เมื่อวาน เวลา 03:37 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ธุรกิจโตเร็วแต่ไม่ยั่งยืน/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร : สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)

ในระยะหลัง ๆ นี้ ผมรู้สึกว่ามีธุรกิจหลาย ๆ อย่างที่ยอดขาย “โตเร็วมาก” จนเป็นที่กล่าวขวัญถึงในสังคมทั่วไปโดยเฉพาะในแวดวงธุรกิจและนักลงทุนในตลาดหุ้น ผู้บริหารกลายเป็น “เซเล็บ” ที่มักจะได้รับเชิญไปออกรายการและเล่าเรื่องราวของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ นักลงทุนจำนวนมากต่างก็มองว่าหุ้นจะกลายเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” เพราะกำไรของบริษัทจะโตขึ้นมหาศาลอย่างรวดเร็วและจะทำให้ราคาหุ้นเมื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือทำ IPO จะมีมูลค่ามหาศาล
1
แต่ธุรกิจที่ผมพูดถึงนั้น มักจะเป็นธุรกิจที่ขายสินค้า 1 ใน 2 แบบคือ แบบแรก ขายสินค้าราคาถูกหรือถูกมากเมื่อเทียบกับสินค้าของบริษัทอื่น ๆ ในท้องตลาดที่มีคุณภาพพอ ๆ กัน โดยที่เขาขายได้เพราะยอดขายที่สูงมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทำให้มีต้นทุนที่ถูกกว่าเนื่องจากการประหยัดเนื่องจากขนาดหรือในภาษาทางเศรษฐศาสตร์คือ มี Economies of Scale ที่สูงกว่า
1
และธุรกิจแบบที่ 2 ก็คือ เป็นธุรกิจที่ขายของที่มีลักษณะของความเป็น “แฟชั่น” ที่ลูกค้าเกิดนิยมในตัวผลิตภัณฑ์อย่างแรงแต่เป็นความนิยม “ชั่วคราว” ที่เกิดขึ้นได้ง่ายโดยเฉพาะในยุคที่สื่อสังคมแพร่หลายมากในยุคดิจิทัลปัจจุบัน ซึ่งในไม่ช้าพวกเขาก็จะเบื่อและหันไปหาสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
1
ธุรกิจทั้งสองแบบนั้น ในสายตาของ VI ที่ลงทุนระยะยาวแบบผม มองว่าเป็นธุรกิจที่ “ไม่ยั่งยืน” และจะไม่อยากลงทุนโดยเฉพาะในราคาหุ้นที่สูงกว่าปกติ และก็คงไม่ให้ราคามากนัก บางทีถ้าจะซื้อก็คงให้ PE ไม่เกิน 10 เท่า หรือความหมายก็คือ นี่ไม่ใช่ธุรกิจที่ดีนัก ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็น “ซุปเปอร์สต็อก”
1
เหตุผลสำหรับธุรกิจกลุ่มแรกก็คือ มันเป็นธุรกิจที่โตโดยอาศัย “ราคา” ที่ถูกกว่าปกติ คือตัดราคาคู่แข่งเพื่อดึงดูด Demand หรือความต้องการของผู้บริโภค ดังนั้น Margin หรือกำไรต่อยอดขายจะต่ำมาก ทำให้การโตเร็วมักจะไม่ทำกำไรที่คุ้มค่า บางแห่งขาดทุนด้วยซ้ำโดยเฉพาะเมื่อเกิด “สงครามราคา” เมื่อเกิดคู่แข่งที่สามารถมาดึงลูกค้าที่พร้อมจะ “สวิตซ์” หรือหันมาซื้อหรือใช้บริการของตนเองแทนได้อย่างง่ายดาย ผลก็คือ ยอดขายโตเร็วแต่ไม่มีกำไรหรือกำไรน้อยจนแทบไม่คุ้มค่าที่จะทำ
1
เหตุผลสำหรับธุรกิจแบบที่ 2 ที่ผมไม่สนใจที่จะลงทุนก็คือ เนื่องจากมันเป็นสินค้าหรือบริการที่ขับเคลื่อนด้วย “แฟชั่น” มันจึง “ไม่ยั่งยืน” ผลิตภัณฑ์ “ร้อน” ซึ่งก็คือมันเป็นกระแส เป็นไวรัล เป็นไฮป์ในภาษาคนรุ่นใหม่ มักจะมีวงจรชีวิตที่สั้น
1
เพราะคนจะเปลี่ยนความนิยมเร็วมาก คนรุ่นใหม่มักจะเบื่ออะไรต่าง ๆ ง่าย ซึ่งนั่นทำให้เกิดวัฎจักรการบูม อิ่มตัว และตกต่ำอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ยอดขายลดลงมากในเวลาอันสั้น ส่งผลให้กำไรที่เคยทำได้มากเพราะสินค้ามักจะมีมาร์จินหรือกำไรต่อยอดขายสูง ตกลงมาแรงมาก และถ้าผลิตภัณฑ์ร้อนแรงตัวใหม่ไม่มา บริษัทก็อาจจะมีปัญหาได้
ตัวอย่างธุรกิจแบบแรกในประเทศไทยที่เห็นค่อนข้างมากในช่วงเร็ว ๆ นี้ก็เช่น ธุรกิจอาหารภัตตาคารโดยเฉพาะร้านขายสุกี้ที่มีการแข่งขันกันมากและในช่วงหลังก็เริ่มมีอาหาร “หมูกระทะ” และอื่น ๆ ซึ่งมีการลดราคาแข่งกันเป็นแบบ “สงครามราคา” ซึ่งทำให้ยอดขายโตระเบิดกันทุกเจ้า แต่ดูเหมือนว่ากำไรกลับไม่ได้ดีหรือลดลงด้วยซ้ำ อนาคตคงต้องดูกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร
1
ในระดับโลกเองนั้น แน่นอนว่ามีคนที่ใช้กลยุทธลดราคาเพื่อสร้างการเติบโตของยอดขายอย่าง “บ้าคลั่ง” ตัวอย่างก็คือ หุ้น Pets.com ที่ขายอาหารและอุปกรณ์ดูแลสัตว์เลี้ยงผ่านทางอี-คอมเมิร์ซในราคาที่ถูกสุด ๆ โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ยังเป็นสตาร์ทอับซึ่งส่งผลให้ยอดขายโตระเบิดและแบรนด์เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย
หุ้นเข้าตลาดทำ IPO ในปี 2000 และกลายเป็นหุ้นที่ร้อนแรงสุด ๆ เพราะทุกคนคิดว่าบริษัทกลายเป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อก อย่างไรก็ตาม ภายในเวลาเพียงปีเดียว บริษัทก็ล้มละลาย เพราะต้นทุนของธุรกิจซึ่งรวมถึงการขนส่งและอื่น ๆ นอกจากต้นทุนของสินค้านั้น สูงกว่าราคาขาย ยิ่งขายมากก็ขาดทุนมาก แต่คนภายนอกอาจจะไม่รู้ นำเงินเข้ามาลงทุนกันโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงของธุรกิจว่ามันไม่ดี แม้ว่ายอดขายจะโตระเบิด
1
อีกบริษัทหนึ่งก็คือ หุ้น WeWork ซึ่งทำธุรกิจให้เช่าพื้นที่โดยเฉพาะสำหรับพวกบริษัทไฮเท็คที่ทำสตาร์ทอัปทั้งหลาย ซึ่งก็เช่นกัน คือยอดขาย “โตระเบิด” เพราะบริษัทขยายไปทั่วโลก โดยที่บริษัทเช่าสำนักงานระยะยาวจากเจ้าของอาคาร เสร็จแล้วก็ปล่อยเช่าให้ผู้เช่าต่อเป็นระยะสั้นในราคาที่อาจจะยังมีกำไรบ้าง แต่เมื่อผู้เช่าย้ายออก อาจจะเนื่องจากเลิกกิจการ หรือย้ายไปเช่าที่อื่นจากบริษัทคู่แข่ง ผลก็คือ รายได้ที่โตแรงก็หายไป
1
แต่ต้นทุนที่บริษัทจ่ายให้กับเจ้าของตึกเป็นระยะยาวยังคงอยู่ ดังนั้น จากกำไรก็กลายเป็นขาดทุนและทำให้บริษัทขาดสภาพคล่อง บริษัทต้องล้มละลาย มูลค่าตลาดหรือ Market Cap. ที่เคยสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท กลายเป็นศูนย์
ในส่วนของธุรกิจที่โตเร็วมากที่เป็นธุรกิจที่อิงกับ “แฟชั่น” นั้น ในประเทศไทยที่เคยเกิดขึ้นและเป็นธุรกิจขนาดย่อมก็เช่น ธุรกิจขายขนมอย่างโดนัทยี่ห้อต่างประเทศที่ช่วงแรกคนต้องต่อคิวกันซื้อหลายชั่วโมง ต่อมาก็เป็นเรื่องของชานมไข่มุก เป็นต้น
1
สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป ยอดขายก็ลดลงและหลายยี่ห้อก็ลดลงมากจนต้องปิดตัวลงไป แทบไม่มียี่ห้อไหนอยู่ยาวเป็นหลาย ๆ ปี ซึ่งก็เป็นการพิสูจน์ว่า สินค้าที่อิงกับแฟชั่นนั้น จะดีได้ก็จำกัด ไม่สามารถจะเป็นซุปเปอร์สต็อกได้ในระยะยาว อย่าตื่นเต้นกับมันมาก
1
แม้แต่สินค้าที่เป็นแฟชั่นระดับโลก อย่างเช่น “ตุ๊กตาลาบูบู้” ที่ทำยอดขายระเบิดและทำให้ร้านหรือหุ้น “ป็อปมาร์ท” มีกำไรโตเร็วแบบติดจรวดซึ่งก็ส่งผลให้หุ้นวิ่งขึ้นไปหลายเท่าในเวลาอันสั้น แต่ภายในเวลาไม่กี่ปี ดูเหมือนว่ากระแสความนิยมในตุ๊กตาและของเล่นแบบมีศิลปะจากบริษัทป็อปมาร์ทก็เริ่มมีสัญญาณว่าจะชะลอตัวลง และในที่สุดก็อาจจะค่อย ๆ จางหายไปได้ในวันที่อาจจะมีของเล่นของบริษัทใหม่ ๆ ที่เรายังไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรเข้ามาแทนที่
1
ดังนั้น ในความเห็นของผม นี่ก็คือ หุ้นหรือบริษัทที่ไม่ได้มี “Moat” หรือคูเมืองที่จะป้องกันข้าศึกที่จะเข้ามาต่อสู้ได้
2
ในประเทศไทยเองนั้น ช่วงหนึ่งก็มีบริษัทหรือธุรกิจที่ใหญ่พอใช้เข้ามาทำธุรกิจขายสินค้าแฟชั่นกุ๊กกิ๊กราคาถูก เริ่มจากร้านญี่ปุ่นที่เลียนแบบ “ร้าน 100 เยน” คือสินค้าสวย ๆ น่ารักทุกชิ้นราคา 100 เยน ซึ่งเท่ากับประมาณ 40 บาทไทย ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับสินค้าท้องถิ่นที่ขายในประเทศไทยแบบเดียวกัน ดังนั้น คนก็นิยมซื้อของจากร้านแบบนี้มากและก็มากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่เมื่อยอดขายโตเร็วมาก และไม่มีอะไรห้ามให้คนอื่นทำตาม รวมทั้งคนที่เข้าร้านแนว 40 บาทหรือ 60 บาททุกชิ้น ก็ไม่ได้มีอะไรติดยึดกับร้านเดิม ร้านขายสินค้าแบบนี้ก็มีการเปิดเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การแข่งขันก็รุนแรงขึ้น ขนาดที่ว่ามีร้านขายสินค้า “ทุกชิ้นราคา 10 บาท” นั่นทำให้ร้านค้าแนว 100 เยน หรือในอเมริกามีร้านแบบทุกอย่างราคา 1 เหรียญ เริ่มอิ่มตัว ยอดขายโตช้าลงจนในที่สุดก็อิ่มตัว
1
ดังนั้น กิจการที่ยอดขาย “โตระเบิด” โดยเฉพาะในช่วงแรก จึงไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นกิจการที่ดีเยี่ยมเสมอไป จะต้องตรวจสอบให้ดีว่าโตเพราะอะไร และที่สำคัญจะโตได้ต่อเนื่องหรือไม่ และมีกำไรดีไหม ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ บริษัทมี “Pricing Power” หรืออำนาจกำหนดราคาแค่ไหน
1
ถ้าจะดี สินค้าที่ขายควรจะมีคุณสมบัติหรือลักษณะดังต่อไปนี้คือ
1. การขายแต่ละรายการหรือขายให้ลูกค้าแต่ละคนจะต้องมีกำไร ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นธุรกิจส่งของ ราคาค่าส่งต้องสูงกว่าต้นทุนเสมอ หรือขายอาหารแบบบุฟเฟ่ก็ต้องมีต้นทุนต่อหัวต่ำกว่าราคาขาย เป็นต้น
1
2. ต้องดูว่าลูกค้าซื้อสินค้าเพราะอะไร เขาติดใจในตัวสินค้าหรือเน้นแต่เรื่องราคาในการซื้อหรือใช้บริการ หรือเขาซื้อเพราะเป็นกระแสแบบแฟชั่น
1
3. สินค้านั้นมีอะไรที่คู่แข่งเลียนแบบไม่ได้หรือไม่ ถ้าเน้นแต่ราคาเป็นหลัก ธุรกิจก็จะดีในระยะยาวได้ยาก
1
4. ความต้องการของสินค้านั้น เป็นความต้องการจริง หรือเป็นความต้องการเทียมที่เกิดจากการลดราคาหรือโปรโมชั่นหรือไม่ ถ้าใช่ ก็อาจจะไม่ใช่ธุรกิจหรือสินค้าที่ดีในระยะยาว
1
5. ถ้าเป็นการขายดีระเบิดที่เกิดจาก “กระแส” หรือความนิยมในหมู่ผู้บริโภคบางกลุ่ม นี่ก็จะไม่ทนทาน และในไม่ช้ายอดขายก็จะลดลงอย่างถาวร
1
ทั้งหมดนั้นก็เป็นแนวทางการวิเคราะห์ที่เน้นมองธุรกิจแบบระยะยาว และเป็นการมองหาซุปเปอร์สต็อกแบบที่จะไม่ให้พลาดเวลาที่เราประสบกับกิจการบางอย่างที่ดูคล้าย ๆ กับว่าจะดีมากเพราะยอดขาย “โตระเบิด” แต่กำไรไม่มา หรือกำไรก็มา แต่อาจจะไม่คงทน เพราะยอดขายอาจจะตกลงมาในภายหลัง หลังจากที่สินค้า “หมดกระแส” และกิจการไม่สามารถยึด “กระแสใหม่” ได้
ประชาสัมพันธ์ - เว็บบอร์ด Thai VI เปิดให้สมัครสมาชิกและทดลองใช้ได้ฟรี 30 วัน! เข้าไปสมัครกันได้เลยครับที่ www.ThaiVI.org
โฆษณา