18 พ.ค. เวลา 14:00 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
สหรัฐอเมริกา

Jensen Huang Against the Prophets of AI Doom

เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidia ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกที่มักสร้าง
ความตื่นตระหนกเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์
1
ว่าเป็นเรื่องไร้สาระและมีจุดประสงค์แอบแฝงเพื่ออำนาจในการควบคุม เขาปฏิเสธคำทำนายด้านลบที่อ้างว่า
AI จะทำลายล้างมนุษยชาติหรือแย่งงานคนจำนวนมาก ในทันที..
เหตุใดเจนเซนหวงจึงมองว่าคำทำนายวันสิ้นโลกจาก AI เป็นอันตราย เหตุผลหลักสามารถสรุปได้ ดังนี้ครับ
เป็นการทำลายการพัฒนาอุตสาหกรรมและการรับรู้ของสังคม หวงชี้ว่าการสร้างความตื่นตระหนกด้วยคำทำนายที่เกินจริงนั้น
"ไร้สาระและไม่เป็นประโยชน์"
1
ซึ่งส่งผลเสียต่อความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และบิดเบือนความเข้าใจของประชาชนที่มีต่อ AI
และเป็นเพราะAIเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าและอำนาจ เขาตั้งข้อสังเกตว่า ผู้นำเทคโนโลยีบางคนใช้ "ความหลงตัวเองแบบพระเจ้า"
สร้างภาพลักษณ์ของผู้กอบกู้ผ่านการสร้างความกลัว
โดยมีจุดประสงค์แฝงเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้า และเพื่อสร้างอำนาจในการเข้ามาควบคุมหรือกำหนดกฎระเบียบ (Regulatory power)
1
ข้อต่อมา คือ พระเจ้าเหล่านี้...มุ่งหวังที่จะทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศล้าหลังในการแข่งขันระดับโลก
หวงกังวลว่าการนำเสนอ AI ในรูปแบบที่เหมือนนิยายวิทยาศาสตร์หรือภาพยนตร์มากเกินไป
1
มันทำให้ชาวอเมริกันเกิดความวิตกกังวลและหวาดกลัว ในขณะที่ประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะจีน กลับเปิดรับเทคโนโลยีนี้ด้วยความกระตือรือร้น
ซึ่งอาจส่งผลให้สหรัฐฯ ล้าหลังในภาพรวม
และสุดท้าย บิดเบือนความจริงเกี่ยวกับศักยภาพของ AI เขาปฏิเสธคำกล่าวที่ว่า AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ในวงกว้าง (เช่น คำทำนายที่ว่า AI จะแทนที่งานสำนักงานมากกว่า 50%)
โดยหวงยืนยันว่า AI เป็นเครื่องมือที่จะช่วยส่งเสริมและสร้างงานใหม่ๆ มากกว่า โดยเฉพาะในด้านการเขียนโปรแกรมที่จะมีความต้องการโค้ดใหม่มหาศาลในอนาคต
โดยมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกิดจาก ความเย่อหยิ่ง ของผู้บริหารที่ต้องการทำตัวเป็นผู้กอบกู้โลก
สำหรับในมุมมองของหวงนั้น AI คือ เครื่องมือส่งเสริมศักยภาพ ที่จะช่วยสร้างโอกาสและงานใหม่ๆ มากขึ้น
โดยเฉพาะในด้านการเขียนโปรแกรมที่ต้องการการพัฒนาอีกมหาศาล
และ แรงจูงใจเบื้องหลังการที่เหล่าซีอีโอเทคโนโลยี (เช่น ผู้นำจาก Anthropic, OpenAI และ Elon Musk) ต่างกรูออกมาสร้างความตื่นตระหนกเกี่ยวกับ
"วันสิ้นโลกจาก AI" มีประเด็นหลักที่สำคัญคือ
"ความหลงตัวเองแบบพระเจ้า" (Narcissism of gods) ซีอีโอหลายคนมีความเย่อหยิ่งและเชื่อว่าเมื่อตนเองก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดแล้วจะกลายเป็นผู้รู้แจ้งในทุกสรรพสิ่ง
พวกเขาจึงพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองดูเป็น
"ผู้กอบกู้" (Saviors) ของมวลมนุษย์ โดยการจุดประเด็นความหวาดกลัวเพื่อให้ตนเองดูมีบทบาทสำคัญในการปกป้องโลก
ข้อสำคัญ คือ การแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้า ไม่มีใครเถียงนะครับสำหรับเรื่องผลประโยชน์
แรงจูงใจประการหนึ่ง คือ เรื่องของธุรกิจ
1
โดยหวงระบุว่าการสร้างความตื่นตระหนกมีเป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่การได้รับ "ผลประโยชน์ทางการค้า"
แรงจูงใจขั้นสุด ก็คือ อำนาจในการควบคุมกฎระเบียบ (Regulatory Power) ที่พวกเขาต้องการ
การทำให้ AI ดูเป็นภัยคุกคามร้ายแรง (เช่น การเปรียบเทียบกับสงครามนิวเคลียร์)
เป็นกลยุทธ์เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการเข้ามามีส่วนร่วม หรือ เข้าควบคุมการกำหนดกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI
และนั่นหมายถึง การเบี่ยงเบนความสนใจจากข้อเท็จจริง พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้การอภิปรายในที่สาธารณะถูกครอบงำด้วยการตัดสินที่
"หวือหวาและเกินจริง"
แทนที่จะพูดคุยกันบนฐานของข้อเท็จจริง ซึ่งส่งผลเสียต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและการรับรู้ที่ถูกต้องของสังคม
นอกจากนี้เขายังแสดงความกังวลว่าความหวาดกลัวที่เกินจริงในสหรัฐฯ อาจทำให้ประเทศ สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับภูมิภาคเอเชียที่เปิดรับเทคโนโลยีนี้มากกว่า
หวงยังแสดงความกังวลว่า แรงจูงใจเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบในระดับชาติ
โดยทำให้ชาวอเมริกันเกิดความวิตกกังวลจนเกินไปเหมือนดูภาพยนตร์ไซไฟ ในขณะที่คู่แข่งอย่างประเทศในเอเชียและจีนกลับมุ่งเน้นการพัฒนา
และเปิดรับ AI อย่างกระตือรือร้น
หวงมองว่าพฤติกรรมของเหล่าซีอีโอที่ออกมาเตือนเรื่องวันสิ้นโลกนั้นเป็นความ "เย่อหยิ่ง" ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
และเรียกร้องให้การอภิปรายสาธารณะกลับมาอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงแทนการตัดสินที่หวือหวาเกินจริง
สุดท้ายเขาจึงเรียกร้องให้สังคมหันมาพูดคุยกันด้วย ข้อเท็จจริง แทนที่จะหลงไปกับภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์มากจนเกินไป...
โฆษณา