7 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

ช่องแคบมะละกา เส้นทางการค้า ที่เศรษฐกิจโลกขาดไม่ได้

รู้ไหมว่า อีกหนึ่งเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลก อยู่ห่างจากชายฝั่งภาคใต้ของบ้านเราไปเพียงไม่กี่ร้อยกิโลเมตรเท่านั้น
ตรงนั้นคือ ช่องแคบมะละกา
ที่เชื่อมเข้าสู่ ช่องแคบสิงคโปร์ ซึ่งตรงนี้เอง มีจุดคอขวดชื่อว่า Phillips Channel ที่มีความกว้างเพียง 2.7 กิโลเมตร หรือใกล้เคียงกับความยาวถนนสีลมเท่านั้น
โดยช่องแคบมะละกานั้น ต้องรองรับการสัญจรของเรือมากกว่า 100,000 เที่ยวเรือต่อปี เลยทีเดียว
ช่องแคบมะละกา สำคัญต่อการค้าโลกมากแค่ไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ช่องแคบมะละกา มีความยาวราว 800-900 กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างคาบสมุทรมลายูกับเกาะสุมาตรา
เนื่องจากเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้เป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
อธิบายให้เห็นภาพ ถ้าเรือบรรทุกน้ำมันจากตะวันออกกลาง จะไปยังจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือหลายประเทศในเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เส้นทางที่สั้นและคุ้มค่าที่สุดเส้นทางหนึ่ง ก็คือการผ่านช่องแคบแห่งนี้
ช่องแคบมะละกา ถูกตั้งตามชื่อเมืองท่าการค้า มะละกา เมืองเอกของรัฐมะละกา ประเทศมาเลเซีย
โดยเมืองมะละกา ถือเป็นเมืองท่าศูนย์กลางการค้าระหว่างตะวันออกและตะวันตก มีรากประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงยุครัฐสุลต่านมะละกาในศตวรรษที่ 15 ก่อนจะต่อเนื่องมาถึงยุคโปรตุเกสและดัตช์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 16
ปัจจุบัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ เป็นรัฐชายฝั่งหลักที่มีเขตอำนาจและความรับผิดชอบในพื้นที่น่านน้ำของตนเองตามกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ
บทบาทของช่องแคบมะละกานั้น ถือเป็นเส้นเลือดสำคัญของเศรษฐกิจโลก
เพราะมันไม่ได้เป็นเส้นทางขนส่งแค่สินค้าอุปโภคบริโภค แต่ยังขนน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติเหลว ถ่านหิน สินค้าอุตสาหกรรม วัตถุดิบและชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของโลก
โดยครึ่งแรกของปี 2025 มีน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไหลผ่านช่องแคบมะละกา ราว 23.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 29% ของการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลก
ทำให้ช่องแคบแห่งนี้ กลายเป็นจุดผ่านทางน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก มากกว่าช่องแคบฮอร์มุซ ที่หลายคนมักนึกถึงเวลาเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในครึ่งแรกของปี 2025 น้ำมันดิบและคอนเดนเซตที่นำเข้าและผ่านช่องแคบมะละกา มีปลายทางไปจีนมากถึง 48% ทำให้จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาเส้นทางนี้มากที่สุด
นี่คือเหตุผลว่าทำไม ช่องแคบมะละกาจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของมาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์
แต่เป็นเรื่องของโรงงานในจีน รถยนต์ในญี่ปุ่น ชิปในเกาหลีใต้ และราคาสินค้าของผู้บริโภคในหลายประเทศ รวมถึงไทย
ถ้าวันหนึ่งเส้นทางนี้สะดุด ไม่ว่าจะจากอุบัติเหตุ การจราจรหนาแน่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือปัญหาความปลอดภัยทางทะเล
ผลกระทบที่ตามมาจะกระทบต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าประกันภัย ค่าระวางเรือ ตารางส่งมอบสินค้า และสุดท้ายอาจส่งต่อมายังราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่าย
ซึ่งนอกจาก ความเสี่ยงสำคัญที่มีปลายทางเป็นช่องแคบสิงคโปร์ ที่มีจุดคอขวดเพียง 2.7 กิโลเมตรเท่านั้น แล้ว
อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ช่องแคบมะละกา ต้องเผชิญมานานคือปัญหาการปล้นและการโจรกรรมบนเรือพาณิชย์
โดยครึ่งปีแรก 2025 มีรายงานเหตุปล้นและโจรกรรมในช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์ 80 เหตุการณ์ เพิ่มขึ้นจาก 21 เหตุการณ์ในช่วงเดียวกันของปี 2024
แม้เหตุการณ์ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการขึ้นเรือเพื่อลักทรัพย์ หรือขโมยทรัพย์สินของลูกเรือ ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นโจมตีเรือครั้งใหญ่
แต่พอเกิดบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ก็ทำให้ต้นทุนด้านความปลอดภัย ค่าประกันภัย และความเสี่ยงในการเดินเรือบนเส้นทางนี้ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทุกวันนี้เรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกา ไม่ได้จ่ายค่าผ่านทางเหมือนคลองสุเอซหรือคลองปานามา
ซึ่งเคยมีเสียงจากอินโดนีเซียเสนอแนวคิดเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่ผ่านช่องแคบแห่งนี้ แต่เรื่องนี้ถูกคัดค้านทันทีจากสิงคโปร์และมาเลเซีย
เพราะมะละกาไม่ใช่คลองที่ประเทศใดประเทศหนึ่งสร้างและควบคุมได้ทั้งหมด แต่เป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ กติกาสากล และผลประโยชน์ของทั้งโลก
แล้วเราเคยสงสัยไหมว่า ถ้าวันหนึ่งช่องแคบมะละกาถูกปิด เรือขนส่งสินค้าต้องหันไปใช้เส้นทางไหน ?
คำตอบคือ เรือขนส่งสินค้าจะต้องเลี่ยงไปใช้เส้นทางอ้อมทางใต้ของอินโดนีเซียโดยผ่านช่องแคบซุนดา หรือ ช่องแคบลอมบอก
แน่นอนว่า จะต้องใช้เวลาและส่งผลกระทบกับต้นทุนเชื้อเพลิงมหาศาล และสุดท้ายก็ส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการตามมา..
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
ประเทศไทยเคยมีแนวคิดเรื่องการขุดคลอง ณ บริเวณคอคอดกระ ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือมากกว่า 300 ปีที่แล้ว
ซึ่งเป็นเส้นทางลัดเชื่อมระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามันโดยตรง ทำให้สามารถย่นระยะเวลาการเดินทางและประหยัดค่าใช้จ่ายของเรือ โดยไม่ต้องแล่นไปอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ก็ไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากประเด็นเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงเรื่องความมั่นคง เป็นต้น
ทำให้รัฐบาลไทยได้เปลี่ยนมาศึกษาโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้
รวมไปถึงเป็นทางเลือกใหม่ของการขนส่งในภูมิภาค แทนการพึ่งพาช่องแคบมะละกาเพียงเส้นทางเดียว..
โฆษณา