12 พ.ค. เวลา 05:41 • หุ้น & เศรษฐกิจ

งบ TOP ออกแล้ว กำไรจากการกลั่นจริงๆ แค่ 0.9 บาทต่อลิตร ไม่ใช่ 7-14 บาท อย่างที่แชร์กัน

ช่วงนี้โซเชียลร้อนแรงมาก หลังจากไทยออยล์ (TOP) ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ออกมาที่ 19,481 ล้านบาท กระแสวิจารณ์ทะลักออกมาทันที หลายคนแชร์ตัวเลขค่าการกลั่น 7 บาท บ้าง 14 บาทต่อลิตร บ้าง พร้อมกับความรู้สึกว่าโรงกลั่นกำลังกอบโกยกำไรจากวิกฤตพลังงาน ขณะที่ประชาชนแบกรับราคาน้ำมันแพง
แต่ตัวเลข 19,481 ล้านบาทนั้น มันคือ "กำไรจริง" ของธุรกิจกลั่นน้ำมันหรือเปล่า? และค่าการกลั่นที่แชร์กันในโซเชียลนั้น ถูกต้องแค่ไหน?
หลังจากอ่าน MD&A ฉบับเต็มที่ TOP เพิ่งยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์แล้ว และคำตอบที่ได้อาจทำให้หลายคนต้องหยุดคิดใหม่
---
🔍 กำไร 3 ชั้น ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้
เวลาโรงกลั่นรายงานกำไร มันไม่ได้มีแค่ตัวเลขเดียว แต่ประกอบด้วยหลายชั้นที่ต้องแกะออกมาดูทีละชั้น
ชั้นแรกที่เห็นในหัวข่าวคือกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท ฟังดูมหาศาล แต่ถ้าถามว่ากำไรนี้มาจากอะไร คำตอบคือส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการ "กลั่นน้ำมัน" แต่มาจาก กำไรสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) ถึง 22,557 ล้านบาท ก่อนหักรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ หรือสุทธิอยู่ที่ 16,746 ล้านบาท
นอกจากนั้นยังมีกำไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้อีก 2,436 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,978 ล้านบาท แต่ก็มีขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงิน (derivative/hedge) ถึง 8,582 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากที่ TOP ทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันไว้ พอราคาพุ่งขึ้นแรงเกินคาด สัญญาเหล่านั้นจึงขาดทุน
เมื่อรวมกันแล้ว กำไรจากการดำเนินธุรกิจกลั่นน้ำมันปกติจริงๆ หลังหักค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคา และภาษีเงินได้ออกทั้งหมด อยู่ที่เพียง 4.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือ 0.9 บาทต่อลิตร เท่านั้น
นี่คือตัวเลขที่ TOP ระบุไว้ในงบของตัวเองครับ ไม่ใช่การตีความเพิ่มเติม
---
📊 แล้วตัวเลข 7 บาท และ 14 บาท มาจากไหน?
ตัวเลข 7 บาท หรือ 14 บาทที่แชร์กันในโซเชียลนั้น มาจาก Crack Spread ซึ่งคำนวณง่ายมาก แค่เอาราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ลบด้วยราคาน้ำมันดิบดูไบ แค่นั้นเอง
ใน Q1/69 ส่วนต่างดีเซลกับน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ประมาณ 35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือประมาณ 7 บาทต่อลิตร ซึ่งดูเหมือนโรงกลั่นได้กำไรงามมาก
แต่ Crack Spread นั้นคือ ราคาขายลบต้นทุนวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว ยังไม่ได้หักอะไรอีกเลย ทั้ง Crude Premium ที่ต้องจ่ายเพิ่มเหนือราคาดูไบเพื่อซื้อน้ำมันดิบจริง ค่าขนส่งทางเรือและค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างกระบวนการกลั่น ค่าสาธารณูปโภค ค่าดำเนินงาน ดอกเบี้ยจ่าย ค่าเสื่อมราคา และภาษีเงินได้
เมื่อหักทุกอย่างออกตามที่ TOP แสดงไว้ในงบ ค่าการกลั่นจาก 2.5 บาทต่อลิตร เหลือกำไรสุทธิจริงๆ เพียง 0.9 บาทต่อลิตร เท่านั้น
พูดง่ายๆ คือ Crack Spread คือรายได้ก้อนแรกที่เห็น แต่ไม่ใช่กำไรที่โรงกลั่นได้ในกระเป๋าครับ
---
⚡ Stock Gain คืออะไร และทำไมถึงไม่ใช่กำไรปกติ
นี่คือหัวใจสำคัญที่ต้องเข้าใจ
โรงกลั่นต้องสั่งซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนที่จะนำมากลั่น ในกรณีของ TOP น้ำมันดิบที่ใช้กลั่นในเดือนมีนาคม 2569 นั้น ถูกสั่งซื้อตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงที่ราคาดูไบยังอยู่แค่ 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แต่พอสงครามสหรัฐ-อิหร่านปะทุขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกพุ่งขึ้นทันที ขณะที่ต้นทุนน้ำมันดิบในบัญชียังเป็นราคาเดิม ส่วนต่างนี้เองคือ Stock Gain ที่ขึ้นมาเป็นหมื่นล้าน
เรียกง่ายๆ ว่าเป็น กำไรทางบัญชีจากความผิดเวลา ไม่ใช่กำไรที่เกิดจากประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และที่สำคัญคือมันพลิกกลับได้เสมอ
TOP เขียนไว้ในงบของตัวเองอย่างชัดเจนว่า
"กำไรที่โรงกลั่นได้รับใน Q1/69 เป็นกำไรทางบัญชีที่มาจากความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะสั้น อันเกิดจากต้นทุนน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นซึ่งได้จัดซื้อไว้ก่อนเกิดสงคราม มิใช่กำไรจากการดำเนินงานที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ"
ตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วทำไมโรงกลั่นไม่ขายในราคาต้นทุนที่ซื้อมาแทน คำตอบคือ ไม่มีโรงกลั่นไหนในโลกทำแบบนั้นครับ ทุกโรงกลั่นทั่วโลกขายน้ำมันสำเร็จรูปในราคาตลาด ณ วันที่ขาย เสมอ ไม่ว่าต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อมาจะแพงหรือถูกกว่านั้น นี่คือกลไกปกติของอุตสาหกรรมนี้ทั่วโลก
และนั่นหมายความว่า Stock Gain และ Stock Loss เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน ถ้าราคาน้ำมันขึ้นแรงหลังจากซื้อมา ก็ได้ Stock Gain ถ้าราคาลงแรงหลังจากซื้อมา ก็ต้องรับ Stock Loss เต็มๆ ไม่มีโรงกลั่นไหนได้ Stock Gain ตลอดไปโดยไม่มีวันเจ็บ และไม่มีโรงกลั่นไหนขายต่ำกว่าราคาตลาดเพื่อแบกภาระแทนผู้บริโภคในระยะยาวได้ เพราะนั่นเท่ากับเจ๊งแน่ครับ
---
📉 ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย — ปี 2565 ก็เคยเกิดแบบนี้
สำหรับคนที่ติดตามตลาดมาสักพัก อาจจำได้ว่าเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง
ปี 2565 ตอนที่รัสเซียบุกยูเครนและราคาน้ำมันพุ่งสูง TOP ทำกำไรสุทธิไว้ถึง 32,668 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่า Q1/69 นี้ด้วยซ้ำ คนก็ด่าเหมือนกัน แต่พอปี 2567 ราคาน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ กำไรของ TOP หดเหลือแค่ 9,959 ล้านบาท และไม่มีใครพูดถึงอีกเลย
นั่นคือธรรมชาติของ Stock Gain ครับ ขึ้นมาได้ก็ลงไปได้เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ามองย้อนหลังสัก 5 ปี กำไรปกติของ TOP ในยามสงบอยู่แถว 7,000-10,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหมายความว่า Core profit ของ Q1/69 ที่ประมาณ 6,900 ล้านบาทนั้น แทบไม่ต่างจากระดับปกติเลย เป็นแค่ไตรมาสธรรมดาๆ ไตรมาสหนึ่ง ที่บังเอิญมี Stock Gain ก้อนใหญ่เข้ามาเป็นของแถม
---
⚠️ ระวัง Q3/69 — มีโอกาสพลิกขาดทุน
ถ้าใครคิดว่า TOP จะรวยต่อไปเรื่อยๆ ต้องอ่านส่วนนี้ให้ดี
TOP เปิดเผยแบบจำลองค่าการกลั่นตลอดปี 2569 โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าสงครามคลี่คลายภายใน Q2/69 และผลที่ออกมาน่าสนใจมาก เพราะ Q3/69 คาดว่าจะมี Stock Loss สูงถึง 12.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และค่าการกลั่นปกติเหลือแค่ 1.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนหักต้นทุนดำเนินงานใดๆ ทั้งสิ้น
เหตุผลคือน้ำมันดิบที่ TOP ซื้อล่วงหน้าไว้ช่วงราคาสูงสุดในมีนาคม-เมษายน 2569 ที่ราคาเฉลี่ย 129 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กำลังจะทยอยเข้าระบบกลั่นใน Q2-Q3/69 พอสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันโลกปรับลง ต้นทุนในบัญชีจะสูงกว่าราคาตลาด และ Stock Gain ที่เพิ่งฉลองกันไปจะกลายเป็น Stock Loss แทน
กำไรที่คนด่าอยู่ตอนนี้ มีโอกาสสูงที่จะถูก "คืน" กลับไปใน 2-3 ไตรมาสข้างหน้าครับ
แต่ Stock Loss ยังไม่ใช่ความเสี่ยงเดียวที่ TOP เผชิญอยู่ใน Q2/69 เพราะในงบยังระบุความเสี่ยงอีกหลายอย่างที่น่าสนใจ
ความเสี่ยงแรกคือ Opportunity Loss หรือการเสียโอกาส ในช่วงเมษายน 2569 รัฐสั่งห้ามส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อรักษาปริมาณน้ำมันในประเทศ ผลคือ TOP ไม่สามารถขายน้ำมันอากาศยานและดีเซลไปต่างประเทศได้ในช่วงที่ราคาตลาดโลกสูงที่สุด ขณะเดียวกันความต้องการในประเทศก็ลดลงด้วย แต่ TOP ยังต้องรับน้ำมันดิบตามสัญญาที่ซื้อล่วงหน้าและเดินเครื่องกลั่นตลอด 24 ชั่วโมงที่อัตรา 110-113% ทำให้สต็อกน้ำมันสำเร็จรูปพอกพูนจนเข้าใกล้ระดับสูงสุดที่จัดเก็บได้ และต้องขายในราคาที่ต่ำลงในเดือนถัดไป
ความเสี่ยงที่สองคือ การปรับลดกำลังการผลิต เมื่อสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปล้นจนเกินระดับปลอดภัย TOP อาจต้องพิจารณาลดการกลั่นลงชั่วคราว ซึ่งหมายถึงรายได้ที่หายไปโดยตรง
ความเสี่ยงที่สามคือ ขาดทุนจากการจำหน่ายน้ำมันดิบ เพราะซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าไว้มากเกินกำลังกลั่น เมื่อสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปเต็ม TOP จำเป็นต้องขายน้ำมันดิบส่วนเกินออกในราคาตลาด แม้ต้นทุนที่ซื้อมาจะสูงกว่า ทำให้เกิดขาดทุนจากการขายน้ำมันดิบโดยตรง
ทั้งสามความเสี่ยงนี้ล้วนเป็นต้นทุนที่ "ไม่เห็น" ในกำไร Q1/69 แต่จะทยอยปรากฏใน Q2-Q3/69 ทั้งหมด นี่คือภาพที่สมบูรณ์กว่าที่หัวข่าว 19,481 ล้านบาทบอกครับ
---
💰 แล้วกำไร 19,481 ล้านเยอะหรือไม่เยอะ?
ต้องดูในบริบทที่ถูกต้อง
TOP มีรายได้ปีละประมาณ 330,000-400,000 ล้านบาท กำไรสุทธิปกติ 10,000 ล้านบาทคิดเป็น Net Margin แค่ 2.5-3% เท่านั้น ธุรกิจโรงกลั่นเป็น Low-Margin Business โดยธรรมชาติ ซื้อของแพงมาแปรรูปขาย margin บางมาก
TOP มีสินทรัพย์รวมกว่า 470,000 ล้านบาท และกำลังลงทุนในโครงการ CFP (Clean Fuel Project) รวมแล้วกว่า 241,472 ล้านบาท ซึ่งยังไม่เสร็จ กำหนดแล้วเสร็จ Q3/2571 กำไรปกติ 10,000 ล้านบาทต่อปีบน Asset base ขนาดนี้ ถือว่า ROA ต่ำมากเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น
ตัวเลข 19,481 ล้านที่คนเห็นในหัวข่าวนั้น ฟังดูมหาศาล แต่ 16,746 ล้านในนั้นคือ Stock Gain ที่เป็นรายการชั่วคราว และอีก 2,436 ล้านคือกำไรพิเศษจากซื้อคืนหุ้นกู้ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว เหลือกำไรจากธุรกิจปกติจริงๆ อยู่ที่ประมาณ 6,900 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับปกติของบริษัทขนาดนี้
---
🎯 สรุป
กำไรจากการกลั่นของ TOP ที่เป็นตัวเลข "หลังหักทุกอย่างแล้ว" จริงๆ คือ 0.9 บาทต่อลิตร ไม่ใช่ 7 บาท ไม่ใช่ 14 บาท
กำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาทส่วนใหญ่มาจากความผิดเวลาของการรับรู้ต้นทุนน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นกลไกปกติของอุตสาหกรรมกลั่น ไม่ใช่การกอบโกยผลประโยชน์จากวิกฤต และกำไรก้อนนี้มีโอกาสสูงที่จะกลับหัวเป็นขาดทุนใน Q3/69 เมื่อน้ำมันดิบราคาแพงที่ซื้อไว้ทยอยเข้าระบบกลั่น
สิ่งที่น่าติดตามจริงๆ ไม่ใช่กำไรไตรมาสนี้ แต่คือว่า Q3/69 TOP จะเจ็บหนักแค่ไหน และโครงการ CFP ที่ลงทุนไปแล้วกว่า 2.4 แสนล้านบาทจะแล้วเสร็จตามแผน Q3/2571 หรือไม่ แม้ TOP จะยืนยันในรายงานว่าโครงการยังเดินหน้าตามแผน แต่ถ้าแรงกดดันจากนโยบายรัฐในการกดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นกลายเป็นนโยบายระยะยาวแทนที่จะเป็นมาตรการชั่วคราว กระแสเงินสดที่ TOP ต้องใช้ในการสร้าง CFP ให้เสร็จก็จะตึงตัวกว่าที่วางแผนไว้ และนั่นต่างหากที่ส่งผลต่ออนาคตความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศจริงๆ ครับ
และสิ่งที่น่าติดตามอันสุดท้าย คือใน Q2 ในช่วงที่ ค่าการกลั่นตามข่าวขึ้นถึง 14 บาท โรงกลั่นจะได้กำไรจากการกลั่นจริงๆ มากแค่ไหน อีกไม่กี่เดือนเราน่าจะได้ข้อสรุปจริงๆ ว่า โรงกลั่นได้กำไรเกินควรหรือไม่ งบ Q2 จะเป็นคำตอบสำหรับเราทุกคน
Boyles bigmove club
---
*ข้อมูลอ้างอิงจาก MD&A (คำอธิบายและการวิเคราะห์งบการเงิน) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ประจำไตรมาสที่ 1/2569 ที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย*
โฆษณา