8 พ.ค. เวลา 23:18 • หนังสือ

วันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร

​ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ ฉบับลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคมแล้ว จดหมายของหม่อมฉันฉบับนี้จะทูลเรื่องงานฉลองราชาภิเษกพระเจ้ายอร์ชที่ ๖ ก่อน เพราะได้ทูลไปในจดหมายฉบับสัปดาหะก่อนว่าจะรอเรื่องไว้เล่าถวายเสร็จงานในสับดาหะนี้
ข้อต้นที่ควรจะเล่าก่อนอื่นคือ ในงานนี้มีหนังสือโครงการ Program พิธีราชาภิเษกฉบับหลวง พิมพ์ที่กรุงลอนดอนส่งออกมาจำหน่ายทั่วราชอาณาเขตอังกฤษแต่ก่อนงานเล่ม ๑ ในสมุดนี้มีทั้งรายการพิธีและมนต์ที่สวดในการพิธีบริบูรณ์ อ้างว่าไม่เคยพิมพ์บริบูรณ์เหมือนอย่างนี้มาแต่หนหลัง ราคาขายตามมาตราเงินอังกฤษเล่มละ ๒
ชิลลิง ที่ปีนังนี้ขายเล่มละเหรียญ ๑ ว่าจะเอาเงินที่ขายได้ไปเพิ่มเข้าในทุนบุญนิธิงานฉลองราชสมบัติพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ หม่อมฉันซื้อมาอ่านเล่ม ๑ เห็นเขาทำดีมาก ไม่ยืดยาวแต่อ่านเข้าใจง่ายได้ความรู้แจ่มแจ้ง หม่อมฉันนึกว่าท่านคงจะโปรดจึงซื้ออีกเล่ม ๑ ส่งมาถวายพร้อมกับจดหมายฉบับนี้
พิจารณาดูระเบียบการพิธีราชาภิเษกของอังกฤษ ถึงต่างครูบาอาจารย์กับตำราของเรา แต่ก็มีร่องรอยทำนองเดียวกันหลายอย่างคือ มีเครื่องต้น เครื่องราชกกุธภัณฑ์ มีอภิเษก (ด้วยน้ำมัน) ​และมีเลียบพระนคร น่าทรงพระวิจารณ์
นอกจากสมุดโครงการที่ทูลมาแล้ว มีหนังสือพิมพ์ Illustrated London News ทำฉบับพิเศษเรื่องราชาภิเษกออกขายเมื่อก่อนงานอีกฉบับหนึ่งก็ทำดีมาก หม่อมฉันส่งฉบับของหม่อมฉันมาถวายทอดพระเนตรด้วย แต่ฉบับนี้ทรงแล้วขอประทานคืนมา
ส่วนงานที่ทำ ณ เมืองปีนังนี้ ดูตั้งใจจะทำให้ใหญ่โตกว่างานฉลองรัชกาลพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ เมื่อ ๒ ปีมาแล้ว หรือถ้าจะว่าทำให้ใหญ่โตกว่าที่เคยทำมาแต่ก่อนๆ ทุกครั้งก็ว่าได้ แต่โครงการก็เป็นอย่างเดียวกันนั้นเอง เพราะชาวปีนังทำได้แต่เพียงอย่างที่ทำนั้น คือ
๑) ตั้งซุ้มคร่อมที่ต่างๆ แต่งเครื่องประดับบ้านเรือนและรายธงตามริมถนนหลวง
๒) แต่งประทีปด้วยไฟฟ้า ฉายแสงบ้าง ประดับบ้างทั่วไป
๓) คราวนี้มีเรือรบมาทอดสำหรับยิงสลุตด้วยลำ ๑
๔) มีคนข้ามมาดูงานจากตามเมืองในแหลมมลายูมากนับเป็นหมื่น ดูผู้คนล้นหลามไปทุกแห่ง
เริ่มงานเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๐ พฤษภาคม เวลาเย็นประชุมชาวเมืองในสนาม Esplanade ที่ริมป้อม เจ้าเมืองอ่านคำสามิภักดิ์ของชาวเมืองที่จะส่งไปถวายพระเจ้ายอร์ชที่ ๖ เป็นภาษาอังกฤษ ​แล้วให้ล่ามแปลอ่านให้ชาวเมืองฟัง เป็นภาษามลายู ภาษาจีน และภาษาทมิฬด้วย
วันที่ ๑๑ ตั้งแต่เวลาเที่ยงพวกจีนเดินกระบวนแห่ เรียกว่า “ซิงเค” Chingay มีธงทิว โล่โก๊ แตรวง มโหรี และทำรูปอะไรต่างๆ ตั้งบนรถยนต์ จำนวนคนเข้ากระบวนแห่กว่าหมื่น เดินแห่วกวนไปตามถนนต่างๆ จนจวนค่ำ หยุดพักครู่หนึ่ง พอพลบค่ำเดินกระบวนแห่อีก ตอนนี้แต่งไฟฟ้าบนรถยนต์ทำรูปอะไรต่าง ๆ (วิธีใช้ไฟฟ้านั้น เอาเครื่องไฟฟ้าอย่างย่อม ตั้งบนรถกระบะตามติดและล่ามสายลวดถึงรถที่แต่ง) เดินแห่ตอนค่ำไปตามถนนต่างๆ จนเที่ยงคืนจึงเลิก
ในตอนค่ำวันนี้ เจ้าเมืองเชิญพวกผู้หลักผู้ใหญ่ในเมืองปีนังไปนั่งดูแห่ที่จวน เลี้ยงของว่างด้วย
ตอนบ่ายมีงานประชุมเด็กชาวอินเดียเล่นกีฬาที่สนามแห่ง ๑ พวกมลายูมีมหรสพที่สนามแห่ง ๑
วันที่ ๑๒ เป็นวันราชาภิเษก
พอรุ่งสว่างพวกจีนจุดประทัด
เวลา ๘.๓๐ นาฬิกา มีการสวนสนาม รวมพลทั้งทหารเรือและทหารมรีน ขึ้นมาจากเรือรบกับพวกทหารสมัครในพื้นเมือง และพวกตำรวจพร้อมกันที่สนามคลี เจ้าเมืองกรมการทั้งปวงแต่ง​เต็มยศไปในการสวนสนามนั้น
เวลาเช้าวันนี้ตามวัดทุกลัทธิศาสนา มีการประชุมชนในศาสนานั้นๆ ถวายชัยมงคล
เวลาเที่ยงเรือรบยิงสลุตถวายชัย
เวลาแต่เที่ยงครึ่งจนพลบค่ำพวกจีนเดินกระบวนแห่อีกครั้ง ๑
เวลาบ่ายโมง ๑ พวกอังกฤษเลี้ยงพวกหัวหน้า คฤหบดีทุกชาติที่สโมสรปีนัง
เวลาบ่ายแต่ ๒ โมง พวกเศรษฐี “เจติยา” ทมิฬเลี้ยงคนจนที่เทวสถาน ถนนน้ำตก พวกสโมสรการเล่นของจีน มีการเล่นกีฬา แข่งขันในระหว่างโรงเรียนจีน
เวลาค่ำแต่ ๗ นาฬิกาจุดดอกไม้ไฟที่สนามม้า และจุดกองไฟบนยอดเขา
เวลาค่ำ ๙ นาฬิกาแห่กระบวนเรือประดับประทีป เรือรบอังกฤษแต่งประทีปด้วย
วันที่ ๑๓ แต่เวลาเที่ยงวันจนเที่ยงคืน พวกจีนแห่อีกครั้ง ๑
เวลากลางวันเจ้าเมืองเลี้ยงกงศุลต่างประเทศ
เวลาบ่ายมีการกีฬาของพวกนักเรียนจีนที่สนามแห่ง ๑ มีการกีฬาของพวกเด็กลังกาที่สนามอีกแห่ง ๑ มีฟุตบอลที่สนามอีกแห่ง ๑
​เวลาค่ำฟังพระเจ้ายอร์ชตรัสทางวิทยุ ส่งมาแต่กรุงลอนดอน
วันที่ ๑๔ เรือรบอังกฤษ ยอมให้เด็กชาวเมืองลงไปดูเรือ
เวลาเช้าแต่ ๑๑ นาฬิกาจนป่าย ๑๓ นาฬิกา พวกลังกาเลี้ยงคนจนที่สนามแห่ง ๑ เวลาบ่าย ๑๖ นาฬิกา (พวกมลายู) เลี้ยงเด็กมลายูที่สนามนั้น
วันที่ ๑๕ แต่เวลาเช้า ๑๑ นาฬิกาจนบ่าย ๑๓ นาฬิกา พวกชาวอินเดียเลี้ยงคนจน
แต่เวลาบ่าย ๑๖ นาฬิกาจน ๒๑ นาฬิกา พวกมลายูเดินกระบวนแห่ตามถนน (คนในกระบวนว่าถึงหมื่นเหมือนแห่ของพวกจีน)
เวลาบ่าย ๑๗ นาฬิกา เจ้าเมืองเลี้ยงพวกลูกเสือผู้หญิง Girl Guides และให้ดูแห่มลายูซึ่งเดินผ่านในบริเวณจวนเมื่อเวลาค่ำด้วย หมดระเบียบงานเท่านี้
ในงานนี้รัฐบาลทำเหรียญพระรูปพระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสีกาไหล่ทอง ห้อยแพรแถบสีขาวขาบแดงเป็นริ้ว แจกเด็กนักเรียนที่จดทะเบียนให้ติดอกในเวลางานทุกโรงเงียน จำนวนเหรียญเห็นจะตั้งหมื่น (ลูกหลานของหม่อมฉันก็ได้ทุกคน และยังมีสมุดเล่าเรื่องราชาภิเษก แจกนักเรียนชั้นใหญ่ตั้งแต่ชั้น ๔ ขึ้นไปด้วยทุกคน และยังมีเหรียญอีกอย่างหนึ่งคล้ายกันแจกพวกเจ้าหน้าที่​ด้วย นอกจากนั้นยังให้รางวัลแข่งขันในการแต่งซุ้มและประดับเรือนและทำเครื่องแห่ เห็นจะต้องลงทุนมากอยู่
มีของที่เห็นแปลกควรจะทูลไขข้อเพิ่มเติมอย่างหนึ่งด้วยแบบซุ้มที่ทำตั้งคร่อมถนนเมื่อครั้งงานฉลองรัชกาลพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ มีซุ้มของฝรั่งซุ้มหนึ่ง ทำเป็นรูปร่างของที่ก่อสร้างด้วยหล่อคอนกรีตอย่างสมัยใหม่ ปักเสาตีไม้ระแนงเป็นโครงแล้วเอาผ้าบุหุ้ม
ทาสี ไม่มีลวดลายธงทิวหรือเครื่องประดับอย่างอื่น นอกจากตรึงราวโคมไฟฟ้าติดซุ้มเป็นเส้นๆ เวลากลางคืนเมื่อจุดไฟฟ้า แสงไฟเข้ากับสีส่งรูปซุ้มงามยิ่งนัก ซุ้มนั้นได้รางวัลที่ ๑ อีกซุ้ม ๑ ทำเป็นประตู ๓ ช่องมีหลังคาเก๋งประสานสีต่างๆ และประดับประดาตามแบบจีน ซุ้มนี้ได้รางวัลที่ ๒ อีกซุ้ม ๑ ทำรูปซุ้มอย่างสามัญ แต่มีรูปภาพ
พระเจ้ายอร์ชกับพระราชินีมารีเท่าพระองค์อย่างรูปภาพเขียนติดเข้ากรอบติดบนหลังซุ้ม ได้รับรางวัลที่ ๓ บรรดาซุ้มที่ทำในงานฉลองราชสมบัติครั้งนี้ เอาอย่างซุ้มที่ได้รับรางวัล ๓ ซุ้มนั้นมาทุกแห่งก็ว่าได้ คงอยู่ในเป็นแบบอย่างก่อคอนกรีต หรือเป็นประตูจีน หรือติดพระรูปพระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสีทั้งนั้น ทูลเล่าเรื่องฉลองราชาภิเษกแล้ว หม่อมฉันส่งรูปถ่ายมาถวายด้วย รูปสี่เหลี่ยมหม่อมฉันฉายเอง รูปรีหญิงพิลัยฉาย
จะทูลข่าวในสัปดาหะนี้ต่อไปเมื่อวันที่ ๑๒ พระนางสุวัฒนา​กับเจ้าฟ้าหญิงเพ็ชรรัตนมาถึง เธอไม่ประสงค์จะพักที่ซินนามอนฮอล หม่อมฉันจึงไปหาห้องที่โฮเต็ลอีแอนด์โอ E. & O. เตรียมไว้เป็นที่พัก และให้หญิงพูนกับหญิงเหลือไปรับถึงรถไฟ ตัวหม่อมฉันกับหญิงพิลัยไปรับที่ท่าเรือพามายังโฮเต็ล เธอมาประจวบเวลางานฉลองราชาภิเษก หม่อมฉันจึงพาเที่ยวทอดพระเนตรแต่งประทีปที่ในเมือง แล้วไปทอด
พระเนตรจุดดอกไม้ไฟที่สนามม้าแล้วพากลับโฮเต็ลเวลาเสวย ต่อนั้นมาเธอเที่ยวเตร่โดยลำพัง วันที่ ๑๓ เสด็จมารดน้ำสงกรานต์ประทานหม่อมฉัน และว่าใคร่จะเสด็จไปเฝ้าเจ้านายพระองค์อื่นๆ ด้วย หม่อมฉันจึงให้หญิงพูนพาไปเฝ้า ทราบว่าต้อนรับดีทุกแห่งแล้วกลับมาเสวยกลางวันที่ซินนามอนฮอล จะทูลถึงเจ้าฟ้าหญิงต่อไป เวลานี้พระชันษาได้ ๑๒ ปีแล้ว พอเห็นก็รู้สึกสงสารเป็นกำลัง แต่เมื่อคุ้นเคยกันยิ่งขึ้นก็เกิดพิศวง ด้วยเห็นทั้งพระอุปนิสัยมีทั้งที่ดีและที่ร้าย ด้วยเคราะห์กรรมระคนปนกัน ที่ดีนั้น
คือพระหฤทัยที่จะสนิทชิดชอบกับพระญาติของสมเด็จพระชนก โดยอุปนิสัยไม่ขวยเขิน ตรัสอะไรก็ตรงๆ โดยซื่อ บางทีก็ส่อให้เห็นว่ามีปัญญา แต่มี “ฟู้” ระคนปนไป จึงทำให้เกิดทั้งความรักและความสงสารด้วยกันทั้งสองอย่าง ถ้าหากรักษาเส้นประสาทที่วิปริตให้หายได้ ดูมีแววจะดีมิใช่น้อย เธอเสด็จกลับไปกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๔ หม่อมฉันได้ไปส่งถึงรถไฟ ได้ฉายรูปเจ้าฟ้าหญิงกับ​พระนางสุวัฒนาถวายมาด้วย
หญิงเสมอภาคที่มาด้วยกับพระนางสุวัฒนา ยังจะอยู่ที่ปีนังต่ออีก ๗ วัน หม่อมฉันจึงรับมาอยู่ที่ซินนามอนฮอล เธอจะกลับวันที่ ๒๑ พอเหมาะเวลาหม่อมฉันจึงฝากจดหมายฉบับนี้กับสมุดต่างๆ ที่ทูลมาข้างต้นให้เธอพามาถวาย
ทีนี้จะทูลสนองความบางข้อในลายพระหัตถ์ต่อไป เรื่องพระสวด โสอตฺถลทฺโธ แทนอติเรก แล้วมาเปลี่ยนเป็นสวด สพฺพพุทธา แทน โสอตฺถลทฺโธ นั้น เราได้พูดกันมาคราวหนึ่งแล้ว มีความเห็นร่วมกันว่าถ้ายังไม่ถึงเวลาควรถวายอติเรกก็ไม่ควรจะสวดอะไรแทน หม่อมฉันคิดพิเคราะห์คำที่สวดแทนอติเรกทั้ง ๒ อย่างนั้นเห็นว่า โสอตฺถลทฺโธ สำหรับสวดให้พรแก่ผู้ที่ถือพระพุทธศาสนา สพฺพพุทธา สำหรับสวดให้พร
เป็นสาธารณะ ประเพณีที่สวดก็ใช้กันมาเช่นนั้น ถ้าว่าตามวิเคราะห์นี้ดูเป็นการร้าย เสมือนสวด โสอตฺถลทฺโธ ด้วยเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงถือพระพุทธศาสนา มาเปลี่ยนเป็น สพฺพพุทธา ด้วยสงสัยว่าพระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงถือพระพุทธศาสนา ใช่วิสัยที่สมเด็จพระสังฆราชจะทรงคิดเห็นเช่นนั้นได้ พยายามสืบหาเหตุที่เปลี่ยนก็ไม่ได้ความ ที่เปลี่ยนใหม่กลับไปสวดตาม นวพยุสมธมมฺ ดูก็ดีแล้ว
รูปภาพราชาภิเษกอย่างแบบอินเดียที่ประทานมานั้น หนังสือ​พิมพ์ Illustrated Weekly of India ก็มีที่หอสมุดเมืองปีนัง หม่อมฉันจะค้นดูเมื่อได้มาอ่านถ้ามีคำอธิบายให้ความรู้แปลกอย่างไรจะทูลต่อไป
ตำรานุ่งผ้าต่างๆ นั้น หม่อมฉันเห็นในตำราช้างฉบับอื่นที่มีอยู่ในหอพระสมุดนานมาแล้ว แต่ก็จำไม่ได้ว่าที่อย่างและเรียกว่ากระไรบ้าง แต่ก็คงตรงกันกับฉบับของหม่อมเจ้าปิยะ (ซึ่งเป็นผู้อุตส่าห์รวบรวม) ไม่ควรเรียกว่าฉบับหม่อมหลวงแดง (ซึ่งผู้เอาออกขายเป็นอนาประโยชน์ฝืนคำสั่งของปู่)
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร (๒)
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
เมื่อหม่อมฉันเขียนจดหมายเวรสำหรับสัปดาหะนี้ ลงชื่อเสร็จแล้ว เมล์ยุโรปมาถึงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๐ พฤษภาคม หม่อมฉันได้รับไปรษณียบัตรมิสเตอร์ แอตกินสัน ทนายความ พวกเดียวกับมิสเตอร์ บริกเฮาส์ เขาไปเที่ยวยุโรปถึงเมืองฮอมเบิกในเยอรมันนี ไปเห็นศาลาแบบไทยที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพระราชทาน เขา​จึงซื้อ
ไปรษณียบัตรรูปฉายศาลานั้นส่งมาให้ พอหม่อมฉันแลเห็นรูปก็นึกว่า บางทีพระองค์ท่านจะได้เกี่ยวข้องในการให้แบบศาลานี้ จึงส่งมาถวายทอดพระเนตร ใครให้แบบก็ตามงามกว่าปราสาทที่ส่งไปในปารีสในงานพิพิธภัณฑ์คราวหลังนี้ มีเสียแต่ซุ้มประตูที่ก่อผิดทรงซุ้มประตูไทยเช่นเดียวกัน แต่น่าชมที่เขารักษาดี.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ได้รับประทานด้วยดีแล้ว ลายพระหัตถ์ปิดสแตมป์ที่ระลึกการราชาภิเษกพระเจ้ายอชที่ ๖ ของเสตรตร เสตลเมนตส์ มาลายา ราคา ๑๒ เซนต์ เห็นผูกดีโปร่งงามพอใจ ทำให้อยากได้ครบทุกอย่างที่มีออกแม้ไม่เป็นการ​ลำบาก จะทรงพระเมตตาโปรดหาส่งประทานไปให้ครบทั้งชุด ก็จะเป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า
ประหลาดใจที่ทรงจำรูปชนช้างในวัดบวรสถานได้ถี่ถ้วนเท่าช่างเขียนผู้ที่มีใจใฝ่อยู่ในวิชา จะเล่าเรื่องอันน่าสมเพชถวาย ในกาลก่อนคราวหนึ่ง เกล้ากระหม่อมนัดกำหนดกับกรมหมื่นวรวัฒน์ ถึงวันอาทิตย์แล้ว พากันลงเรือเล็กเอาข้าวปลาใส่เรือให้บ่าวมันแจวไปตามแม่น้ำลำคลองไม่มีที่หมายว่าจะไปไหน เห็นวัดไหนชอบมาพากลก็แวะขึ้นเที่ยวค้นหาว่าจะมีอะไรดูบ้าง ถึงเวลากลางวันก็เลยกินข้าวเสียด้วย ในการเที่ยวไปอย่างนั้น บางคราวก็ได้พบของดีของแปลกอันพึงจำเป็นครูมาเพิ่มความรู้ได้
มีพวกช่างหลายคนที่รู้ความข้อนั้นขึ้นแต่เราพูดกัน จึงมาขอตามไปเที่ยวด้วยโดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ตนบ้าง เราก็อนุญาตให้ไปด้วย ครั้นเมื่อขึ้นไปดูก็ต่างคนต่างดูไม่ค่อยได้พูดอะไรกัน เพราะพะวงอยู่ในการดู ต่อกลับลงเรือแจวต่อไปเป็นเวลาว่างเปล่า เกล้ากระหม่อมกับกรมหมื่นวรวัฒน์จึงพูดกัน พูดถึงสิ่งนั้นดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนั้นตามที่ขึ้นเห็นมา แต่ช่างที่ไปด้วยแลดูตาค้างไม่พูดเข้ากุมปนีด้วย ได้ถามเขาว่าเห็นไหมก็บอกว่าไม่เห็น ให้นึกอ่อนใจว่านี้จะไปเที่ยวดูให้เสียเวลาทำไม
ข้อที่ทรงสันนิษฐานการปฏิสังขรณ์วัดบวรสถานผิดนั้น ผิด​แต่เวลาอ่อนแก่ หาเป็นการสำคัญไม่ แต่ทูลกระหม่อม พระองค์เป็นผู้ทรงพระราชดำริปฏิสังขรณ์เพื่อตั้งพระพุทธสิหิงค์นั้น ไม่มีข้อสงสัยว่าจะผิดไปเลย ชัอสงสัยไปมีอยู่ที่กรมศักดิ์ทรงสร้างวัดบวรสถานนั้นขึ้น มีพระประสงค์จะทรงตั้งอะไรเป็นประธานที่ในนั้น พระยืนที่ทรงสร้างก็เห็นว่าขวางหนักที่จะตั้งเป็นประธานได้
ติดใจรูปเขียนในวัดบวรสถานอยู่อีกห้องหนึ่ง เห็นว่าดีล้ำเลิศกว่าที่เคยเห็นมา เขียนเป็นรูปกำลังทิ้งผลกัลปพฤกษ์ มีคนตั้งร้อยตั้งพันโก้งโค้งโก้งขวิดแย่งกันเป็นกลุ่มๆ ไม่ได้เขียนให้เห็นลูกมะนาว แต่รู้ได้ว่าลูกมะนาวตกลงที่ตรงไหน เพราะมีรูปคนรุมกันเข้าไปที่ตรงนั้นเป็นวงๆ ที่ใกล้ต้นกัลปพฤกษ์มีคนอย่างเยียดยัดห่างออกมาค่อยบางเบาลงทีละน้อย ดูเห็นเหมือนจริงอย่างที่สุด ไม่เคยเห็นฝีมือช่างผู้นี้ที่ไหนมาก่อนเลย กรมหมื่นวรวัฒน์บอกว่าชื่อนายมั่นเป็นคนของเจ้าฟ้า ปกติของช่างเขียนมัก
ขี้เกียจ ทำเพียงสุกเอาเผากินเป็นพื้น เขียนแต่ตัวที่เป็นเนื้อเรื่องอันจะหลบหนีไปเสียไม่ได้เท่านั้น ถ้าเนื้อเรื่องมีตัวน้อยก็ทำแต่พื้นที่ว่างไว้ เสียไม่ได้ที่ตั้งสองศอกก็เขียนคนใส่ลงไปสักสองสามคน รูปที่เขียนใส่ลงไปนั้นก็ไม่ได้คิดให้ทำอะไร กรมหมื่นวรวัฒน์เคยค่อนว่านี่เขียนคนบ้าคนใบ้ไว้ทั้งนั้น ไม่พูดกันไม่ดูกัน ไม่ทำอะไร นั่งยืนเหม่อๆ ไปตาม​บุญตามกรรม จริงอย่างนั้น แต่ของนายมั่นหาเป็นเช่นนั้นไม่ จึงได้เห็นว่าดีนัก
ช่างที่หมั่นเขียนภาพนอกเรื่องมากมาย ประกอบด้วยความคิดลางทีก็มีบ้าง เหมือนเมื่อครั้งซ่อมวัดพระแก้วคราวร้อยปี เกล้ากระหม่อมกำลังหนุ่มรักการช่างเป็นชีวิตจิตใจ มีหน้าที่เป็นนายด้านซ่อมหอพระคันธารราษฎร์อยู่ด้วย เมื่อไปดูงานแล้วก็ออก
เดินดูเขา เขาเขียนกันรอบพระระเบียง ในการไปเที่ยวเดินดูนั้น มักลากเอากรมหมื่นวรวัฒน์ ซึ่งท่านไปรับเขียนห้องพระระเบียงถวายอยู่นั้นไปด้วย ไปเห็นช่างคนหนึ่งชื่อนายอยู่ มีคนนับถือเรียกกันว่าครูอยู่ก็มี เห็นจะส่งเดชให้สมกับที่เป็นครูเขียนภาพตีนห้องมากมาย เป็นรูปช้างน้ำมันไล่คน คนแตกหนีล้มลุกคลุกคลานผ้านุ่งห่มหลุดหลุ่ย
นุ่งไม่รู้จักแน่นตามเคย ผู้ชายหกล้มจมทับผู้หญิง สกปรกเหลือทน เกล้ากระหม่อมเห็นไม่ไหว แต่ไม่กล้าพูด เพราะรู้ตัวว่าเป็นเด็ก กรมหมื่นวรวัฒน์อดไม่ได้ถามว่า ที่เขียนนี่นะได้นึกหรือเปล่าว่าเมื่องานเสร็จแล้ว ในหลวงจะต้องเสด็จมาทอดพระเนตรตรวจงาน ลางทีจะมีข้างในตามเสด็จออกด้วย เมื่อท่านเห็นรูปนี้เข้า ท่านจะว่ากะไรบ้าง ตาอยู่ได้ฟังตกใจมาก ว่าจริงทีเดียว เกล้ากระหม่อมไม่ทันคิด ต่อมาอีกสองสามวันไปดูเห็นลบหมด เขียนคนใบ้คนบ้าไว้สองสามตัวตามเคย
​ทีนี้จะกราบทูลความเห็นเรื่องพระคชาธาร ฉัตรก็คือร่ม เจ้าร่มขาวหลวงพระบาง ร่มเป็นเครื่องประจำยศ พร้อมด้วยบังสูริย์พัดโบก ยศน้อยลงก็ลดลงเป็นชั้นๆ ฉัตรหลังพระคชาธาร แม้ถูกชนปังเดียวก็จะต้องหักสะบั้นลงมาเป็นแน่ เศวตฉัตรจะเป็นร่มขาว
ซึ่งพนักงานเดินดินจะเชิญเอางานถวายพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งประทับอยู่เหนือคอช้างจะได้หรือไม่ เห็นจะไม่สูงกว่าประทับพระที่นั่งพุดตานในการแห่พยุหยาตราไปมากนัก อนึ่งคนกลางช้างที่นั่งบนหลังช้างเปล่าไม่ได้นั่งสัปคับแบบแผนก็มี แม้ช้างพระที่นั่งกลางช้างจะนั่งบนหลังเปล่า คอยส่งพระแสงถวายผลัดเปลี่ยนในเวลาอันจำเป็น และ
รับสั่งให้สัญญาหางนกยูง จะเป็นอันสำเร็จประโยชน์ได้หรือไม่ อาวุธอันจะพึงใช้ในการรบซึ่งจะนำไปบนหลังช้างจะเตรียมทำที่สอดใส่ไปอย่างไรก็ได้ ในตำราเพชรพวงก็มี สั่งชาวแสงให้เชิญพระแสงปืนพระแสงดาบ ไปสอดไปผูกไว้ข้างและหลังเบาะที่ประทับ (เหนือคอช้าง) นั้นเอง อีกประการหนึ่งเห็นรูปสัปคับรถ ซึ่งเขมรฉลักไว้ที่พระระเบียงพระนครวัดดูเตี้ยๆ พื้นสัปคับเห็นจะไล่เรี่ยกับกระดูกสันหลังช้าง คนรบที่ขี่ช้างทำเท้าหน้าเหยียบบนสัปคับ เท้าหลังเหยียบอยู่ท้ายช้างก็มี สัปคับเตี้ยพอทำได้
อย่างนั้น อีกอย่างหนึ่งเคยเห็นของลาว เจ้าพระยาสุรศักดิ์เอามาสานด้วยหวายทำเป็นสองซีก มีห่วงผูกติดกันเรียกว่า วอง ในนั้นไม่เห็นมีพื้น จะเอา​แต่เบาะยัดลงไปหรืออย่างไรไม่ทราบ ถ้าผูกวองชนิดนั้นให้กลางช้างนั่งเห็นพอจะไปได้ไม่บังตาคนท้าย และแม้จะถูกชนสักทีสองทีก็เห็นจะมิพอเป็นไร แต่ถ้าพื้นตั้งบนหย่องขนไปสูงโงนเงนอยู่่บนหลังช้างแล้วปักเศวตฉัตร คนให้สัญญานั่งเปลอย่างเช่นเห็นอยู่ทุกวันนี้ ถูกชนโครมเดียวเป็นหกคะเมนม้วนต้วนลงมาหมดเป็นแน่แท้
ตั้งใจว่าจะทูลถามแต่แล้วก็ลืมไป พระดำริที่ว่าไปงานศพควรจะไปแต่งขาวดำแต่ที่อยู่ในวงเจ็ดชั่วโคตรนั้น ถ้านอกออกไปจากเจ็ดชั่วโคตร ทรงพระดำริเห็นว่าควรจะแต่งอย่างไร นึกถึงที่เคยได้ยินมาว่า แต่ก่อนไปงานศพนุ่งสีกุหร่ากันก็มี พระยาอนุมานเคยสงสัยถามมาว่า พระมาลาสีกุหร่านั้นเป็นสีอย่างไร เกล้ากระหม่อมก็บอกไปตามที่เคยเห็นว่าเป็นสีเทาเจือแดง แกย้อนบอกมาว่า พราหมณ์ศาสตรีบอกว่าดำ กุหร่ามีในภาษาทมิฬ แปลว่าหมวก ไม่เป็นสี ไขว้เขวกันไปชอบกลดี
ลืมกราบทูลแสดงความเสียใจไป เห็นในหนังสือพิมพ์เขาลงว่ากุมภกรรณตกกะไดอะไรที่ไหนแขนหัก ต้องเข้าอยู่โรงพยาบาล น่าสงสารอ้วนโตจนทรงตัวไม่ใคร่ได้
องค์ธานีกลับเข้าไปกรุงเทพฯ เอาหนังสือรามเกียรติซึ่งทำที่เมืองชะวาเข้าไปฝากเล่มหนึ่ง หนังสือนั้นแบ่งเป็นสามตอน ตอนที่ ๑ เป็นหนังสือเล่าเรื่องรามเกียรติโดยย่อ ตอนที่ ๒ เป็นรูป​ฉลักศิลาที่สถานปรัมบานั้น อันเคยได้เห็นรูปถ่ายเข้าไปมากอยู่แล้ว ตอนที่ ๓ เป็นฉลักศิลาที่สถานปนตารัน (Panataran) สถานนี้ไม่เคยได้ยินชื่อ
อยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ รูปภาพที่ถ่ายได้มาก็ไม่เคยเห็น เมื่อเทียบดูกันทั้งสองสถานเห็นผิดกันมาก แต่ที่สถานปรัมบานั้นเป็นรูปอย่างคนๆ พื้นที่ก็เป็นไปในทางข้างของจริง แต่ที่สถานปนตารันนั้น รูปภาพใกล้ไปทางข้างหนังแขก แลพื้นที่เขาไม้เมฆดัดแปลงไปเป็นเชิงลายกนก ทำให้รู้สึกได้ว่าการช่างในเมืองชะวาก็เดินไปเป็นชั้นๆ มีหลายชั้นด้วยกัน ที่สถานปรัมบานั้นน่าจะเป็นฝีมือพวกฮินดูฉลัก ที่สถานปนตารันเป็นฝีมือ
พวกชะวาฉลักเป็นแน่นอน ดูไม่ค่อยจะได้อะไรเพราะท่วงทีเป็นเชิงลวดลายไปเสียทั้งนั้น ที่สถานปรัมบานั้นได้คติมาก เพราะฉลักอย่างของจริง ตอนพระฤษีวิศวามิตรเข้าไปเฝ้าเยี่ยมท้าวทศรถ มีรูปประตูวังประตูนั้นตั้งอยู่สูง จะเข้าจะออกต้องขึ้นกะไดสามคั่น เหมือนประตูที่วัดราชบพิธ เกล้ากระหม่อมไปถวายน้ำสมเด็จพระสังฆราชเจ้าเมื่อสงกรานต์ พอเดินเข้าประตูก็นึกว่า นี่ทำไมจึงทำประตูให้ต้องปีนกะไดทั้งเข้าทั้งออก ดูไม่มีมูลเลย แล้วก็นึกได้ว่ามันสืบเนื่องมาแต่โคปุระ แห่งเทวสถานต่างๆ เป็นมูล
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
​บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคมแล้ว ที่ต้องพระประสงค์แสตมปไปรษณีย์ออกใหม่ในรัชกาลพระเจ้ายอร์ชที่ ๖ นั้น หม่อมฉันให้หญิงเหลือไปหาณออฟฟิศไปรษณีย์ที่เคยไป เมื่อได้มาพิจารณาดูเห็นเขาผูกลายดีจริง เขาบอกว่าเพิ่งได้มาแต่แสตมป์ที่ระลึกงานราชาภิเษกที่มีพระรูป พระเจ้ายอชกับพระมเหสีอย่างเดียว ดังหม่อมฉันถวายมากับจดหมายฉบับนี้ แสตมป์ที่มีแต่พระรูปพระเจ้าแผ่นดินยังไม่ได้มา เมื่อมีมาหม่อมฉันจึงจะหาส่งมาถวาย
ข้อปัญหาที่ตรัสมา ว่ากรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ จะได้ทรงเจตนาตั้งพระพุทธรูปองค์ใดเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาสนั้น หม่อมฉันคิดเห็นอีกทางหนึ่งบางทีจะถูก ด้วยประเพณีการสร้างวัด สร้างวัดก่อน แล้วจึงสร้างหรือเที่ยวหาพระพุทธรูปที่จะตั้งเป็นประธาน น่าจะเป็นดังนี้มาแต่สมัยกรง
สุโขทัย น่าจะสันนิษฐานว่า ที่สร้างวัดมหาธาตุในพระราชวัง จะสร้างตรงที่ถวายพระเพลิงพระศพ ในบริเวณพระราชมณเฑียรของพระเจ้าแผ่นดิน องค์ที่สร้างพระนครหรือองค์ที่ล่วงรัชกาลมาแล้ว ก่อพระสถูปขึ้นเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิเป็นสำคัญจึงเรียกว่า “วัดมหาธาตุ” ​ต่อมาภายหลัง (บางทีจะเป็นในรัชกาลที่ ๓) จึงหล่อพระศรีสัก
ยมุนีเป็นพระประธานในพระวิหารหลวง ชึ่งเข้าใจได้ว่าสร้างต่อพระมหาธาตุเมื่อภายหลัง เพราะอยู่ใกล้จนกระชั้นบริเวณพระราชมณเฑียรที่สร้างใหม่ มามีกรณีเช่นเดียวซ้ำอีกครั้ง ๑ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งครองเมืองเหนืออยู่ก่อน ได้รับรัชทายาทเสด็จลงมาครองพระนครศรีอยุธยา ก็ให้สร้างพระสถูปที่บรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระชนกาธิราชขึ้นในพระราชวัง ถวายที่ตรงนั้นเป็นวัด เมื่อ พ.ศ. ๒๐๓๕ ต่อนั้นมาอีก ๗ ปีถึง พ.ศ. ๒๐๔๒ จึงหล่อ
พระพุทธรูปยืน ขนานพระนามว่า “พระศรีสรรเพชฎาญาณ” เป็นพระประธานในวิหารหลวง คนทั้งหลายก็เรียกพระนามพระพุทธรูปเป็นชื่อวัดว่า วัดพระศรีสรรเพชญ์แต่นั้นมา พิเคราะห์กรณีส่อให้เห็นว่า สมเด็จพระรามาธิบดีเอาแบบอย่างที่สร้างวัดมหาธาตุในเมืองสุโขทัย มาสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ในพระนครศรีอยุธยา ที่ในหนังสือพระราชพงศาวดาร ว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถถวายที่พระราชวังเป็นวัดโดยไม่มีมูล ในหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ก็หากล่าวถึงเรื่องนั้นไม่
วัดหลวงที่สร้างในสมัยกรุงรัตนโกสินทร ก็สร้างวัดก่อนทั้งนั้น คิดดูเห็นมีวัดที่สร้างถวายพระประธาน แต่วัดพระศรีรัตน​ศาสดารามกับวัดพระพุทธรัตนสถานเท่านั้น ตามวินิจฉัยที่ทูลมาเมื่อเอามาเปรียบกับกรณีที่สร้างวัดบวรสถาน เห็นจะคิดหล่อพระ
ประธานใหม่ ข้อนี้มีเค้าเงื่อนไขด้วยกรมพระราชวังบวรฯ พระองค์นั้น เชิญพระพุทธรูปโบราณที่เป็นพระสำคัญเข้ามาไว้ในกรุงเทพฯ ถึง ๒ องค์ คือพระโตที่วัดสระตะพานเมืองเพ็ชร์บุรีองค์ ๑ ก็เอาไปตั้งเป็นพระประธานที่วัดบวรนิเวศ พระชินสีห์เชิญลงมาจากเมืองพิศณุโลก ก็เอาไปตั้งที่มุขด้านหลังพระอุโบสถวัดนั้นเหมือนกัน ไม่ปรากฏว่ามีพระพุทธรูปโบราณที่สำคัญอย่าง ๒ องค์นั้นยังเหลืออยู่ที่ใดอีก อัน
สมควรจะเชิญมาเป็นพระประธานวัดบวรสถาน นอกจากพระชินราชที่เมืองพิศณุโลก แต่ก็เชิญมาไม่ได้ด้วยเป็นพระศรีเมือง แต่พระอุโบสถวัดบวรสถานไม่ได้สร้างสำหรับพระพุทธสิหิงค์นั้นเป็นแน่ เพราะพระพุทธสิหิงค์ย้ายไปเป็นของวังหลวงถึง ๓ รัชกาลแล้ว ดูมีทางเดียวแต่กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพจะทรงพระดำริหล่อพระประธานใหม่ แต่สวรรคตเสียก่อน วัดนั้นจึงไม่มีพระประธาน พระยืนที่พระองค์เจ้าดาราถวายแพรทรงสะพักนั้นไม่ใช่หล่อสำหรับพระประธานแน่นอน
เรื่องพระคชาธารนั้น คิดดูประเภทของเครื่องช้างคงมีต่างกันเป็น ๔ อย่าง “ช้างเขน” ไม่มีอะไรบรรทุกบนหลังนอกจากคนขี่กับเครื่องศาสตราอย่าง ๑ “ช้างเขน” ตามแบบโบราณในอินเดีย ​มีสัประคับข้างหน้าเป็นแผงวงกันสาตราข้าศึก มีคนถือหอกซัดและ
ธนูอยู่ในสัประคับสองหรือสามคนอย่าง ๑ “ช้างคชาธาร” มีที่นั่งสำหรับแต่ตัวนายทัพ เช่นจำหลักไว้ที่พระนครวัดอย่าง ๑ ช้างยานพาหนะผูกสัประคับมีกูบสำหรับใช้เวลาเดินทางอย่าง ๑ “ช้างต่าง” สำหรับบรรทุกของ ชนิดที่ผูกวองอย่าง ๑ เพราะเกิดมีปืนไฟใหญ่น้อย การรบพุ่งด้วยชนช้างและช้างเขนไม่เป็นประโยชน์เหมือนแต่ก่อนก็
ต้องเลิก ยังใช้ช้างรบได้ในชั้นหลังแต่ผูกเครื่องมั่นขี่ลุยไล่แทงข้าศึกที่เดินเท้าเหมือนเช่นเจ้าพระยาบดินทรเดชารบญวน หรือไสให้ช้างรื้อค่ายและพังประตูเมือง เช่นหลวงตากตีเมืองจันทบุรี เครื่องคชาธารและเครื่องช้างเขนก็ถวายเป็นแต่อย่างทำไว้สำหรับแห่ ให้เป็นสง่างามประดับเกียรติยศ นานมาแบบอย่างก็กลายไป ที่เชิญพระกลดถวายพระเจ้าแผ่นดินเวลาทรงช้างนั้น หม่อมฉันได้เคยเห็นครั้ง ๑ เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปพระพุทธบาท (ดูเหมือนจะเป็นคราวเกิดยิงกันที่
เขาโพธิลังกานั่นเอง) ครั้งนั้นสมเด็จกรมพระยาบำราบปรปักษ์ เสด็จไปทรงบัญชากระบวนเสด็จ วันหนึ่งเสด็จประพาสธารทองแดงทรงช้างพังผูกพระที่นั่งพุดตาล หม่อมฉันเป็นราชองครักษ์เดินแซงข้างช้างพระที่นั่ง เห็นภูษามาลาเชิญพระกลดต้องต่อกันให้ยาวกว่าปกติสักศอกหนึ่ง และมีสายระยาง ๒ เส้นผูกคันพระกลดตอนกลาง มีภูษามาลาถือเส้นละคนคอยรั้งไว้มิให้นอน ​ดูประดักประเดิดเต็มที จะไปทางไกลด้วยเช่นนั้นเห็นจะไม่ได้
ที่ตรัสถามถึงประเพณีนุ่งขาวนุ่งดำและสีกุหร่านั้น หม่อมฉันลองคิดหาเหตุดูมีกว้างขางจะต้องตริตรอง ขอประทานรอไว้ทูลคราวเมล์สัปดาห์หน้า แต่นามอธิบายของพราหมณ์ศาสตรีที่ว่าคำ “กุหร่า” เป็นภาษาทมิฬ แปลว่าหมวกนั้น เดิมที่เรียกว่าสีกุหร่าก็จะหมายความว่า “สีเหมือนหมวก” เช่นใช้กันชุมในสมัยนั้นเอง
เรื่องที่หม่อมฉันจะทูลเสนอในสัปดาห์นี้ มีเรื่องเบ็ดเตล็ดบางเรื่องเนื่องมาจากงานฉลองราชาภิเษก วันหนึ่งเจ้าเมืองเขาเชิญหม่อมฉันกับลูกหญิงให้ไปดูแห่ของพวกจีน ที่จะเดินผ่านในบริเวณจวน เชิญเวลาทุ่ม ๑ กับ ๔๕ นาที ก่อนเวลากินอาหารเย็น หม่อมฉันจึงแต่งตัวอย่างสากล ครั้นไปถึงเห็นฝรั่งที่ได้รับเชิญแต่งตัวด้วยเครื่องดินเนอแย๊กเกตสำหรับกินอาหารเย็นกันโดยมากก็ออกแปลกตา ครั้นเวลากระบวนแห่เดินกำลังนั่งดูกันอยู่ มีบ๋อยถือจานของว่างอันหยิบกินด้วยมือมาแจกหลายอย่าง
หม่อมฉันก็กินแต่น้อย ด้วยใกล้เวลาจะมากินอาหารเย็นที่บ้าน ครั้นเมื่อกระบวนแห่เดินจวนจะหมด เห็นพวกบ๋อยเอาผ้าปูโต๊ะเล็กๆ ที่เรานั่งเคียงอยู่แล้ว เอาผ้าเช็ดมือมาวาง หม่อมฉันก็ออกพิศวง พอแห่เดินหมดกระบวนหม่อมฉันก็ไปลาเจ้าเมืองกลับ เจ้าเมืองถามว่าไม่อยู่กินซัปเปอร์ก่อนหรือ หม่อมฉันขอตัวแล้วก็กลับมากินอาหาร
เย็นที่บ้าน เวลา​ยาม ๑ ก็เวลากินอาหารเย็นกัน โดยธรรมดานั้นกินเวลา ๒ หรือ ๒ ทุ่มครึ่ง นี่อย่างไรเกิดเลี้ยงก่อนเวลากินอาหารเย็น แล้วเลี้ยงเมื่อสิ้นเวลากินอาหารเย็นซ้ำอีก แต่เวลากินอาหารเย็นไม่เลี้ยงอะไร ไม่เข้าใจว่าจะเป็นธรรมเนียมอะไรเกิด
ขึ้นใหม่ ต่อมาพวกเรือรบอังกฤษที่มาช่วยงานเชิญไปเลี้ยงเช่นนั้นในระหว่างเวลาทุ่ม ๑ จนถึงยาม ๑ แต่เขาบอกชื่อลักษณะการมาในการ์ดว่า ค้อกเตลปาร์ตี จึงเข้าใจ แต่หม่อมฉันขอตัวไม่ลงไป วิธีเลี้ยงอย่างนี้หม่อมฉันไม่เคย “รับ” มาแต่ก่อน เพิ่งได้ความเข้าใจว่าไปกินของว่างและเสพเมรัย อย่างที่เรียกว่าค้อกเตล คือเอาสุราเมรัยหลายอย่างผสมกันให้รสแปลกๆ กินกันไปเล่นกันไปจนยาม ๑ จึงกลับไปกินอาหารเย็น ดูมันก็แปลกแต่เห็นจะต้องฝึกหัดท้องให้เคยเสียก่อน จึงจะเข้าประชุมเช่นนั้นได้ นัยว่าการเลี้ยงอย่างนี้กำลังนิยมกันในยุโรป
อีกเรื่องหนึ่งเมื่องานเสร็จแล้ว วันหนึ่งหม่อมฉันคิดอยากกินอาหารจีนจึงชวนลูกไปกินอาหารเย็นที่โรงเตี๊ยมเทียนน่ำเหลา ซึ่งเถ้าเก๋เคยอยู่กรุงเทพฯ พูดภาษาไทยได้ หม่อมฉันถามว่าเมื่องานวานซืนเห็นจะรวยมากละซีเพราะคนเข้ามาดูงานมากกว่ามาก เถ้าเก๋กลับตอบว่าขาดทุนกันใหญ่ทั่วทุกหนทุกแห่ง เพราะพวกโฮเต็ลโรงแรมพากันคาดว่าคนจะมากคิดขึ้นราคา พวกกุ๊กพวกบ๋อยตลอดจน​พวกขายของที่
ประกอบอาหาร เช่น เป็ด ไก่ เป็นต้น รู้ว่าโฮเต็ลและเรือนแรมทั้งที่มีอยู่เดิมและตั้งขึ้นใหม่สำหรับรับคนในงานนี้ จะขึ้นราคาค่าอยู่กิน พวกเหล่านั้นก็เรียกค่าจ้างและราคาของเพิ่มขึ้นบ้าง ครั้นถึงงานคนที่มาดูงานทนราคาที่เรียกไม่ไหว ชวนกันไปเช่าโรงหรือเรือนที่ว่าง เป็นที่หลับนอนมั่วสุมกันแห่งละมากๆ แล้วเที่ยวซื้ออาหารกินตามหาบและร้านย่อย พวกโฮเต็ลและเรือนแรมไม่ได้คนมากดังคาด จึงพากันขาดทุนไม่เว้นแต่ละแห่ง ดูก็ปลาดอยู่
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับจดหมายหญิงมารยาตรมีมาแต่บันดุง ว่าทูลกระหม่อมชายได้ทรงเตรียมจะพาแขกไปพวกที่ไปชวา ไปเมืองยกยาและสุลต่านเมืองนั้นเชิญให้ไปเวลางานวันประสูติ เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน อันจะมีการเลี้ยงและมีละครหลวงให้ดูด้วย หม่อมฉันเข้าใจว่าพระองค์ท่านจะเสด็จออกจากกรุงเทพฯ วันที่ ๑๐ มิถุนายน ​คง
เสด็จไปถึงทันงานนั้น ทูลกระหม่อมชายเห็นจะเชิญเสด็จไปด้วย แต่ลูกหญิง ๓ คนของหม่อมฉันที่อยู่ที่นี่เธอวิตกกัน ด้วยได้ทราบว่าท่านจะขอพระองค์ไม่เข้าการงานที่ต้องแต่งเครื่องยศ หรืออิฟนิงเดรส อ้อนวอนให้ทูลมาว่าแต่งเครื่องเฝ้าก็ได้ที่เมืองนั้นไม่หนาวเลย สำคัญแต่ต้องทรงสายตะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้วยเท่านั้น เธอ
เกรงว่าถ้าไม่เสด็จไป จะไม่ได้ทอดพระเนตรกระบวนฟ้อนรำอย่างดีของชวา และไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นขนบธรรมเนียมโบราณของชวา ซึ่งยังเห็นได้แต่ในราชสำนัก ไหนๆ ก็เสด็จไปทอดพระเนตรบะโรบุดอ และพรหมานันทที่เมืองยกยาอยู่แล้ว ขอให้อุตส่าห์เสด็จไปทอดพระเนตรถึงในวังด้วย จะได้เค้าเงื่อนมาประกอบพระวินิจฉัยโบราณคดี ให้พวกเธอได้รับประโยชน์ทางความรู้ด้วย เธอพากันขอให้หม่อมฉันเขียนจดหมายมาถวายดังนี้ หม่อมฉันก็ออกรับรองความเห็นของเธอ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ น
​ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๒ เดือนนี้ หญิงเสมอภาคเชิญลายพระหัตถ์ ๒ ฉบับ กับห่อๆ ๑ ไปให้ เป็นลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๒๐ ทั้งสองฉบับ กับโปรกรามม์ราชาภิเษก และหนังสือพิมพ์อิลลุสเตรเตด ลอนดอน นิวส์ เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า หนังสือพิมพ์ซึ่งออกชื่อหนหลังนั้น จะจัดส่งคืนมาถวายโดยทางใดทางหนึ่ง ซึ่งแน่ใจว่าจะไม่หาย
งานราชาภิเษกนั้นใหญ่มาก มงกุฎนั้นทำเอาตกใจทีเดียว ได้เห็นรูปฉายจำเพาะแต่มงกุฎ นึกว่าไม่ใหญ่โตเท่าไรนัก แต่ครั้นได้เห็นรูปพระเจ้าแผ่นดินกำลังทรงมงกุฎเล่นเอาใจหายใหญ่โตน่ากลัวมากทีเดียว เครื่องถือเดิมก็เข้าใจว่ามีแต่ ๒ อย่าง แต่เมื่อได้เห็นจึงรู้ว่ามีมากมาย รูปมงกุฎซึ่งเขาจดหนังสือไว้ว่า มงกุฎควีนมารีนั้น มีแปดสาแหรกซึมทราบดี เห็นจะเสียเงินมากหลายในการราชาภิเษก เพราะทำหรูหรานักแล้วยังคงจะต้องเสียเปล่าไปอีก ที่กิงเอดวาดที่ ๘ ทำเฟเลีย เข้าของที่ได้ลงทุนทำเตรียมไว้คงจะเสียหายเติ้นเต๊อไปมาก
งานฉลองราชาภิเษกซึ่งตรัสเล่าถึงที่เขาทำกันที่ปีนัง สรุป​ได้ว่าทำการตั้งซุ้มกับแห่และตั้งศาลาฉ้อทานกันเป็นหลักใหญ่ ผิดทางกับเมืองไทยเวลานี้ อะไรๆ ก็ออกร้าน นึกถึงเฉลิมพระชนม์พรรษาเมื่อครั้งกระโน้น ย่อมทำซุ้มตั้งกันเกลื่อนกลาด เห็นจะเอาแบบอย่างเสตลเมนตส์ไปทำกระมัง เขาคงทำกันมานานแล้ว ดูซุ้มในรูปฉายซึ่ง
ทรงพระเมตตาโปรดประทานไป ชอบรูปซุ้มอย่างจีนมากกว่าอย่างฝรั่ง ซุ้มอย่างจีนก็ทำเป็นประตูจีน ข้างจีนเขาถนัดมากในทางทำซุ้มประตู ส่วนข้างฝรั่งเห็นจะถนัดน้อยและที่ทำอย่างฝรั่งก็เป็นฝรั่งแผลงใหม่ๆ เสียด้วย ออกจะทำจริงไม่ได้ ดูเสามันจะรับซุ้มไม่อยู่เสียเป็นพื้น จะดูงามก็ตรงมีที่รับแสงไฟได้มากเมื่อไฟฉายเท่านั้น แต่ดูรูปร่างหางามยาก
ตำรานุ่งผ้าซึ่งคัดถวายมา เกล้ากระหม่อมพิจารณาเห็นเป็นของใหม่จึงได้ร่างหนังสือถึงพระยาอนุมานขึ้น ขอให้เขาตรวจดูฉบับอื่นต่อไปอีก แต่ยังไม่ทันดีดพิมพ์ส่งไปเขาก็คัดส่งมาให้ใหม่อีกฉับหนึ่ง ฉบับหลังนี้เก่าแน่ เชื่อว่าเป็นฉบับที่ได้ทอด
พระเนตรเห็นและตรัสแนะไปให้ดูนั้น กล่าวพิสดารและพยายามจะพูดให้เข้าใจในพิธีนุ่งเป็นที่สุด เกล้ากระหม่อมอ่านก็เข้าใจแต่ไม่รู้สึกกระจ่าง เพราะการชนิดนั้นจะเห็นกระจ่างได้เมื่อลองนุ่งดู ถ้าจะให้ปรากฏเป็นแบบแผนแล้ว ทำตุ๊กตานุ่งผ้าตามวิธีที่ว่าขึ้นไว้ดู จะเป็นดีกว่าอย่างอื่นหมด ตามที่ตรัสเล่าไป ฝรั่งเขาก็ทำกันเช่นนั้น
​ศาลาน้ำพุที่เมืองฮอมเบิก เจ้าพระยาธรรมาเป็นผู้คิดออกแบบอย่าง เกล้ากระหม่อมแน่ใจว่าเอาอย่างพระที่นั่งราชฤดี ซึ่งเกล้ากระหม่อมคิดถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทำไว้ที่หน้าพระที่นั่งอัมพร พระที่นั่งองค์นั้น เกล้ากระหม่อมปรุงปนไว้เป็นแบบไทย พม่า ญี่ปุ่น แต่เขาเอาความคิดไปแต่สองอย่าง คือไทยกับพม่า
ฝ่าพระบาทจะทอดพระเนตรเห็นได้ ที่หลังคาลดมีคอสองกว้างทำเป็นลายลูกฟักนั้นเป็นแบบพม่า ซึ่งกระหม่อมซุกซนเก็บเอามาทำเล่นบ้าง แบบไทยไม่มี ทำชิดกัน การทำศาลาน้ำพุเอาอย่างพระที่นั่งราชฤดีไปแต่บางอย่างนั้น จัดว่าเป็นการใช้ได้ดี เพราะธรรมดาคนจะมีความคิดของตนทั้งหมด ไม่เอาอย่างที่ไหนเลยนั้นไม่ได้ แต่
การเอาอย่างนั้นควรเอาแต่หนทาง ถ้าลอกแบบ คือก้อปปี้ไปทำแล้วใช้ไม่ได้ แสดงว่าเป็นคนสิ้นปัญญา ตัวศาลานั้นจับได้ว่าเอาอย่างพระที่นั่งราชฤดี แต่ประตูและกำแพงล้อมนั้นจับไม่ได้ว่าเอาอย่างที่ไหน จะอย่างไรก็ดูบกพร่อง หัวเม็ดมุมก็ยอดด้วน ซุ้มประตูก็วิรุธตามที่ได้ตรัสทักแล้ว อย่างไรก็ดีหมดทั้งนั้นว่าทีงามกว่าปราสาทที่ทำส่งไปเอกษิบิเช่นปารีสจริงเหมือนพระดำรัส ได้ส่งโปสตก๊าดกลับคืนมาถวายนี้แล้ว
เกล้ากระหม่อมถูกเจ้าพระยาธรรมาถามว่า สมเด็จพระอมรินทร์มีพระนามเดิมว่ากระไร เกล้ากระหม่อมก็จน ตอบท่านว่า​ตำราราชสกุลวงศสิท่านบอกว่าไม่มี เกล้ากระหม่อมกลับมาถึงบ้านก็เปิดตำราราชกุลวงศสอบดู ไม่มีจริง แล้วย้ายไปเปิดตำราราชินิกุลบางช้างดู ก็ไม่มีเหมือนกัน ตั้งใจจะทูลถามฝ่าพระบาทมา แต่ยังไม่ถึงกำหนดเวลาเขียนหนังสือ พระยาเทวาก็แจ้งรายงานว่าท่านถามพระยาเทวา แปลว่าท่านค้นเกล้า
กระหม่อมไม่ได้แล้วท่านก็ไปค้นที่พระยาเทวา พระยาเทวาก็ค้นหาไปได้ความในหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ ซึ่งตีพิมพ์แจกงานศพหม่อมเจ้าปิยภักดีนารถว่าพระนามนาค ก็หนังสือฉบับนั้นเป็นฉบับที่เกิดถ้อยร้อยความ ตามที่ได้ตรัสเล่าให้ทราบแล้ว จะควรเชื่อว่าจริงดังนั้นหรือไม่ เรื่องพระนามเดิมนั้น มีหลายองค์ที่ต่างคนต่างรู้มาไม่เหมือนกัน ติดจะฟังยาก
เกล้ากระหม่อมจะทูลลาออกจากกรุงเทพฯ ไปชวา ณ วันที่ ๘ มิถุนายน เพราะฉะนั้นลายพระหัตถ์เวรควรโปรดประทานไปเป็นฉบับที่สุดเพียงวันที่ ๔ มิถุนายน เกล้ากระหม่อมก็จะส่งหนังสือถวายมาวันที่ ๕ เป็นที่สุด ต่อนั้นไปขอประทานงดหนังสือมีไปมาเสียคราวหนึ่ง ด้วยไม่ว่าจะไปร่อนเร่อยู่ที่ไหน ในที่สุดจะดีล้ำเลิศที่ได้มาเฝ้าฝ่าพระบาทถึงพระองค์ที่ปีนัง จะเป็นวันไรจะมีหนังสือหรือโทรเลขกราบทูลล่วงหน้ามาให้ทราบฝ่าพระบาท
ได้ส่งหนังสือวิสาขบูชา เรื่อง วุฒิ ๔ มาถวายด้วย ๔ เล่ม
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
โฆษณา