9 พ.ค. เวลา 21:50 • ไลฟ์สไตล์

The Final Whistle - เรื่องเล่า หลังเป่านกหวีด

สมมติว่าคุณเป็นผู้บริหารทีมฟุตบอลยักษ์ใหญ่ มีแฟนบอลทั่วโลก มีสปอนเซอร์วิ่งเข้าหาตลอดเวลา คุณอาจจะหลงคิดไปเองว่า ทีมของพวกคุณ "ใหญ่เกินกว่าจะล้ม"
ต้องยอมรับครับว่า การไม่ใช่แฟนบอลท้องถิ่น และการเลือกเชียร์แต่ทีมใหญ่ทำให้พวกเราหลายคนไม่ค่อยคุ้นชินกับเรื่องของการต้องตกชั้น, ลุ้นหนีตาย, หรือทีมล่มสลายสักเท่าไหร่
มันอาจจะทำให้เราลืมไปว่า “ทุกทีม” มีสิทธิ์ “ตกชั้น” ได้ ที่สำคัญคือการหล่นไปลีกรองมันไม่ใช่แค่การลงไป ตั้งใจใหม่ แล้วขึ้นมาครับ มันมีปัญหามากกว่านั้น และสโมสรจะเข้าสู่หายนะทางการเงินแบบฉับพลัน
เพื่อจะให้เห็นภาพชัดๆ เราลองมาดู 2 สโมสรชื่อดังที่กำลังยืนอยู่บนปากเหวกันครับ
เลสเตอร์ ซิตี้ คือทีมม้ามืดที่เคยสร้างปาฏิหาริย์หักปากกาเซียน คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกปี 2016 ด้วยอัตราต่อรอง 5,000 ต่อ 1
และยังสร้างผลงาน ทะลุถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ในแชมเปียนส์ลีกปี 2017 รวมถึงการคว้าแชมป์เอฟเอคัพเมื่อปี 2021 นี้เอง แต่ใครจะไปคิดล่ะครับว่า ในฤดูกาล 2022-23 พวกเขาจะตกชั้น แถมยังร่วงหล่นลงไปเล่นลีกระดับล่างพร้อมกับวิกฤติการเงินแบบช็อกโลก
ส่วนอีกฝั่งเป็น "เรื่องสมมติ" เมื่อเกิดคำถามระดับ What if จะเกิดอะไรขึ้นถ้าทีม "Big Six" อย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ตกชั้น?
สเปอร์สคือทีมใหญ่ครับ ถึงจะโดนล้อ โดนว่ายังไง แต่ภาพลักษณ์ของพวกเขาคือทีมใหญ่ พวกเขามีสนามแข่งสุดล้ำมูลค่า 1 พันล้านปอนด์ที่สามารถจัดทั้งอเมริกันฟุตบอล และคอนเสิร์ตระดับโลกได้
แถมเพิ่งฟันรายได้เข้าสโมสรทำสถิติสูงถึง 565.3 ล้านปอนด์ในปี 2024-25 แต่ภายใต้รายได้ที่ดูสวยหรู พวกเขามี "หนี้สิน" กองอยู่กว่า 850 ล้านปอนด์
ความจริงที่น่ากลัวก็คือ การเงินทั้งหมดของสเปอร์ส ถูกสร้างขึ้นบนสมมติฐานที่ว่า "พวกเขาจะได้เล่นในพรีเมียร์ลีกและบอลยุโรปไปตลอดกาล"
ซึ่งถ้าพวกเขาตกชั้นละก็จะเกิดเหตุการณ์ต่างๆ มากมายครับ รายได้จากการถ่ายทอดสดจะหายวับไปในข้ามคืน สปอนเซอร์จะงัดค่าปรับมาใช้ และบรรดานักเตะซูเปอร์สตาร์ก็จะงอแงขอย้ายทีมในราคาถูกๆ
The Fox
ย้อนกลับไปสมัยก่อน เลสเตอร์ขึ้นชื่อว่าเป็นทีมที่ตาแหลมมากครับ พวกเขาเก่งเรื่องการปั้นดินให้เป็นดาวอย่างทั้งเอ็นโกโล่ ก็องเต้ หรือริยาด มาห์เรซ แล้วขายทำกำไรมหาศาล
แต่พอหลังจากได้แชมป์เอฟเอคัพปี 2021 โมเดลนี้กลับถูกโยนทิ้งหน้าตาเฉย พวกเขาพยายามรักษานักเตะชุดเดิมเอาไว้ และเปย์ค่าเหนื่อยให้แบบไม่ลืมหูลืมตา ผลคือสโมสรขาดทุนไปถึง 92.5 ล้านปอนด์
เพื่อจะเอาตัวรอด พวกเขาจำใจต้องขายกองหลังตัวเก่งอย่าง เวสลีย์ โฟฟาน่า ให้เชลซี แลกกับเงิน 70 ล้านปอนด์
แต่ขนาดได้เงินก้อนโตมาโปะรอยรั่วแล้วนะครับ สโมสรก็ยังมีหนี้ขาดทุนอีก 90 ล้านปอนด์ในฤดูกาล 2022-23 อยู่ดี! จนในที่สุดก็ไปละเมิด "กฎการเงิน" (PSR) ของพรีเมียร์ลีก
ในสนามก็พังไม่แพ้กัน เลสเตอร์พึ่งพานักเตะยุคทองอย่าง เจมี่ วาร์ดี้, จอนนี่ อีแวนส์ และ ยูริ ติเลอมันส์ มากเกินไป ทั้งที่สภาพร่างกายพวกเขาเริ่มโรยราและหมดไฟ ที่หนักสุดคือการปล่อยกัปตันทีมระดับตำนานอย่าง แคสเปอร์ ชไมเคิล ออกจากทีมไปเฉยๆ
ผลลัพธ์คือ แนวรับของทีมเละเทะไม่มีชิ้นดี โดนทะลวงตาข่ายไปถึง 68 ประตู แต่เกมบุกพวกเขาก็ทำได้โอเคเลยนะครับ ยิงได้ตั้ง 51 ลูก (ฮาร์วีย์ บาร์นส์ คนเดียวกด
ไป 13 ลูก) แต่ก็นั่นแหละครับ ยิงเยอะ แจกเยอะกว่า ไม่ช่วยอะไร
สถานการณ์เลวร้ายขั้นสุด แล้วแทนที่จะรีบเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมเพื่อกู้สถานการณ์ ประธานสโมสรอย่าง อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา กลับเลือกที่จะ "เชื่อมั่นและภักดี" ต่อ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือที่เคยพาทีมรุ่งเรือง
วงการฟุตบอลมันโหดร้ายครับ ความเห็นอกเห็นใจใช้ที่นี่ไม่ได้ กว่าบอร์ดบริหารจะรู้ตัวและสั่งปลดร็อดเจอร์ส ก็ปาเข้าไปเดือนเมษายน 2023 หลังแพ้รวดจนทีมจมดิ่งไปอยู่ในโซนตกชั้น หลังจากนั้นทุกอย่างก็เละเทะครับ
The Past
ในอดีต เรามีตัวอย่างมากมายให้เห็นครับ ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เกรียงไกรมาจากไหน ก็ตกชั้นได้ แต่ผลลัพธ์ของการตกชั้นนั้นมีหลายรูปแบบครับ
บางทีมใช้มันเป็นจุดเปลี่ยนเพื่อกลับมายิ่งใหญ่ แต่สำหรับบางทีม พวกเขาตกแล้วตกเลยจนแทบสาบสูญไปแล้ว
ในฟุตบอลอังกฤษ มีวลีฮิตติดปากว่า "Doing a Leeds" ซึ่งกลายเป็นคำศัพท์ที่เอาไว้เรียกความพังพินาศทางการเงินจนทีมแตก
ย้อนไปช่วงปลายยุค 90s ถึงต้นยุค 2000s ลีดส์คือจอมแทงปากเปล่าเลยครับ พวกเขากู้เงินก้อนโตมาเปย์ค่าเหนื่อยนักเตะดาวดัง โดยเอา "รายได้จากการไปเตะแชมเปียนส์ลีกในอนาคต" มาค้ำประกันความเสี่ยง
ช่วงแรกมันก็โอเคครับ แต่ในฤดูกาล 2001-02 พวกเขาจบอันดับ 5 พลาดตั๋วแชมเปียนส์ลีกไปแค่ 5 คะแนน โดมิโนก็ล้มครืนทันที สโมสรแบกค่าเหนื่อยไม่ไหว ต้องเลหลังขายนักเตะทิ้งแบบลดแลกแจกแถม
และท้ายที่สุดก็ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกในปี 2004 ต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย โดนตัดแต้ม และร่วงยาวไปถึงลีกวัน นี่แค่ไม่ได้ไป UCL นะครับ ยังขนาดนี้
ทีนี้เราลองมาดูทีมที่ใช้การตกชั้นเป็นยาขมกันครับ ในเดือนพฤษภาคมปี 2016 ทั้งนิวคาสเซิลและแอสตัน วิลล่า กอดคอกันร่วงตกชั้นท่ามกลางบรรยากาศสุดมาคุ
แต่แทนที่จะปล่อยให้ทีมดิ่งลงเหวเหมือนลีดส์ นิวคาสเซิลภายใต้การนำของ ราฟาเอล เบนิเตซ เลือกที่จะโละพวกนักเตะดีกรีทีมชาติค่าเหนื่อยแพงทั้งหลาย พวกที่ดู
แล้วไม่น่าจะสู้งานหนักในลีกรอง ราฟาขายทิ้งหมด
พวกเขาฟันเงินไปกว่า 85 ล้านยูโรจากการขายคนอย่างมุสซ่า ซิสโซโก้ และจอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ฝั่งวิลล่าก็ทำแบบเดียวกัน พวกเขาเคลียร์บิลค่าเหนื่อย สร้างทีมที่วิ่งสู้ฟัด และเด้งกลับขึ้นมาพรีเมียร์ลีกได้อย่างสวยงาม
ไปดูที่บุนเดสลีกากันบ้าง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับว่าทีมที่มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่และรวยมากอย่าง ฮัมบูร์ก และ ชาลเก้ 04 จะต้องมาตกระกำลำบาก
ฮัมบูร์กบริหารงานแบบคิดว่าตัวเองเป็นทีมใหญ่ ซื้อนักเตะชื่อดังค่าตัวแพงแต่ฟอร์มกากมาเต็มทีม ภายใน 10 ปี โค้ชเปลี่ยนหน้าเป็นเก้าอี้ดนตรี ไม่มีเวลาให้ใครสร้างระบบทีมจริงๆ จังๆ พอผลงานไม่ดีก็ปลด
พอตกชั้น สโมสรก็เลิกทุ่มซื้อนักเตะเกรด A หันมาเซ็นนักเตะที่เก๋าเกมในลีก 2 ผสมกับดันเด็กปั้นในอคาเดมี่แทน แต่ฮัมบูร์กก็ติดลูปนรก เตะครึ่งฤดูกาลแรกฟอร์มอย่างเทพ พอเข้าช่วงสุดท้าย ขาสั่น สะดุดยอดหญ้าล้มเอง แจกแต้มทีมหนีตกชั้น ไม่ได้เลื่อนชั้นสักที
ส่วนชาลเก้ เคยกู้เงินมหาศาลมาสร้างสนามเฟลทินส์ อารีน่า และทุ่มจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะแพงลิบลิ่วเพื่อรักษาสถานะ "ขาประจำแชมเปียนส์ลีก" พอทีมเริ่มไม่ได้ไปถ้วยยุโรป รายได้หาย แต่รายจ่ายค่าเหนื่อยยังบานตะไท หนี้ก็เลยพอกหางหมู
ที่แย่สุดๆ คือ สโมสรบริหารสัญญาห่วยแตกมาก ปล่อยให้นักเตะที่ตัวเองปั้นมาอย่าง
เลออน โกเร็ตซ์ก้า, มักซ์ เมเยอร์, หรือ อเล็กซานเดอร์ นูเบิล หมดสัญญาแล้วย้ายออกไปแบบฟรีๆ แทนที่จะขายได้เงินระดับร้อยล้านยูโรมาพยุงสโมสร
พอตกชั้นไป ใครค่าตัวแพง ค่าเหนื่อยเวอร์ โละทิ้งหมด เน้นเซ็นฟรี ยืมตัว หรือซื้อของถูกมาปั้นใช้งาน แท็กติกโค้ชคือทำยังไงก็ได้ให้ได้แต้ม หานักเตะประเภท "เจ้าพ่อลีกรอง" ถึกๆ ชนๆ มาแบกทีม
จากทีมที่มีอคาเดมี่ระดับท็อปของยุโรปที่เคยปั้นมานูเอล นอยเออร์หรือลีรอย ซาเน่มา ตอนนี้พวกเขาต้องรีบดันเด็ก 17-18 ขึ้นมาชุดใหญ่ พอฟอร์มดีปุ้บ ก็รีบขายเอาเงินไปใช้หนี้ทันที
แม้ปัจจุบันชาลเก้จะสามารถกระเสือกกระสนกลับมาบุนเดสลีกาได้แล้ว และมีเรื่องราวการไถ่บาปของนักเตะอย่างลอริส คาริอุสเป็นตัวอย่าง แต่เวลาที่พวกเขาใช้ไปในลีกล่างก็ทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาหมองหม่นพอสมควร
แต่ถ้าพูดถึงการตกชั้นที่ช็อกโลกที่สุด ต้องยกให้ "กัลโช่โปลี" ในปี 2006 ครับ ยูเวนตุส มหาอำนาจแห่งวงการลูกหนังมักกะโรนี โดนลงดาบฐานพัวพันกับคดีล็อกผลบอล ถูกริบแชมป์ 2 สมัย และโดนถีบส่งลงไปเล่นเซเรีย บี พร้อมเริ่มฤดูกาลด้วยการโดนตัดแต้มยับเยิน
ความเสียหายทางการเงินและภาพลักษณ์นั้นรุนแรงมาก ซูเปอร์สตาร์อย่างซลาตัน อิบราฮิโมวิช และฟาบิโอ คันนาวาโร่ ถูกบังคับขายออกจากทีม แต่ทว่า โชคดีที่การตกชั้นครั้งนี้คือ "บทลงโทษทางกีฬา" ไม่ใช่อาการถังแตกครับ
ด้วยความแข็งแกร่งขององค์กร บวกกับตำนานอย่างเดล ปิเอโร่ และบุฟฟ่อน ที่ยังอยู่ช่วยทีม พวกเขาฝ่าฟันอุปสรรคก่อนจะคว้าแชมป์ลีกรองได้ทันที และกลับมาขึ้นมาได้อย่างยิ่งใหญ่
เรายังอยู่กันที่อิตาลีกับ ปาร์ม่า มหาอำนาจยุโรปในยุค 90 กวาดมาแล้วทั้งยูฟ่าคัพ และโคปปา อิตาเลีย ภายใต้การสนับสนุนเงินทุนไม่อั้นจาก "พาร์มาลัต" อาณาจักรผลิตภัณฑ์นม
แต่พอพาร์มาลัตล้มละลายเพราะคดีฉ้อโกงครั้งมโหฬารในปี 2003 ท่อน้ำเลี้ยงของสโมสรก็ขาดสะบั้นทันที สโมสรยื้อชีวิตมาได้ระยะหนึ่ง ก่อนจะพังพินาศประกาศล้มละลายในเดือนมีนาคม 2015 ด้วยหนี้สินทะลุ 218 ล้านยูโร
ผู้ดูแลผลประโยชน์ถึงขนาดต้องเอา "ถ้วยแชมป์ยูฟ่าคัพ" ไปประมูลขายทอดตลาด เพื่อหาเศษเงินมาใช้หนี้ สุดท้ายเมื่อไม่มีใครมาซื้อทีม สโมสรก็ถูกสั่งยุบ และต้องไปเกิดใหม่ในจุดต่ำสุดอย่างเซเรีย ดี
ที่ลาลีก้า สเปน ก็มีทีมอย่างเดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า หรือ 'ซูเปอร์เดปอร์' ที่เคยผงาดคว้าแชมป์ลาลีกาในปี 2000 และต่อกรกับทีมยักษ์ใหญ่ในแชมเปียนส์ลีกได้หน้าตาเฉย
แต่ประธานสโมสรกลับใช้โมเดลธุรกิจบ้าๆ มาบริหารทีม ด้วยการปิดตาข้างเดียวไม่ยอมรับรู้หนี้สินที่พอกพูน กู้เงินและสร้างหนี้เพื่อทุ่มซื้อสตาร์ดังๆ อย่างริวัลโด้, รอย มาคาย, ดีเอโก้ ตริสตัน แต่เมื่อรายได้ไม่พอจ่ายค่าใช้จ่ายมหาศาล สโมสรก็ถูกประกาศว่าล้มละลายในปี 2012
เพื่อไม่ให้ทีมถูกยุบหายไป ธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่อย่าง Abanca ต้องเข้ามาเทกโอเวอร์กิจการสโมสร เอาสโมสรมาบริหารเอง สโมสรเลยรอดตายมาได้หวุดหวิด แต่ก็ต้องทำทีมแบบรัดเข็มขัดขั้นสุด
พวกเขาต้องหันกลับมาพึ่งพาอคาเดมี่ของตัวเองอย่าง "อาเบกอนโด้ " แบบ 100% ดันดาวรุ่งลูกหม้อท้องถิ่นขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ ประกอบกับแฟนบอลชาวกาลิเซียไม่ทิ้งทีม รายได้จากการเข้าชมเกมในสนามริอาซอร์จึงทำให้ทีมยังเดินหน้าต่อไปได้
The Option
ในอดีต ตอนเลสเตอร์ ซิตี้ ตกชั้นมาจากพรีเมียร์ลีก สโมสรไม่มีทางเลือกอื่นครับ ต้องรีบหาเงินสดมาต่อชีวิตให้เร็วที่สุด
เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขาเทขายนักเตะทันที เจมส์ แมดดิสัน โดนขายให้สเปอร์ส ฮาร์วีย์ บาร์นส์ โดนขายให้นิวคาสเซิล ได้เงินมาหมุนเกือบร้อยล้านปอนด์ เพื่อปรับสมดุลบัญชี
และโชคดีที่ฟุตบอลอังกฤษมีระบบที่เรียกว่า "พาราชูต เพย์เมนต์" พูดง่ายๆ คือเงินช่วยเหลือกันตายสำหรับทีมที่เพิ่งตกชั้น
ในปีนั้น เลสเตอร์ได้เงินอุดหนุนก้อนโตราวๆ 44 ล้านปอนด์ พวกเขาฉลาดพอที่จะเอาเงินก้อนนี้มาตั้งหลัก จ้างโค้ชใหม่ที่เก่งบอลลีกรอง ดันเด็กปั้นในอคาเดมี่ขึ้นมาเล่นแทนสตาร์ดัง จนสุดท้ายก็คว้าแชมป์และเลื่อนชั้นกลับมาได้ทันทีในเวลาแค่ปีเดียว
แต่พอพวกเขาตกชั้นมาอีกรอบ คราวนี้แย่กว่าเก่าครับ เลสเตอร์โดนตั้งข้อหาละเมิดกฎการเงิน (PSR) ตั้งแต่ตอนอยู่พรีเมียร์ลีก และผลกรรมมาตกในแชมเปียนชิปฤดูกาลนี้
พวกเขาโดนหัก 6 คะแนน การเริ่มฤดูกาลด้วยการติดลบ มันทำลายสภาพจิตใจนักเตะมากๆ ครับ แถมพอบัญชีติดตัวแดง สโมสรก็ไม่มีงบไปเสริมทัพซ่อมแซมทีมอีก
แถมโค้ชที่ได้มาก็ไม่มีความสามารถเท่าโค้ชเก่าอย่างมาเรสก้า พอเข็นไม่ขึ้น พวกเขาก็ร่วงไปลีกวันในปีนี้
ทีนี้ลองมาจินตนาการถึงสถานการณ์สมมติกันครับ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสโมสรที่รวยเป็นอันดับ 9 ของโลก ต้องตกลงไปเล่นในลีกแชมเปียนชิพ
ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์มีหนี้สินก้อนมหึมาที่สูงปรี๊ดถึง 850 ล้านปอนด์ จากการสร้างสนามแข่งสุดอลังการมูลค่า 1 พันล้านปอนด์
ถ้าพวกเขาตกชั้น หนี้ก้อนนี้จะถ่วงสโมสรให้จมดิ่งลงก้นทะเลทันที แถมเงื่อนไขการกู้เงินก็ผูกติดอยู่กับการเป็นทีมในพรีเมียร์ลีกทั้งนั้น
ถ้าหล่นลงไปลีกล่าง รายได้จะหายไปกว่า 181.5 ล้านปอนด์ แม้ ดาเนียล เลวี่ อดีตประธานสโมสรจอมเขี้ยว เคยหัวหมอใส่เงื่อนไขหั่นค่าเหนื่อยนักเตะ 50% ทันทีที่ทีมตกชั้นเอาไว้
แต่นักวิเคราะห์การเงินคาดการณ์ว่าลดแค่ 50% มันไม่พอ อาจจะต้องหั่นค่าเหนื่อยทิ้งถึง 75% ถึงจะพอ
แน่นอนว่าซูเปอร์สตาร์จะงอแงขอย้ายทีม และบังคับให้สเปอร์สต้องกลืนเลือดเปิดมหกรรมเทขายนักเตะแบบเลหลัง
ซึ่งทีมอื่นก็รู้ดีว่าสเปอร์สกำลังถังแตกและต้องการลดภาระค่าเหนื่อย พวกเขาก็จะฉวยโอกาสกดราคาค่าตัวนักเตะจนต่ำติดดิน สร้างความเสียหายให้บัญชีสโมสรหนักเข้าไปอีก
รายได้จากการใช้สนามจัดแข่ง NFL และจัดคอนเสิร์ตระดับโลก ช่วยทำเงินได้ราวๆ 40 ล้านปอนด์ต่อปี แต่ก็เทียบไม่ได้กับ 250 ล้านปอนด์ที่หายไปจากค่าลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกและบอลยุโรป
แถมค่าไฟ ค่าดูแลรักษาสนามระดับพันล้าน มันก็แพงเท่าเดิม ไม่ว่าคุณจะเปิดบ้านรับมืออาร์เซนอล หรือเตะกับทีมกลางตารางในแชมเปียนชิพก็ตาม
สเปอร์สจะถูกบีบให้คว้าแชมป์ลีกรองและเลื่อนชั้นให้ได้ตั้งแต่ครั้งแรกเท่านั้น เพราะถ้าพวกเขายังอยู่ในแชมเปี้ยนชิพมากกว่า 1 ปี หลังจากนั้นมันอาจจะไม่มีสโมสรที่ชื่อท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์อีกต่อไป
The End
สรุปง่ายๆ เลยนะครับ วงการฟุตบอลอังกฤษมันโหดร้ายกว่าที่เราคิดเยอะ ภาพที่เราเห็นว่ามีเงินสะพัด มีสปอนเซอร์รุมล้อม ทีมเล็กก็ได้เงินค่าลิขสิทธิ์เกือบเท่าทีมใหญ่ มันทำให้เราลืมความจริงไป ผิดพลาดก็คือร่วง ถ้าร่วงก็มีสิทธิ์พัง
อย่างเลสเตอร์ ซิตี้ นี่คือตัวอย่างว่าความสำเร็จหมดอายุได้ไวแค่ไหน จากถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกหรือเอฟเอคัพ ไปสู่การจ่ายค่าเหนื่อยแพงเวอร์ ซื้อตัวพลาด ผู้บริหารตัดสินใจไม่ดี สุดท้ายก็ร่วงไปถึงลีกวัน
ทีมที่รับมือกับวิกฤติแบบนี้ไม่ทันอย่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด, ปาร์ม่า หรือ เดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า ต้องทนทุกข์ทรมานเป็นสิบๆ ปี หนักสุดคือล้มละลายไม่เหลือซาก ไม่มีทีมไหนในโลก ที่ใหญ่เกินกว่าจะเจ๊งครับ
มันคือบททดสอบว่า สโมสรจะฟื้นกลับมาได้ไวเหมือนนิวคาสเซิล หรือจะจมดิ่งไปเลยแบบฮัมบูร์ก กับชาลเก้ 04
โฆษณา