั้นบรรดาศักดิ์ตั้งแต่เจ้าพระยาลงมา
จนคนสามัญที่เรียกว่า “นาย” ทั้งตามรัฐธรรมนูญยังอาจจะออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อใดๆ ไม่มั่นคง การที่ศพจะใส่โกศหรือหีบยังใช้ประเพณีเดิม จึงเกิดสับสน เปรียบว่า นาย ก. ถ้าตายในเวลาเป็นรัฐมนตรีหรือตายในเวลาเมื่อหลุดจากรัฐมนตรีแล้ว ศพก็ต้องใส่ได้แต่ในโลง คนเป็นตำแหน่งอื่นๆ ที่รองลงมา ถ้าว่าตามประเพณีเดิมก็เป็นเช่นกันโดยอนุโลม จะเป็นด้วยปรารภเหตุนี้ดอกกระมังจึงเกิดความคิดทำที่ใส่ศพเป็นรูปต่างๆ ให้ผิดกับโกศและหีบและโลงทั้ง ๓ อย่าง ที่ทูลมานี้โดยเดา
ปราสาทที่ทำส่งไปในการแสดงพิพิธภัณฑ์ ณ เมืองปารีสนั้น หม่อมฉันต้องทูลรับสารภาพว่าเมื่อดูแบบได้ดูแต่อย่างลวกๆ โดยไม่ตั้งใจจะพิจารณานัก พิเคราะห์ดูเป็นอย่างว่าทำ “ตามเคยอย่าให้ขาดได้ตามรับสั่ง”
การเลี้ยงนักโทษที่ติดอยู่ในคุกนั้น จะมีข้าวของหลวงจ่ายหรือไม่หม่อมฉันไม่ทราบแน่ แต่กับนั้นต้องหากินเอง มีญาติๆก็ส่ง ที่ไม่มีก็ต้องรับจ้างทำงานของผู้คุม เช่นสานกระบุงเป็นต้น หรือที่สุดในเวลาเขาจ่ายไปทำงานข้างนอก ก็เที่ยวฉกฉวยขอร้องเขากินตามแต่จะได้ ถ้าหาไม่ได้ก็ต้องอดไปทั้งวัน
จะทูลข่าวที่ปีนังต่อไป มีเรื่องรับเสด็จสมเด็จพระพันวัสสาเป็นสำคัญ เมื่อหม่อมฉันทิ้งไปรษณีย์จดหมายถวายไปคราวก่อนแล้วในเย็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ เมษายน สมเด็จพระพันวัสสาก็เสด็จมาถึง ไทยที่มาอยู่ปีนัง และพวกสกุล ณ ระนองพากันไปรับเสด็จถึงสถานีรถไฟก็มาก พวกนักเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มาเล่นฟุตบอลล์แข่งขันก็ไปยืนแถวรับเสด็จที่ท่าขึ้น และยังมีพวกที่มาคอยรับเสด็จที่ซินนามอน
ฮอลอีกพวก ๑ ทั้งกงซุลเยเนอราลสยามที่สิงคโปร์และกงซุลสยามที่ปีนังก็มาจัดการรับเสด็จ เจ้าเมืองให้เรือไฟหลวงไปรับเสด็จข้ามฟาก ๒ ลำ เป็นการพรักพร้อมกันดี การรับเสด็จที่ซินนามอนฮอลหม่อมฉันได้อาศัยพวกสกุล ณ ระนองมาก เป็นต้นว่าเครื่องแต่งเรือนที่ยังขาด เช่นพรมเจียมและเครื่องโต๊ะ ตลอดจนรถยนต์เขาให้ยืมมาจนพอใช้
แต่มีเหตุเกิดขลุกขลักเป็นข้อสำคัญขึ้นเรื่องหนึ่ง ด้วยโปรแกรมเดิมกะไว้ว่าเสด็จมาถึงวันพฤหัสบดี วันศุกร์บ่ายจะเสด็จลงเรือชื่อเกดะไปประพาสเกาะสุมาตรา ๓ วัน แต่เผอิญเมื่อก่อนเสด็จมาถึงไม่ช้านัก มีฝรั่งฮอลันดาคน ๑ บินมาจากกรุงเทพฯ มาลงเรือเกดะที่เมืองสิงคโปร์ พอเรือออกมาในวันนั้นเองก็เกิดเป็นอหิวาตกโรคตายใน
กลางทาง เรือเกดะก็กลายเป็นอย่าง “หมาหัวเน่า” เข้าท่าไหนก็ถูกควารันตีนทุกแห่ง จะหาเรือลำอื่นก็ไม่ดีเท่าเรือเกดะ และจะกลับให้เหมาะกับกำหนดก็ไม่ได้ จะต้องเสด็จไปเตร็จเตร่อยู่ที่สุมาตราคอยเรืออยู่หลายวัน แต่การควารันตินนั้นรัฐบาลฮอลันดาเขารับมาว่า ถ้าเสด็จไปเขาจะจัดการผ่อนผันถวายมิให้ทรงเดือดร้อน หม่อมฉันคิดเห็นว่าเขารับอย่างนั้นด้วยเกรงใจ แต่ใจจริงเขาคงไม่อยากให้เสด็จไป เพราะ
สมเด็จฯ มีคนตามเสด็จมาก็มาก ตรงลงมาจากกรุงเทพฯ อันเป็นที่มีอหิวาตกโรคด้วยกันทั้งนั้น เขาต้องรังเกียจอยู่เอง หม่อมฉันเห็นว่างดการเสด็จไปสุมาตราเสียทีเดียวดีกว่า กราบทูลทรงพระดำริเห็นชอบด้วย จึงตกลงเป็นเสด็จประทับอยู่ปีนังแต่วันที่ ๑๕ ไปจนวันที่ ๒๔ เมษายน อันเป็นกำหนดเรือกำปั่นยนต์เมโอเนียจะออกจากปีนังไปกรุงเทพ ฯ การเสด็จประพาสที่ปีนังนี้หม่อมฉันเป็นผู้กะโปรแกรม ประพาสแต่เวลาบ่าย ตอนเช้าให้เสด็จพักสำาราญอิริยาบถที่ประพาสนั้น
วันศุกร์ที่ ๑๖ เมษายน เสด็จทอดพระเนตรสวนน้ำตกและสระประปาในสวนนั้น แล้วประทานอาหารแก่ฝูงลิง
วันเสาร์ที่ ๑๗ เสด็จทอดพระเนตรสนามบิน มิสเตอร์คู้ดแมน เจ้าเมืองปีนัง (เคยรู้จักกับทูลกระหม่อมแดง) กับนายกสโมสรการบินไปคอยรับเสด็จ และจัดเครื่องบินไว้สำหรับพาเที่ยวทางอากาศ มีหม่อมเจ้าที่ตามเสด็จสมัครขึ้น ๔ องค์
วันอาทิตย์ที่ ๑๘ เสด็จขึ้นยอดเขาและกงซุลสยามที่ปินังเลี้ยงน้ำชาที่ศาลาภัตตาคารบนยอดเขานั้น
วันจันทร์ที่ ๑๙ เสด็จไปทอดพระเนตรโรงพยาบาลใหญ่ของรัฐบาลที่สร้างใหม่ แล้วเลยเสด็จไปทอดพระเนตรสระประปา “คิลมาต” ซึ่งเป็นสระประปาใหญ่กว่าเพื่อน กับทั้งไปทอดพระเนตรทางไขน้ำลงสระนั้นด้วย
วันอังคารที่ ๒๐ เสด็จไปทอดพระเนตรสระน้ำจืดสำหรับคนเล่นน้ำที่บนเขา “มาวต์เปลเชอ” หรือเรียกอย่างหนึ่งว่า “ฟัน” ให้เด็กๆ ที่ตามเสด็จไปเล่นน้ำ และเสวยน้ำชาที่ภัตตาคารบนเขานั้น ขากลับแวะทอดพระเนตรส่วนที่เที่ยวของเศรษฐีชื่อ “อาเน้ง” อันเป็นญาติเกี่ยวดองกับพวก ณ ระนอง
วันพุธที่ ๒๑ ทอดพระเนตรโรงเลี้ยงเด็กตาบอด แล้วเลยไปประพาสสวนน้ำตกในวันประชุมชนอีกครั้งหนึ่ง
วันที่ ๒๒ (วันเขียนจดหมายนี้) เสด็จไปทอดพระเนตรปลายน้ำที่เขาปิดลำธารต่างๆ เอาน้ำมาทำประปาคิลมาต
วันที่ ๒๓ ยังไม่ได้กะโปรแกรม
วันเสาร์ที่ ๒๔ เสวยกลางวันแล้วเสด็จลงเรือ เมโอเนีย ซึ่งกำหนดว่าจะออกจากปีนังเวลา ๑๖ นาฬิกา เป็นสิ้นกิจของหม่อมฉันเพียงนี้
วันอาทิตย์ที่ ๒๕ เมื่อเรือหยุดรับส่งสินค้าที่ท่าสะเวตเตนแฮม จะเสด็จประพาสเสวยกลางวันที่เมืองกวาลาลุมปูร
วันจันทร์ที่ ๒๖ เมื่อเรือจอดที่เมืองมะละกาจะเสด็จประพาส วันนี้ทูลกระหม่อมชายกับกรมหลวงทิพยรัตน จะเสด็จจากชวามาถึงเมืองสิงคโปร์
วันอังคารที่ ๒๗ เรือเมโอเนียถึงสิงคโปร์ เห็นจะออกจากเมืองสิงคโปร์ไปกรุงเทพฯ ในวันที่ ๒๙ หรือที่ ๓๐
หม่อมฉันส่งรูปหมู่ชายดิศถวาย เมื่อเสด็จประพาสสนามบินมาถวายรูป ๑ ฝรั่งที่อยู่ในรูปนั้นคือเจ้าเมืองปีนัง
วันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๔ เมษายน ได้รับประทานแล้ว
นึกออกขัน ที่เกล้ากระหม่อมเขียนหนังสือกราบทูลมา เรื่องทำที่ใส่ศพแปลกๆ ส่งหนังสือถวายมาเวลาเช้า พอเวลาเย็นก็ได้รับลายพระหัตถ์ มีตรัสถึงทำที่ใส่ศพแผลงอันเดียวกันนั้นเอง โดนกันอย่างบังเอิญประหลาดพอใช้ เรื่องทางเกล้ากระหม่อมมีจะกราบทูลต่อไปได้อีกว่า เมื่อได้ทราบความตามที่เขาบอกแล้ว ให้นึกอยากเห็นเป็น
กำลังพอดีมีคนบอกว่าเขาถ่ายรูปมาลงหนังสือพิมพ์มี ดีใจถามเขาว่าหนังสือพิมพ์อะไร เขาบอกว่าวารศัพท์ แต่วันที่เขาบอกนั้นเป็นวันที่จะไปหัวหิน ไม่มีเวลาที่จะตามหามาดู แต่เมื่อไปถึงหัวหินแล้ว รุ่งขึ้นหลวงอำนาจเอาหนังสือพิมพ์มาให้อ่าน บอกว่าหนังสือพิมพ์ฉบับออกใหม่ เกล้ากระหม่อมดูชื่อเห็นเป็นวารศัพท์ก็จับเอาใจ ถามเขาว่านี่ซื้อปลีกมาหรือคุณพ่อรับ เขาบอกว่ารับ ดีใจสั่งให้เขาไปค้นวันที่ล่วงแล้วซึ่งมีรูป
ที่ใส่ศพเป็นพานมาให้ดู เขาก็ไปค้นมาให้ได้ เห็นก็เหมือนกับที่ตรัสทักไป ทั้งความเห็นก็เหมือนกับที่ทรงพระดำริ เกล้ากระหม่อมไปตำหนักพระองค์หญิงอาทรในการทำบุญพระชันษา ๔ รอบจักรปี พบหญิงจงที่นั่น เธอพูดไปถึงงานศพท้าวราชกิจวรภัตรก็ได้ใจขึ้นมา ถามเธอถึงที่ใส่ศพ เธอว่าทำเป็นสังข์ตัวโตรองพานตั้งบนเขามอ มีถ้ำที่สอดธูปเทียนขมาศพ เธอนึกไม่ออกว่าศพจะอยู่ที่สังข์หรือที่พานหรือที่เขา ข้อสงสัยเช่นนี้ก็เหมือนกับที่เกล้ากระหม่อมเคยทูลมานั่นเอง
ได้ไปงานศพหม่อมหลวงใหญ่ ดิศกุล ที่วัดมกุฎกษัตริย์ รู้สึกพอใจเป็นงานอย่างเงียบ เรียบร้อยดีทุกอย่าง ผู้ที่ไปส่งสการศพมีแต่ญาติกับผู้นับถือฝ่าพระบาทมาแต่ก่อนโดยมั่นคง ในการไปเผาศพรู้สึกว่ายากยิ่งนัก แต่ไม่ใช่ยากที่ศพหม่อมหลวงใหญ่ หากเป็นเหตุให้ทูลบ่นต่อไปเท่านั้น ลางศพต้องวิ่งสืบว่าเขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เพื่อจะได้นุ่งขาวนุ่งดำให้ถูกต้อง ความยากอยู่ที่ต้องนุ่งขาวนุ่งดำ จึ่งต้องรู้สาขาญาติ ลางศพเราไม่ได้นึกเลยว่าเขาจะเป็นญาติ แต่ความจริงเขาเป็นราชินีกุลซึ่งเราควรจะนุ่ง
ขาวด้วยซ้ำ แต่นุ่งไปผิด การนุ่งขาวนุ่งดำลางทีก็มียากอยู่ในตัวเอง เช่นเราเป็นลูกพี่ ผู้ตายเป็นลูกน้อง แต่มีอายุแก่กว่าเรามาก จะนุ่งดำไปดูก็ไม่งามหรือตรงกันข้ามเราเป็นลูกน้อง ผู้ตายเป็นลูกพี่ แต่มีอายุอ่อนกว่าเรามาก จะนุ่งขาวดูก็น่าเกลียด ในกรณีอย่างนี้จะหลบไปแต่งฟอร์ม ถ้าไม่ใช่งานเสด็จพระราชดำเนินก็ดูขวาง ยิ่งฟอร์มเครื่องเฝ้าด้วยแล้ว ไม่เสด็จพระราชดำเนินเห็นว่าแต่งไม่ได้ทีเดียว
ลืมกราบทูลรายงานเรื่องรกเจ้า ตามพระดำริแนะว่าควรถามเจ้าพระยาธรรมา ลางทีจะรู้นั้น ได้ถามแล้ว จำนน บอกไม่ทราบ แต่อิ่มใจที่ได้ทราบจากสมเด็จพระพันวัสสาทีหลังแล้ว
นึกวิตกแทนฝ่าพระบาท เดี๋ยวนี้มีเจ้านายเสด็จไปเที่ยวต่างประเทศมากขึ้นที่สุดก็มาแวะที่ปีนัง ฝ่าพระบาทต้องทรงรับรองจะได้ความลำบากยากพระทัยไม่ใช่น้อย ทั้งพลอยให้พระญาติพากันลำบากยากไปด้วย ทราบข่าวว่าสมเด็จพระพันวัสสาเสด็จลงเรือ “เกดะ” ข้ามไปสุมาตราไม่ได้ เพราะเขาห้ามด้วยเหตุที่ฝรั่งไปตายในเรือด้วยอหิวาตกโรค ซึ่งหาว่าติดมาแต่เมืองไทย ทำให้ฝรั่งตื่นกันเป็นอันมาก เลยทำให้ได้ความลำบากเป็นกองสองกอง
จะทูลถามปัญหาเขลา ๆ สามอย่าง
๑. ทราบว่าเดิมพระพุทธสิหิงค์ตั้งอยู่ ณ ที่ตั้งพระสัมพุทธพรรณีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตน แล้วจึงเชิญย้ายขึ้นไปไว้วังหน้า แต่ความที่ทราบเช่นนี้ จะทราบด้วยคำพูดกัน หรือทราบด้วยได้อ่านหนังสือก็จำไม่ได้ ถ้าทราบด้วยหนังสือแล้วจะเป็นหนังสืออะไร หวังว่าฝ่าพระบาทจะตรัสบอกได้
๒. วัดพระแก้ววังหน้า มีพระแก้วจริงๆ หรือหาไม่ ถ้ามีจริงเป็นพระแก้วชนิดไร โตเล็กเท่าไร เอาไปไว้แต่ครั้งไร เดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหน หวังว่าฝ่าพระบาทคงทรงทราบพอที่จะตรัสบอกได้
๓. พระพุทธนรสีห์ ฝ่าพระบาททรงหาพบเชิญมาไหน
หญิงจงบอกว่า พระองค์ประดิษฐาประทานหนังสือของพระทองพูนศรีจักร ให้ส่งมาถวาย หวังว่าหนังสือนั้นคงจะมาถึงพระหัตถ์เร็ว ๆ นี้ จึงจะทูลสิ่งที่ปรากฏในหนังสือนั้นล่วงหน้าไว้ให้ทรงทราบ ในหนังสือซึ่งเรียก “อุบัติบรมจักรลาว” นั้นมีรูปพระบาง ซึ่งเกล้ากระหม่อมเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมา แต่ก็เป็นรูปแมวเต็มที มีมงกุฎทรงอยู่บนเศียร ส่วนพระองค์นั้นเห็นเป็นผ้าพันนุงนัง ฟังผู้ใหญ่พูดถึงพระบาง
ไม่เข้าใจว่าเป็นพระทรงเครื่อง จะทำเครื่องสวมเข้าไว้ดอกกระมัง ด้วยมีคำขออนุญาตเอาเครื่องทรงพระบางออก ปรากฏในสมุดซึ่งเรียกชื่อว่า “พระราชธรรมเนียมลาว” อย่างไรก็ดี นึกว่าคำ “พระบาง” ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งควรจะสร้างเป็นพระพุทธรูป แต่จะหมายถึงอะไรไม่ทราบ มีชื่อเมืองพระบางอยู่ไม่ใช่เมืองเดียวที่สร้างพระพุทธรูปให้ชื่อว่าพระบาง ถือเป็นของสำหรับเมืองหลวงพระบางขึ้นนั้นเป็นอย่างเดียวกับพวกแต่งตำนานประจำวัตถุหรือประจำสถานที่ขึ้นฉะนั้น
อีกอย่างหนึ่ง มีสมุดส่งมาทางไปรษณีย์เล่ม ๑ สลักปลอกถึงหญิงอาม เธอแกะออกดู ในสมุดนั้นมีคำนำลงชื่อ ม.ล. ลมุล กฤษณะสุวรรณ หม่อมหลวงลมุลคนนี้ สกุลเสนีวงศ์ มีผัวอยู่ที่โคราช แล้วโกรธกับผัวเผ่นมาอาศัยอยู่ที่บ้านคลองเตย เพราะชอบกับบุตรคุณไฉนซึ่งอยู่ที่บ้านคลองเตย จะด้วยเหตุอย่างใดก็ไม่ทราบ เรียกกันเป็นสมญา
ว่า “นะ” ภายหลังออกจากบ้านคลองเตยหายไป เข้าใจว่ากลับขึ้นไปโคราช บัดนี้ส่งสมุดมาให้ลอยๆ เป็นเรื่องไปไหว้พระธาตุสิงคุตร แต่ผิด ที่แท้เป็นพระเกศธาตุ แต่งเป็นคำกลอน ดำเนินเรื่องเป็นเดินทางบก เกล้ากระหม่อมอ่านดูเห็นว่าดีอยู่บ้าง จึงได้ส่งมาถวายคราวนี้ด้วย
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
พอหม่อมฉันรับลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ ๒๔ เมษายน ก็ลงมือเขียนตอบในเช้าวันจันทร์ที่ ๒๖ ที่ได้รับนั้น หมายว่าจะเขียนให้เสร็จในวันเดียว เพราะวันอังคารที่ ๒๗ หม่อมฉันจะแปรสถานขึ้นไปพักอยู่โฮเต็ลแครก Crag Hotel ที่บนเขา แต่พนักงานพิมพ์ดีดเขาจะอยู่ที่ซินนามอนฮอล หม่อมฉันจึงรีบเขียน แต่ก็ไม่แล้วในวันเดียว ต้องเอาขึ้นมาเขียนบนเขาอยู่นั่นเอง เหตุที่หม่อมฉันจะแปรสถานนั้น เพราะตึกซินนามอน
ฮอลจะต้องเปลี่ยนกระดานพื้นเรือนซึ่งผุอยู่หลายแห่ง จึงหนีเสียงปึงปังมาหาที่สงัดอยู่อย่างหนึ่ง กับจะให้พวกแม่ครัวและคนรับใช้ซึ่งเหน็ดเหนื่อยมาก เมื่อรับเสด็จสมเด็จพระพันวัสสา ได้พักสำราญอิริยาบถสักคราวหนึ่งด้วย หม่อมฉันกะว่าจะไปอยู่บนเขาสัก ๒ สัปดาห์ พอให้เสร็จการซ่อมแซมเรือนแล้วจะกลับลงมา แต่จดหมายเวรไม่ต้องทรงหยุดในระหว่างนั้น
เรื่องรับเสด็จสมเด็จพระพันวัสสา นับว่าเป็นการเรียบร้อยอย่างดีที่สุดซึ่งจะเป็นได้ ด้วยโปรดทั้งที่ประทับและอากาศที่ปีนัง ตลอดจนกระบวนที่จัดรับเสด็จทุกอย่าง พอประทับแรมตลอดราตรีก็ออกพระโอษฐ์ชมว่าที่ซินนามอนฮอลนี้อยู่สบายมาก สังเกตดูพระฉวีตั้งแต่เสด็จมาก็เปล่งปลั่งขึ้นทุกวัน เขาว่าน้ำหนักพระองค์ก็เพิ่มขึ้นสักสอง
สามปอนด์ ประทับอยู่ ๙ วัน จึงเสด็จลงเรือกำปั่นยนต์ฟิโอเนียไปจากปีนังเมื่อวันที่ ๒๔ เรือจะไปแวะเมืองกวาลาลุมปูรและเมืองมะละกาก่อน จะไปถึงสิงคโปร์วันที่ ๒๗ เจ้านายที่บันดุงก็จะเสด็จมาถึงสิงคโปร์วันที่ ๒๖ คอยเฝ้าอยู่ที่นั่น จากเมืองสิงคโปร์เรือฟิโอเนียจะตรงไปกรุงเทพฯ เห็นจะเสด็จกลับไปถึงราววันที่ ๑ หรือที่ ๒ พฤษภาคม
แขกของหม่อมฉันที่จะมีต่อไปตอนนี้คือพระนางสุวัฒนากลับจากชวา ว่าจะพาเจ้าฟ้าหญิงมารดน้ำสงกรานต์ประทานหม่อมฉัน แต่พระองค์ธานีมีจดหมายบอกมาจากเมืองสิงคโปร์ ว่าเธอจะไม่มาพักที่ซินนามอนฮอลด้วยเกรงจะเป็นทำเทียมสมเด็จพระพันวัสสา หม่อมฉันจึงคิดว่าเมื่อมาถึงจะเชิญขึ้นไปเลี้ยงกลางวันที่บนเขา นางในที่
เคยมาพัก ณ ซินนามอนฮอลแต่ก่อนนั้น พระสุจริตสุดาเคยมาอยู่ครั้งหนึ่ง ๒ วัน พระองค์หญิงวัลลภาเคยมาอยู่ครั้งหนึ่ง ๔ วัน หม่อมฉันก็รับอย่างเป็นลูกให้อยู่กับเจ้าหญิงก็เรียบร้อยดีไม่มีความลำบากอย่างใด ต่อมาพระนางลักษมีมาเมื่อเร็วๆ นี้ก็เปนแต่แวะมาหาครู่หนึ่งแล้วก็กลับไป ไม่มีครั้งใดที่ต้องจัดมากเหมือนสมเด็จพระพันวัส
สาเสด็จมา แต่ก็ไม่มีครั้งใดจะทำให้หม่อมฉันกับทั้งครัวเรือนรื่นรมย์ยินดีเหมือนกับรับเสด็จสมเด็จพระพันวัสสา ด้วยเห็นท่านทรงสบายและชอบพระหฤทัยจริง ถึงออกพระโอษฐ์ตรัสแก่ลูกหญิงแล้วมาตรัสแก่หม่อมฉันว่า ปีหน้าถ้าไม่มีอะไรขัดข้องจะเสด็จมาอีก การสิ้นเปลืองทางหม่อมฉันก็ไม่หนักหนาอย่างไร ด้วยท่านตรัสสั่งให้ใช้เงินท้ายที่นั่งทั้งหมด อย่าให้หม่อมฉันต้องเข้าเนื้อ จนต้องกราบทูลวิงวอนขอถวายเครื่องเสวยเป็นส่วนที่หม่อมฉันสนองพระคุณ ทั้งการแจกจ่ายก็ประทานทั่วหน้าถึงตา
หม่อมฉันขอขอบพระคุณท่านที่ทรงพระอุตสาหะไปประทานเพลิงศพใหญ่ภรรยาหม่อมนั้น รายการที่ทรงเล่ามาก็ถูกใจหม่อมฉันมาก
เรื่องมีผู้คิดทำที่ใส่ศพแผลงไปต่างๆ นั้น หม่อมฉันไม่ติเตียนเพราะเห็นว่าตรงตามหลักความคิดคนในสมัยนี้ ซึ่งนิยมการทิ้งแบบเก่าทุกอย่าง ถ้าจะว่าดูกลับเป็นคุณโดยนัยอันหนึ่ง ซึ่งให้เกิดสนุกในการคิดรูปร่างที่ใส่ศพประกวดกัน คงจะทำกันแพร่หลายขึ้น โกศและหีบศพหลวงอย่างโบราณจะได้ผ่อนพักไม่สึกหรอ
เรื่องนุ่งขาวนุ่งดำในการศพนั้น ถ้าว่าตามความเห็นของหม่อมฉันเห็นว่าควรจะใช้แต่ในการศพญาติที่นับอยู่ใน ๗ ชั่วโคตร แม้เพียงใน ๗ ชั่วโคตร บางทีก็เกิดลำบาก หม่อมฉันนึกได้ถึงครั้งพระศพทูลกระหม่อมปราสาท พระองค์เจ้าจันทรสุเทพไม่กล้าไปถวายพระเพลิงเพราะเธอเป็นชั้นที่ ๓ ทูลกระหม่อมปราสาทเป็นชั้นที่ ๔ แต่ถ้านับ
ญาติก็ยังชิดกันอยู่ใน ๗ ชั่วโคตร เกิดปัญหาอีกครั้งหนึ่งเมื่อศพสมเด็จพระพุทธโฆษา (ม.ร.ว. เริญ อิศรางกูร) วัดระฆัง เจ้านายผู้ชายบางพระองค์จะทรงขาว เพราะนับลงมาจากสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ท่านเป็นเชื้อสายลูกพี่ แต่เจ้านายผู้หญิงท่านไม่ยอมทรงขาว ด้วยท่านนับทางสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์ว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาฯ เป็นเชื้อสายลูกน้องแม้นับทางโคตรกลับห่างออกไปถึง ๘ ชั่ว
เรื่องรกเจ้านั้นหม่อมฉันได้เล่าถวายสมเด็จพระพันวัสสา ว่าพระองค์ท่านเคยตรัสถามหม่อมฉันถึงคำที่เรียกราชาศัพท์ หม่อมฉันเข้าตาจนต้องรับว่าไม่รู้ พระองค์ท่านตรัสแก่พระองค์ธานี เธอไปถามคุณท้าววรจันทร์ก็ไม่รู้ ต่อไปทูลถามสมเด็จพระพันวัสสาจึงได้ความว่า เรียก “พระสกุล” พระองค์ท่านเคยตรัสเล่ามาให้หม่อมฉันทราบ ได้ทรงฟังทรงพระสรวล ตรัสว่าอะไรสืบสวนยากถึงเพียงนั้น หม่อมฉันทูลว่ายังเห็นจะมีแต่พระองค์เดียวที่เป็นผู้รู้
ปัญหา ๓ ข้อที่ตรัสถามมานั้น หม่อมฉันขึ้นมาอยู่่บนเขา ไม่มีหนังสือจะสอบ จะทูลอธิบายถวายแต่ตามที่จำได้ ข้อ ๑ เรื่องพระพุทธสิหิงค์เคยมาอยู่วัดพระแก้วนั้น มีในเรื่องพงศาวดารรัชกาลที่ ๑ ว่าเมื่อกรมพระราชวังบวรฯ เสด็จสวรรคตแล้ว ผู้ร้ายงัดเข้าไปลักของเครื่องพุทธบูชาที่ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจึงดำรัสสั่งให้เชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมาไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และยัง
อยู่ต่อมาในรัชกาลที่ ๒ ไม่ได้เชิญกลับไปวังหน้า รู้ได้ด้วยปรากฏ (ดูเหมือนจะเป็นในพระราชนิพนธ์ของทูลกระหม่อมเรื่อง ๑) ว่ากรมพระราขวัง ฯ รัชกาลที่ ๒ ตั้งพระแท่นเศวตฉัตรที่ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ถึงรัชกาลที่ ๓ ก็ไม่ได้เชิญกลับขึ้นไป รู้ได้ด้วยพบร่างประกาศการปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (เห็นจะสำหรับจารึกแผ่นศิลา) แต่ฉบับที่หอพระสมุดฯ ได้มาความค้างเขินอยู่ ถึงกระนั้นตอนพรรณนาถึงในอุโบสถ มีความปรากฏว่า พระพุทธสิหิงค์ตั้งอยู่บนฐานชุกชีทางด้านใต้ (ได้พบ
ที่ไหนอีกแห่งหนึ่งแต่จำไม่ได้) ว่าเมื่อพระบางอยู่ในกรุงเทพฯ ในรัชกาลที่ ๑ ตั้งบนฐานชุกชีทางด้านเหนือ อาจจะเป็นมูลเหตุที่ทูลกระหม่อมทรงพระราชดำริ ตั้งพระสัมพุทธพรรณีบนฐานชุกชีทางด้านตะวันออก ต่อถึงรัชกาลที่ ๔ ทูลกระหม่อมจึงโปรดให้เชิญพระพุทธสิหิงค์กลับคืนไปวังหน้าเมื่อทรงตั้งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้อนี้มีรูปภาพกระบวนแห่เขียนไว้ที่ฝาผนังพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาสเป็นสำคัญ
เรื่องสร้างวัดบวรสถานสุทธาวาสนั้น เรื่องเบื้องต้นมีอยู่ในพระราชนิพนธ์ของทูลกระหม่อมทรงพรรณาถึงสิ่งซึ่งกรมพระราชวังฯ รัชกาลที่ ๑ ทรงสร้าง ว่าตรงที่สร้างวัดบวรสถานฯ นั้น เดิมเป็นวัดรูปชีสร้างประทานนักชี ผู้เป็นมารดาของนักองค์อีและนักองค์เภา อยู่ด้วยกันกับพวกชีที่เป็นบริวาร ถึงรัชกาลที่ ๒ เมื่อไม่มีชื่ออันสมควรจะ
ทรงอุปการะ กรมพระราชวังฯ จึงโปรดให้รื้อวัดชีทำเป็นสวนเลี้ยงกระด่าย ครั้นถึงรัชกาลที่ ๓ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพทรงสร้างวัดบวรสถานขึ้นตรงที่นั้น เพราะเหตุใดจึงทรงสร้างวัดบวรสถาน ข้อนี้ไม่ปรากฏได้แต่สันนิษฐานว่าคงสร้างใช้บนหรือเฉลิมพระเกียรติที่เสด็จเป็นจอมพลไปปราบขบถเวียงจันทน์ได้สำเร็จ ข้อที่
สร้างขึ้นในวังหน้า ก็น่าจะเป็นด้วยทรงพระดำริว่าที่ตรงนั้นเคยเป็นวัดอยู่แล้ว กรมพระราชวังบวรฯ รัชกาลที่ ๒ ไปรื้อเสีย จึงเป็นอัปมงคล พระชนม์สั้น ควรจะสร้างให้กลับเป็นวัดอย่างเดิมจะได้เป็นศิริมงคล ที่วังหน้ากรุงศรีอยุธยา (คือวังจันทน์เกษม) ก็มีวัดอยู่ในบริเวณวังถึง ๒ วัด คือวัดเสนาสน์ (เดิมเรียกวัดเสือ) กับวัดขมิ้น จะสร้างวัดขึ้นในวังหน้าก็ไม่ผิดประเพณีโบราณ แต่พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาสแผนผังเป็นจตุรมุขผิดกับวัดอื่น เคยได้ยินเล่ากันมาว่าเจตนาเดิมจะให้มียอดเป็นปราสาท จนปรุง
ตัวไม้เครื่องยอดแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งห้าม ว่าไม่เคยมีปราสาทในวังหน้ามาก่อน จึงต้องทำเป็นหลังคาจตุรมุข นัยว่าแต่นั้นกรมพระราชวังบวรฯ ก็หมองหมางกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มาจนตลอดพระชนมายุ ข้อที่เรียกกันว่า “วัดพระแก้ววังหน้า” นั้น เห็นว่าเป็นคำคนทั้งหลายเรียกกัน เพราะเห็นว่าเป็นวัดอยู่ในวังเหมือนวัดพระแก้ววังหลวง มิใช่นามขนานและไม่เกี่ยวข้องอย่างใดด้วยพระแก้ว สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสเล่าเมื่อครั้งจะแก้เป็นพระเมรุพิมาน ว่า
กรมพระราชวังบวรฯ ทรงหล่อพระพุทธรูปยืนขนาดสูงสัก ๖ ศอกไว้องค์ ๑ สำหรับจะตั้งในพระอุโบสถวัดบวรสถานฯ พระองค์นั้นยังไม่ทันสำเร็จ กรมพระราชวังบวรฯ ประชวรหนัก ประทานแพรทรงสพักผืน ๑ มอบให้แก่พระองค์เจ้าดาราวดี พระอัครชายา ดำรัสสั่งต่อว่าไปภายหน้า ท่านผู้ใดมีศรัทธาทำให้สำเร็จ ให้ถวายแพรทรงสพักแก่ท่านผู้นั้นให้ห่มพระยืน พระองค์ดาราฯ ได้นำแพรทรงสพักนั้นถวายแก่ทูลกระหม่อม เมื่อทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดบวรสถานสุทธาวาส และโปรดให้ประดิษฐาน
พระยืนองค์นั้นไว้ที่ริมผนังด้านตะวันออกของพระอุโบสถ ปัญหาข้อสำคัญในเรื่องวัดบวรสถานมีอยู่อีกข้อหนึ่งที่ทำแผนผังพระอุโบสถเป็นจตุรมุข เจตนาเดิมจะทรงตั้งสิ่งอันใดเป็นประธานที่ตรงศูนย์กลางข้อนี้ไม่พบเค้าเงื่อน คิดก็ไม่เห็น พระพุทธรูปยืนที่
ว่ามา ส่วนพระก็ย่อมไม่พอกับขนาดที่ การที่ทูลกระหม่อมทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดบวรสถานสุทธาวาสนั้น หม่อมฉันสันนิษฐานว่า ทำเมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว ทูลกระหม่อมเสด็จขึ้นไปประทับแรมที่วังหน้าเนืองๆ เหมือนอย่างทรงปกครองพระบวรราชวังด้วยอีกแห่งหนึ่ง ชะรอยจะเป็นพระบรม
ราโชบายป้องกันมิให้พวกวังหน้าแตกเป็นพวกหนึ่งต่างหากเหมือนเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๑ อย่างไรก็ตามทูลกระหม่อมทรงเลื่อมใสพระพุทธสิหิงค์มาก ถึงโปรดให้ถ่ายแบบหล่อจำลองด้วยทองคำ เป็นขนาดย่อมไว้ในพระพุทธมนเทียรองค์ ๑ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์เท่าองค์เดิมเป็นพระประธานวัดราชประดิษฐ์องค์ ๑ คงทรงปรารภถึงวัดบวรสถานสุทธาวาสที่ยังว่างพระประธาน จึงทรงพระราชดำริจะเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปไว้ที่วัดนั้นเหมือนอย่างเช่นพระแก้วมรกตในวังหลวง รายการที่ทูลกระหม่อมทรงบูรณะ
ว่าตามที่ปรากฏอยู่ต่อมา คือทำพระพุทธรูปยืนของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพให้สำเร็จอย่าง ๑ เขียนฝาผนังเป็นรูปภาพเรื่องตำนานพระพุทธสิหิงค์ที่หว่างช่องประตูหน้าต่างข้างบน (ดูเหมือน) เขียนรูปภาพเรื่องประวัติพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ หรือ ๒๘ พระองค์ หลังบานประตูหน้าต่างเขียนเทวรูป “อย่างฮินดู” เช่นเดียวกับวัดสุทัศน์อย่าง ๑ ก่อฐานชุกชีขึ้นที่ศูนย์กลางสำหรับตั้งเบญจาหรืออะไรต่อขึ้นไป เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์อย่าง ๑ การค้างอยู่เพียงนั้น ก็สิ้นรัชกาลที่ ๔
ข้อ ๒ ที่ตรัสถามว่ามี “พระแก้ววังหน้า” หรือไม่นั้น เมื่อสมัยหม่อมฉันหาหนังสือฉบับเขียนสำหรับหอพระสมุดฯ พบร่างหมายรับสั่งในรัชกาลที่ ๔ ฉบับหนึ่ง ว่าด้วยการแห่ “พระแก้วผนึก” จากพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นไปยังพระบวรราชวัง แต่ในเวลานั้นหม่อมฉันไม่ได้เอาใจใส่สืบสวนต่อไป มาจนถึงรัชกาลที่ ๗ เมื่อโปรดฯ ให้
ราชบัณฑิตสภาจัดพิพิธภัณฑ์สถาน หม่อมฉันไปเห็นพระแก้วผลึกมีเครื่องประดับองค์ ๑ ขนาดเท่าๆ กับพระพุทธบุษยรัตน์ เป็นแต่เนื้อแก้วไม่ใสสะอาดเหมือนพระพุทธบุษยรัตน์ตั้งอยู่ข้างหน้าพระพุทธสิหิงค์ ก็หวนนึกขึ้นได้ในทันใด ว่าพระแก้วผลึกองค์นั้นเองที่แห่ไปจากวัดพระศรีรัตนศาสดารามเมื่อรัชกาลที่ ๔ แลคิดเห็นต่อไปตลอดเรื่อง ว่าพระแก้วองค์นั้นเดิมคงตั้งเรียงกับพระแก้วองค์อื่นที่บนชั้น
เบญจาบุษบก พระแก้วมรกตแต่รัชกาลที่ ๓ หรือก่อนนั้น ทูลกระหม่อมพระราชทานพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะได้ขนาดและละม้ายคล้ายคลึงกับพระพุทธบุษยรัตน์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้ไปเป็นอย่างพระพุทธบุษยรัตน์ในวังหน้า หม่อมฉันคิดเห็นว่าสิ้นกรณีทั้งปวงอันหนึ่งในประวัติของพระแก้วองค์นั้นหมดแล้ว จะรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานต่อไปดูเสี่ยงภัยด้วยเป็นของมหัครภัณฑ์ หม่อมฉันจึงได้ส่งคืนกลับไปไว้ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามอย่างเดิม
ทูลมาเพียงนี้ก็มากอยู่แล้ว ปัญหาข้อ ๓ ซึ่งว่าด้วยพระพุทธนรสีห์อธิบายอยู่ข้างยืดยาวมาก ขอประทานผัดไว้ทูลต่อไปสัปดาห์หน้า
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย