10 พ.ค. เวลา 11:31 • ไลฟ์สไตล์

ปึ 1997 กับโลกที่เด็กไทยอย่างฉันไม่คุ้นเคย

ไม่ใช่แค่ภาษาที่ต้องเรียน
แต่ อีกหนึ่งเรื่องใหญ่สำคัญมากกว่านั้น คือ “ระบบการใช้ชีวิต“
ที่อเมริกาทุกอย่างเป็นระบบ ระเบียบ และ ไฮเทคมาก ในสายตาของฉัน
ย้อนไปในปี 1997
สิ่งแรกๆ ที่ทำฉันตื่นตาตื่นใจมาก คือ การ “Drive Thru“ สั่งอาหารตามร้าน Fast food
รวมถึง การ ”Drive Thru Banking“ ที่สามารถฝาก-ถอน เงินได้ โดยไม่ต้องลงจากรถเลย
สำหรับเด็กไทยอย่างฉันในตอนนั้น
มันคือภาพชีวิตที่แปลกใหม่มากจริง ๆ
และในเวลานั้น ที่นั่นก็เป็น “สังคมไร้เงินสด”ไปแล้ว
ของราคาไม่กี่ดอลลาร์ ผู้คนก็ชำระผ่านบัตรเดบิต บัตรเครดิต หรือแม้แต่การ “เขียนเช็ค”
ฟังไม่ผิด…
การจ่ายเงินด้วยเช็ค เป็นเรื่องธรรมดามากของคนที่นั่น
แต่สำหรับฉัน..ผู้ซึ่งมาประเทศนี้ครั้งแรก
นั่นคือโลกที่ไม่คุ้นเคยและแปลกใหม่มากทีเดียว
ฉันจึงต้องเรียนรู้ว่า
การเปิดบัญชีธนาคารต้องทำอย่างไร
ใช้เอกสารอะไรบ้าง
และต้องทำอย่างไร ถึงจะมี “สมุดเช็ค” เป็นของตัวเอง
เพราะการพกเงินสด USD เดินไปทั่วเมืองนั้น ไม่ปลอดภัยเลย
หลายครั้งเวลาไปร้านอาหารหรือร้านค้า
แล้วฉันยื่นแบงก์ 100 ดอลลาร์ให้
พนักงานมักตอบกลับมาว่า
“ไม่มีเงินทอน“
บางร้านรับไป และยกแบงก์ขึ้นส่องกับไฟในร้านต่อหน้าฉัน
เพื่อดูว่า แบงก์ 100 ใบนั้น เป็นของจริง หรือ ของปลอม
และตามมาด้วยคำถามที่ฉันเริ่มได้ยินจนชินหู
“Do you have an ID card?”
และฉันจึงเพิ่งรู้ว่า..นอกจาก passport แล้ว ฉันควรต้องมี Social Security Card เพื่อใช้ในการทำธุรกรรมต่างๆในประเทศนึ้
เรียกง่ายๆ คือ คล้ายบัตรประชาชนบ้านเรานี่เอง
ฉันต้องเรียนรู้แม้กระทั่งเรื่องเล็ก ๆ อย่างการให้ทิปในร้านอาหาร ต้องทิปทุกครั้ง และในจำนวนเท่าไรถึงจะเหมาะสม
เพราะถ้าให้ผิด หรือไม่ให้เลย มันอาจหมายถึงการเสียมารยาททางสังคมทันที
เรื่องพวกนี้ไม่มีใครบอกละเอียดตอนอยู่เมืองไทย
แต่เมื่อใช้ชีวิตจริง ฉันจึงรู้ว่า
การอยู่ต่างประเทศ ไม่ใช่แค่พูดภาษาอังกฤษได้
แต่ต้องเข้าใจ “วิธีใช้ชีวิต” ของเขาด้วย
ซึ่งเรื่องเหล่านี้ กว่าฉันจะตั้งหลักได้ ต้องขอบคุณ พี่ๆคนไทยที่อยู่มาก่อน และเพื่อนต่างชาติ ที่เราออกไปลองผิด ลองถูกด้วยกันเอง
สิ่งเล็กๆเหล่านี้ ฉันต้องเรียนรู้ ซึมซับไว้ เพื่อให้ไม่แตกต่างจากคนที่นี่มากนัก
โฆษณา