10 พ.ค. เวลา 20:40 • ธุรกิจ
บริษัท ไทย มิวสิค ดิจิตอล จำกัด

เปิดมุมมองและวิสัยทัศน์ การทำงานของ (ศุภวัชณ์ สมหวัง) CEO Thai Music Digital

ในยุคที่อุตสาหกรรมดนตรีและคอนเทนต์สร้างสรรค์เปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มตัว การขับเคลื่อนองค์กรให้อยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้เราได้รับเกียรติจาก คุณศุภวัชณ์ สมหวัง หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อเล่นว่า "ธันวา" ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ บริษัท ไทย มิวสิค ดิจิตอล จำกัด (Thai Music Digital Co., Ltd.)
มาร่วมพูดคุยแบบเจาะลึกถึงเบื้องหลังวิธีคิด กลยุทธ์การทำธุรกิจ และปรัชญาการบริหารงานที่ทำให้ค่ายเพลงและบริษัทคอนเทนต์ยุคใหม่แห่งนี้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
PART 1: บริหารคนด้วย "เสรีภาพ" ขับเคลื่อนผลงานด้วย "คุณภาพ"
ในยุคที่ตลาดและการแข่งขันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อะไรคือ "เข็มทิศ" หรือวิสัยทัศน์สำคัญที่คุณใช้ในการนำทางธุรกิจและขับเคลื่อนทีมงานครับ?
ศุภวัชณ์: อันดับแรกเลยสำหรับผม คือ "เราต้องชอบที่จะไปกับมันก่อน" ไอเดียทุกอย่างในองค์กรไม่จำเป็นต้องมาจากตัวผมคนเดียว พนักงานทุกคนในทีม ไม่ว่าเขาจะอยู่ในตำแหน่งไหน เขาสามารถออกความคิดเห็นและนำเสนอไอเดียได้หมดเลย เรามอบอิสระให้เขาอย่างเต็มที่ในการคิดและสร้างสรรค์
แต่สิ่งที่เราต้องเน้นย้ำและให้ความสำคัญ คือคุณภาพ ทุกงานต้องได้มาตรฐานตามที่เรากำหนดไว้ เมื่อทุกคนเสนอไอเดียเข้ามา เราจะทำการสำรวจร่วมกันเพื่อคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดและมีคุณภาพครบถ้วนที่สุด
ในขณะเดียวกัน เราจะมองแค่เรื่องคุณภาพอย่างเดียวไม่ได้ ตัวคนทำหรือคนนำเสนอเองก็ต้อง "เชื่อและชอบ" ในงานชิ้นนั้นจริง ๆ เพราะถ้าทำมาแล้วทุกคนรอบข้างบอกว่าดี แต่ตัวคนทำกลับรู้สึกเหมือนโดนบังคับ ไม่มีความสุข งานนั้นก็จะไม่สำเร็จ สำหรับผม ความอิสระ มาตรฐานคุณภาพ และความเชื่อมั่นของคนทำงาน คือสามสิ่งสำคัญที่ต้องเดินไปพร้อมกัน ถ้าทุกคนมั่นใจ ยังไงงานก็ผ่านครับ
PART 2: กลยุทธ์การบาลานซ์ "ไอเดียสร้างสรรค์" กับ "ความจริงทางธุรกิจ"
การให้อิสระกับทีมงานเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ในโลกธุรกิจ บางครั้ง "ไอเดียที่เจ๋งมาก ๆ" กับ "ข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลา" มักจะสวนทางกัน ในฐานะผู้บริหาร คุณมีวิธีบาลานซ์สิ่งเหล่านี้อย่างไร?
ศุภวัชณ์: เบื้องต้นเราต้องเข้าใจตลาดและรู้เทรนด์ในขณะนั้นก่อนว่าคนกำลังต้องการอะไร แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องย้อนกลับมาประเมินศักยภาพและงบประมาณของบริษัทเราด้วย เรานำแผนงานชิ้นนั้นมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับตลาด โดยที่เราไม่ได้ไปลอกเลียนแบบหรือขโมยไอเดียใครนะครับ แต่เราศึกษาเพื่อหา "จุดสำเร็จ" (Keyword) ของงานเหล่านั้นว่าทำไมคนถึงสนใจ แล้วนำมาปรับใช้ (Adapt) ให้เข้ากับเรา โดยที่ "ความเป็นตัวตน" ของคนทำจะต้องไม่ถูกลดทอนลงไป
"งบประมาณของโปรเจกต์หนึ่ง จะต้องไม่ไปเบียดบังหรือสร้างความเสี่ยงให้กระแสเงินสดของโปรเจกต์อื่น ๆ ถ้าราคาประเมินออกมาแล้วเกินงบไปมาก เราอาจต้องหยุดไว้ก่อนเพื่อปรับทอน หรือมองหาแผนสำรอง"
ส่วนเรื่องของเวลาทำงาน เราต้อง คำนวณ ต้นทุนแฝงอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นค่าตัวนักแสดง ค่ากองถ่าย หรือค่าล่วงเวลา (OT) ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้การวางแผนที่ดีเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย แต่ในบางครั้งหากเวลาบีบคั้นเกินไปจนอาจกระทบกับ "คุณภาพ" เราก็ต้องยืดหยุ่นบ้าง และพร้อมตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยเลือกทางที่ส่งผลกระทบหรือสร้างความเสียหายน้อยที่สุดครับ
PART 3: ถอดบทเรียนจากวิกฤตจริง: การต่อสู้เพื่อ "สิทธิ์" และ "แผนสำรอง"
อยากให้คุณช่วยแชร์เคสความท้าทายหรือมรสุมครั้งใหญ่ที่เคยเจอในสายงานนี้ และคุณนำพาบริษัทผ่านพ้นจุดนั้นมาได้อย่างไร?
ศุภวัชณ์: สำหรับค่ายเพลงเปิดใหม่ที่ยังไม่มีระบบจัดจำหน่าย (Distributor) ของตัวเอง เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพาผู้ให้บริการตัวกลาง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราใช้บริการระบบตัวกลางระดับ Global เจ้าหนึ่ง
ซึ่งระบบและฟีเจอร์ของเขาดีมากและสร้างรายได้ให้เราอย่างมหาศาล แต่ภายหลังเขาได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและค่าธรรมเนียมสูงขึ้นจนเรา คำนวณ แล้วว่าไม่สามารถที่จะจ่ายไหวจริง ๆ นะครับ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าฟีเจอร์เขาโอเค ผ่านมาก็ทำรายได้ให้กับบริษัทได้เยอะมากเช่นกันในช่วงที่เรายังใช้บริการเขา แต่เมื่อเราดูแล้วว่าเราไม่สามารถที่จะอยู่ที่นี่ได้ต่อ ผมก็จำเป็นจะต้องถอยออกมาจากตรงนั้น เพื่อที่จะไปหาอีกที่หนึ่งเพื่อที่จะลดต้นทุนในเรื่องของการจ่ายในเรื่องของผู้ให้บริการ
เกณฑ์ในการเลือกผู้ให้บริการของผมมีข้อเดียวที่เข้มงวดที่สุดคือ "ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงาน" (IP Ownership) หากเข้าไปอ่านสัญญาแล้วรู้สึกว่ามีการรุกล้ำสิทธิ์ หรือบีบบังคับให้โอนสิทธิ์ ผมจะปฏิเสธทันที เพราะสิทธิ์ในการควบคุมผลงานคือหัวใจสำคัญของศิลปินและบริษัท
ต่อมาเราเลือกใช้ผู้ให้บริการรายย่อยอีกเจ้าหนึ่ง ซึ่งเขาครอบ UI และระบบหลังบ้านเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการหลักระดับโลกอีกทอดหนึ่ง แต่ตอนที่เผยแพร่ผลงานไปกลับเกิดปัญหาใหญ่ ช่อง YouTube ของบริษัทโดนระบบ Content ID อ้างสิทธิ์และบล็อกวิดีโอ
ซึ่งทำให้เราเสียโอกาสในการโปรโมตและเสียหายทางธุรกิจ ตอนนั้นผมตัดสินใจรวบรวมหลักฐานและติดต่อเคลมโดยตรงไปที่ "ต้นทาง" (Global Distributor รายใหญ่ที่เป็นต้นสังกัดของระบบนั้น) ทันที เพื่อชี้แจงอย่างมีหลักการว่าเราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และระบบของพวกเขากำลังรุกล้ำสิทธิ์ของเราอย่างไม่ถูกต้อง จนสุดท้ายเขาก็ต้องยอมจัดการเคลียร์สิทธิ์คืนให้เราทั้งหมด
หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ให้บริการย่อยรายนั้นก็ประกาศเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทและเลิกเป็นตัวแทนจัดจำหน่าย แต่เนื่องจากผมเป็นคนที่ศึกษาข้อมูลและมองหาลู่ทางสำรอง (Plan B) ไว้ตลอดเวลาอยู่แล้ว เราจึงไม่ได้รับผลกระทบ และสามารถเปลี่ยนผ่านย้ายข้อมูลไปพาร์ตเนอร์รายใหม่ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยครับ
PART 4: อนาคตของ Thai Music Digital ที่เป็นมากกว่า "ค่ายเพลง"
ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า คุณวางเป้าหมายของ Thai Music Digital ไว้ที่จุดไหนครับ?
ศุภวัชณ์: เป้าหมายของผมคือ Thai Music Digital จะต้องไม่เป็นเพียงแค่ค่ายเพลง แต่เราจะเติบโตเป็น "จุดศูนย์รวมความสร้างสรรค์" (Creative Ecosystem) ที่เปิดกว้างและให้อิสระกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นองค์กรใหญ่ ศิลปินดัง หรือศิลปินอิสระหน้าใหม่ ทุกคนจะได้รับบริการด้วยมาตรฐานและสิทธิ์ที่เท่าเทียมกันอย่างโปร่งใส
สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดคือการจัดการข้อมูลลิขสิทธิ์และ Metadata ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ง่าย โดยที่เจ้าของผลงานสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อมูลของตัวเองได้ตลอดเวลา
สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดคือการจัดการข้อมูลลิขสิทธิ์และ Metadata ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ง่าย โดยที่เจ้าของผลงานสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อมูลของตัวเองได้ตลอดเวลา
เจ้าของผลงานสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อมูลของตัวเองได้ตลอดเวลา
นอกจากนี้ เรายังรุกเข้าสู่ตลาดคอนเทนต์รูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง อย่างล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม (วันแรงงาน) ที่ผ่านมา เราได้เปิดตัวโปรเจกต์วรรณกรรมพิเศษ นิยายแนวคอมเมดี้เรื่อง "ลูกน้องจอมโวยวาย กับเจ้านายจอมป่วน" เพื่อแฝงแง่คิดและมุมมองระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในยุคปัจจุบัน
ในอนาคตอันใกล้ ไอเดียเรื่องการผลิตซีรีส์หรือละครมีอยู่ในหัวผมตลอดเวลา เพราะในมุมมองของผม งานภาพและงานเสียงเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนกัน การเขียนนิยายที่มีเสียงเพลงประกอบจะทำให้ผู้ฟังอินและเข้าใจได้ง่ายขึ้น และเราพร้อมที่จะทดลองสิ่งใหม่ ๆ เพื่อสร้างมูลค่าให้แก่ทั้งผลงานใหม่และผลงานดั้งเดิมของบริษัทไปพร้อม ๆ กันครับ
PART 5: ข้อคิดเตือนสติคนทำงานและผู้บริหารรุ่นใหม่
In ฐานะคนรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารสำเร็จด้วยตัวเอง อยากฝากคำแนะนำอะไรถึงคนรุ่นใหม่ที่มีความฝันในยุคนี้บ้างครับ?
ศุภวัชณ์: ผมมีข้อคิดสำคัญ 3 ข้อที่อยากจะฝากไว้ครับ:
1. อย่าคิดว่าตัวเอง "สำเร็จแล้ว" จนเกิดอีโก้
คำว่า "ความสำเร็จ" มันมักจะมาพร้อมกับอีโก้ ถ้าเราปล่อยให้อีโก้ครอบงำจนไม่เห็นหัวคนอื่น ใช้อำนาจเอาเปรียบผู้อื่นเพื่อผลกำไร นั่นไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง ความสำเร็จที่ยั่งยืนคือการที่คุณรักษามาตรฐานคุณภาพ ยกระดับงานให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วัน และทำธุรกิจด้วยความถูกต้อง โปร่งใส มีคุณธรรม แม้เวลาจะผ่านไปกี่ปี ผู้คนก็ยังนึกถึงและอยากกลับมาใช้บริการผลงานของเราอยู่เสมอ
2. อย่าเป็น "น้ำเต็มแก้ว" และใช้ AI เป็นเพียง "เครื่องมือ"
ยุคนี้เป็นยุคของดิจิทัลและ Generative AI ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและเป็นเจ้าของธุรกิจได้ง่ายขึ้น ตัวผมเองก็ไม่เคยปิดกั้นและมีการนำ AI มาช่วยในการทำงานหลังบ้านเช่นกัน แต่จำไว้ว่า "เราใช้ AI เป็นผู้ช่วยเพื่อ Adapt งาน แต่เราต้องไม่ยอมให้ AI มากำหนดทิศทางหรือความคิดของเรา" และเราต้องพร้อมที่จะเปิดใจรับฟังคำแนะนำตลอดเวลาเพื่อพัฒนาตนเอง
3. ปรับมุมมองเพื่อเชื่อมรอยต่อระหว่างเจเนอเรชัน
สุดท้ายผมอยากฝากถึงผู้ใหญ่ในสังคมด้วยว่า โลกการทำงานปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว การที่เด็กยุคใหม่นั่งทำงานที่บ้าน นอนเล่นมือถือ หรือแต่งตัวตามสบาย ไม่ได้แปลว่าพวกเขาไร้สาระหรือไม่ทำงาน แต่มันคือวิถีการสร้างรายได้และอาชีพในยุคดิจิทัล
"ทั้งเด็กยุคใหม่และผู้ใหญ่ต้องพยายามปรับมุมมองและเรียนรู้เข้าหากัน เพื่อลดการกระทบกระทั่งและแก้ไขปัญหาการลาออกหรือว่างงานอย่างยั่งยืน โดยที่ยังคงต้องรักษาคุณค่าคลาสสิกอย่าง 'ความอดทนและความขยันเรียนรู้' ไว้ตลอดไปครับ"
สรุปภาพรวมวิสัยทัศน์ของ CEO (Key Takeaways)
จากการสัมภาษณ์ในวันนี้ เราสามารถถอดรหัสความสำเร็จและทิศทางการนำทัพของ คุณศุภวัชณ์ สมหวัง (ธันวา) แห่ง Thai Music Digital ออกมาเป็น 3 แกนสำคัญหลัก ๆ ที่ขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างน่าสนใจ:
การสร้างความเชื่อใจ (Empowerment over Ego): หัวใจในการดูแลคนของคุณศุภวัชณ์ คือการมองข้ามยศตำแหน่งและเปิดรับไอเดียจากทีมงานทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยมีมาตรฐาน "คุณภาพของงาน" และ "ความชื่นชอบของคนทำ" เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ เพื่อผลักดันให้ทุกคนเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน (Ownership) และทำงานด้วยความสุขอย่างแท้จริง
เสถียรภาพและการบริหารความเสี่ยงแบบมืออาชีพ (Risk & Cost Management): แม้จะเป็นแบรนด์ที่สร้างสรรค์งานศิลปะ แต่ด้านการเงินและการบริหารเวลาถูกจัดการด้วยความแม่นยำและระมัดระวังเป็นพิเศษ มีวินัยทางการเงินเพื่อไม่ให้กระทบโปรเจกต์อื่น และมีการเตรียมแผนสำรอง (Plan B) เสมอ ซึ่งสิ่งนี้พิสูจน์แล้วว่าช่วยกอบกู้บริษัทได้จริงในวิกฤตการณ์เปลี่ยนผ่านระบบจัดจำหน่ายผลงานระดับโลก
การก้าวไปสู่ยุค Multi-Platform และมิตรภาพระหว่างวัย (Future of TMD): Thai Music Digital กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นค่ายเพลง ไปสู่การเป็นศูนย์กลางสื่อสร้างสรรค์แบบครบวงจร (ทั้งดนตรี
งานวรรณกรรม และสื่อภาพ) ภายใต้เป้าหมายการกระจายรายได้และลิขสิทธิ์ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมทั้งส่งสัญญาณไปถึงคนทำงานในยุคปัจจุบันว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเปิดใจยอมรับความแตกต่างของเจเนอเรชัน และการใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยทำงาน (ไม่ใช่เจ้านายควบคุมความคิด) คือกุญแจสำคัญที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เติบโตไปข้างหน้าได้อย่างไร้พรมแดน
โฆษณา