9 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

Diderot Effect กับดักที่ทำให้ เรามีเงินเท่าไร ก็ใช้จนหมด

เคยสังเกตไหมว่า ทำไมบางครั้งเวลาที่เราซื้อของที่อยากได้สักอย่างหนึ่ง หลังจากนั้นก็มักจะต่อด้วยการซื้อของหลาย ๆ อย่างตามมาแบบไม่ได้ตั้งใจ
ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นอุปสรรคที่ทำให้หลายคนเก็บเงินไม่ค่อยอยู่ แม้จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนก็ตาม
รู้ไหมว่าเรื่องนี้ มีคำอธิบายตามหลักจิตวิทยาเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของมนุษย์ด้วย เรียกว่า Diderot Effect
แล้ว Diderot Effect คืออะไร แล้วจะทำอย่างไร ไม่ให้เงินเก็บของเราโดนสิ่งนี้เล่นงาน ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
จริง ๆ แล้ว คำนี้มีที่มาจากเรื่องราวของนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่ชื่อคุณ Denis Diderot ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 18 เมื่อเขาได้รับเสื้อคลุมสีแดงสุดหรูหราเป็นของขวัญ
แต่แทนที่เขาจะมีความสุขกับของขวัญราคาแพงนี้ เขากลับไม่มีความสุข เมื่อพบว่าเสื้อคลุมที่เขาได้รับ ไม่เข้ากับข้าวของเครื่องใช้อื่น ๆ ภายในบ้านของเขา
เขาจึงใช้เงินทั้งหมดไปกับการซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ๆ ที่ดูดี และมีราคาแพงกว่าของเก่า ทีละชิ้น ๆ แม้ว่าของหลายอย่างจะยังใช้ได้ดีอยู่ก็ตาม
จนในที่สุด เขาก็ไม่มีเงินเหลือ แถมยังต้องเป็นหนี้จากการใช้เงินเกินตัวอีกด้วย
หลังจากเหตุการณ์นี้ ทำให้คุณ Denis ออกมาเขียนบทความเพื่อพูดถึงความทุกข์ระทมจากการได้ของชิ้นใหม่ที่เกินฐานะของตัวเอง
และทำให้เขาได้รับบทเรียนว่า เขารู้สึกเป็นอิสระมากกว่า เมื่อครั้งที่เขายังสวมเสื้อคลุมตัวเก่า เพราะเขาไม่ต้องกลัวว่ามันจะสกปรก ขณะที่ชุดตัวใหม่ ทำให้เขาตกเป็นทาสของความอยากที่ไม่สิ้นสุด
1
ดั่งประโยคที่เขาเขียนไว้ในบทความว่า “อดีตเราเป็นนายของเสื้อคลุมตัวเก่า แต่ตอนนี้เรากลายมาเป็นทาสของเสื้อคลุมตัวใหม่แล้ว”
เรื่องราวของคุณ Denis ถูกยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งในปี 1986 เมื่อคุณ Grant McCracken นักมานุษยวิทยา และนักวิชาการด้านการบริโภค
ได้นำคำว่า Diderot Effect มาใช้อธิบายถึงพฤติกรรมการซื้อของใหม่ 1 ชิ้น ที่นำไปสู่การซื้อข้าวของมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมองว่าของรอบตัว ไม่เข้ากับของชิ้นใหม่ที่เพิ่งซื้อมา
โดยคุณ Grant สังเกตว่า แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่มีพฤติกรรมคล้าย ๆ กับคุณ Denis
ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราซื้อโซฟาตัวใหม่เข้าบ้าน เรามักจะพบว่าเฟอร์นิเจอร์เก่ารอบห้องรับแขก ไม่เข้าชุดกับโซฟาที่เราซื้อมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็น โคมไฟ ผ้าม่าน โต๊ะรับแขก
ผลก็คือ เรามีแนวโน้มที่จะซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ทั้งหมดในภายหลัง เพื่อให้เข้ากับโซฟาใหม่ ทั้ง ๆ ที่ตอนแรก เราตั้งใจจะซื้อแค่โซฟาเพียงอย่างเดียว
หรือการที่เราสมัครเมมเบอร์ฟิตเนส แล้วสักพักเราก็เกิดความรู้สึกอยากซื้อรองเท้าวิ่งใหม่ นาฬิกาที่จับชีพจร และเก็บข้อมูลการออกกำลังกายได้ เป็นต้น
ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากเสียงในหัวของเราเพียงอย่างเดียว แต่บางครั้งก็เกิดจากแคมเปญการตลาดของธุรกิจต่าง ๆ
เช่น ธุรกิจขายเฟอร์นิเจอร์หลายแห่ง มักจะออกแบบ และวางเฟอร์นิเจอร์เป็นชุดให้ดูเป็นห้องที่สมบูรณ์แบบ เพื่อเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะซื้อสินค้าอื่น ๆ เพิ่มเติมจากที่ตั้งใจไว้
หรืออย่าง Apple ก็มีการขายอุปกรณ์หลายแบบที่เชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ iPhone, แท็บเล็ต iPad, คอมพิวเตอร์ MacBook หรือแม้แต่นาฬิกาอย่าง Apple Watch
พอหลายคนเห็นการนำเสนอสินค้าที่ดูเข้าชุดกัน หลายคนจึงเริ่มรู้สึกอยากซื้อของอื่น ๆ ที่ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะซื้อไว้ด้วยซ้ำ
ซึ่งหากเป็นคนที่มีกำลังทรัพย์มากเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของตัวเอง ก็คงไม่เกิดปัญหาอะไร แต่หลายคนมักจะมีงบประมาณในการใช้จ่ายที่จำกัด
และพอมีงบประมาณที่จำกัด แต่ความต้องการดันเกิดขึ้นมาแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้ ก็หนีไม่พ้นการใช้วงเงินบัตรเครดิต และหลายคนก็อาจจะมีปัญหาใช้เงินแบบเดือนชนเดือนได้
ถ้าหากใครกำลังเข้าข่ายใช้เงินแบบเดือนชนเดือน เพราะตกหลุมพรางของ Diderot Effect ก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะยังมีทางแก้ไขอยู่
เริ่มจาก ให้สำรวจว่ามีสิ่งของชิ้นไหน ที่เราซื้อไปแล้ว แต่เราไม่ค่อยได้ใช้ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ไหม
เพราะเราอาจจะสามารถขายของชิ้นนั้นออกไป เพื่อลดภาระในการผ่อนบัตรเครดิต ไม่ให้ค่าใช้จ่ายตึงมือเกินไปได้
ต่อมาคือการวางแผนล่วงหน้าก่อนซื้อของใหม่ โดยแทนที่จะซื้อของใหม่ที่ไม่เข้ากับสิ่งที่เรามีอยู่ ซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมการซื้อของใหม่ยกชุด
ก็ให้เลือกซื้อของใหม่ที่เข้าชุดกับของเก่าที่เรามีอยู่แล้วตั้งแต่แรกไปเลย
หรืออาจจะเลือกใช้วิธีชะลอการตัดสินใจไปก่อน เช่น กดใส่ตะกร้าไว้สัก 1 วัน แล้วมาทบทวนว่ายังอยากได้อยู่ไหม
เพราะหลายครั้ง ความอยากได้ของใหม่ มักจะเป็นอารมณ์ชั่ววูบของเรา
ซึ่งถ้าความอยากได้ของเรา เป็นอารมณ์ชั่ววูบ เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก เราก็จะไม่ได้นึกถึงของชิ้นนั้นอีกต่อไปแล้ว
และสุดท้ายนี้ก็อยากฝากคำสอนของนักลงทุนระดับโลกอย่างคุณ Charlie Munger ที่เคยกล่าวไว้ว่า
การซื้อของที่เราอยากได้ แต่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน อาจจะทำให้เรามีความสุขในครั้งแรกตอนที่ซื้อมา
แต่เมื่อไรก็ตามที่เราซื้อของที่ไม่จำเป็นในตอนที่เราไม่มีฐานะทางการเงินที่แข็งแรง สุดท้ายแล้วเราก็อาจจะต้องขายของที่จำเป็นในที่สุด..
1
#WealthPreservation
#วางแผนการเงิน
โฆษณา