Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
nothing but movie
•
ติดตาม
11 พ.ค. เวลา 03:12 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
เลือดรักนักฆ่า My Dearest Assassin ช่องว่างที่ยังไม่ถูกเติมเต็ม
โดยส่วนตัวค่อนข้างชอบงานของทวีวัฒน์ วันทาเป็นทุนอยู่แล้ว เขาเป็นคนทำหนังที่มีสไตล์จัดจ้าน จับจังหวะหนังได้ดี แม่น เรียกว่ามีสไตล์ชัดมาก โดยเฉพาะจังหวะการตัดต่อที่เล่นระหว่างอารมณ์และความตึงเครียดในแต่ละฉากได้ดี แต่ก็ยังรู้สึกว่าหนังของเขายังอยู่ในช่วงกำลังหาจุดลงตัวระหว่างความเข้มข้นทางอารมณ์กับความแข็งแรงของโครงสร้างเรื่อง เพราะแม้อารมณ์จะพุ่งแรงและถึง แต่บางครั้งโครงเรื่องยังไม่แน่นพอจะรองรับน้ำหนักนั้นได้เต็มที่
งานของเขาที่ใกล้เคียงทั้งสองด้านก็คือธี่หยด ทวีวัฒน์ วันทา เล่นกับบรรยากาศ ความหลอน จังหวะเงียบ การไต่ระดับความตึงเครียดจนระเบิดอารมณ์ ทำได้ดีมาก แต่ฝั่งโครงสร้างแม้น่าพอใจกลับยังไม่คมพอ เรื่องเล่าเริ่มมีทรง คุมโทนได้ยาวขึ้น เนื้อเรื่องไม่กระจัดกระจายเท่างานก่อนๆ แต่พอจะให้มันแน่นทั้งเรื่อง ก็ยังมีช่วงที่หลวม หรือพึ่งพาอารมณ์นำมากกว่าเหตุผลของโครงเรื่อง
My Dearest Assassin (เลือดรักนักฆ่า) ทำให้ผมรู้สึกอีกครั้งว่าเขายังผสมทั้งสองด้านคืออารมณ์และเรื่องราวไม่กลืนกัน หนังกลับมาเป็นว่าในส่วนแต่ละฉากโดยฉากแอ็กชั่นเขาทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก ทั้งมุมกล้อง การตัดต่อ การวางจัวหวะแบบลากความตื่นเต้นต่อเนื่องได้ยาวๆ ซึ่งเป็นจุดแข็งมากของหนัง แต่พอถึงโหมดเดินเรื่องมันกลับเต็มไปด้วยคำถาม
หนังเล่าเรื่องของลัน (รับบทโดย พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) หญิงสาวผู้มีกรุ๊ปเลือดหายากที่สุดในโลก ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นเป้าหมายของนักล่า เพราะมีผู้มีอำนาจต้องการเลือดของเธอไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม เธอได้รับการช่วยเหลือและเลี้ยงดูโดยกลุ่มนักฆ่า อยู่ในโลกของนักฆ่า ภายใต้การดูแลของปราณ (ธนภพ ลีรัตนขจร) และ เอ็ม (ศิวกร อดุลสุทธิกุล) ทั้งสามเติบโตขึ้นมาเพาะความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความรุนแรง กลายเป็นทั้งมิตรภาพและความรักที่คลุมเครือ
ในเชิงโทนของหนังชัดเจนว่าได้รับอิทธิพลจากแนว heroic bloodshed แบบฮ่องกง ยิงกันแบบโอเปร่า เลือดพุ่งราวบทกวี ความตายที่ถูกทำให้ดูงดงามในแบบของมันเอง กลิ่นอายนี้ทำให้นึกถึงงานของหนังฮ่องกงยุค 80-90 อยู่ไม่น้อย เพียงแต่หนังเลือกผสมมันเข้ากับเมโลดราม่าแบบไทยๆ ผลลัพธ์คือ หนังที่มี “เปลือก” ของ heroic bloodshed ครบ ทั้ง กระสุน ดราม่าหนักๆ ความสูญเสีย ความสะใจ แต่ แกนทางอารมณ์ยังไม่แน่นพอจะพาคนดูไปถึงจุดพีคแบบหนังคลาสสิกสไตล์นี้ได้
ปัญหาหลักอยู่ที่ความไม่สมดุล เมื่อหนังพยายามเล่าทุกอย่างพร้อมกัน ทั้งเรื่องรัก การเติบโตของตัวละคร ความสัมพันธ์ในกลุ่มนักฆ่า และการไล่ล่าของตัวร้าย แต่สุดท้ายกลับไม่มีเส้นไหนถูกขยายจนสุด โดยเฉพาะตัวละคร “ลัน” ที่แม้จะเป็นศูนย์กลางของเรื่อง แต่กลับไม่ถูกพัฒนาให้มีตัวตนชัดเจน เรารู้ว่าเธอต้องทำอะไรด้วยโทนของหนังมันกำกับอยู่แล้วว่าลันจะต้องแก้แค้น แต่ดันรู้สึกเสมอว่าลันไม่เคยพาตัวเองไปเข้าใกล้คำนั้นเลย
แต่กระทั่งบางทีผมก็ไม่รู้สึกว่าลันรู้ตัวหรือเปล่าว่าต้องทำอะไรเพื่อไปสู่เป้าหมาย โดยเงื่อนไขในเรื่องเธอถูกเลี้ยงดูมาโดยเข้มงวด ไม่ให้ออกจากรังลับ แต่เธอก็ใช้ชีวิตเรื่อยๆ ราวกับไม่ไม่อะไรอยู่ในใจเลย เรียกว่าลันไม่เคยตั้งคำถามกับเรื่องราวเลย มันลอยไปลอยมาจนกระทั่งเกินครึ่งเรื่องแล้ว ถึงนึกขึ้นได้ว่าต้องใส่จุดประสงค์ของการมีอยู่ของลันไปในหนังสักหน่อย
ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างหลาน ปราณ และเอ็ม มีแววจะเป็นหัวใจของเรื่อง กลับถูกเล่าแบบแตะๆ แล้วผ่าน ทั้งที่มันควรจะเป็นจุดที่สร้างแรงกระแทกทางอารมณ์ได้มากที่สุด ผมไม่รู้ว่าคนอื่นรู้สึกเหมือนผมไหมวูบแรกของการเห็นตัวละคร 3 หนุ่มสาวเติบโตขึ้นมาในรังนักฆ่า ความสัมพันธ์สามคนที่ผูกกันทั้งรัก ทั้งชะตากรรม แบบนั้น มันชวนให้นึกถึงงานของจอห์น วู อย่าง ตีแสกตะวัน หรือ Once a Thief จริง ๆ
ซึ่งต้องบอกว่าหนังของจอห์น วูเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมไม่ชอบที่สุด ด้วยเหตุผลมันผสานส่วนของเรื่องกับกับแอ็กชั่นและเนื้อหาไม่ได้เลย เรียกว่าเล่าเรื่องได้ไม่เนียนแต่จอห์น วูเขาเชื่อในความสัมพันธ์ของตัวละครจนคนดูรู้สึกตาม
ตีแสกตะวันก็เล่นโครงสามเหลี่ยมคล้ายกัน คนสามคนที่โตมาด้วยกัน ผูกพันกันลึก แต่ความสัมพันธ์มันไม่เคยเรียบง่าย ระหว่างมิตรภาพ ความรัก และความเป็นคู่แข่งทุกอย่างทับซ้อนกันตลอดเวลา มันเลยไม่ใช่แค่ใครรักใคร แต่คือ ใครยอมเสียสละให้ใคร มากกว่า ที่จริงก็ไม่อยากเอามาเทียบกัน แต่เลือดรักนักฆ่ามันปูทางมาในแนวนี้ ถ้ามันจะไม่ไปในแนวนี้ มันต้องมีอย่างอื่นมาทดแทน จะเห็นภาพชัดเลยว่าหนังไทยเรื่องนี้แตะโครงแบบเดียวกัน ผ่านตัวละคร ลัน ปราณ เอ็ม คือมีทั้งความผูกพันแบบครอบครัว ความรักที่ก่อตัว
แต่ใน Once a Thief ความสัมพันธ์สามคนมันมีชีวิต ตัวละครแต่ละคนมีน้ำหนัก มีความต้องการ มีการเลือก และการตัดสินใจของแต่ละคนส่งผลกระทบกันจริงๆ แต่ ลัน ปราณ เอ็ม กลับไม่มีมิติ ปราณเก่งได้โดนไม่ต้องพยายามมาก ลันควรเป็นจุดกลางของเรื่องแต่ดันไม่มีเจตนาแน่วแน่ เอ็มก็พอใจกับทุกอย่าง เราเห็นว่าทั้งสามคนมีความสำคัญต่อกัน แต่หนังไม่ได้ลงลึกพอให้ความรู้สึกนั้นมันฝังในใจ พอถึงจุดที่ควรจะกระแทกอารมณ์ มันเลยออกมาแค่เกือบจะใช่
ผิดกับฉากแอ็กชั่นที่เป็นจุดแข็ง ฉากต่อสู้ทำออกมาได้หนักแน่น ชัดเจน และมีเอกลักษณ์ในจังหวะการเคลื่อนไหว หนังยังมีปัญหาเรื่องจังหวะและความยา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครอบครัวในกลุ่มนักฆ่า ความสัมพันธ์รักสามเส้า รวมถึงการไล่ล่าของตัวร้าย ซึ่งทั้งหมดนี้แย่งพื้นที่กันเองตลอดความยาวกว่าสองชั่วโมง และจุดที่สะดุดที่สุดคือ “ตอนจบ” หลังจากเหมือนเรื่องจะปิดลงอย่างสมบูรณ์ หนังกลับเพิ่มฉากต่อท้ายที่ไปลดทอนพลังของฉากก่อนหน้า ทำให้ผลลัพธ์ทางอารมณ์ที่ควรจะหนักแน่นกลับเบาลงอย่างน่าเสียดาย
ถึงอย่างนั้น หากมองในแง่ความบันเทิงเลือดรักนักฆ่าก็ยังมีสิ่งที่ให้สนุกได้ เลือดสาดไม่ยั้ง ฉากยิงต่อเนื่อง และความดราม่าที่มาเต็มแบบไม่กั๊ก เพียงแต่เมื่อเทียบกับต้นแบบในแนวเดียวกัน มันยังขาดหัวใจที่จะทำให้จดจำได้ในระยะยาว
ดูได้ใน Netflix
คะแนนโดยรวม: ประมาณ 6/10
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย