7 พ.ค. เวลา 22:51 • หนังสือ

พฤษภาคม

วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันเพิ่งมารู้สึกตัวว่า กิจการที่รับเสด็จสมเด็จพระพันวัสสา และที่แปรสถานขึ้นมาอยู่่บนเขา เป็นเหตุให้ลืมวันประสูติไม่ได้ถวายพรไป เมื่อวันที่ ๒๘ ขอประทานอภัย และขอถวายพระพรด้วยจดหมายฉบับนี้ ให้ทรงเจริญพระชันษายั่งยืนต่อไปให้ช้านาน ทั้งให้พระเกียรติยศ เกียรติคุณ ยั่งยืนอยู่ด้วยกัน ทรงเป็นสุขสำราญจงทุกประการเทอญ.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ น
​ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พร้อมด้วยรูปฉาย ได้รับประทานแล้ว
เรื่องทำที่ใส่ศพเป็นรูปแปลกประหลาดไป เห็นจะไม่มีทางยศศักดิ์อัครฐานปนอยู่ในนั้น เชื่อว่าเป็นทางแสดงปัญญาความคิดเท่านั้นเอง ถ้าทางยศศักดิ์จะต้องมาเกี่ยงของหลวง ของทำจริงขึ้นเองช่วยไม่ได้เลย ข้อที่มีผู้กราบทูลว่าที่ใส่ศพทำเป็นลูก
กระสุนปืนใหญ่ก็มี เขาไม่เข้าใจว่าจะเอาศพไว้ในนั้นอย่างไรนั้น อาจจะไม่ใช่ศพ เป็นแต่กระดูกที่เผาแล้ว (โดยไม่กอบด้วยเกียรติยศ) เอามาใส่อะไร ทำพิธีเผาประกอบด้วยเกียรติยศอีกทีหนึ่งก็ได้ ซึ่งเข้าใจว่าเดี๋ยวนี้มีพิธีเช่นนั้น การเผาชนิดนี้เป็นแต่ประชุมแขกมาทอดธูปเทียนขมาศพ ไม่มีการเปิดไฟ
เรื่องปราสาทตั้งแสดงพิพิธภัณฑ์ปารีส ตามพระราชดำรัสซึ่งตรัสไปว่าทำ “ตามเคย อย่าให้ขาดได้ตามรับสั่ง” นั้น ไปเข้าช่องซึ่งนึกสลดใจอยู่แล้วตามที่ทราบ และจำได้ดูเหมือนได้ทำปราสาทแสดงพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว ๓ ครั้ง ครั้งแรกนายตมาโญออกแบบทำ ถัดมานานตาเวลาออกแบบทำ ครั้งนี้ช่างไทยออกแบบทำ ​ช่างไทยออกแบบอย่างไทย แพ้ฝรั่งออกแบบอย่างไทยมาก่อน ๒ คราวหลุดลุ่ย ที่เป็นดังนั้นเพราะฝรั่งเขาคิดจริง ฝ่ายเราคิดทำแต่ “ตามเคย”
ฟังตรัสเล่าถึงสมเด็จพระพันวัสสามาปีนัง ดูก็พรักพร้อมเป็นพระเกียรติยศดี แม้การเสด็จไปเที่ยวทอดพระเนตรสิ่งใดๆ ก็ประกอบพร้อมด้วยยศศักดิ์อัครราชฐาน สมควรแก่พระเกียรติยศทั้งนั้น แต่เมื่อนึกถึงตัวเองก็หาอยากได้เช่นนั้นไม่ เที่ยวไปอย่างตองตอยสนุกกว่า โรคอหิวาต์ทำพิษมาก เล่นเอากำหนดการไม่เป็นไปได้ตามกำหนด ทำความหนักให้มาตกอยู่กับฝ่าพระบาท
ชายไสทำเจ็บปวด ได้ความคิดจากรูปทำด้วยฟางประดับ ซึ่งหม่อมเจิมซื้อจากปีนังเอาเข้าไปให้เป็นของฝาก เธอเอาเป็นตัวอย่างไปคิดทำบ้าง ด้วยใช้กลักไม้ขีดไฟตัดประดับ แล้วเอามาให้ทำรูปเป็นทีว่าท่าเรือกรุงเทพฯ มีรูปเรือกลไฟจอดอยู่ริมฝั่ง มีเรือประทุกของส่งลอยอยู่ในแม่น้ำ ท่วงทีดีกว่าตัวอย่างเดิมขึ้นไปอีกมาก เพราะเธอเป็นช่างนั้นก็อย่างหนึ่ง แล้วยังเลือกเอากลักไม้ขีดไฟนั้นประกอบให้มีสีต่างๆ แซมเข้าให้ด้วย เช่นตัดเอาตรงหน้ากลักไม้ขีดซึ่งตีพิมพ์ด้วยสีแดง เอามาบิดเป็นท้องเรือกำปั่นไฟเป็นต้น ดีมากทีเดียว
ยังตาเล็ก น้องแม่โต เป็นนายทหารจะไปประจำอยู่ที่โคก​กระเทียม ก็ได้ส่งรูปฉายขยายใหญ่ลงมาให้ ขอบใจแกที่ตั้งใจดี แต่รูปที่ให้มานั้นไม่ทำให้เกิดปีติ เพราะเป็นรูปพระพุทธรูปเขาพระงาม ซึ่งเกล้ากระหม่อมอยากจะเติมคำเรียกว่าเขาพระไม่งาม ทั้งนั้นเป็นด้วยแกไม่มีเยื่อใยในทางช่าง นึกว่าพระ (ไม่) งามเป็นของสำคัญ ที่ลพบุรีมีของดีที่สำคัญอยู่เป็นอันมาก เช่นหากจะทำรูปพระมหาธาตุส่งมาให้ ก็จะมีใจปีติเป็นอันมาก
ข่าวในกรุงเทพฯ ไม่มีอะไรจะกราบทูล มีแต่การแต่งงานกับเผาศพ ซึ่งเป็นไปตามปกติทั้งนั้น
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านมาเดาคำขึ้นสองคำ เห็นเข้าทีอยู่มาก คำนั้น “ข้าวเหนียว” กับ “ข้าวจ้าว” ท่านว่าข้าวเหนียวเห็นจะเป็นของทำสำหรับกินกันทั่วพื้นเมือง ข้าวจ้าวทำจำเพาะสำหรับถวายจ้าว จ้าวคงโปรดเสวยข้าวอย่างนั้น เหตุที่มาเกิดเดาคำนี้ขึ้นเพราะเลี้ยงท่านด้วยข้าวเหนียวมะม่วง
หญิงสิบพันก็ต้องการจะรู้อะไรมากมาย มาตั้งปัญหาถามหลายข้อหลายประการเช่นพระแก้วมรกตทำที่ไหนเป็นต้น ได้ตอบเธอว่าตำนานมีกล่าวไว้ในประกาศถือน้ำยืดยาว ดูเอาสิ ถ้าจะเอาแน่นอนกันแล้วก็เหลือแต่ไม่รู้เท่านั้น แต่ให้ตักเตือนเธอว่า ถ้าอยากรู้มากต้องเรียนแต่น้อย ถ้าเรียนมากยิ่งไม่รู้มากทุกที พระยาเทวาก็อีกคนหนึ่งนั่นหนักไปในลัทธิทางโหราศาสตร์ ซึ่งต่างครูต่าง​อาจารย์ก็บัญญัติวิธีไว้ต่างกันขัดกัน ต้องแนะนำด้วยคำเดียวกันกับหญิงสิบพัน ว่าอยากรู้มากจงเรียนแต่น้อย แม้เรียนมากก็ยิ่งไม่รู้มากขึ้นทุกที.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
จดหมายฉบับนี้ความต่อจดหมายฉบับลงวันที่ ๒๙ เมษายน จะทูลวิสัชนาปัญหาที่ตรัสถามอีกข้อหนึ่ง
ข้อ ๓ คือเรื่องตำนานพระพุทธนรสีห์นั้น จะเป็นเมื่อปีใด เวลานี้หม่อมฉันจำไม่ได้และไม่มีอะไรจะสอบ อ้างได้แต่ว่าปีที่พระเจ้าเชียงใหม่อินทรวิชยานนท์ถึงพิราลัย หม่อมฉันขึ้นไปตรวจราชการมณฑลพายัพเป็นครั้งแรก นึกจำนงในใจไปว่าจะหาพระพุทธรูปโบราณแบบเชียงแสนที่งามมาไว้บูชาสักองค์ ๑ แต่อยากได้ขนาดเขื่องๆ หน้าตัก
ราวสักศอก ๑ เพราะขนาดย่อมมีกันอยู่มาก​แล้ว เมื่อหม่อมฉันไปถึงเมืองเชียงใหม่ วันหนึ่งไปวัดพระสิงหฬ (คือวัดที่เคยประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์) เข้าไปในวิหารหลวงเห็นพระพุทธรูปหล่อขนาดที่อยากได้ ตั้งอยู่บนฐานชุกชีหลายสิบองค์ ยังบริบูรณ์บ้างชำรุดบ้าง เห็นได้ว่าเป็นของเขาเก็บจากที่อื่นเอามารวมรักษาไว้ หม่อม
ฉันปีนขึ้นไปบนฐานชุกชีเที่ยวเลือกดู เห็นองค์ ๑ ลักษณะงามถูกใจ สั่งไว้เขายกลงมาพิจารณาดูก็ยิ่งเห็นงาม เป็นแต่ชำรุดทางข้างพระขนองด้วยทองผุเป็นช่องอยู่แห่งหนึ่ง พอจะบูรณะปฏิสังขรณ์ให้คืนดีได้ หม่อมฉันจึงขอต่อเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เมื่อยังเป็นเจ้าอุปราชรั้งเมืองเชียงใหม่ เธอก็อนุญาตตามประสงค์จึงเชิญลงมากรุงเทพฯ แล้วส่งไปวานพระพุฒาจารย์ (มา) วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส เมื่อยังเป็นที่พระมงคลทิพมุนีปฏิสังขรณ์ ท่านให้พระเปี่ยมช่างหล่อของท่านเป็นผู้ทำ แกตัดเอาทอง
ชะนวนซึ่งช่างหล่อเดิมทิ้งให้ติดอยู่กับฐานตามประเพณีหล่อพระในมณฑลพายัพ มาหลอมหล่อตาบปิดช่องที่ชำรุดให้คืนดี แล้วขัดชักเงาทั้งองค์พระ เมื่อขัดแล้วปรากฏขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ว่าสีทองสัมฤทธิ์ที่หล่อพระพุทธนรสีห์เขาผสมดีสีงามยิ่งนัก เมื่อปฏิสังขรณ์สำเร็จแล้วหม่อมฉันรับมาตั้งไว้ใน “โรงเรียน” (อันใช้เป็นท้องพระโรง) ที่บ้านเก่าเชิงสะพานดำรงสถิต ครั้งนั้นประจวบเวลาสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เริ่มทรงสร้างวัดเบญจมบพิตร โปรดให้หม่อมฉันหา​พระพุทธรูปโบราณขนาดใหญ่ที่จะตั้งเป็น
พระประธานในพระอุโบสถซึ่งจะทรงสร้างใหม่ ก็ไม่พบพระงามถึงขนาด จึงทรงพระราชดำริจะให้หล่อจำลองพระพุทธชินราชเป็นประธาน มีพระราชประสงค์จะใคร่ได้พระพุทธรูปขนาดย่อมลงมาอีกองค์ ๑ เพื่อจะตั้งเป็นพระประธานในพระอุโบสถซึ่งสร้างขึ้นใช้ชั่วคราว แล้วจะเอาไปตั้งเป็นพระประธานสำหรับการเปรียญ ตรัสถามหม่อมฉันว่า “เห็นพระงามๆ ขนาดที่ต้องการมีที่ไหนบ้าง” หม่อมฉันคิดหาที่อื่นไม่เห็น จึงกราบทูลว่าพระขนาดที่ต้องพระราชประสงค์นั้น หม่อมฉันได้มาจากเมือง
เชียงใหม่องค์ ๑ ได้บูรณะปฏิสังขรณ์เสร็จแล้วตั้งบูชาอยู่ที่บ้าน ถ้าโปรดก็จะถวาย ครั้นถึงวันเสด็จลงไปทอดพระเนตรพระบรม (สถิล) ธาตุที่เมืองสมุทรปราการ เสด็จแวะทอดพระเนตรพระองค์นั้นที่บ้านหม่อมฉัน พอเสด็จไปทอดพระเนตรเห็นก็โปรดมาก ตรัสสั่งเจ้าพระยาธรรมาในทันใด ว่าให้จัดยานมาสกับเครื่องสูงกลองชนะและกระบวนแห่มารับพระไปยัง (ที่ไหนหม่อมฉันจำไม่ได้แน่แต่เข้าใจว่า) พลับพลาที่ประทับในสวนดุสิต แล้วทรงขนานนามว่าพระพุทธนรสีห์ พอสร้างพระอุโบสถ
ชั่วคราวแล้วก็โปรดให้แห่เห็นกระบวนใหญ่ มีทั้งกระบวนเชลยศักดิ์และกระบวนหลวง เชิญพระพุทธนรสีห์ไปประดิษฐานเป็นพระประธานที่วัดเบญจมบพิตร ต่อมาทรงพระราชดำริว่า พระพุทธนรสีห์เป็นของ​วิเศษ เกินศักดิ์พระประธานสำหรับการเปรียญ จึงโปรดให้หล่อจำลองพระพุทธนรสีห์ขึ้นอีกองค์ ๑ สำหรับวัดเบญจมบพิตร เดี๋ยวนี้ตั้งเป็นประธานอยู่ในวิหารสมเด็จ เชิญองค์พระพุทธนรสีห์กลับไปประดิษฐานไว้เป็นประธานที่ห้องพระบนพระที่นั่งอัมพรสถาน ยังอยู่ที่นั่นมาจนบัดนี้
เนื่องกับเรื่องพระพุทธนรสีห์ ยังมีเรื่องพระพุทธรูปอีกองค์ ๑ เป็นพระประหลาด พวกชาวบ้านของหม่อมฉันเรียกกันว่า “พระพุทธวิวาท” ควรจะเล่าถวายให้ทรงทราบด้วย เมื่อหม่อมฉันขึ้นไปเดินบกที่เมืองอุตรติตถ์ เมื่อพักอยู่ที่เมืองอุตรดิตถ์หม่อมฉันไปที่วัดพระมหาธาตุทุ่งยั้ง เห็นพระพุทธรูปขนาดที่หม่อมฉันอยากได้ วางนอนอยู่บนพระหัตถ์พระประธานใหญ่ในวิหารหลวงองค์ ๑ หม่อมฉันถามพวกกรมการว่าเหตุ
ไฉนจึงเขาพระไปวางนอนไว้เช่นนั้น เขาเล่าให้ฟังว่าพระพุทธรูปองค์นั้นเดิมอยู่วัดหนึ่งในแขวงเมืองอุตรดิตถ์นั้น (ชื่อไรหม่อมฉันลืมเวลานี้นึกไม่ออก) เป็นพระศักดิ์สิทธิ์อย่างแปลกประหลาด ถ้าใครไปสักการะบูชาก็มักเกิดวิวาทบาดทะเลาะกัน จนพวกเด็กโลนลูกศิษย์วัดเอาเป็นเครื่องเล่น เช่น เวลามีงานบวชนาคมักไปถวายสักการะบูชาเตรียมไว้ สำหรับพวกกระบวนแห่นาควิวาทชกต่อยกัน ก็ได้ดูจริง เป็นเช่นนั้นมาจนพวกชาวบ้านตำบลนั้นพากันรังเกียจ คืนวันหนึ่งพระองค์นั้นหายไป ทีหลัง
มา​เห็นอยู่บนพระหัตถ์พระประธานวัดมหาธาตทุ่งยั้ง ก็ไม่มีใครกล้าจับต้องวางนอนอยู่เช่นนั้นมานานแล้ว หม่อมฉันสั่งให้ยกลงมาดู ก็เห็นเป็นพระงามพอใช้ ขอพวกกรมการเขาก็ยินยอมให้ด้วยยินดี หม่อมฉันจึงจุดธูปเทียนบูชาแล้วให้เชิญมายังที่พัก พอถึงเวลาเย็นวันนั้น ได้ความว่าพวกคนเรือที่ตามไปเมืองทุ่งยั้งด้วย ไปเกิดชกกันขึ้นที่วัดมหาธาตุก็เห็นขัน แต่พวกที่ไปกับหม่อมฉันดูเหมือนจะเชื่อศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์นั้นโดยมาก เมื่อกลับลงมาถึงกรุงเทพ ฯ หม่อมฉันส่งไปวานพระพุฒาจารย์
(มา) ซ่อมแซมพร้อมกันกับพระพุทธนรสีห์ แต่พระพุทธวิวาทไม่มีชำรุด จึงขัดเกลาแล้วมาก่อนพระพุทธนรสีห์หลายเดือน หม่อมฉันก็ให้ตั้งไว้ที่โรงเรียน ต่อมาได้สักเดือนหนึ่งหรือสองเดือน วันหนึ่งหม่อมฉันไปหามารดา ท่านถามว่าได้ยินว่าไปได้
พระที่ทำให้เกิดวิวาทลงมาหรือ หม่อมฉันรับว่าได้มาจริง แต่ข้อที่ว่ามักทำให้เกิดวิวาทนั้น เป็นแต่พวกชาวเหนือเชื่อกันอย่างเหลวไหลเท่านั้น ท่านว่า “ที่ไหน มันจะมีจริงยังเขาว่าบ้างดอกกระมัง” แต่ก่อนมาที่บ้านก็อยู่กันเป็นปกติ ตั้งแต่ได้พระองค์นี้มาผู้คนเกิดวิวาทกันเนือง ๆ ท่านบอกชื่อคู่วิวาทได้ถึง ๔ คู่แล้วขอให้หม่อมฉันส่ง
พระองค์นั้นไปไว้เสียที่อื่น หม่อมฉันก็ส่งไปถวายพระพุฒาจารย์ไว้ที่วัดจักรวรรดิ์ แต่นั้นมาอีกหลายเดือนหม่อมฉันพบพระพุฒาจารย์ ถามท่านว่าพระองค์นั้นท่านเอาไปตั้ง​ไว้ที่ไหน ท่านตอบว่าให้เขาไปเสียแล้ว เพราะจะเอาไว้ทนไม่ไหว ตั้งแต่ได้พระองค์นั้นไป ที่ในสำนักของท่านมักเกิดหยุกหยิกต่างๆ ดูไม่เรียบร้อยเลยแม้จนลูกศิษย์ก็ตีหัวเจ๊กขายเจี้ยมอี๋ มีคนมาเห็นพระองค์นั้นเขาชอบใจขอท่าน ท่านก็เลยให้เขาเสีย ต่อมาอีกช้านานเมื่อพระพุฒาจารย์มรณภาพแล้ว มีกรมการเมืองอุตรดิตถ์ที่
เคยไปวัดมหาธาตทุ่งยั้งกับหม่อมฉันลงมาหาคนหนึ่ง หม่อมฉันนึกขึ้นถึงพระพุทธวิวาทคิดว่าส่งคืนขึ้นไปวางนอนไว้บนพระหัตถ์พระประธานอย่างแต่เดิมเห็นจะดี ให้ไปสืบถามที่วัดจักรวรรดิ์ก็ไม่มีใครรู้ว่าพระพุฒาจารย์ท่านให้ผู้ใดไป พระองค์นั้นก็เลยสูญหายไป เป็นเรื่องประหลาดดังนี้ มูลก็เห็นจะมาแต่พวกที่ไปกับหม่อมฉันเอาเรื่องพระองค์นั้นตามที่กรมการเขาเล่า ประกอบกับเหตุที่คนเรือเผอิญไปชกกันให้เห็นสม มาเล่าในกรุงเทพฯ จึงเกิดความระแวงแล้วเลยอุทิศเหตุที่เกิดขึ้นถวายเป็นอภินิหารของพระองค์นั้น
ยังมีเรื่องเนื่องกับที่ตรัสมาในลายพระหัตถ์ฉบับก่อนอีกเรื่อง ๑ พระองค์ประดิษฐานเธอส่งสมุดพิมพ์เรื่องเมืองลานช้างมาประทานหม่อมฉัน ๓ เล่ม แทนของรดน้ำสงกรานต์ พ.ศ. ๒๔๘๐ ตรัสมาในลายพระหัตถ์ ว่าท่านได้ทรงแนะนำให้ส่งมาให้หม่อมฉันด้วย จะทูลข้อที่พระบางในรูปฉายเป็นพระทรงเครื่องก่อน พระบางที่จริงเป็นพระครองผ้าหาได้ทรงเครื่องไม่ มีรูปหล่อจำลองไว้ที่วัด​จักรวรรดิ์จะไปทอดพระเนตรเมื่อใดก็ได้ เครื่องต้นเป็นของชาวเมืองหลวงพระบางทำเป็นเครื่องประดับ
เพิ่มขึ้นใหม่ ใครๆ ที่เคยเห็นพระบางเคยบอกหม่อมฉันเป็นอย่างเดียวกันว่าไม่งามเลย แต่แรกหม่อมฉันนึกสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ทำพระสำหรับเป็นศรีเมืองให้งดงาม ต่ออ่านพงศาวดารลานช้างจึงรู้เหตุ ในหนังสือนั้นว่ากาลครั้งหนึ่งเชิญพระบางลงเรือล่องลงมาทางแม่น้ำโขง เรือล่มพระบางจมน้ำหายไป แต่พระบางกระทำปาฏิหาริย์กลับไปอยู่ที่เดิมมิได้เป็นอันตราย เป็นเรื่องอย่างกับพระเขี้ยวแก้วที่เกาะลังกา ที่แท้พระบางองค์นี้เป็นแต่พระแทนองค์พระบางเดิมเท่านั้น
ตำรับตำราเมืองลานช้าง ที่คัดสำเนาเอามาพิมพ์ไว้ก็ไม่ใช่ของเก่าทีเดียว รวมของเก่าที่ยังเหลือเป็นกระเส็นกระสายมาคละกับของใหม่ ข้อนี้พึงเห็นได้ในสำเนาสัญญาบัตร มีใช้คำว่า “สัญญาบัตร” อันเป็นคำซึ่งทูลกระหม่อมทรงประดิษฐ์ขึ้น และนามเจ้าแผ่นดินว่า “ศิศะวงศ์” ก็คือพระเจ้าหลวงพระบางองค์ที่ทรงราชย์อยู่ในปัจจุบันนี้ ส่อ
ว่ามิใช่แบบสัญญาบัตรอย่างโบราณ หนังสือ ๓ เล่มนี้จะมีประโยชน์อยู่ก็ที่จะหาคำภาษาไทยเก่าๆ ซึ่งเขายังใช้อยู่ทางนั้น แต่ในทางความรู้เรื่องประเพณีเก่าในล้านช้าง หม่อมฉันนับถือพระพรหมมุนี (อ้วน) ว่ารู้มากกว่าใครๆ ที่หม่อมฉันรู้จักทั้งนั้น ถ้าท่านทรงพบปะลองซักถามดูเถิด
​เรื่องการรับเสด็จสมเด็จพระพันวัสสา ซึ่งท่านทรงพระดำริว่าดูเป็นอย่างยศศักดิ์อยู่บ้างนั้น มีความจำเป็น ด้วยสมเด็จพระพันวัสสาดำรงพระยศเป็น “สมเด็จพระอัยยิกาเจ้า” (Queen Grandmother) ก่อนจะเสด็จมา ทูตอังกฤษในกรุงเทพฯ ก็บอกมายังเจ้าเมืองปีนัง กระทรวงการต่างประเทศก็สั่งมายังกงซุลเยเนอราลสยาม ให้รับเสด็จอย่าให้เสียพระเกียรติยศ ทั้งเจ้าเมืองและกงซุลเยเนอราลปรึกษาหม่อมฉันๆ ได้บอก
เขาว่าพระประสงค์จะเสด็จอย่างไปรเวต จึงงดการพิธีรับเสด็จ เช่นเจ้าเมืองมาเฝ้าและการอื่นๆ ได้หลายอย่าง ถึงกระนั้นก็ยังต้องรักษาพระเกียรติยศบ้าง เมื่อถึงคราวพระองค์ท่านเสด็จมา ขอจงทรงวางพระหฤทัยเถิด ว่าหม่อมฉันจะพยายามรับเสด็จอย่างตอกต๋อยให้สมพระประสงค์ทุกอย่าง ขอแต่อย่าประทับอยู่น้อยวันนัก ให้มีเวลาชื่นใจหลายวันสักหน่อย
เรื่องพระพุทธรูป (ไม่) งามที่เมืองลพบุรีนั้น มีเรื่องต้นที่หม่อมฉันจะเล่าถวายได้บ้าง เดิมเมื่อต้นรัชกาลที่ ๖ เวลาหม่อมฉันยังว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านอุบาลี (จันท) วัดบรมนิวาศ มาขออนุญาตจะสร้างพระโตที่วัดเพิ่มเสน่หา อันอยู่ใกล้ๆ กับ
พระปฐมเจดีย์ หม่อมฉันถามว่า “พระปฐมท่านมีความผิดอย่างไร เจ้าคุณจึงคิดจะไปทำโทษท่าน” เพราะธรรมดาเจดีย์สถานย่อมอาศัยความเกื้อกูลของทายก ถ้าท่านไปสร้างพระโตขึ้นที่นั่นก็เสมือน​จะไปแข่งแย่งลาภสักการะของพระปฐมเจดีย์ เห็นควรแล้วหรือ ท่านจนถ้อยคำสำนวนก็ยอมรับว่าไม่ทันคิด ต่อมาจึงแปรไปสร้างพระโตที่
ไหล่เขาแห่งหนึ่งในแขวงเมืองลพบุรี ภูเขานั้นเดิมมีชื่อว่า “ไม้ (หรืออะไรหม่อมฉันจำไม่ได้) งาม” เมื่อสร้างพระโตแล้วเปลี่ยนคำต้นชื่อภูเขานั้นเป็น “พระ” จึงได้เรียกกันว่า “เขาพระงาม” แล้วเรียกพระโตองค์นั้นว่า “พระงาม” ตามชื่อภูเขาต่อมา ท่านอุบาลี (จันท) มีความสามารถในการบอกบุญเรี่ยไรไม่มีใครเสมอในสมัยของท่าน หม่อมฉันได้เคยเห็นฤทธิ์ของท่านด้วยตนเองเมื่อเรี่ยไรสร้างพระโตองค์นั้น เช้าวันหนึ่งหม่อมฉันไปหามารดาตามเคย เห็นท่านอุบาลีมานั่งอยู่ก่อน หม่อมฉันถามถึงกิจ
ธุระที่ท่านมา ท่านบอกว่ามาเพื่อจะบอกบุญสร้างพระโต หม่อมฉันตอบว่าหม่อมฉันไม่ศรัทธาในการสร้างพระโตนั้น ถ้าเป็นการบูรณะปฏิสังขรณ์ของโบราณหรือสร้างสิ่งอื่นใด ซึ่งจะเป็นประโยชน์จึงจะเข้าด้วย ท่านก็นิ่งอยู่ ต่อวันหลังหม่อมฉันจึงทราบว่าเมื่อหม่อมฉันกลับมาแล้ว ท่านชี้แจงแก่มารดาจนเกิดศรัทธาถวายค่าปูนซิเมนต์ถึง ๕๐๐ บาท พระโตองค์นั้นหม่อมฉันไม่เคยเข้าใกล้ ได้เห็นแต่เมื่อผ่านไปในรถไฟและเคยส่องกล้องดูจากท้องพรหมมาส
วินิจฉัยเรื่องข้าวเหนียวกับข้าวจ้าวของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์นั้น หม่อมฉันยังเป็นอุเบกขา ไม่รับรองหรือคัดค้านทั้ง ๒ ​สถาน จะทูลอธิบายถวายตามที่ทราบพอ
เป็นเค้า พวกชาวมณฑลพายัพและมณฑลอุดร อิสาน ชอบกินข้าวเหนียวเป็นปกติ พวกชาวมณฑลข้างใต้ชอบกินข้าวจ้าวเป็นปกติ เพราะฉะนั้นนาในมณฑลข้างเหนือจึงปลูกข้าวเหนียวเป็นพื้น ปลูกข้าวจ้าวแต่บางแห่ง นาทางมณฑลข้างใต้ก็ปลูกข้าวเป็นพื้น ปลูกข้าวเหนียวแต่บางแห่ง เพราะเหตุใดพวกชาวมณฑลข้างเหนือจึงชอบกินข้าวเหนียว หม่อมฉันไปพบเค้าเงื่อนเมื่อไปมณฑลพายัพเป็นครั้งแรก เวลานั้น
ต้องเดินทางด้วยใช้ช้างม้าเป็นพาหนะและต้องมีลูกหาบขนของ เมื่อถึงที่พักแรมหม่อมฉันสังเกตเห็นพวกลูกหาบพากันตั้งเตานึ่งข้าวเหนียวใส่กล่องสานสำหรับตะพายทุกวัน แต่เวลาเช้าหามีใครนึ่งข้าวเหนียวอย่างเราหุงข้าวจ้าวไม่ หม่อมฉันถามเขาบอกว่านึ่งข้าวเวลาเย็นวันละครั้งเดียวก็พอกินในวันหน้าตลอดวัน ถามต่อไปว่าเหตุใดจึงชอบกินข้าวเหนียว เขาบอกว่ากินข้าวเหนียวหิวช้ากว่ากินข้าวจ้าว ได้ความเพียงนี้ไม่ได้สืบสาวกระแสความต่อไป พิเคราะห์คำที่เรียกว่าข้าวเหนียวเป็นคำ
ของชาวใต้ หมายความว่าเหนะหนะเท่านั้น ในมณฑลพายัพดูเหมือนเขาเรียกกันแต่ว่า “ข้าว” ถ้าคำว่าข้าวเจ้าหมายความว่าข้าวพระยาเสวย ก็น่าจะเรียกกันในมณฑลพายัพก่อน เพราะผู้ดีไม่ต้องทำการหนักกินได้วันละหลายเวลา จึงเรียกข้าวพรรค์นั้นว่าข้าวผู้ดี ที่ทูลมานี้โดยเดา ถ้าจะหาหลักฐานต่อไปจะ​ต้องหาคนชาวมณฑลพายัพมาไล่เลียง เสียดายที่พระราชชายาสิ้นพระชนม์เสีย หาไม่มีจดหมายไปทูลถามก็จะได้ความละเอียด
ที่ปินังเวลานี้ เขากำลังเตรียมการฉลองราชาภิเษกพระเจ้ายอร์ชที่ ๖ กำหนดว่ามีงาน ๗ วัน สังเกตดูรายการก็เป็นอย่างเดียวกันกับเมื่อฉลองรัชกาลพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ แปลกแต่คราวนี้จะมีดอกไม้เพลิงเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง หม่อมฉันจะกลับลงไปอยู่ซินนามอนฮอล วันที่ ๑๑ พฤษภาคม
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๒๙ เมษาบน ได้รับประทานแล้ว
ข่าวสมเด็จพระพันวัสสา แต่แรกกำหนดว่าเสด็จจะกลับถึงกรุงเทพฯ วันที่ ๕ เดือนนี้ แล้วกำหนดเลื่อนเป็นวันที่ ๗ วานนี้ ​เรือจะไปแวะที่ไหนอีกหรืออย่างไรก็ยังไม่กราบ ตามที่พระองค์เจ้าธานีกราบทูลมาว่า เจ้าฟ้าเพชรรัตนจะไม่เสด็จมาพักที่ซินนามอนฮอล ด้วยเกรงจะเป็นทำเทียมสมเด็จพระพันวัสสาไปนั้น ดูเป็นคิดลึกไปมาก แต่ที่จริงเห็นจะเกรงพระทัย เกรงว่าฝ่าพระบาทได้รับความลำบากเท่านั้นเอง
ตามที่ทรงพระเมตตาโปรดตรัสชี้แจงไป ในเรื่องพระพุทธสิหิงค์ เรื่องวัดบวรสถาน กับเรื่องพระแก้ววังหน้า โดยที่กราบทูลถามนั้น ได้ทราบความแจ่มแจ้งอย่างดียิ่ง เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า พระดำรัสซึ่งตรัสถึงเขียนผนังในวัดบวรสถาน ทำให้ระลึกขึ้นมาได้ว่ามีฝีมือเขียนที่ในนั้นดีๆ หลายห้อง กรมหมื่นวรวัฒน์ว่าเจ้าฟ้าอิศราพงศ์
เป็นแม่กองจัดเลือกช่างให้เขาเขียน มีฝีมือพระอาจารย์แดงอยู่ห้องหนึ่ง เขียนดีนัก ในนั้นมีรูปชนช้าง เมื่อนึกขึ้นได้ดั่งนี้ทำให้เกิดญาณทัศนขึ้นต่อไปว่า แต่เห็นรูปเขียนชนช้างเก่าๆ มามีแต่ชนช้างตัวเปล่า เช่นที่เคยลอกทำคริสตมาสก๊าดถวายคราวหนึ่งนั้น มิเคยเห็นรูปชนช้างที่ผูกสัปคับพระคชาธารปักฉัตรที่ไหนเลย นึกถึงรูปชนช้างผูกสัปคับพระคชาธารปักฉัตรที่ได้เห็น ดูเหมือนจะเป็นที่ในหอราชกรมานุสร ซึ่งพระ
อาจารย์อินโข่งเขียนเมื่อรัชกาลที่ ๔ เป็นรูปแก่ที่สุด การผูกสัปคับช้างชนนั้น ได้ตกลงกับฝ่าพระบาทมานานแล้ว ว่าผูกไม่ได้ ไม่จริง ถ้าขืนผูกเป็นต้อง​แพ้ช้างที่ไม่ผูกแน่นอน มานึกต่อเข้าอีกที ทางอินเดียเขาว่าขุนรถกับสารถีต้องเป็นผู้รู้ถึงกันเหมือนร่วมชีวิตจิตใจ ขุนรถเป็นตัวรบ สารถีเป็นตัวขับม้าหาช่องชัยให้แก่ขุนรถ เมื่อเอามาปรับกับช้างก็เห็นว่าลงกันอย่างนั้น ขุนช้างเป็นตัวรบ นายท้ายช้างเป็นตัวบังคับช้างหาช่องชัยให้แก่ขุนช้าง ก็ถ้าเอาสัปคับผูกบังหน้านายท้ายช้างเสีย ควาน
ช้างจะหาช่องชัยให้แก่ขุนช้างได้อย่างไร ในเรื่องควานช้างนี้ไม่ใช่เดาเหลวๆ มีคำหลวงคชศักดิทูลเจ้านายเป็นหลักประกอบ ดูเหมือนฝ่าพระบาทก็จะประทับอยู่ที่นั่นด้วย เจ้านายชมแกว่าแกคล้องช้างแม่น แกทูลว่าความดีอันนั้นอยู่ที่ควานไม่ได้อยู่ที่แก เพราะช้างต่อมันแหยงคันจาม ชวนจะท้อถอยอยู่เสมอ อาศัยที่คนท้ายช้างช่วยขับรุกเข้าไป แต่การขับนั้นสำคัญมาก ถ้าขับช้างห่างไปก็ตักบาศไม่ถึง ถ้าชิดไปช้างป่ามักเหยียบบาศบี้แบนเสีย ต้องได้ระยะพอดีจึงจะตักติด ถ้าแกไม่ได้คนท้ายคนนี้
ซึ่งได้ทำการมาแต่ครั้งบิดาแล้ว แกก็คล้องไม่ได้แม่นอย่างหมอคนอื่นๆ เหมือนกัน ตามถ้อยคำดังนี้ย่อมเห็นได้ว่า คนขี่คอช้างเป็นคนทำการ คือ ต่อสู้ศัตรูหรือคล้องช้างก็เหมือนกัน ต้องมีใจมุ่งไปในงานที่กระทำ จะแบ่งใจมาบังคับช้างด้วยนั้นยากที่จะทำได้ จำต้องอาศัยคนท้ายอยู่เอง โดยประการดั่งนี้จึงเชื่อว่าสัปคับพระคชาธารปักฉัตรนั้น เป็นของทำขึ้นสำหรับแห่ให้ดูงามเท่านั้น ไม่ใช่ได้ใช้สำหรับรบจริง ๆ ​และษมาบาปเสียเถิด สงสัยว่าเป็นของคิดจัดทำขึ้นในกรุงรัตนโกสินทรนี้เองด้วย เพราะ
เห็นลวดลายแห่งสัปคับพระคชาธาร บอกตัวเองอยู่ว่า เป็นของทำไม่ก่อนรัชกาลที่ ๓ ขึ้นไป ถ้าหากว่ามีอยู่ก่อนนั้น จะใช้สัปคับอย่างไรก็หาปรากฎไม่ ลางทีจะใช้สัปคับเขียวของช้างเขนดอกกระมัง อ้ายรูปพะนังข้างเป็นกนกเก๊ๆ ดุจใบโพธินั้นก็เห็นได้ว่าทำเทียบมาจากผูกเขนนั้นเอง ข้อสงสัยเหล่านี้นึกหาพยานหลักฐานของเก่า ก็นึกไปถึงตำรากระบวนแห่เพชรพวงแผ่นดินพระนารายณ์ ได้ตรวจดูก็หามีช้างผูกสัปคับพระคชาธารอยู่ในนั้นไม่ ทำให้กระหยิ่มใจว่าความสงสัยใกล้ถูกมากขึ้น
เมื่อพูดถึงสัปคับพระคชาธาร ทำให้นึกถึงธรรมาสน์ ซึ่งฝ่าพระบาททรงพระดำริให้ทำขึ้น เมื่อครั้งพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เห็นว่าธรรมาสน์นั้นเหมาะดีที่สุดยิ่งกว่าธรรมาสน์ใดๆ ซึ่งเคยมีมาก่อน ขอถวายอนุโมทนาในพระปัญญาบารมีด้วยความพอใจเป็นอย่างยิ่ง
ลายพระหัตถ์ซึ่งจะได้รับในวันเสาร์นี้ หวังว่าจะมีพระดำรัสพรรณนาถึงพระพุทธนรสีห์โดยละเอียด อันจะได้ทราบเรื่องเป็นอย่างดี มีฝ่าพระบาทองค์เดียว ที่จะประทานความโดยละเอียดให้ทราบได้
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑ พฤษภาคม ซึ่งพระพระเมตตาโปรด​ประทานพรในกาลซึ่งเป็นวันเกิดไปนั้น ก็ได้รับประทานแล้ว เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า ขอรับพระพรไว้เหนือเกล้า วันเกิดคราวนี้ได้ลดการกระทำน้อยลงอีก ตามที่เคยเลี้ยงเพื่อนบ้านใกล้เคียงและบ่าวไพร่ กับทั้งแจกของให้ด้วยนั้น การเลี้ยงได้งดเสีย คงไว้แต่แจกของ
ด้วยเหตุว่าเป็นสมัยกำลังอหิวาตกโรคชุกชุม หากว่าใครเป็นขึ้นเขาจะโทษเอาว่า เพราะกินของเลี้ยงซึ่งทำด้วยไม่ระมัดระวัง มีหมอฝรั่งเข้ามาคนหนึ่ง คุยว่าเป็นหมอของสันนิบาตชาติ เข้ามาช่วยเมืองไทย ในการที่เกิดอหิวาตกโรค แต่มาอยู่เห็นจะเป็น ๔๘ ชั่วโมงก็เปิดไปสิงคโปร์ ทำให้พวกหนังสือพิมพ์พาค่อนว่าเล่นสนุก
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ ๘ พฤษภาคมแล้ว พออ่านถึงที่ตรัสว่ากรมหมื่นวรวัฒน์เคยทูล ว่าเจ้าฟ้าอิศราพงศ์​อำนวยการเขียนแผนผังพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส หม่อมฉันก็ตกใจ ด้วยความที่ทูลสันนิษฐานไปว่า ทูลกระหม่อมทรง
พระราชดำริจะเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปตั้งเป็นประธานที่วัดบวรสถานฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตแล้วนั้น ผิดถนัดถึงนอนหงายทีเดียว เพราะเจ้าฟ้าอิศราพงศ์สิ้นพระชนม์ในปีระกา พ.ศ. ๒๔๐๔ ก่อนพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ สวรรคตถึง ๔ ปี จึงขอสันนิษฐานใหม่ ว่าทูลกระหม่อมได้ทรงพระราชดำริด้วยกันกับ
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงกระนั้นก็น่าเชื่อว่าเป็นพระราชดำริของทูลกระหม่อม พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฯ เป็นแต่ทรงบัญชาตามด้วยความที่กล่าวกันมาเป็นยุติว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ พระอัธยาศัยไม่ทรงขวนขวายในเรื่องยศศักดิ์ โปรดแต่หัดทหารกับการกีฬา และถ่อมพระองค์เป็นนิจ แต่ทูลกระหม่อมมีพระราชประสงค์ที่จะยกย่องพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ให้เป็นอย่างพระเจ้าแผ่นดินผิดกับกรมพระราชวังบวรฯ แต่ก่อนๆ โปรดให้สถาปนาการต่างๆ ทางวังหน้าด้วยพระ
ราชประสงค์เช่นนั้นมากมายหลายอย่าง เช่นให้สร้างปราสาทและพระราชทานเครื่องราชูปโภคต่างๆ เทียบเทียมวังหลวง ตลอดจนทรงแก้ทำเนียบข้าราชการวังหน้าเพิ่มเติมตำแหน่งขุนนางขึ้น ให้คล้ายกับข้าราชการวังหลวงเป็นต้น พิเคราะห์การที่ทรงพระราชดำริจะเอาวัดบวรสถานฯ ​เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ก็มีเค้าเข้าทางที่จะยกเกียรติวังหน้าให้เทียบเทียมวังหลวง เพราะ (๑) พระแก้วมรกตกับพระพุทธสิหิงค์เคยเป็นพระพุทธรูปศรีเมืองทั้ง ๒ พระองค์ (๒) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกได้พระแก้วมรกตมาฉันใด กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทก็ได้พระพุทธสิหิงค์มาเช่นเดียวกัน (๓) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นในพระราชวังเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต แต่กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงสร้างพระที่นั่งพุทไธสวรรย์เป็นมณเทียรที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ไว้ในวัง ยังผิดกับวังหลวง (๔) เมื่อพระพุทธสิหิงค์ลงมาอยู่ในวังหลวง ทางวังหน้ารื้อบุษบกยอดปรางค์ที่เคยตั้งพระพุทธสิหิงค์เสีย เมื่อเชิญพระพุทธสิหิงค์
กลับขึ้นไปวังหน้าต้องประดิษฐานไว้บนพระแท่นดาดเพดาน (ซึ่งกรมพระราชวัง ฯ ครั้งรัชกาลที่ ๓ ทรงสร้างหรือสร้างใหม่ไม่ทราบแน่) คล้ายกับไปอาศัยอยู่แทนของเดิม กรณีนั้นประจวบกับมีวัดบวรสถานฯ สร้างไว้ในวังหน้าเหมือนอย่างวัดพระศรีรัตนศาสดารามในวังหลวง และวัดนั้นยังไม่มีพระประธานเพราะการสร้างค้างอยู่ เพราะเหตุที่กล่าวมา ทูลกระหม่อมจึงทรงพระราชดำริบูรณะปฏิวังขรณ์วัดบวรสถานฯ ให้เป็นอย่างวัดพระศรีรัตนศาสดารามในวังหน้าและเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปเป็นพระ
ประธานเหมือนอย่างพระแก้ว​มรกต ส่วนพระที่นั่งพุทไธสวรรย์นั้นเห็นจะทรงพระราชดำริให้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วผลึก ที่พระราชทานไปให้เทียบกับพระพุทธรัตนสถานในวังหลวง สันนิษฐานที่ทูลใหม่นี้เห็นว่าเรื่องติดต่อเข้ากันได้หมด เห็นจะไม่ผิดห่างไกล รูปภาพเขียนในโบสถ์วัดบวรสถานนั้น หม่อมฉันก็ชอบห้องชนช้าง ยังจำได้ว่าช้างทรงของพระเจ้าเชียงใหม่เขียนเป็นสีช้างเผือก แต่แต้มดำให้เป็นช้างกระ แต่เพิ่งทราบว่าเป็นฝีมืออาจารย์แดงวัดหงส์
เรื่องเครื่องคชาธารปักฉัตรนั้น มิใช่สำหรับขี่ชนช้างเป็นแน่ แต่พิเคราะห์ดูน่าจะมีสำหรับใช้ทางอื่น เพราะเศวตฉัตรกับคนโบกแพนมีเป็นสำคัญก็ “ฉัตร” (คือร่มสีต่าง ๆ) เป็นเครื่องหมายของตัวนายทัพและ “แพน” เป็นเครื่องสำหรับส่งคำสั่งนายทัพไปได้สุดสายตา ของ ๒ อย่างนี้มีประโยชน์ประกอบกัน ถ้าอยู่สูงให้คนเห็นไปได้ไกลก็ยิ่งมีประโยชน์ เปรียบเหมือนเวลากองทัพ ๒ ฝ่ายตั้งประชันกันในท้องทุ่ง ถ้าแม่ทัพผู้
อำนวยการรบขี่ช้างอยู่ข้างหลังและมีคนโบกแพนอยู่ด้วย ก็อาจจะแลเห็นและอาจจะสั่งกระบวนรบได้สะดวก และจำต้องมีฉัตรสำหรับตัวอยู่ด้วย พวกนายทัพนายกองจึงจะรู้ว่าจะคอยดูสัญญาที่ตรงไหน ดูเป็นประโยชน์อย่างว่ามานี้ หม่อมฉันจึงเห็นว่าจะเป็นของมีจริง แม่ทัพสามัญอาจจะใช้สัปคับช้างเขนก็ได้ หรือช้างใดๆ ที่มีสัปคับก็ได้ และคงมีพระคชาธาร​สำหรับพระเจ้าแผ่นดินทรงเวลาบัญชาการรบเช่นว่า ที่มาทำให้เป็นรูปร่างอย่างมีอยู่บัดนี้ น่าจะเป็นของคิดทำเพื่อประดับพระเกียรติยศ
หม่อมฉันกลับจากบนเขาลงมาอยู่ซินนามอนฮอลอย่างเดิม เมื่อวันอังคารที่ ๑๑ อันเป็นวันฉลองราชาภิเษกของพระเจ้ายอร์ชที่ ๖ งานคราวนี้ทำให้ใหญ่โตกว่างานฉลองราชสมบัติพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ เมื่อปีก่อน แต่หม่อมฉันจะรอไว้จนเสร็จงาน จึงจะรวมเรื่องเล่าถวายในจดหมายฉบับอื่นต่อไปข้างหน้า
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๖ เดือนนี้ ได้รับประทานแล้ว
เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า ที่ทรงพระเมตตาบรรยายเรื่องพระพุทธนรสีห์ไป ได้ทราบถ้วนถี่ดีเป็นอย่างยิ่ง นอกจากฝ่า​พระบาทแล้ว จะไม่มีใครบรรยายให้ทราบตลอดเรื่องได้เช่นนั้นเลย อ่านแล้วนึกชมพระเปี่ยมว่าฉลาดดี ถ้าไม่คิดเจียดเอาทองเก่าจะประสมทองใหม่ใช้ซ่อมแล้วตายเปล่า จะเหมือนไม่ได้เลย
อ่านเรื่องพระพุทธวิวาทแล้วนึกขัน พระพุทธเจ้าย่อมประกอบพร้อมทศบารมี ก็ไฉนเล่าจึงจะบันดาลพุทธานุภาพให้คนวิวาทกัน อันผิดทางดำเนินแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย การวิวาทเป็นของธรรมดา วิวาทกันในที่ซึ่งมิได้มีพระพุทธรูปองค์นั้นอยู่ด้วยจะว่ากระไรเล่า คนเราเขลาเสมอ เหมือนสาบาลว่า “ให้พระแก้วพระกาฬหักคอ” จะเชื่อว่าพระกาฬหักคอได้ก็ตามที แต่พระแก้วนั้นไม่หักคอใครเป็นอันขาดทีเดียว
เรื่องพระบาง เพิ่งได้ทราบตามพระดำรัสเล่าว่า มีองค์เก่า องค์เดี๋ยวนี้เป็นองค์แทน หนังสือ “พระราชธรรมเนียมลาว” อ่านรู้สึกเหมือนกันว่าเป็นของเรียงใหม่ แต่เอาโครงเก่ามาเรียงแก้ไข ยังเห็นรูปเก่าอยู่มากไม่น่าจะข้ามไปเสีย ตามพระดำรัสยกย่องพระพรหมมุนี (อ้วน) เกล้ากระหม่อมก็นับถือท่านเหมือนกัน ท่านรู้อะไรมาก ทั้งความ
เห็นก็มีดี แต่งหนังสือสั่งสอนก็มีดีเสมอ ตรงกันข้ามกับพระอุบาลี (จันท) ซึ่งตรัสเล่าไปในเรื่องสร้างพระ (ไม่) งาม พระอุบาลีองค์นั้น เกล้ากระหม่อมพิจารณาไม่เห็นว่ามีดีที่ตรงไหนเลย แม้ฟังเสียงพระเถรานุเถระ ก็ติดจะมีแต่ดูหมิ่น แต่​เหตุไฉนจึงมีคนนับถือกันมากนักไม่ทราบ
เกล้ากระหม่อมได้เฝ้าสมเด็จพระพันวัสสา ได้ทราบความตามที่ตรัสสนทนาว่า ที่เขากะจะเสด็จกลับถึงวันที่ ๕ แล้วเลื่อนเป็นวันที่ ๗ ไปนั้น เพราะเรือมาถึงต้องจอดเกาะสีชังเพื่อถ่ายสินค้าออกให้เรือเบา เขาจัดเรือเล็กออกไปรับเสด็จ แต่ทรงพระดำริเห็นว่าเป็นการลำบากไม่จำต้องรีบร้อนจึงไม่เสด็จกลับเรือเล็ก มีพระประสงค์จะใคร่
เสด็จไปศรีราชาประทับแรมที่โรงพยาบาลเพื่อได้ทอดพระเนตรโรงพยาบาลกับการงานที่นั้น แต่ก็ทรงพระดำริท้อถอยไปเสีย ด้วยเกรงทางบ้านเมืองเขาจะวุ่นวาย บางทีทหารจะต้องยกกองจากสัตหีบมาตั้งล้อมวงกงกำ ลำบากแก่เขาเปล่าๆ จึงเลยประทับอึดอยู่เสียในเรือใหญ่ ทอดพระเนตรเขาถ่ายสินค้าลงเรือลำเลียงจนวันที่ ๗ จึงเสด็จมากับเรือใหญ่เข้าสู่กรุงเทพ ฯ
ตามลายพระหัตถ์ซึ่งตรัสว่า จะรับเกล้ากระหม่อมอยางต๊อกต๋อยนั้นเป็นอันถูกใจอย่างยิ่ง ข้อที่ทรงพระวิตกกลัวเกล้ากระหม่อมจะอยู่ไม่นานนั้น อย่าได้ทรงพระวิตกคงจะอยู่หลายวันให้พอพระทัย เกล้ากระหม่อมก็คิดถึงฝ่าพระบาท อยากอยู่ให้นานพอใจเหมือนกัน หากวันที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ไปนั้นสิ้นสุดลง จะมีโทรเลขหรือหนังสือเข้าไปกราบถวายบังคมลาต่อไปอีกก็ได้ ไม่ขัดข้องเลย
​พระดำรัสเล่าถึงชาวพายัพนึ่งข้าวเหนียวเวลาเดียวในวันหนึ่งนั้นไปลงรอยเดียวกับเจ้าพระยาเทเวศร ท่านตามเกล้ากระหม่อมขึ้นไปเที่ยวโคราช คราวขึ้นไปปลูกพลับพลารับเสด็จเมื่อเปิดรถไฟ อาหารซึ่งเอาไปกินกลางทาง กลางรถไฟ ท่านเอาข้าวหลามกับปลาแห้งห่อกระดาษไปกิน ท่านอธิบายว่าเป็นแบบของกรมม้า เวลาคุมม้าล่วงหน้าไปรับเสด็จประพาสหัวเมือง ในทางกลางป่าเขากินข้าวหลามกันทั้งนั้น เวลาเย็นหยุดพักนอนก็เผาข้าวหลาม รุ่งเช้าก็แจกข้าวหลาม ต่างเอายัดใส่ย่ามกับกับ
ตามมีตามได้แล้วก็ขึ้นม้าไป หยุดที่ไหนก็กินที่นั่น ไม่ต้องหุงต้องต้มให้ลำบากเสียเวลา อยากกินเป็นคาวก็กินกับปลาแห้งปลาสลิด อยากกินเป็นของหวานก็จิ้มน้ำตาล ยักย้ายไปได้ทั้งนั้น จนถึงที่พักนอนจึงตั้งกองเผาข้าวหลามกันใหม่ เทียบด้วยพระดำรัสก็เป็นวิธีของชาวเหนือนั้นเองมายักย้ายไปตามวิธีที่มีทางใต้ ได้ถามชายเจริญใจด้วยเคยไปทำการทางภาคพายัพ ว่าข้าวเหนียวเขาเรียกอะไร ข้าวจ้าวเขาเรียกอะไร เธอบอกว่าข้าวเหนียวเขาเรียกข้าวนึ่ง ข้าวจ้าวเขาเรียกข้าวจ้าว แต่เหตุผลนั้นเธอไม่รู้
งานราชาภิเษกพระเจ้ายอร์ชที่ ๖ เห็นจะชุลมุนกันไม่ว่าที่ไหน ที่ในกรุงเทพฯ ก็ชุลมุนกันไม่น้อย เมื่อเย็นวานนี้ที่สถานทูตอังกฤษก็มีแอดโหม เกล้ากระหม่อมก็ได้ไปเยี่ยมส่งก๊าดหักมุม เห็นในลาน​สถานทูตแต่งโคมญี่ปุ่น เห็นมีโรงงิ้วปลูกอยู่ มหรสพอย่างอื่นก็คงมีอีก พวกสัพเยกจัดมาช่วย สิ่งเหล่านี้มีพรรณนาอยู่ในหนังสือพิมพ์บางกอก
ไทมส์โดยละเอียดแล้ว การจุดโคมญี่ปุ่นน่ากลัวไม่สำเร็จเพราะฝนลงเม็ดอยู่เรื่อยๆ หลายวันมาแล้ว ก็ดีไปอย่างหนึ่ง ที่ทำให้คนเป็นอหิวาตกโรค มีจำนวนลดน้อยลงไปมาก แต่ข้อนี้เป็นความเห็นของคนหัวเก่า เมื่อวันที่ ๑๑ หนังสือพิมพ์บางกอกไทมส์เขาลงเรื่องพิธีราชาภิเษกมากมาย ดูริ้วกระบวนแห่เห็นใหญ่โตเหลือล้น เจ็บปวดที่
ท่านโดมิเนียนเอาตำรวจและทหารในประเทศแห่งตนไปเข้ากระบวนแห่ด้วย ดูจะเป็นอย่าง ๙ ทัพซึ่งละครยี่เกเล่น เพราะเช่นนั้นเองจึงมีคนตื่นละครจนพากันไปดูมากมาย คิดดูการแห่เสด็จออกไปสวมมงกุฎ แล้วแห่กลับของอังกฤษเทียบได้ตรงกับแห่เลียบพระนครของไทยเรานี่เอง ทำโดยปรารถนาจะให้ชาวบ้านชาวเมืองเห็นพระองค์ พระมหากษัตริย์ซึ่งขึ้นเสวยราชสมบัติใหม่ ประกอบพร้อมทั้งมีเกียรติยศปรากฏพระพลานุภาพเพียงไรด้วย
อนึ่งเจ้าพระยายมราชได้ส่งหนังสือพิมพ์ Illustrated Weekly of India มาให้ดู ในนั้นมีรูปราชาภิเษกอินเดียแบบโบราณ เป็นรูปฝรั่งเขียนผูกขึ้นใหม่ๆ แต่เชื่อว่าก่อนที่จะเขียนผูกขึ้นนั้น คงจะได้ไต่ถามสอบสวนได้ความจากท่านพวกอาจารย์ผู้รู้มาแล้ว เกล้ากระหม่อมได้ให้ช่างชักรูปเขาถ่ายถอนออกเอาไว้ดู เป็นรูปขนาด​โปสต์ก๊าด ได้ส่งถวายมาทอดพระเนตรเล่นบัดนี้ด้วยรูปหนึ่งแล้ว
เรื่องนุ่งผ้าอย่างต่างๆ ตามที่ตรัสบอกว่า ในตำราขี่ช้างที่หอพระสมุดมีหลายอย่างนั้น เกล้ากระหม่อมพบพระยาอนุมานได้ขอให้เขาช่วยตรวจคัดมาให้ เขารับไปนานแล้ว แต่เพิ่งคัดส่งมาให้ ขอโทษว่าเอาไปลืมเสีย ในสำเนาที่คัดมา ได้อ้างว่าคัดจากหนังสือของหม่อมเจ้าปิยะภักดีนารถซึ่งซื้อมา ทำให้เกิดสงสัยว่าหนังสือของหม่อมเจ้าปิยะภักดีนารถเพิ่งซื้อมาใหม่ ฉบับที่ฝ่าพระบาทได้ทอดพระเนตร จะเหมือนกัน
หรือไม่ จึงได้คัดส่งมาถวายเพื่อทรงตรวจดูฉบับหนึ่ง อยู่ข้างมืดแปดด้าน ในตำรานั้นเองก็กล่าวไว้ว่าถ้าไม่เห็นนุ่งก็รู้ไม่ได้ เกรงว่าเวลานี้จะไม่มีใครบอกได้เสียแล้ว ทางพระยาอุทัยธรรมก็ได้ไล่เลียงดูแล้ว ท่านรู้วิธีนุ่งผ้าแต่สี่อย่างเท่านั้น คือบ่าวขุน เกี้ยวเกไล นุ่งสมปักชักพก กับนุ่งจีบโจง สามอย่างข้างต้น ได้กราบทูลมาแล้วได้ความมากออกไปแต่นุ่งจีบโจงอีกอย่างเดียว ไล่เลียงดูวิธีนุ่งก็ได้ความเหมือนเช่นพราหมณ์นุ่งเมื่อรัชกาลที่ ๖ นั้นเอง
จะกราบทูลเรื่องพระสงฆ์ใช้สวด โสอตฺถลทฺโธ กับ สพฺพพุทฺธาแทนอติเรกต่อไป ด้วยเกล้ากระหม่อมเก็บเอามาหนักหัวเห็นว่าแทนไม่ได้ เพราะสวดให้แก่ใครๆที่ไหนๆอยู่เสมอ ไม่มีคำจำเพาะเจาะจงถวายพระเจ้าแผ่นดิน เหมือนอติเรก ซึ่งมีคำว่า สุขิโต โหตุ มหาราชาอยู่ในนั้น นึกไปนึกมานึกขึ้นได้ถึงท้ายสวดมนต์เสดาะ​พระเคราะห์ มีคำว่ามนุสฺลินเทมหาราชาอยู่ในนั้น แต่ข้อความจะมีในคาถานั้นว่ากระไรบ้างไม่ได้ใส่ใจสังเกตไว้ ถ้าเป็นถวายพระพรแล้วควรจะใช้ได้ดีกว่าสองบทซึ่งใช้อยู่แล้วนั้น
ครั้นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านมาฉันเมื่อวันเกิด จึงถามท่านว่าท่านเคยรู้หรือไม่ ท่านว่าเคยสวดมาแล้วซ้ำ แต่ว่าสวดนอกๆ ข้อความเป็นถวายพระพร แต่ท่านจำได้ไม่แม่นที่จะใช้ได้ ครั้นต่อมาอีก ๗ วัน ได้ไปที่วัดเทพศิรินทร์ช่วยหญิงไอประกอบการบุญบวชสามเณรเป็นภิกษุ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านเห็นหน้าท่านก็ให้พระไปหยิบคัมภีร์สวดเสดาะพระเคราะห์มาตรวจดูทีเดียว คาถาท้ายสูตรเบื้องต้นอ้างถึงสูตรที่สวด และออกชื่อเทวดาองค์ที่บูชา แต่ตอนท้ายเป็นถวายพระพรต่อพระราชา
โดยตรง ท่านเลือกตัดเอาตอนท้ายสามคาถาว่าควรใช้แทนอติเรกได้ จะนำความไปกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเจ้าในพรุ่งนี้ ต่อมาอีกสองวันพระงั่วมาที่บ้าน บอกรายงานว่าสมเด็จพระสังฆราชเจ้าโปรดแล้วทรงรู้สึกอยู่เหมือนกันว่า บทที่ใช้อยู่นั้นห่างเหินทรงดำริหาอะไรเปลี่ยน จะหาบทที่ใช้อยู่แล้วไม่แต่งใหม่ แต่ยังทรงนึกไม่ได้ มาได้คาถาท้ายสวดเสดาะพระเคราะห์นั้นดีแล้ว ให้นัดหมายไปถึงพระสงฆ์ให้ใช้คาถานั้นทั่วกัน สาธุ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
ลักษณะนุ่งผ้าขี่ม้า
คัดจากพระสมุดตำราช้าง ฉบับซื้อจาก ม.ล. แดง สุประดิษฐ์ สมุดไทยดำเส้นรงค์ มีว่า
​สิทธิการยะ จะเรียนขี่ช้าง ให้รู้จักกลจะนุ่งผ้าขี่ช้าง ๙ ชั้น ๗ ชั้น ๕ ชั้น ๓ ชั้นเป็นนพนั้น จะบอกไว้ในนี้จะมิเข้าใจ ต่อนุ่งให้ดูแล้วจึงจะเข้าใจ จะบอกไว้แต่นุ่งผ้ามี ๔ อย่าง ๆ หนึ่งชื่อว่า บัวกลม อย่างหนึ่งชื่อว่า บัวห่อ อย่างหนึ่งชื่อว่า บัวจีบ อย่างหนึ่งชื่อว่า เกไล จะนุ่งอย่างไรก็ตามแต่จะรักนุ่งเถิด ชั้นในนั้นเหมือนกันแล
อันว่ากลจะเกี้ยวผ้านั้น ๔ อย่างๆหนึ่งว่า กระหวัดจำ อย่างหนึ่งชื่อว่า พันทนำ อย่างหนึ่งชื่อว่า ดองกำพัน ๆ เกี้ยวเป็น ๓ อย่าง อย่างเอก อย่างโท อย่างตรี อย่างหนึ่งเรียกว่า เกไล ๆ เกี่ยวเป็น ๓ อย่าง อย่างหนึ่ง เอกอุ ตรวย ๓ ชั้น อย่างหนึ่งเอกสอ
ตรวย ๒ ชั้น อย่างหนึ่งเอกมอตรวยชั้นหนึ่ง เกี้ยวได้แต่มหาดไทย กลาโหม จตุสดมภ์ จางวาง เกี้ยวกองกะพันตรี เกี้ยวเพียงคอช้าง สมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้าสั่งพระเพทราชา ผู้ว่าที่กลาโหม ให้จัดแจงผู้จะนุ่งผ้าเกี้ยวผ้าผู้ขี่ช้าง ตามบันดาศักดิ์ ให้ศึกษาร่ำเรียนให้ถูกในกฎหมายนี้
วันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
​ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ ฉบับลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคมแล้ว จดหมายของหม่อมฉันฉบับนี้จะทูลเรื่องงานฉลองราชาภิเษกพระเจ้ายอร์ชที่ ๖ ก่อน เพราะได้ทูลไปในจดหมายฉบับสัปดาหะก่อนว่าจะรอเรื่องไว้เล่าถวายเสร็จงานในสับดาหะนี้
ข้อต้นที่ควรจะเล่าก่อนอื่นคือ ในงานนี้มีหนังสือโครงการ Program พิธีราชาภิเษกฉบับหลวง พิมพ์ที่กรุงลอนดอนส่งออกมาจำหน่ายทั่วราชอาณาเขตอังกฤษแต่ก่อนงานเล่ม ๑ ในสมุดนี้มีทั้งรายการพิธีและมนต์ที่สวดในการพิธีบริบูรณ์ อ้างว่าไม่เคยพิมพ์บริบูรณ์เหมือนอย่างนี้มาแต่หนหลัง ราคาขายตามมาตราเงินอังกฤษเล่มละ ๒
ชิลลิง ที่ปีนังนี้ขายเล่มละเหรียญ ๑ ว่าจะเอาเงินที่ขายได้ไปเพิ่มเข้าในทุนบุญนิธิงานฉลองราชสมบัติพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ หม่อมฉันซื้อมาอ่านเล่ม ๑ เห็นเขาทำดีมาก ไม่ยืดยาวแต่อ่านเข้าใจง่ายได้ความรู้แจ่มแจ้ง หม่อมฉันนึกว่าท่านคงจะโปรดจึงซื้ออีกเล่ม ๑ ส่งมาถวายพร้อมกับจดหมายฉบับนี้
พิจารณาดูระเบียบการพิธีราชาภิเษกของอังกฤษ ถึงต่างครูบาอาจารย์กับตำราของเรา แต่ก็มีร่องรอยทำนองเดียวกันหลายอย่างคือ มีเครื่องต้น เครื่องราชกกุธภัณฑ์ มีอภิเษก (ด้วยน้ำมัน) ​และมีเลียบพระนคร น่าทรงพระวิจารณ์
นอกจากสมุดโครงการที่ทูลมาแล้ว มีหนังสือพิมพ์ Illustrated London News ทำฉบับพิเศษเรื่องราชาภิเษกออกขายเมื่อก่อนงานอีกฉบับหนึ่งก็ทำดีมาก หม่อมฉันส่งฉบับของหม่อมฉันมาถวายทอดพระเนตรด้วย แต่ฉบับนี้ทรงแล้วขอประทานคืนมา
ส่วนงานที่ทำ ณ เมืองปีนังนี้ ดูตั้งใจจะทำให้ใหญ่โตกว่างานฉลองรัชกาลพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ เมื่อ ๒ ปีมาแล้ว หรือถ้าจะว่าทำให้ใหญ่โตกว่าที่เคยทำมาแต่ก่อนๆ ทุกครั้งก็ว่าได้ แต่โครงการก็เป็นอย่างเดียวกันนั้นเอง เพราะชาวปีนังทำได้แต่เพียงอย่างที่ทำนั้น คือ
๑) ตั้งซุ้มคร่อมที่ต่างๆ แต่งเครื่องประดับบ้านเรือนและรายธงตามริมถนนหลวง
๒) แต่งประทีปด้วยไฟฟ้า ฉายแสงบ้าง ประดับบ้างทั่วไป
๓) คราวนี้มีเรือรบมาทอดสำหรับยิงสลุตด้วยลำ ๑
๔) มีคนข้ามมาดูงานจากตามเมืองในแหลมมลายูมากนับเป็นหมื่น ดูผู้คนล้นหลามไปทุกแห่ง
เริ่มงานเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๐ พฤษภาคม เวลาเย็นประชุมชาวเมืองในสนาม Esplanade ที่ริมป้อม เจ้าเมืองอ่านคำสามิภักดิ์ของชาวเมืองที่จะส่งไปถวายพระเจ้ายอร์ชที่ ๖ เป็นภาษาอังกฤษ ​แล้วให้ล่ามแปลอ่านให้ชาวเมืองฟัง เป็นภาษามลายู ภาษาจีน และภาษาทมิฬด้วย
วันที่ ๑๑ ตั้งแต่เวลาเที่ยงพวกจีนเดินกระบวนแห่ เรียกว่า “ซิงเค” Chingay มีธงทิว โล่โก๊ แตรวง มโหรี และทำรูปอะไรต่างๆ ตั้งบนรถยนต์ จำนวนคนเข้ากระบวนแห่กว่าหมื่น เดินแห่วกวนไปตามถนนต่างๆ จนจวนค่ำ หยุดพักครู่หนึ่ง พอพลบค่ำเดินกระบวนแห่อีก ตอนนี้แต่งไฟฟ้าบนรถยนต์ทำรูปอะไรต่าง ๆ (วิธีใช้ไฟฟ้านั้น เอาเครื่องไฟฟ้าอย่างย่อม ตั้งบนรถกระบะตามติดและล่ามสายลวดถึงรถที่แต่ง) เดินแห่ตอนค่ำไปตามถนนต่างๆ จนเที่ยงคืนจึงเลิก
ในตอนค่ำวันนี้ เจ้าเมืองเชิญพวกผู้หลักผู้ใหญ่ในเมืองปีนังไปนั่งดูแห่ที่จวน เลี้ยงของว่างด้วย
ตอนบ่ายมีงานประชุมเด็กชาวอินเดียเล่นกีฬาที่สนามแห่ง ๑ พวกมลายูมีมหรสพที่สนามแห่ง ๑
วันที่ ๑๒ เป็นวันราชาภิเษก
พอรุ่งสว่างพวกจีนจุดประทัด
เวลา ๘.๓๐ นาฬิกา มีการสวนสนาม รวมพลทั้งทหารเรือและทหารมรีน ขึ้นมาจากเรือรบกับพวกทหารสมัครในพื้นเมือง และพวกตำรวจพร้อมกันที่สนามคลี เจ้าเมืองกรมการทั้งปวงแต่ง​เต็มยศไปในการสวนสนามนั้น
เวลาเช้าวันนี้ตามวัดทุกลัทธิศาสนา มีการประชุมชนในศาสนานั้นๆ ถวายชัยมงคล
เวลาเที่ยงเรือรบยิงสลุตถวายชัย
เวลาแต่เที่ยงครึ่งจนพลบค่ำพวกจีนเดินกระบวนแห่อีกครั้ง ๑
เวลาบ่ายโมง ๑ พวกอังกฤษเลี้ยงพวกหัวหน้า คฤหบดีทุกชาติที่สโมสรปีนัง
เวลาบ่ายแต่ ๒ โมง พวกเศรษฐี “เจติยา” ทมิฬเลี้ยงคนจนที่เทวสถาน ถนนน้ำตก พวกสโมสรการเล่นของจีน มีการเล่นกีฬา แข่งขันในระหว่างโรงเรียนจีน
เวลาค่ำแต่ ๗ นาฬิกาจุดดอกไม้ไฟที่สนามม้า และจุดกองไฟบนยอดเขา
เวลาค่ำ ๙ นาฬิกาแห่กระบวนเรือประดับประทีป เรือรบอังกฤษแต่งประทีปด้วย
วันที่ ๑๓ แต่เวลาเที่ยงวันจนเที่ยงคืน พวกจีนแห่อีกครั้ง ๑
เวลากลางวันเจ้าเมืองเลี้ยงกงศุลต่างประเทศ
เวลาบ่ายมีการกีฬาของพวกนักเรียนจีนที่สนามแห่ง ๑ มีการกีฬาของพวกเด็กลังกาที่สนามอีกแห่ง ๑ มีฟุตบอลที่สนามอีกแห่ง ๑
​เวลาค่ำฟังพระเจ้ายอร์ชตรัสทางวิทยุ ส่งมาแต่กรุงลอนดอน
วันที่ ๑๔ เรือรบอังกฤษ ยอมให้เด็กชาวเมืองลงไปดูเรือ
เวลาเช้าแต่ ๑๑ นาฬิกาจนป่าย ๑๓ นาฬิกา พวกลังกาเลี้ยงคนจนที่สนามแห่ง ๑ เวลาบ่าย ๑๖ นาฬิกา (พวกมลายู) เลี้ยงเด็กมลายูที่สนามนั้น
วันที่ ๑๕ แต่เวลาเช้า ๑๑ นาฬิกาจนบ่าย ๑๓ นาฬิกา พวกชาวอินเดียเลี้ยงคนจน
แต่เวลาบ่าย ๑๖ นาฬิกาจน ๒๑ นาฬิกา พวกมลายูเดินกระบวนแห่ตามถนน (คนในกระบวนว่าถึงหมื่นเหมือนแห่ของพวกจีน)
เวลาบ่าย ๑๗ นาฬิกา เจ้าเมืองเลี้ยงพวกลูกเสือผู้หญิง Girl Guides และให้ดูแห่มลายูซึ่งเดินผ่านในบริเวณจวนเมื่อเวลาค่ำด้วย หมดระเบียบงานเท่านี้
ในงานนี้รัฐบาลทำเหรียญพระรูปพระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสีกาไหล่ทอง ห้อยแพรแถบสีขาวขาบแดงเป็นริ้ว แจกเด็กนักเรียนที่จดทะเบียนให้ติดอกในเวลางานทุกโรงเงียน จำนวนเหรียญเห็นจะตั้งหมื่น (ลูกหลานของหม่อมฉันก็ได้ทุกคน และยังมีสมุดเล่าเรื่องราชาภิเษก แจกนักเรียนชั้นใหญ่ตั้งแต่ชั้น ๔ ขึ้นไปด้วยทุกคน และยังมีเหรียญอีกอย่างหนึ่งคล้ายกันแจกพวกเจ้าหน้าที่​ด้วย นอกจากนั้นยังให้รางวัลแข่งขันในการแต่งซุ้มและประดับเรือนและทำเครื่องแห่ เห็นจะต้องลงทุนมากอยู่
มีของที่เห็นแปลกควรจะทูลไขข้อเพิ่มเติมอย่างหนึ่งด้วยแบบซุ้มที่ทำตั้งคร่อมถนนเมื่อครั้งงานฉลองรัชกาลพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ มีซุ้มของฝรั่งซุ้มหนึ่ง ทำเป็นรูปร่างของที่ก่อสร้างด้วยหล่อคอนกรีตอย่างสมัยใหม่ ปักเสาตีไม้ระแนงเป็นโครงแล้วเอาผ้าบุหุ้มทาสี ไม่มีลวดลายธงทิวหรือเครื่องประดับอย่างอื่น นอกจากตรึงราวโคมไฟฟ้าติดซุ้มเป็นเส้นๆ เวลากลางคืนเมื่อจุดไฟฟ้า แสงไฟเข้ากับสีส่งรูปซุ้มงามยิ่งนัก ซุ้มนั้นได้รางวัลที่ ๑ อีกซุ้ม ๑ ทำเป็นประตู ๓ ช่องมีหลังคาเก๋งประสานสีต่างๆ และประดับ
ประดาตามแบบจีน ซุ้มนี้ได้รางวัลที่ ๒ อีกซุ้ม ๑ ทำรูปซุ้มอย่างสามัญ แต่มีรูปภาพพระเจ้ายอร์ชกับพระราชินีมารีเท่าพระองค์อย่างรูปภาพเขียนติดเข้ากรอบติดบนหลังซุ้ม ได้รับรางวัลที่ ๓ บรรดาซุ้มที่ทำในงานฉลองราชสมบัติครั้งนี้ เอาอย่างซุ้มที่ได้รับรางวัล ๓ ซุ้มนั้นมาทุกแห่งก็ว่าได้ คงอยู่ในเป็นแบบอย่างก่อคอนกรีต หรือเป็นประตูจีน หรือติดพระรูปพระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสีทั้งนั้น ทูลเล่าเรื่องฉลองราชาภิเษกแล้ว หม่อมฉันส่งรูปถ่ายมาถวายด้วย รูปสี่เหลี่ยมหม่อมฉันฉายเอง รูปรีหญิงพิลัยฉาย
จะทูลข่าวในสัปดาหะนี้ต่อไปเมื่อวันที่ ๑๒ พระนางสุวัฒนา​กับเจ้าฟ้าหญิงเพ็ชรรัตนมาถึง เธอไม่ประสงค์จะพักที่ซินนามอนฮอล หม่อมฉันจึงไปหาห้องที่โฮเต็ลอีแอนด์โอ E. & O. เตรียมไว้เป็นที่พัก และให้หญิงพูนกับหญิงเหลือไปรับถึงรถไฟ ตัวหม่อมฉันกับหญิงพิลัยไปรับที่ท่าเรือพามายังโฮเต็ล เธอมาประจวบเวลางานฉลองราชาภิเษก หม่อมฉันจึงพาเที่ยวทอดพระเนตรแต่งประทีปที่ในเมือง แล้วไปทอด
พระเนตรจุดดอกไม้ไฟที่สนามม้าแล้วพากลับโฮเต็ลเวลาเสวย ต่อนั้นมาเธอเที่ยวเตร่โดยลำพัง วันที่ ๑๓ เสด็จมารดน้ำสงกรานต์ประทานหม่อมฉัน และว่าใคร่จะเสด็จไปเฝ้าเจ้านายพระองค์อื่นๆ ด้วย หม่อมฉันจึงให้หญิงพูนพาไปเฝ้า ทราบว่าต้อนรับดีทุกแห่งแล้วกลับมาเสวยกลางวันที่ซินนามอนฮอล จะทูลถึงเจ้าฟ้าหญิงต่อไป เวลานี้พระชันษาได้ ๑๒ ปีแล้ว พอเห็นก็รู้สึกสงสารเป็นกำลัง แต่เมื่อคุ้นเคยกันยิ่งขึ้นก็เกิด
พิศวง ด้วยเห็นทั้งพระอุปนิสัยมีทั้งที่ดีและที่ร้าย ด้วยเคราะห์กรรมระคนปนกัน ที่ดีนั้นคือพระหฤทัยที่จะสนิทชิดชอบกับพระญาติของสมเด็จพระชนก โดยอุปนิสัยไม่ขวยเขิน ตรัสอะไรก็ตรงๆ โดยซื่อ บางทีก็ส่อให้เห็นว่ามีปัญญา แต่มี “ฟู้” ระคนปนไป จึงทำให้เกิดทั้งความรักและความสงสารด้วยกันทั้งสองอย่าง ถ้าหากรักษาเส้นประสาทที่วิปริตให้หายได้ ดูมีแววจะดีมิใช่น้อย เธอเสด็จกลับไปกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๔ หม่อมฉันได้ไปส่งถึงรถไฟ ได้ฉายรูปเจ้าฟ้าหญิงกับ​พระนางสุวัฒนาถวายมาด้วย
หญิงเสมอภาคที่มาด้วยกับพระนางสุวัฒนา ยังจะอยู่ที่ปีนังต่ออีก ๗ วัน หม่อมฉันจึงรับมาอยู่ที่ซินนามอนฮอล เธอจะกลับวันที่ ๒๑ พอเหมาะเวลาหม่อมฉันจึงฝากจดหมายฉบับนี้กับสมุดต่างๆ ที่ทูลมาข้างต้นให้เธอพามาถวาย
ทีนี้จะทูลสนองความบางข้อในลายพระหัตถ์ต่อไป เรื่องพระสวด โสอตฺถลทฺโธ แทนอติเรก แล้วมาเปลี่ยนเป็นสวด สพฺพพุทธา แทน โสอตฺถลทฺโธ นั้น เราได้พูดกันมาคราวหนึ่งแล้ว มีความเห็นร่วมกันว่าถ้ายังไม่ถึงเวลาควรถวายอติเรกก็ไม่ควรจะสวดอะไรแทน หม่อมฉันคิดพิเคราะห์คำที่สวดแทนอติเรกทั้ง ๒ อย่างนั้นเห็นว่า โสอตฺถลทฺโธ สำหรับสวดให้พรแก่ผู้ที่ถือพระพุทธศาสนา สพฺพพุทธา สำหรับสวดให้พร
เป็นสาธารณะ ประเพณีที่สวดก็ใช้กันมาเช่นนั้น ถ้าว่าตามวิเคราะห์นี้ดูเป็นการร้าย เสมือนสวด โสอตฺถลทฺโธ ด้วยเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงถือพระพุทธศาสนา มาเปลี่ยนเป็น สพฺพพุทธา ด้วยสงสัยว่าพระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงถือพระพุทธศาสนา ใช่วิสัยที่สมเด็จพระสังฆราชจะทรงคิดเห็นเช่นนั้นได้ พยายามสืบหาเหตุที่เปลี่ยนก็ไม่ได้ความ ที่เปลี่ยนใหม่กลับไปสวดตาม นวพยุสมธมมฺ ดูก็ดีแล้ว
รูปภาพราชาภิเษกอย่างแบบอินเดียที่ประทานมานั้น หนังสือ​พิมพ์ Illustrated Weekly of India ก็มีที่หอสมุดเมืองปีนัง หม่อมฉันจะค้นดูเมื่อได้มาอ่านถ้ามีคำอธิบายให้ความรู้แปลกอย่างไรจะทูลต่อไป
ตำรานุ่งผ้าต่างๆ นั้น หม่อมฉันเห็นในตำราช้างฉบับอื่นที่มีอยู่ในหอพระสมุดนานมาแล้ว แต่ก็จำไม่ได้ว่าที่อย่างและเรียกว่ากระไรบ้าง แต่ก็คงตรงกันกับฉบับของหม่อมเจ้าปิยะ (ซึ่งเป็นผู้อุตส่าห์รวบรวม) ไม่ควรเรียกว่าฉบับหม่อมหลวงแดง (ซึ่งผู้เอาออกขายเป็นอนาประโยชน์ฝืนคำสั่งของปู่)
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร (๒)
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
เมื่อหม่อมฉันเขียนจดหมายเวรสำหรับสัปดาหะนี้ ลงชื่อเสร็จแล้ว เมล์ยุโรปมาถึงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๐ พฤษภาคม หม่อมฉันได้รับไปรษณียบัตรมิสเตอร์ แอตกินสัน ทนายความ พวกเดียวกับมิสเตอร์ บริกเฮาส์ เขาไปเที่ยวยุโรปถึงเมืองฮอมเบิกในเยอรมันนี ไปเห็นศาลาแบบไทยที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพระราชทาน เขา​จึงซื้อ
ไปรษณียบัตรรูปฉายศาลานั้นส่งมาให้ พอหม่อมฉันแลเห็นรูปก็นึกว่า บางทีพระองค์ท่านจะได้เกี่ยวข้องในการให้แบบศาลานี้ จึงส่งมาถวายทอดพระเนตร ใครให้แบบก็ตามงามกว่าปราสาทที่ส่งไปในปารีสในงานพิพิธภัณฑ์คราวหลังนี้ มีเสียแต่ซุ้มประตูที่ก่อผิดทรงซุ้มประตูไทยเช่นเดียวกัน แต่น่าชมที่เขารักษาดี.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ได้รับประทานด้วยดีแล้ว ลายพระหัตถ์ปิดสแตมป์ที่ระลึกการราชาภิเษกพระเจ้ายอชที่ ๖ ของเสตรตร เสตลเมนตส์ มาลายา ราคา ๑๒ เซนต์ เห็นผูกดีโปร่งงามพอใจ ทำให้อยากได้ครบทุกอย่างที่มีออกแม้ไม่เป็นการ​ลำบาก จะทรงพระเมตตาโปรดหาส่งประทานไปให้ครบทั้งชุด ก็จะเป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า
ประหลาดใจที่ทรงจำรูปชนช้างในวัดบวรสถานได้ถี่ถ้วนเท่าช่างเขียนผู้ที่มีใจใฝ่อยู่ในวิชา จะเล่าเรื่องอันน่าสมเพชถวาย ในกาลก่อนคราวหนึ่ง เกล้ากระหม่อมนัดกำหนดกับกรมหมื่นวรวัฒน์ ถึงวันอาทิตย์แล้ว พากันลงเรือเล็กเอาข้าวปลาใส่เรือให้บ่าวมันแจวไปตามแม่น้ำลำคลองไม่มีที่หมายว่าจะไปไหน เห็นวัดไหนชอบมาพากลก็แวะขึ้นเที่ยวค้นหาว่าจะมีอะไรดูบ้าง ถึงเวลากลางวันก็เลยกินข้าวเสียด้วย ในการเที่ยวไปอย่างนั้น บางคราวก็ได้พบของดีของแปลกอันพึงจำเป็นครูมาเพิ่มความรู้ได้
มีพวกช่างหลายคนที่รู้ความข้อนั้นขึ้นแต่เราพูดกัน จึงมาขอตามไปเที่ยวด้วยโดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ตนบ้าง เราก็อนุญาตให้ไปด้วย ครั้นเมื่อขึ้นไปดูก็ต่างคนต่างดูไม่ค่อยได้พูดอะไรกัน เพราะพะวงอยู่ในการดู ต่อกลับลงเรือแจวต่อไปเป็นเวลาว่างเปล่า เกล้ากระหม่อมกับกรมหมื่นวรวัฒน์จึงพูดกัน พูดถึงสิ่งนั้นดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนั้นตามที่ขึ้นเห็นมา แต่ช่างที่ไปด้วยแลดูตาค้างไม่พูดเข้ากุมปนีด้วย ได้ถามเขาว่าเห็นไหมก็บอกว่าไม่เห็น ให้นึกอ่อนใจว่านี้จะไปเที่ยวดูให้เสียเวลาทำไม
ข้อที่ทรงสันนิษฐานการปฏิสังขรณ์วัดบวรสถานผิดนั้น ผิด​แต่เวลาอ่อนแก่ หาเป็นการสำคัญไม่ แต่ทูลกระหม่อม พระองค์เป็นผู้ทรงพระราชดำริปฏิสังขรณ์เพื่อตั้งพระพุทธสิหิงค์นั้น ไม่มีข้อสงสัยว่าจะผิดไปเลย ชัอสงสัยไปมีอยู่ที่กรมศักดิ์ทรงสร้างวัดบวรสถานนั้นขึ้น มีพระประสงค์จะทรงตั้งอะไรเป็นประธานที่ในนั้น พระยืนที่ทรงสร้างก็เห็นว่าขวางหนักที่จะตั้งเป็นประธานได้
ติดใจรูปเขียนในวัดบวรสถานอยู่อีกห้องหนึ่ง เห็นว่าดีล้ำเลิศกว่าที่เคยเห็นมา เขียนเป็นรูปกำลังทิ้งผลกัลปพฤกษ์ มีคนตั้งร้อยตั้งพันโก้งโค้งโก้งขวิดแย่งกันเป็นกลุ่มๆ ไม่ได้เขียนให้เห็นลูกมะนาว แต่รู้ได้ว่าลูกมะนาวตกลงที่ตรงไหน เพราะมีรูปคนรุมกันเข้าไปที่ตรงนั้นเป็นวงๆ ที่ใกล้ต้นกัลปพฤกษ์มีคนอย่างเยียดยัดห่างออกมาค่อยบางเบาลงทีละน้อย ดูเห็นเหมือนจริงอย่างที่สุด ไม่เคยเห็นฝีมือช่างผู้นี้ที่ไหนมาก่อนเลย กรมหมื่นวรวัฒน์บอกว่าชื่อนายมั่นเป็นคนของเจ้าฟ้า ปกติของช่างเขียนมัก
ขี้เกียจ ทำเพียงสุกเอาเผากินเป็นพื้น เขียนแต่ตัวที่เป็นเนื้อเรื่องอันจะหลบหนีไปเสียไม่ได้เท่านั้น ถ้าเนื้อเรื่องมีตัวน้อยก็ทำแต่พื้นที่ว่างไว้ เสียไม่ได้ที่ตั้งสองศอกก็เขียนคนใส่ลงไปสักสองสามคน รูปที่เขียนใส่ลงไปนั้นก็ไม่ได้คิดให้ทำอะไร กรมหมื่นวรวัฒน์เคยค่อนว่านี่เขียนคนบ้าคนใบ้ไว้ทั้งนั้น ไม่พูดกันไม่ดูกัน ไม่ทำอะไร นั่งยืนเหม่อๆ ไปตาม​บุญตามกรรม จริงอย่างนั้น แต่ของนายมั่นหาเป็นเช่นนั้นไม่ จึงได้เห็นว่าดีนัก
ช่างที่หมั่นเขียนภาพนอกเรื่องมากมาย ประกอบด้วยความคิดลางทีก็มีบ้าง เหมือนเมื่อครั้งซ่อมวัดพระแก้วคราวร้อยปี เกล้ากระหม่อมกำลังหนุ่มรักการช่างเป็นชีวิตจิตใจ มีหน้าที่เป็นนายด้านซ่อมหอพระคันธารราษฎร์อยู่ด้วย เมื่อไปดูงานแล้วก็ออก
เดินดูเขา เขาเขียนกันรอบพระระเบียง ในการไปเที่ยวเดินดูนั้น มักลากเอากรมหมื่นวรวัฒน์ ซึ่งท่านไปรับเขียนห้องพระระเบียงถวายอยู่นั้นไปด้วย ไปเห็นช่างคนหนึ่งชื่อนายอยู่ มีคนนับถือเรียกกันว่าครูอยู่ก็มี เห็นจะส่งเดชให้สมกับที่เป็นครูเขียนภาพตีนห้องมากมาย เป็นรูปช้างน้ำมันไล่คน คนแตกหนีล้มลุกคลุกคลานผ้านุ่งห่มหลุดหลุ่ย
นุ่งไม่รู้จักแน่นตามเคย ผู้ชายหกล้มจมทับผู้หญิง สกปรกเหลือทน เกล้ากระหม่อมเห็นไม่ไหว แต่ไม่กล้าพูด เพราะรู้ตัวว่าเป็นเด็ก กรมหมื่นวรวัฒน์อดไม่ได้ถามว่า ที่เขียนนี่นะได้นึกหรือเปล่าว่าเมื่องานเสร็จแล้ว ในหลวงจะต้องเสด็จมาทอดพระเนตรตรวจงาน ลางทีจะมีข้างในตามเสด็จออกด้วย เมื่อท่านเห็นรูปนี้เข้า ท่านจะว่ากะไรบ้าง ตาอยู่ได้ฟังตกใจมาก ว่าจริงทีเดียว เกล้ากระหม่อมไม่ทันคิด ต่อมาอีกสองสามวันไปดูเห็นลบหมด เขียนคนใบ้คนบ้าไว้สองสามตัวตามเคย
​ทีนี้จะกราบทูลความเห็นเรื่องพระคชาธาร ฉัตรก็คือร่ม เจ้าร่มขาวหลวงพระบาง ร่มเป็นเครื่องประจำยศ พร้อมด้วยบังสูริย์พัดโบก ยศน้อยลงก็ลดลงเป็นชั้นๆ ฉัตรหลังพระคชาธาร แม้ถูกชนปังเดียวก็จะต้องหักสะบั้นลงมาเป็นแน่ เศวตฉัตรจะเป็นร่มขาว
ซึ่งพนักงานเดินดินจะเชิญเอางานถวายพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งประทับอยู่เหนือคอช้างจะได้หรือไม่ เห็นจะไม่สูงกว่าประทับพระที่นั่งพุดตานในการแห่พยุหยาตราไปมากนัก อนึ่งคนกลางช้างที่นั่งบนหลังช้างเปล่าไม่ได้นั่งสัปคับแบบแผนก็มี แม้ช้างพระที่นั่งกลางช้างจะนั่งบนหลังเปล่า คอยส่งพระแสงถวายผลัดเปลี่ยนในเวลาอันจำเป็น และ
รับสั่งให้สัญญาหางนกยูง จะเป็นอันสำเร็จประโยชน์ได้หรือไม่ อาวุธอันจะพึงใช้ในการรบซึ่งจะนำไปบนหลังช้างจะเตรียมทำที่สอดใส่ไปอย่างไรก็ได้ ในตำราเพชรพวงก็มี สั่งชาวแสงให้เชิญพระแสงปืนพระแสงดาบ ไปสอดไปผูกไว้ข้างและหลังเบาะที่ประทับ (เหนือคอช้าง) นั้นเอง อีกประการหนึ่งเห็นรูปสัปคับรถ ซึ่งเขมรฉลักไว้ที่พระระเบียงพระนครวัดดูเตี้ยๆ พื้นสัปคับเห็นจะไล่เรี่ยกับกระดูกสันหลังช้าง คนรบที่ขี่ช้างทำเท้าหน้าเหยียบบนสัปคับ เท้าหลังเหยียบอยู่ท้ายช้างก็มี สัปคับเตี้ยพอทำได้
อย่างนั้น อีกอย่างหนึ่งเคยเห็นของลาว เจ้าพระยาสุรศักดิ์เอามาสานด้วยหวายทำเป็นสองซีก มีห่วงผูกติดกันเรียกว่า วอง ในนั้นไม่เห็นมีพื้น จะเอา​แต่เบาะยัดลงไปหรืออย่างไรไม่ทราบ ถ้าผูกวองชนิดนั้นให้กลางช้างนั่งเห็นพอจะไปได้ไม่บังตาคนท้าย และแม้จะถูกชนสักทีสองทีก็เห็นจะมิพอเป็นไร แต่ถ้าพื้นตั้งบนหย่องขนไปสูงโงนเงนอยู่่บนหลังช้างแล้วปักเศวตฉัตร คนให้สัญญานั่งเปลอย่างเช่นเห็นอยู่ทุกวันนี้ ถูกชนโครมเดียวเป็นหกคะเมนม้วนต้วนลงมาหมดเป็นแน่แท้
ตั้งใจว่าจะทูลถามแต่แล้วก็ลืมไป พระดำริที่ว่าไปงานศพควรจะไปแต่งขาวดำแต่ที่อยู่ในวงเจ็ดชั่วโคตรนั้น ถ้านอกออกไปจากเจ็ดชั่วโคตร ทรงพระดำริเห็นว่าควรจะแต่งอย่างไร นึกถึงที่เคยได้ยินมาว่า แต่ก่อนไปงานศพนุ่งสีกุหร่ากันก็มี พระยาอนุมานเคยสงสัยถามมาว่า พระมาลาสีกุหร่านั้นเป็นสีอย่างไร เกล้ากระหม่อมก็บอกไปตามที่เคยเห็นว่าเป็นสีเทาเจือแดง แกย้อนบอกมาว่า พราหมณ์ศาสตรีบอกว่าดำ กุหร่ามีในภาษาทมิฬ แปลว่าหมวก ไม่เป็นสี ไขว้เขวกันไปชอบกลดี
ลืมกราบทูลแสดงความเสียใจไป เห็นในหนังสือพิมพ์เขาลงว่ากุมภกรรณตกกะไดอะไรที่ไหนแขนหัก ต้องเข้าอยู่โรงพยาบาล น่าสงสารอ้วนโตจนทรงตัวไม่ใคร่ได้
องค์ธานีกลับเข้าไปกรุงเทพฯ เอาหนังสือรามเกียรติซึ่งทำที่เมืองชะวาเข้าไปฝากเล่มหนึ่ง หนังสือนั้นแบ่งเป็นสามตอน ตอนที่ ๑ เป็นหนังสือเล่าเรื่องรามเกียรติโดยย่อ ตอนที่ ๒ เป็นรูป​ฉลักศิลาที่สถานปรัมบานั้น อันเคยได้เห็นรูปถ่ายเข้าไปมากอยู่แล้ว ตอนที่ ๓ เป็นฉลักศิลาที่สถานปนตารัน (Panataran) สถานนี้ไม่เคยได้ยินชื่ออยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ รูปภาพที่ถ่ายได้มาก็ไม่เคยเห็น เมื่อเทียบดูกันทั้งสองสถานเห็น
ผิดกันมาก แต่ที่สถานปรัมบานั้นเป็นรูปอย่างคนๆ พื้นที่ก็เป็นไปในทางข้างของจริง แต่ที่สถานปนตารันนั้น รูปภาพใกล้ไปทางข้างหนังแขก แลพื้นที่เขาไม้เมฆดัดแปลงไปเป็นเชิงลายกนก ทำให้รู้สึกได้ว่าการช่างในเมืองชะวาก็เดินไปเป็นชั้นๆ มีหลายชั้นด้วยกัน ที่สถานปรัมบานั้นน่าจะเป็นฝีมือพวกฮินดูฉลัก ที่สถานปนตารันเป็นฝีมือพวกชะวาฉลักเป็นแน่นอน ดูไม่ค่อยจะได้อะไรเพราะท่วงทีเป็นเชิงลวดลายไปเสีย
ทั้งนั้น ที่สถานปรัมบานั้นได้คติมาก เพราะฉลักอย่างของจริง ตอนพระฤษีวิศวามิตรเข้าไปเฝ้าเยี่ยมท้าวทศรถ มีรูปประตูวังประตูนั้นตั้งอยู่สูง จะเข้าจะออกต้องขึ้นกะไดสามคั่น เหมือนประตูที่วัดราชบพิธ เกล้ากระหม่อมไปถวายน้ำสมเด็จพระสังฆราชเจ้าเมื่อสงกรานต์ พอเดินเข้าประตูก็นึกว่า นี่ทำไมจึงทำประตูให้ต้องปีนกะไดทั้งเข้าทั้งออก ดูไม่มีมูลเลย แล้วก็นึกได้ว่ามันสืบเนื่องมาแต่โคปุระ แห่งเทวสถานต่างๆ เป็นมูล
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
​บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคมแล้ว ที่ต้องพระประสงค์แสตมปไปรษณีย์ออกใหม่ในรัชกาลพระเจ้ายอร์ชที่ ๖ นั้น หม่อมฉันให้หญิงเหลือไปหาณออฟฟิศไปรษณีย์ที่เคยไป เมื่อได้มาพิจารณาดูเห็นเขาผูกลายดีจริง เขาบอกว่าเพิ่งได้มาแต่แสตมป์ที่ระลึกงานราชาภิเษกที่มีพระรูป พระเจ้ายอชกับพระมเหสีอย่างเดียว ดังหม่อมฉันถวายมากับจดหมายฉบับนี้ แสตมป์ที่มีแต่พระรูปพระเจ้าแผ่นดินยังไม่ได้มา เมื่อมีมาหม่อมฉันจึงจะหาส่งมาถวาย
ข้อปัญหาที่ตรัสมา ว่ากรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ จะได้ทรงเจตนาตั้งพระพุทธรูปองค์ใดเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาสนั้น หม่อมฉันคิดเห็นอีกทางหนึ่งบางทีจะถูก ด้วยประเพณีการสร้างวัด สร้างวัดก่อน แล้วจึงสร้างหรือเที่ยวหาพระพุทธรูปที่จะตั้งเป็นประธาน น่าจะเป็นดังนี้มาแต่สมัยกรง
สุโขทัย น่าจะสันนิษฐานว่า ที่สร้างวัดมหาธาตุในพระราชวัง จะสร้างตรงที่ถวายพระเพลิงพระศพ ในบริเวณพระราชมณเฑียรของพระเจ้าแผ่นดิน องค์ที่สร้างพระนครหรือองค์ที่ล่วงรัชกาลมาแล้ว ก่อพระสถูปขึ้นเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิเป็นสำคัญจึงเรียกว่า “วัดมหาธาตุ” ​ต่อมาภายหลัง (บางทีจะเป็นในรัชกาลที่ ๓) จึงหล่อพระศรีสัก
ยมุนีเป็นพระประธานในพระวิหารหลวง ชึ่งเข้าใจได้ว่าสร้างต่อพระมหาธาตุเมื่อภายหลัง เพราะอยู่ใกล้จนกระชั้นบริเวณพระราชมณเฑียรที่สร้างใหม่ มามีกรณีเช่นเดียวซ้ำอีกครั้ง ๑ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งครองเมืองเหนืออยู่ก่อน ได้รับรัชทายาทเสด็จลงมาครองพระนครศรีอยุธยา ก็ให้สร้างพระสถูปที่บรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระชนกาธิราชขึ้นในพระราชวัง ถวายที่ตรงนั้นเป็นวัด เมื่อ พ.ศ. ๒๐๓๕ ต่อนั้นมาอีก ๗ ปีถึง พ.ศ. ๒๐๔๒ จึงหล่อ
พระพุทธรูปยืน ขนานพระนามว่า “พระศรีสรรเพชฎาญาณ” เป็นพระประธานในวิหารหลวง คนทั้งหลายก็เรียกพระนามพระพุทธรูปเป็นชื่อวัดว่า วัดพระศรีสรรเพชญ์แต่นั้นมา พิเคราะห์กรณีส่อให้เห็นว่า สมเด็จพระรามาธิบดีเอาแบบอย่างที่สร้างวัดมหาธาตุในเมืองสุโขทัย มาสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ในพระนครศรีอยุธยา ที่ในหนังสือพระราชพงศาวดาร ว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถถวายที่พระราชวังเป็นวัดโดยไม่มีมูล ในหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ก็หากล่าวถึงเรื่องนั้นไม่
วัดหลวงที่สร้างในสมัยกรุงรัตนโกสินทร ก็สร้างวัดก่อนทั้งนั้น คิดดูเห็นมีวัดที่สร้างถวายพระประธาน แต่วัดพระศรีรัตน​ศาสดารามกับวัดพระพุทธรัตนสถานเท่านั้น ตามวินิจฉัยที่ทูลมาเมื่อเอามาเปรียบกับกรณีที่สร้างวัดบวรสถาน เห็นจะคิดหล่อพระประธานใหม่ ข้อนี้มีเค้าเงื่อนไขด้วยกรมพระราชวังบวรฯ พระองค์นั้น เชิญพระพุทธ
รูปโบราณที่เป็นพระสำคัญเข้ามาไว้ในกรุงเทพฯ ถึง ๒ องค์ คือพระโตที่วัดสระตะพานเมืองเพ็ชร์บุรีองค์ ๑ ก็เอาไปตั้งเป็นพระประธานที่วัดบวรนิเวศ พระชินสีห์เชิญลงมาจากเมืองพิศณุโลก ก็เอาไปตั้งที่มุขด้านหลังพระอุโบสถวัดนั้นเหมือนกัน ไม่ปรากฏว่ามีพระพุทธรูปโบราณที่สำคัญอย่าง ๒ องค์นั้นยังเหลืออยู่ที่ใดอีก อัน
สมควรจะเชิญมาเป็นพระประธานวัดบวรสถาน นอกจากพระชินราชที่เมืองพิศณุโลก แต่ก็เชิญมาไม่ได้ด้วยเป็นพระศรีเมือง แต่พระอุโบสถวัดบวรสถานไม่ได้สร้างสำหรับพระพุทธสิหิงค์นั้นเป็นแน่ เพราะพระพุทธสิหิงค์ย้ายไปเป็นของวังหลวงถึง ๓ รัชกาลแล้ว ดูมีทางเดียวแต่กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพจะทรงพระดำริหล่อพระประธานใหม่ แต่สวรรคตเสียก่อน วัดนั้นจึงไม่มีพระประธาน พระยืนที่พระองค์เจ้าดาราถวายแพรทรงสะพักนั้นไม่ใช่หล่อสำหรับพระประธานแน่นอน
เรื่องพระคชาธารนั้น คิดดูประเภทของเครื่องช้างคงมีต่างกันเป็น ๔ อย่าง “ช้างเขน” ไม่มีอะไรบรรทุกบนหลังนอกจากคนขี่กับเครื่องศาสตราอย่าง ๑ “ช้างเขน” ตามแบบโบราณในอินเดีย ​มีสัประคับข้างหน้าเป็นแผงวงกันสาตราข้าศึก มีคนถือหอกซัดและ
ธนูอยู่ในสัประคับสองหรือสามคนอย่าง ๑ “ช้างคชาธาร” มีที่นั่งสำหรับแต่ตัวนายทัพ เช่นจำหลักไว้ที่พระนครวัดอย่าง ๑ ช้างยานพาหนะผูกสัประคับมีกูบสำหรับใช้เวลาเดินทางอย่าง ๑ “ช้างต่าง” สำหรับบรรทุกของ ชนิดที่ผูกวองอย่าง ๑ เพราะเกิดมีปืนไฟใหญ่น้อย การรบพุ่งด้วยชนช้างและช้างเขนไม่เป็นประโยชน์เหมือนแต่ก่อนก็
ต้องเลิก ยังใช้ช้างรบได้ในชั้นหลังแต่ผูกเครื่องมั่นขี่ลุยไล่แทงข้าศึกที่เดินเท้าเหมือนเช่นเจ้าพระยาบดินทรเดชารบญวน หรือไสให้ช้างรื้อค่ายและพังประตูเมือง เช่นหลวงตากตีเมืองจันทบุรี เครื่องคชาธารและเครื่องช้างเขนก็ถวายเป็นแต่อย่างทำไว้สำหรับแห่ ให้เป็นสง่างามประดับเกียรติยศ นานมาแบบอย่างก็กลายไป ที่เชิญพระกลดถวายพระเจ้าแผ่นดินเวลาทรงช้างนั้น หม่อมฉันได้เคยเห็นครั้ง ๑ เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปพระพุทธบาท (ดูเหมือนจะเป็นคราวเกิดยิงกันที่
เขาโพธิลังกานั่นเอง) ครั้งนั้นสมเด็จกรมพระยาบำราบปรปักษ์ เสด็จไปทรงบัญชากระบวนเสด็จ วันหนึ่งเสด็จประพาสธารทองแดงทรงช้างพังผูกพระที่นั่งพุดตาล หม่อมฉันเป็นราชองครักษ์เดินแซงข้างช้างพระที่นั่ง เห็นภูษามาลาเชิญพระกลดต้องต่อกันให้ยาวกว่าปกติสักศอกหนึ่ง และมีสายระยาง ๒ เส้นผูกคันพระกลดตอนกลาง มีภูษามาลาถือเส้นละคนคอยรั้งไว้มิให้นอน ​ดูประดักประเดิดเต็มที จะไปทางไกลด้วยเช่นนั้นเห็นจะไม่ได้
ที่ตรัสถามถึงประเพณีนุ่งขาวนุ่งดำและสีกุหร่านั้น หม่อมฉันลองคิดหาเหตุดูมีกว้างขางจะต้องตริตรอง ขอประทานรอไว้ทูลคราวเมล์สัปดาห์หน้า แต่นามอธิบายของพราหมณ์ศาสตรีที่ว่าคำ “กุหร่า” เป็นภาษาทมิฬ แปลว่าหมวกนั้น เดิมที่เรียกว่าสีกุหร่าก็จะหมายความว่า “สีเหมือนหมวก” เช่นใช้กันชุมในสมัยนั้นเอง
เรื่องที่หม่อมฉันจะทูลเสนอในสัปดาห์นี้ มีเรื่องเบ็ดเตล็ดบางเรื่องเนื่องมาจากงานฉลองราชาภิเษก วันหนึ่งเจ้าเมืองเขาเชิญหม่อมฉันกับลูกหญิงให้ไปดูแห่ของพวกจีน ที่จะเดินผ่านในบริเวณจวน เชิญเวลาทุ่ม ๑ กับ ๔๕ นาที ก่อนเวลากินอาหารเย็น หม่อมฉันจึงแต่งตัวอย่างสากล ครั้นไปถึงเห็นฝรั่งที่ได้รับเชิญแต่งตัวด้วยเครื่องดิน
เนอแย๊กเกตสำหรับกินอาหารเย็นกันโดยมากก็ออกแปลกตา ครั้นเวลากระบวนแห่เดินกำลังนั่งดูกันอยู่ มีบ๋อยถือจานของว่างอันหยิบกินด้วยมือมาแจกหลายอย่าง หม่อมฉันก็กินแต่น้อย ด้วยใกล้เวลาจะมากินอาหารเย็นที่บ้าน ครั้นเมื่อกระบวนแห่เดินจวนจะหมด เห็นพวกบ๋อยเอาผ้าปูโต๊ะเล็กๆ ที่เรานั่งเคียงอยู่แล้ว เอาผ้าเช็ดมือ
มาวาง หม่อมฉันก็ออกพิศวง พอแห่เดินหมดกระบวนหม่อมฉันก็ไปลาเจ้าเมืองกลับ เจ้าเมืองถามว่าไม่อยู่กินซัปเปอร์ก่อนหรือ หม่อมฉันขอตัวแล้วก็กลับมากินอาหารเย็นที่บ้าน เวลา​ยาม ๑ ก็เวลากินอาหารเย็นกัน โดยธรรมดานั้นกินเวลา ๒ หรือ ๒ ทุ่มครึ่ง นี่อย่างไรเกิดเลี้ยงก่อนเวลากินอาหารเย็น แล้วเลี้ยงเมื่อสิ้นเวลากินอาหารเย็นซ้ำอีก แต่เวลากินอาหารเย็นไม่เลี้ยงอะไร ไม่เข้าใจว่าจะเป็นธรรมเนียมอะไรเกิดขึ้นใหม่ ต่อมาพวกเรือรบอังกฤษที่มาช่วยงานเชิญไปเลี้ยงเช่นนั้นในระหว่างเวลาทุ่ม
๑ จนถึงยาม ๑ แต่เขาบอกชื่อลักษณะการมาในการ์ดว่า ค้อกเตลปาร์ตี จึงเข้าใจ แต่หม่อมฉันขอตัวไม่ลงไป วิธีเลี้ยงอย่างนี้หม่อมฉันไม่เคย “รับ” มาแต่ก่อน เพิ่งได้ความเข้าใจว่าไปกินของว่างและเสพเมรัย อย่างที่เรียกว่าค้อกเตล คือเอาสุราเมรัยหลายอย่างผสมกันให้รสแปลกๆ กินกันไปเล่นกันไปจนยาม ๑ จึงกลับไปกินอาหารเย็น ดูมันก็แปลกแต่เห็นจะต้องฝึกหัดท้องให้เคยเสียก่อน จึงจะเข้าประชุมเช่นนั้นได้ นัยว่าการเลี้ยงอย่างนี้กำลังนิยมกันในยุโรป
อีกเรื่องหนึ่งเมื่องานเสร็จแล้ว วันหนึ่งหม่อมฉันคิดอยากกินอาหารจีนจึงชวนลูกไปกินอาหารเย็นที่โรงเตี๊ยมเทียนน่ำเหลา ซึ่งเถ้าเก๋เคยอยู่กรุงเทพฯ พูดภาษาไทยได้ หม่อมฉันถามว่าเมื่องานวานซืนเห็นจะรวยมากละซีเพราะคนเข้ามาดูงานมากกว่ามาก เถ้าเก๋กลับตอบว่าขาดทุนกันใหญ่ทั่วทุกหนทุกแห่ง เพราะพวกโฮเต็ลโรงแรมพากันคาดว่าคนจะมากคิดขึ้นราคา พวกกุ๊กพวกบ๋อยตลอดจน​พวกขายของที่
ประกอบอาหาร เช่น เป็ด ไก่ เป็นต้น รู้ว่าโฮเต็ลและเรือนแรมทั้งที่มีอยู่เดิมและตั้งขึ้นใหม่สำหรับรับคนในงานนี้ จะขึ้นราคาค่าอยู่กิน พวกเหล่านั้นก็เรียกค่าจ้างและราคาของเพิ่มขึ้นบ้าง ครั้นถึงงานคนที่มาดูงานทนราคาที่เรียกไม่ไหว ชวนกันไปเช่าโรงหรือเรือนที่ว่าง เป็นที่หลับนอนมั่วสุมกันแห่งละมากๆ แล้วเที่ยวซื้ออาหารกินตามหาบและร้านย่อย พวกโฮเต็ลและเรือนแรมไม่ได้คนมากดังคาด จึงพากันขาดทุนไม่เว้นแต่ละแห่ง ดูก็ปลาดอยู่
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
โฆษณา