สำหรับใครที่กำลังทำแบรนด์ หรือกำลังพยายามเปลี่ยนความชอบของตัวเองให้กลายเป็นธุรกิจ เรื่องของ Tie A Knot น่าจะให้คำตอบบางอย่างได้ดีทีเดียว เพราะถ้ามองลึกลงไปมากกว่าแค่ความน่ารักของโปรดักต์ สิ่งที่ Tie A Knot กำลังทำอยู่…..
ไม่ได้มีแค่การขายเนกไท แต่คือการเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ให้กลายเป็นธุรกิจที่คนอยากหยิบไปใช้จริง และนี่คือ 6 บทเรียนทำธุรกิจสร้างสรรค์ ที่น่าสนใจจากวิธีคิดของคุณต่อต้าน และการเติบโตของแบรนด์ Tie A Knot
🐟 1. จุดเริ่มต้นของธุรกิจดี ๆ บางครั้ง ไม่ได้มาจาก Pain Point
แต่มันเริ่มจากคำว่า ‘เราอยากใส่อะไร’ ก่อนจะมาเป็น Tie A Knot คุณต่อต้านเรียนแฟชั่นที่ College of Creative Industry SWU และเริ่มทำแบรนด์มาตั้งแต่ตอนเรียนปี 2 โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า ‘ต่อต้าน’ มาก่อน แบรนด์ในตอนนั้นเป็นงานที่ค่อนข้างแสดงตัวตนชัด มีความสนุก ดื้อ ๆ กวน ๆ ตามคาแรกเตอร์ของเจ้าตัว แต่ก็เป็นงานที่ออกไปทาง Conceptual พอสมควร คือมีความเป็นแฟชั่นที่ใช้สื่อสารตัวตน มากกว่าจะเป็นของที่คนทั่วไปหยิบไปใช้ได้ทุกวัน
นี่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่คนทำธุรกิจหลายคนพลาด เพราะมัวแต่หลงอยู่กับภาพลูกค้าในหัวของตัวเอง จนไม่ทันสังเกตว่าลูกค้าตัวจริง แท้จริงแล้วอาจไม่เหมือนกับภาพที่คิดไว้ Tie A Knot จึงเป็นตัวอย่างที่ดีมากของแบรนด์ที่พร้อมจะเรียนรู้จากพฤติกรรมลูกค้าไปด้วย
อีกส่วนที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ แบรนด์ Tie A Knot ไม่ได้ขายแค่ของน่ารัก แต่กำลังขายมุมมองใหม่ต่อการแต่งตัวคือทำให้เนกไทที่เคยดูจริงจังกลายเป็นไอเท็มที่ playful ขึ้น ทำให้คำว่า office wear ไม่จำเป็นต้องเคร่ง แต่สามารถแมทกับชุดใส่ไปทำงานได้จริง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Tie A Knot ถึงน่าสนใจในฐานะแบรนด์ธุรกิจสร้างสรรค์ เพราะมันไม่ได้แค่ขายสินค้าแต่มันกำลัง ‘รีดีไซน์พฤติกรรมการแต่งตัว’ ของผู้คนไปพร้อมกันด้วย
🐟 5. Collaboration กับ Disney ไม่ได้สอนแค่เรื่องชื่อเสียง แต่มันสอนให้แบรนด์เล็ก ๆ ต้องโตให้ทันโอกาส
เรียกได้ว่านี่คือแบรนด์เล็กจิ๋ว ที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Disney สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจ ไม่ใช่แค่เพราะชื่อ Disney ที่เป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ แต่เพราะตอนนั้นแบรนด์ Tie A Knot ยังใหม่มาก ใหม่ถึงขั้น ‘ยังไม่ได้จดทะเบียนบริษัท’ ด้วยซ้ำ
คุณต่อต้านยอมรับตามตรงว่าเขาไม่พร้อมเลยในตอนนั้น
👉 ไม่รู้เรื่องธุรกิจมากพอ
👉 ไม่รู้ต้องเตรียมเอกสารยังไง
👉 ไม่รู้ขั้นตอน
👉 ไม่รู้ว่าจะ handle งานระดับนี้ไหวหรือไม่
และถึงขั้นเคยคิดจะ give up หลายรอบ แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้เขาไปต่อ คือความคิดง่าย ๆ ว่า “โอกาสมาแล้ว ถ้าไม่ทำวันนี้ ก็ไม่รู้จะได้ทำอีกไหม”
Tie A Knot จึงไม่ได้แค่ผ่านโปรเจกต์นี้มาได้ แต่เขากลับได้ตราประทับบางอย่างกลับมาด้วย ว่าแบรนด์นี้ไปถึงระดับ Global Collaboration ได้จริง ซึ่งถือเป็นเครื่องตอกย้ำว่านี่คือแบรนด์คนไทยที่มีคุณภาพ