12 พ.ค. เวลา 22:53 • หนังสือ

มิถุนายน

วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
​บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม กับหนังสือประกวดสำหรับวิสาขบูชา พ.ศ. ๒๔๘๐ ขอบพระเดชพระคุณเป็นอันมาก มีความที่จะทูลสนองลายพระหัตถ์ฉบับนี้ ๒ ข้อ จะทูลเสียก่อนคือพระนามเดิมของสมเด็จพระอมรินทรามาตย์นั้นว่า “นาก” แต่หนังสือวิสาขบูชาที่ประทานมานั้นยังไม่ได้อ่าน ที่ท่านจะเสด็จออก
จากกรุงเทพฯ ไปชวา ณ วันที่ ๘ มิถุนายนนั้น หม่อมฉันมีความยินดีขออำนวยพรถวายทั้งพระองค์ท่านกับทั้งผู้ที่ไปตามเสด็จ ให้ไปดีมา (ปีนัง) ดี ปราศจากความขัดข้องไข้เจ็บจงทุกประการเทอญ และจะงดเขียนหนังสือเวรชั่วคราวตามรับสั่ง สำหรับจดหมายเวรสำหรับสัปดาหะนี้ มีเรื่องคั่งค้างที่ผัดไว้ กับทั้งเรื่องปลีกในจำพวกที่เคยทูลบรรเลงบางเรื่อง จะทูลโดยลำดับกันต่อไป
หลายสัปดาหะมาแล้วท่านประทานรูปฉายจำลองภาพราชาภิเษกอย่างโบราณในอินเดีย ซึ่งมีในหนังสือพิมพ์ Illustrated Weekly of India (ฉบับออกเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ค.ศ. ๑๙๓๗) มาให้หม่อมฉันดู หม่อมฉันได้ทูลไปในจดหมายเวรฉบับลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ว่าหนังสือพิมพ์อย่างนั้นมีในหอสมุดเมืองปีนัง หม่อมฉันจะลองค้นดู บางทีจะมีคำอธิบายรายการพิธีประกอบกับรูปภาพ ​ถ้ามีอย่างไรจะทูลให้ทรง
ทราบนั้น หม่อมฉันไปวานพนักงานหอสมุดให้ช่วยค้น เขาเพิ่งค้นพบส่งมาให้เมื่อสองสามวันนี้ ตรวจดูก็มีคำอธิบายดังคาด ผู้แต่งชื่อ Adrian Duarte จะเป็นฝรั่งหรือชาวอินเดียไม่ทราบชัด แต่เจ้าของหนังสือพิมพ์อ้างว่าเป็นนักเรียนพงศาวดารอินเดียที่มีชื่อเสียงคน ๑ เมื่ออ่านดูรายการตลอดแล้วเห็นประหลาดน่าพิศวง หม่อมฉันจึงเก็บเนื้อความแปลกถวายมา
ในคำนำเบื้องต้น เขาว่าประเพณีของพวกอารยันชั้นเดิมนั้น เมื่อพระเจ้าแผ่นดินว่างลง พวกหัวหน้าชาวเมืองทั้ง ๔ “วรรณ” คือ พราหมณ์ กษัตริย์ เวศ ศูทร ประชุมกันเลือกผู้ที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อไป การที่รับรัชทายาทโดยสืบสันตติวงศ์เป็นประเพณีตั้งขึ้นต่อสมัยฮินดู เมื่อพวกอารยันกับชาวอินเดียเดิมรวมกันแล้ว ข้อที่ว่า
เลือกพระเจ้าแผ่นดินก็ประหลาดที่พ้องกับประเพณีไทย เมื่อพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตแล้ว มีการประชุมเลือกพระเจ้าแผ่นดินใหม่ ดังปรากฏในเรื่องพงศาวดารรัชกาลที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ แต่รัชกาลที่ ๒ สงสัยอยู่ เพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นพระมหาอุปราชอยู่แล้ว มาเลิกการเลือกเมื่อรัชกาลที่ ๖ ด้วยถือว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเป็นรัชทายาทอยู่แล้ว
เมื่อตกลงกันเลือกผู้ใดเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว จึงทำพิธี ​”ราชสุยา” Rajasuya อันประกอบด้วยการ ๓ อย่าง คือ “อภิเศก” Abhisheka หรือเรียกอีกอย่างว่า “อินทร” Indra (น่าจะเป็นคำต้นของอินทราภิเษก) อย่าง ๑ “กระทำสัตย์” (ในหนังสือพิมพ์เรียกเป็นภาษาอังกฤษแต่ว่า) Oath อย่าง ๑ ถวายราชสมบัติ (เรียกเป็นคำภาษา
อังกฤษว่า) Investiture อย่าง ๑ และว่าการพิธีราชสุยานั้นย่อมทำในร่ม คือในราชมณเฑียร Palace Room หรือมิฉะนั้นก็ทำในท้องพระโรง Assembly Room ไม่ทำกลางหาว ข้อนี้ก็ตรงกับของไทย ในห้องที่ทำพิธีนั้น ตรงกลางข้างด้านในตั้งราชสีหาสน์ เรียกว่า Singasan อันทำด้วยไม้ พื้นลาดด้วยพรมขนสัตว์ Fur อย่างละเอียดอ่อน แล้วปูหน้าราชสีห์ทับข้างบน ข้อนี้ก็ตรงกับของไทย ราชสีหาสน์นั้นมีพนักที่วาง
พระกรจำหลักเป็นรูปหัวราชสีห์ทั้ง ๒ ข้าง ตั้งบนบัลลังก์อันมีบันได ๓ ขั้นเป็นทางขึ้น ตรงหน้าบัลลังก์ตั้งราชสีหาสน์ออกมาข้าง ๑ ตั้งกูนทิ์ Kundi (รูปเป็นอย่างแม่เตาไฟ) มีปุโรหิตกับฐานานุกรมอยู่ประจำ อีกข้าง ๑ ตั้งตั่งไม้ (มะเดื่อ) ทำอย่างเกลี้ยงๆ เป็นที่พระราชาองค์ใหม่ประทับสรงอภิเษก ต่อออกไปเป็นที่พวกหัวหน้าชาวเมือง ๔ วรรณนั่งประชุม มีทั้งชายและหญิงนั่งเรียงกันวงไปทางด้านหน้า สันฐานเหมือนอย่างพระจันทร์ครึ่งซีก
เมื่อถึงเวลาฤกษ์ดี ผู้ที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินทรงผ้าขาว ​(เครื่องถอด) มานั่งขัดสมาธิที่บนตั่ง ขณะนั้นพราหมณ์ยังอัธวริยุ Adh Variyu ก็ราดเนย Ghee ก่อเพลิงกองกูนทิ์ โหตร Hotra (ชื่อคล้ายกับโหร) ร่ายมนต์ ปุโรหิต บูชายันตรด้วยโหมะ Homa แล้วประกาศขอพรเทพเจ้าทั้งหลาย พอประกาศจบหัวหน้าคน ๔ วรรณ ซึ่งเป็นผู้ได้รับ
สมมตวรรณละคน ๑ ก็พากันเข้าไปรดน้ำอภิเษกโสรจสรงเจ้าแผ่นดิน น้ำอภิเษกนั้นต้องตักน้ำแต่ที่ต่าง ๆ มาระคนกัน คือน้ำในมหาสมุทร Ocean น้ำในทะเล Sea น้ำในชาติสระ Lake และน้ำในลำธาร Mountain Stream น้ำสรงราชาภิเษกของไทยก็เลือกตักมาแต่ที่ต่างๆ อันเป็นมงคล
เมื่อเสร็จสรงราชาภิเษก พระเจ้าแผ่นดินทรงราชาภรณ์คืออุณหิศ Diadem ภูษาไหม และห่มผ้ารัตกำพล Crimson Mantle แล้วเสด็จขึ้นบัลลังก์ยืนอยู่บนหนังสือซึ่งปูไว้ข้างหน้าราชสีหาสน์ ขณะนั้นปุโรหิตประกาศ (พระนาม) และเจ้าแผ่นดินทรงกระทำสัตย์สาบานที่จะปกครองบ้านเมืองโดยธรรม แล้วจึงเสด็จขึ้นประทับบนราชสีหาสน์
พวกพระครูพราหมณ์ถวายน้ำมนต์และสวดถวายพร แล้วถวายราชสมบัติ (การถวายน้ำมนต์ ถวายพร และถวายราชสมบัติ ผู้แต่งเรื่องลงพิมพ์ว่าถวายเวลาพระเจ้าแผ่นดินเสด็จยืนอยู่หน้าราชสีหาสน์ เมื่อขึ้นประทับบนราชสีหาสน์ตอนนี้ไม่มีว่าทำอะไร จึงเห็นว่าผิด ที่ถูกนั้นต้องประทับราชสีหาสน์ก่อนจึงถวาย​น้ำมนต์ ถวายพร และถวายราชสมบัติ)
เมื่อพระเจ้าแผ่นดินรับราชสมบัติแล้ว เสด็จลงจากราชสีหาสน์ ออกไปข้างหน้าขึ้นทรงรถ แห่ไปในบริเวณราชวัง (พึงสันนิษฐานว่า เพื่อให้คนอยู่นอกมณฑลพิธีเห็นพระองค์ เป็นมูลของเลียบพระนคร) แล้วเสด็จกลับเข้าไปประทับราชสีหาสน์อีกครั้ง
หนึ่ง (อาจจะเป็นเวลาอื่น) คราวนี้มีพราหมณ์ ๕ คนแต่งมฤคจัมขัน Clod in Deer Skins เข้าไปถวายบังคม เจ้าแผ่นดินตรัสทักว่า “ดูกรพราหมณ์” O Brahmana พราหมณ์เหล่านั้นทูลตอบเรียงตัวว่า “พระองค์ก็เป็นพราหมณ์ “You are also Brahmana, O King (น่าจะเป็นมูลที่พราหมณ์ถวายสายธุรำในพิธีราชาภิเษกของ
ไทย) ต่อนั้นพวกรัฐมนตรีและบุคคลทั้ง ๔ วรรณ (ที่อยู่ในโรงราชพิธี) พากันเข้าไปถวายบังคมทีละพวก ๆ จนหมด (เข้ารูปกับเสด็จออกท้องพระโรงตามประเพณีไทย) เป็นสิ้นกระบวนพิธีราชาภิเษกอย่างอารยันเพียงเท่านี้ ผู้แต่งกล่าวว่าการอื่นๆ ที่ทำในพิธีราชาภิเษกนอกจากที่พรรรณนามา เพิ่มขึ้นเมื่อภายหลังทั้งนั้น พิจารณาดูก็ชอบกลหนักหนา ด้วยพิธีราชาภิเษกที่ไทยทำยังมีหลักเดิมอยู่ทุกอย่าง จึงเห็นประหลาดน่าพิศวง
มีเรื่องที่หม่อมฉันทูลผัดไว้อีกเรื่อง ๑ คือที่ตรัสถามถึงหลักการนุ่งขาวนุ่งดำและสีกุหร่าในงานศพนั้น หม่อมฉันคิดใคร่ครวญดู​ตามที่เคยรู้เห็น เห็นว่าการนุ่งขาวในงานศพน่าจะมีมาก่อนเก่าช้านาน ข้อนี้พึงเห็นด้วยประเพณีนุ่งขาวในงานศพมีทุกประเทศทางตะวันออกนี้ ตั้งแต่อินเดียตลอดไปจนเมืองจีน เมื่อคิดต่อไปว่าเพราะเหตุใดจึงนุ่งขาว เห็นว่าผ้าขาวเป็นคั่นต้นของเครื่องนุ่งห่มที่ใช้กันในบ้านเมืองเป็นสามัญ คือ
เอาฝ้ายอันธรรมชาติเป็นสีขาวมาปั่นทอเป็นผืนผ้า จึงเป็นสีขาวใช้นุ่งห่มกันเป็นปกติ การนุ่งห่มด้วยสิ่งอื่น เช่นใบไม้ก็ดี คากรองก็ดี เป็นของมีมาก่อนรู้จักทอผ้า เป็นแต่คงนุ่งอยู่ตามแบบเดิม ที่นุ่งห่มผ้าย้อมฝาดก็เพื่อรักษาให้ผ้าทนทาน เพราะอัตคัดผ้าขาวนุ่งห่ม ต่อบุคคลที่มั่งมีศรีสุขหาผ้าขาวได้ง่าย ปรารถนาจะแต่งตัวให้สวยงามกว่าเพื่อน จึงคิดทำผ้านุ่งห่มย้อมสีสรรเขียนลวดลายต่างๆ เสมออย่างเป็นเครื่องประดับ
ตลอดจนตัดทำเสื้อแสงปักลวดลายก็เพื่อให้สวยงามอย่างเป็นเครื่องประดับในทำนองเดียวกัน เพราะฉะนั้นที่นุ่งขาวในงานศพมูลน่าจะมางดเครื่องประดับ ไม่แต่งในเวลามีทุกข์โศก คงแต่ผ้าขาวที่นุ่งห่ม นอกจากไว้ทุกข์ยังมีกรณีอื่นอีกหลายอย่างที่นุ่งขาวห่มขาว แต่พิเคราะห์ดูก็อยู่ในการงดเครื่องประดับทั้งนั้น จึงเห็นว่าการงดเว้นเครื่องประดับ เป็นมูลของการนุ่งขาว ที่ทูลนี้อาจจะเป็นความเห็นอย่างฟุ้งซ่าน เมื่อคิดขึ้นก็ทูลตามความคิดเห็น
อนึ่ง การนุ่งขาวในงานศพ น่าสันนิษฐานว่าแต่เดิมเห็นจะนุ่ง​หมดทั้งครัวเรือน ตั้งแต่พ่อแม่พี่น้องจนบ่าวไพร่ของผู้ตาย แต่ต่อมาจะเป็นเพราะเหตุใดยังคิดไม่เห็น จึงกำหนดให้นุ่งขาวแต่ญาติที่อายุอ่อนกว่าผู้ตายกับบ่าวไพร่ ถึงกระนั้นถ้าผู้ใหญ่ในสกุลจะนุ่งขาวก็นุ่งได้ตามใจสมัคร มีตัวอย่างในเมืองพม่าปรากฏว่าพระเจ้ามินดงทรงขาว
ในงานพระศพอัครมเหสีด้วยความอาลัย แล้วเลยทรงขาวไว้ทุกข์ต่อมาจนตลอดพระชนมายุ ในเมืองไทยนี้ก็มีตัวอย่างปรากฏในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๑ ว่าเมื่องานพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพใน พ.ศ. ๒๓๕๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระภูษาลายพื้นขาวทุกวัน ดำรัสว่า “ลูกคนนี้รักมากต้องนุ่งขาวให้” เรื่องที่กล่าวมานี้ส่อให้เห็นว่าประเพณีในสมัยนั้น การนุ่งขาวในงานศพ ไม่นุ่งแต่เฉพาะผู้ที่อ่อนกว่าผู้ตาย อย่างเช่นถือกันในปัจจุบันนี้ และ
มีปัญหาน่าคิดต่อไปด้วยว่า หากมิใช่งานศพเจ้านาย ซึ่งทรงเสน่หาเท่าเจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพจะทรงพระภูษาสีอะไร ข้อนี้มีเค้าเงื่อนปรากฏอยู่ในสมัยเมื่อผู้หญิงยังไม่แต่งดำในงานศพ ผู้หญิงที่ญาติชั้นผู้ใหญ่ย่อมนุ่งผ้าลายพื้นม่วง ผู้หญิงที่มิใช่ญาตินุ่งผ้าลายสีน้ำเงิน ห่มแพรสีขาวทั้ง ๒ พวก ส่อให้เห็นว่าในงานศพสมัยรัชกาลที่ ๑ ญาติผู้ชายชั้นเป็นผู้ใหญ่ก็เห็นจะนุ่งผ้าสีม่วงหรือสีอื่น ที่ไม่ฉูดฉาดและคาดพุงสีขาว ใช้ประเพณีเช่นนั้นมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๓
​ถึงรัชกาลที่ ๔ มีการเปลี่ยนแปลงด้วยเรื่องเครื่องแต่งตัว เริ่มด้วยให้ใส่เสื้อในการงาน ปัญหาน่าจะเกิดขึ้นในสมัยนี้ ว่าในงานศพควรจะใส่เสื้อสีใด พวกชั้นที่นุ่งขาวต้องใส่เสื้อขาวอยู่เอง ไม่มีปัญหา เป็นปัญหาแต่ญาติชั้นผู้ใหญ่ที่นุ่งผ้าสีม่วงจะใส่เสื้อสีใด
จึงบัญญัติให้ใส่เสื้อแพรสีกุหร่า ด้วยสีหม่นใกล้กับสีม่วง ที่ทูลมานี้เป็นอธิบายตามคาดคะเน ด้วยเมื่อแต่งสีกุหร่ากันในรัชกาลที่ ๔ หม่อมฉันยังเด็กนักจำไม่ได้ แต่มีกรณีที่ได้เห็นเค้าเงื่อนครั้งหนึ่งเมื่องานพระเมรุสมเด็จพระนางสุนันทา ในรัชกาลที่ ๕ ในสมัยนั้นเจ้านายใช้ประเพณีทรงดำทรงขาวตามชั้นพระชันษาอยู่แล้ว สมเด็จ
พระพุทธเจ้าหลวงทรงปรารภถึงสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าราชนิกุล จะให้แต่งตัวอย่างเจ้าก็ไม่เข้าระเบียบ จะให้แต่งตัวอย่างขุนนางสามัญ ซึ่งนุ่งสมปักลายใส่เสื้อขาว (หรือเยียรบับหม่อมฉันจำไม่ได้แน่) ก็ทรงเกรงใจ ดูเหมือนจะทรงปรึกษาเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ เอาแบบแต่งสีกุหร่าอย่างแต่ก่อนมาใช้ มีรับสั่งให้ใส่เสื้อสีแก่ใกล้กับสีดำ หม่อมฉันได้เห็นนุ่งสมปักลาย (ดูเหมือนสีม่วง) ใส่เสื้อแพรสีน้ำตาลนั่งที่หน้าพลับพลาทุกวัน
การที่แต่งสีดำในงานศพนั้น เอาแบบมาจากฝรั่งเป็นแน่ แต่จะเริ่มใช้เมื่อใดนี้สงสัยนัก ดูน่าจะเริ่มใช้แต่เมื่อรัชกาลที่ ๔ ​แต่นึกไม่ได้เลยว่าเคยเห็นหรือรู้ว่าใครแต่งในรัชกาลนั้น เห็นแต่ในหนังสือพิมพ์ (จะเป็นบางกอก คาเลนดาร์ ของหมอบรัดเล หรือสยามเร
โปสิตอรีของหมอสมิธจำไม่ได้) พรรณนางานพระศพพระองค์เจ้าอิศรวงศวรราชกุมารลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ ของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งพระราชทานเพลิง ณ วัดบวรนิเวศเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ ว่า “ไทยเริ่มแต่งดำอย่างฝรั่งในงานนั้น” แต่หม่อมฉันสงสัยว่าอาจจะแต่งในงานอื่นมาแล้ว เจ้าของหนังสือเพิ่งเห็นในงานนั้นก็เป็นได้
เรื่องปลีกที่จะทูลนั้น คือได้เห็นในพระราชนิพนธ์สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงล้อนายกุหลาบเรื่องหนึ่ง ซึ่งพระยาอนุมานเขาตัดสำเนาส่งมาถามหม่อมฉันถึงมูลเหตุ ในพระราชนิพนธ์นั้นว่าทูลกระหม่อมทรงพระราชดำริให้เพิ่มระบายพระกลดเครื่องต้นเป็น ๓ ชั้น
อีกเรื่องหนึ่งมีแขกชาวอินเดียคนหนึ่งชื่อ Rao คนที่เข้าไปแสดงปาฐกถาที่สยามสมาคม ไปได้ยินประวัติของหม่อมฉันจากพราหมณ์ศาสตรีที่หอพระสมุด กลับมาถึงปีนังก็มีจดหมายมาขอพบ หม่อมฉันจึงนัดให้มาหา เมื่อสนทนากันดูเป็นคนเรียบร้อยคือไม่ทลึ่ง เป็นต้น และเป็นคนได้เล่าเรียนมากสมควรแก่อายุของเขา เรื่องที่สนทนากัน หม่อมฉันเลี่ยงเรื่องเมืองไทยเสีย ด้วยว่ามาอยู่ต่างประเทศเสียหลายปีแล้ว ไม่รู้
อะไรที่เป็นแก่นสาร เลยไปสนทนา​กันเรื่องอินเดียเป็นพื้น ที่ปลาดนั้นเมื่อเขาจะลาไปยืนขึ้นประนมมือขอพรหม่อมฉันว่า Please give me blessing หม่อมฉันก็ให้พรตามธรรมเนียม มานึกว่าเห็นจะเป็นประเพณีเก่าของชาวอินเดีย ซึ่งแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่ที่นับถือ แต่หม่อมฉันเพิ่งเคยเห็นจึงทูลมาให้ทรงทราบ
อีกเรื่องหนึ่งเมื่อสัปดาหะก่อน บริษัทโคมองต์ เขาส่งหนังฉายรูปงานราชาภิเษกพระเจ้ายอชที่ ๖ มาทางอากาศยาน เอามาฉายที่ปีนัง หนังนั้นทำได้ดีอย่างอัศจรรย์น่าดูนัก แต่หม่อมฉันเกรงว่าท่านจะไม่ได้ทอดพระเนตร เพราะจะไปฉายในกรุงเทพฯ ในเวลาท่านเสด็จไปชวา แต่ถ้ามีโอกาสขออย่าทรงเว้น
อีกเรื่องหนึ่งหม่อมฉันกำลังเตรียมรับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ซึ่งจะมาถึงปีนัง วันที่ ๒๑ ตรงกับวันเกิดของหม่อมฉันปีนี้ ทำให้หม่อมฉันรู้สึกปีติปราโมทย์หนักหนา
ที่หม่อมฉันส่งหนังสือพิมพ์ Illustrated London News ไปถวายท่านอีกฉบับหนึ่งนั้น ในฉบับหลังนี้มีแผนผังทำพิธีราชาภิเษกในวิหารดีกว่าเคยเห็นที่อื่น นึกว่าท่านทอดพระเนตรคงจะเข้าพระทัยได้ เรื่องดีขึ้นอีกมากแต่มิได้เขียนจดหมายนำ เพราะได้พบคนที่เขารับจะเอาไปต่อคำเสียแล้ว เขาจะไปในรุ่งเช้าเลยเขียนไม่ทัน
​จดหมายฉบับนี้ คงไปถึงในเวลาท่านเตรียมพระองค์จะเสด็จไปชวา มาตรัสตอบด้วยพระโอษฐที่ปีนังก็ได้
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๐ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ประทานแสตมป์ที่ระลึกการราชาภิเษกพระเจ้ายอชที่ ๖ ราคา ๔ เซ็นต์ไปด้วยอันหนึ่ง ได้รับประทานแล้ว เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า สแตมป์ที่ได้ไปอันเดียวยังไม่พอใจ อยากได้อย่างละครบทั้งชุดที่เขาทำออก แต่เมื่อออฟฟิศไปรษณีย์เขายังไม่ได้รับครบทุกอย่าง ก็หวังว่าจะได้รับประทานในกาละอื่นเมื่อเขาได้มาครบแล้ว
เรื่องวัดบวรสถานยังไม่สิ้นสงสัย เพราะวัดบวรสถานไม่ได้ทำลักษณะเป็นโบสถ์วิหาร อันจะตั้งพระพุทธรูปนั่งหรือยืนองค์โตๆ ​ในที่สุดด้านหลัง แต่ทำลักษณะเป็นปราสาท อันจะต้องตั้งสิ่งที่เป็นประธานซึ่งดูได้รอบตัวในท่ามกลางเช่นบุษบกตั้งบนชั้นเป็นต้น ถ้าเป็นบุษบกแล้ว พระพุทธรูปก็ต้องเป็นองค์เล็กที่จะเข้าในบุษบกได้ จะหล่อพระพุทธรูปองค์เล็กๆ ขึ้นใหม่สำหรับเป็นประธาน นึกเห็นกร่อยเต็มที น่าจะมีหมายที่จะใช้พระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งซึ่งติดจะสำคัญ แต่เห็นจะไม่บังอาจมามุ่งหมายเอาพระพุทธสิหิงค์
เรื่องพระคชาธารนั้น คิดไต่ตามกระแสพระดำริเห็นว่าชอบแล้วแน่ใจว่าถูกต้อง จะกราบทูลแต่เรื่องถวายพระกลดพระมหากษัตริย์อันเสด็จประทับอยู่เหนือหลังช้าง หากกว่าทรงคอแล้วน่าจะถวายได้โดยปกติ เพราะคิดดูถึงทรงพระราชยานเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราก็จะไม่ผิดกับทรงช้างมากนัก คนหามพระ
ราชยานก็สูงราว ๓ ศอก ตัวพระราชยานสูงประมาณ ๒ ศอกรวมกันก็เป็น ๕ ศอกหรือหย่อนหน่อย ช้างสามัญอย่างใหญ่ก็สูงไม่เกิน ๕ ศอกไม่ผิดอะไรกัน ย่อมจะถวายพระกลดได้เช่นเดียวกัน ที่ตรัสเล่าถึงว่าต่อด้ามพระกลดและผูกระยางนั้น เป็นการส่งเดชแก้ไขที่จะถวายเมื่อประทับสัปคับพระที่นั่งพุดตาลให้ได้ เป็นการทำพิเศษขึ้น ไม่ใช่ปกติ ระยางร่มเห็นจะมีนานแล้วฝ่าพระบาทคงทรงระลึกได้ ช่างเขียนๆ ฉัตรกัน
มีฉัตรท้ายรถเป็นต้น เขาเขียนเป็นผ้าห้อยผูกไว้ที่คันฉัตรใต้กำภูปลิวอยู่่สองชาย นึกแปลอยู่เป็นนานว่าอะไร​ก็คิดไม่ออก จนกระทั่งได้เห็นสมุดพระธรรมเขียนครั้งกรุงเก่า ฉัตรที่เขียนไว้ในนั้นเขาเขียนมีผ้าห้อยสองสายผูกแต่ยอดฉัตรห้อยลอดลงมาปลิวอยู่ใต้ฉัตร จึงทำให้เข้าใจได้ว่าเหมือนกับสัปทนของจีน เขามีแถบผูกแต่ยอดห้อยปลิวอยู่สองสายเหมือนกัน และนึกว่าอาจมีประโยชน์เมื่อต้องลมจัดแล้ว คนจะเข้ายึดผ้าแถบนั้นช่วยคนถือได้ด้วย
ตามพระดำรัสเล่าถึงการเลี้ยงที่บ้านเจ้าเมืองและเรือรบ ทำให้นึกแปลไปว่าประเพณีเก่ามันจะกลับมาออกกระมัง ด้วยนึกได้ว่าสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์เคยตรัสบอกว่า ตาโยน (ราชทูตอังกฤษครั้ง ๑๑๒) แกดินเนอร์เวลาบ่าย ๔ โมงแบบอังกฤษเก่า แล้วนึกไปถึงหมอดิไกเซอ ด้วยหมอไรเตอสั่งไว้เมื่อแกจะออกไปเยี่ยมบ้าน ว่าถ้าต้องการ
หมอแล้วให้ติดต่อด้วยหมอดิไกเซอ กาลหนึ่งเกล้ากระหม่อมไม่สบาย จึงไปหาหมอดิไกเซอที่บ้านเขาให้ตรวจ ไปหาเวลาจวนสองทุ่มแล้ว เห็นโต๊ะที่กินอาหารตั้งจานเล็กไว้ มีถ้วยน้ำชาคว่ำ ได้นึกสงสัยดูท่วงทีไปไม่ใช่กินข้าว เป็นกินน้ำชา แล้วก็ตัดสินในใจเห็นว่าจะกินข้าวเวลาเย็นอย่างตาโยน เวลาค่ำก็กินน้ำชา ตามที่ตรัสเล่าก็ไปเข้ารูปนั้น เขาจะเปลี่ยนประเพณีกันอย่างเก่ากินข้าวเสียแต่เวลาเย็น กินขนมเวลากลางคืนเป็นสัปเปอร์เสียดอกกระมัง
​ข้อที่ตรัสเล่าถึงพวกโฮเต็ลและเรือนแรมที่ปีนัง ขาดทุนกันแห่งละมากๆ ในงานราชาภิเษกสมโภชนั้น เกล้ากระหม่อมเข้าใจดี เพราะตาสรร (หลวงนรเศรษฐสนิท) แกเคยสอนไว้ให้รู้ แกว่าการค้าขายก็เหมือนกับเล่นการพนันนั่นแหละพิเจ้าข้า ถ้าเก็งผิดก็ฉิบหาย ตามที่ตรัสเล่าก็เข้ารูปตามที่แกว่านั้น คือเก็งว่าคนจะมีมามากแต่แล้วก็มีมาน้อย ซ้ำเก็งว่าคนจะมีเงินติดกระเป๋ามาคนละ ๔ บาท แต่ที่จริงมีติดกระเป๋าแต่คนละบาทเดียว มันก็ขาดทุนฉิบหายไปหมดด้วยกันเท่านั้น
ชายใหม่ไปลา ว่าจะออกมาปีนังวันที่ ๑๙ เดือนนี้ เกล้ากระหม่อมจะฝากหนังสือ อิลลุสเตรเตด ลอนดอน นิวส์ ซึ่งทรงพระเมตตาโปรดประทานไปให้ดู ๒ ฉบับกลับมาถวายคืน
เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ได้รับลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ส่งโดยไปรษณีย์อากาศ ตรัสแนะนำให้ไปเข้าขอดเจ้าแขกชวา โดยประสงค์ของหลานๆ ขอประทานกราบทูลให้ทรงทราบว่า ไม่สู้เป็นการง่ายอย่างที่หลานๆ คิด เรื่องแต่งตัวนั้นก็เรื่องหนึ่ง เรื่องให้เข้าขอดเจ้าแขก ก็จะต้องไปเข้าขอดเกาวนาฝรั่งวิลันดาอีกด้วย เพราะทราบว่าแข่งรัศมีกัน มิฉะนั้นก็จะเกิดความเป็นทางการเมือง เกล้ากระหม่อม
กราบถวายบังคมลาก็ถวายสัญญาว่าจะไปในฐานเป็นคนสามัญ ไม่ให้เกี่ยวข้องในทางราชการงาน​เมือง จะเสือกไปเที่ยวเข้าขอดต่างๆ จะมีผิดหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่เกล้ากระหม่อมก็เป็นคนเขลา ไม่สันทัดชัดเจนในทางฝรั่งมังค่า ได้ทูลกระหม่อมชายไว้ว่าจะไปให้ถึงชวาเป็นแล้ว ต่อนั้นไปก็แล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรด จะโปรดให้เป็นอย่างไรก็แล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ออกจากกรุงเทพฯ มาแต่วันที่ ๒๖ เดือนก่อนว่าจะเที่ยวตามหัวเมืองปักษ์ใต้ แล้วจะเลยออกมาถึงปีนัง หวังว่าเมื่อท่านออกมาถึงคงจะทำให้ฝ่าพระบาทปีติพระทัยเป็นอย่างยิ่ง
พระยานครพระรามถึงอนิจกรรมเสียแล้ว เป็นโรคอะไรก็ไม่ทราบ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๐ น
วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
เห็นกระดาษนี้เข้าก็ทำให้นึกว่า ต้องเขียนหนังสือ แล้วจะเขียนถึงใครนึกไปนึกมาก็มีแต่ฝ่าพระบาท จึงตกลงเขียนถวายฝ่าพระบาท
​จะถวายรายงานการออกจากกรุงเทพฯ บริษัทเดียดเฮมเช้านัดให้ไปสถานีรถไฟปากน้ำ ออกไปปากน้ำเวลาบ่าย ๒ โมง ไปลงเรือ “กรุงเก่า” ที่ปากน้ำ เรือออกเวลาบ่าย ๔ โมง จะไปถึงเรือ “ตัสมัน” ที่เกาะสีชังเวลาทุ่มครึ่ง แต่ตาควาย (ลูกเจ้าพระยาเทเวศร) บอกว่าตาย ถ้าเรือกรุงเก่าต้องลากเรือด้วยแล้วจะต้องถึงดึก อย่างไรก็เป็นกลางคืนลำบาก แกจะไปยืมเรือ “พิชัย” ของเจ๊กมาให้ ออกเสียแต่วัน จะได้ไม่ถึงค่ำ
ตกลงออกจากสถานีศาลาแดงเวลาเที่ยง ลงเรือ “พิชัย” ไปเกาะสีชัง จะถึงไม่ค่ำ เกล้ากระหม่อมก็ตกลงนึกว่าดีเสียด้วย เพราะเลื่อนเวลาวันขึ้น คงจะมีคนมาส่งน้อย แต่ที่ไหนได้มีคนมาส่งมากมายเหลือล้น นับตั้งแต่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงไปทีเดียวต้องยืนตากแดดกันกลางแจ้ง นึกเสียใจ ถ้าไปขึ้นรถที่สถานีหัวลำโพงจะดีกว่านั้น เพราะพอมีร่มเงาพอที่จะรับรองคนมาส่งได้
ทีนี้จะกราบทูลด้วยเรื่องเรือ เรือ “พิชัย” นั้นไม่เล็กกว่าเรือ “กรุงเก่า” ของบริษัท แต่เล็กสำหรับทะเล ต้องฝ่าฟันคลื่นออกไปเกาะสีชัง แม่โต หญิงอี่ หญิงอามเมาคลื่นนอนกันราบ เหลือแต่เกล้ากระหม่อมกับหญิงไอไม่เมา หญิงไอมีประโยชน์ดีเต็มที ปฏิบัติคนโน้นคนนี้เพื่อพยาบาล ตั้งแต่ออกเรือเวลาบ่ายโมงครึ่ง จนถึงเกาะสีชังบ่าย ๕ โมง ที่เรือ “ตัสมัน” จอด คลื่น​ราบใครๆ ก็ลุกได้หายเมาหมด แต่แม่โตไม่รู้หาย ขึ้นไปนอนกลิ้งอยู่บนเรือ “ตัสมัน” ตั้งแต่เวลาบ่าย ๕ โมง วันที่ ๘ จนเช้าวันที่ ๑๐ จึงลุกขึ้นได้แจ่มใสดี
ในเรือ K.P.M. ก็สบายดี แต่มันเต็มไปด้วยพิธีรีตอง ไม่สนุก
ได้สอดโปสการ์ดมาถวายด้วย ๒ แผ่น รูปเรือ “ตัสมัน” แผ่นหนึ่งออฟฟิเซอรเรือเขาให้ กับรูปฉลักบวรพุทโธ แผ่นหนึ่งฉีกออกจากเมนู ในนั้นมีรูปกษัตริย์ที่ทรงช้าง ผูกสัปคับเตี้ยๆ เหมือนรูปเขมร อ้ายขาเก้งก้างนั้นมันอยู่ที่สีข้างช้างเป็นเครื่องกันโคลงเท่านั้น เรายกขึ้นไปกลายเป็นเอาหย่องขึ้นไปตั้งไว้บนหลังช้าง เป็นเหตุให้โงนเงนไม่แน่นหนาเลย
ดูสมุดรูปที่เขาวางไว้สำหรับให้พวกโดยสารดู พบพระเจดีย์อย่างกลมคือฐานกลมเหมือนเรือหมากรุกฝรั่ง ซึ่งมีที่เมืองสารเขตร เขาพบในเกาะสุมาตรา
กระดาษหมดแล้ว จะทูลต่อไปในกาละอื่น
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
​บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ทรงเขียนในเรือ Tusman ของบริษัท K.P.M. ลงวันที่ ๑๐ มิถุนายน ประทานมากับไปรษณียบัตรด้วย ๒ แผ่น สังเกตว่าคงทรงเขียนเมื่อเรือลำนั้นแล่นในปากอ่าวสยาม ยังไม่ถึงสิงคโปร์ มีความยินดีขอบพระทัยที่ทรงระลึกถึง ฝ่ายข้างหม่อมฉันก็ได้ปรารภด้วยกันกับลูกมาตั้งแต่วันที่ ๙ ว่า “ป่านนี้เสด็จอาว์คงเสด็จออกจากกรุงเทพฯ ไปในเรือแล้ว” และปรารภถึงคุณโตด้วย ว่าน่ากลัวจะเมาคลื่น เมื่ออ่านลายพระหัตถ์จึงทราบว่าหญิงอี่กับหญิงอามพลอยเมาไปด้วยอีก ๒ คน ดีหนักหนาที่หญิงไอไม่เมาพอได้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
เมื่อหญิงมารยาตรของหม่อมฉันออกไปชวาเล่ามา ว่าเมื่อออกจากกรุงเทพฯ ต้องไปลงเรือช่วงที่เมืองสมุทรปราการแล่นข้ามสันดอนไปลงเรือใหญ่ที่เกาะสีชัง ดูประดักประเดิดเต็มที่ ฤดูนี้ในทะเลปากอ่าวตอนนั้นก็เป็นฤดูมรสุมมีคลื่นใหญ่ แต่ต่อลงไปข้างใต้เรือเขามักแล่นใกล้ทางแหลมมลายูบังคลื่นไม่ค่อยมีเท่าใดนัก ตั้งแต่
สิงคโปร์ไปเรือไปในช่องเกาะเรียวและเกาะบังกาทะเลราบคาบ ถ้าจะถูกคลื่นก็ตอนพ้นเกาะบังกาผ่านทะเลชวาวันหนึ่ง หน้านี้คลื่นก็ไม่ใหญ่โตเท่าใดนัก เมื่อครั้งรับจดหมายฉบับนี้คงจะเสด็จขึ้นบก​ท่องเที่ยวเพลิดเพลินอยู่ในชวาแล้ว
หม่อมฉันอยากจะทูลให้ทรงคอยสังเกตอย่างหนึ่งในเวลาประทับอยู่ที่บันดุง เมืองนั้นมีภูเขาสูงล้อมรอบ บางเวลาดูจากตำหนักทูลกระหม่อมชาย เหมือนมีเมฆลอยอยู่ตอนกลางภูเขา แลเห็นบ้านเรือนเรือกสวนที่อยู่กับแผ่นดินจนถึงแนวเมฆที่บัง เปรียบเหมือนมนุษยโลกกับฟ้า ครั้นเงยหน้าดูเหนือแนวเมฆขึ้นไป เห็นบ้านเรือนเรือกสวนตอนยอดเขามีอีกชั้นหนึ่ง เป็นภาพงามน่าดูยิ่งนัก ราวกับเห็นเมืองสวรรค์กับเมืองมนุษย์พร้อมกัน ขอให้ทรงสังเกตเถิด
อาศัยโอกาสและความคิดถึงเมื่อได้เห็นลายพระหัตถ์ หม่อมฉันจะเลยเขียนตอบลายพระหัตถ์เวรที่ประทานมาแต่กรุงเทพฯ ฉบับลงวันที่ ๕ มิถุนายน ด้วยมีวินิจฉัยเป็นข้อสำคัญที่จะทูลสนองพระปรารภในลายพระหัตถ์ฉบับนั้นว่าโบสถ์วัดบวรสถาน แผนผังเป็นจตุรมุข อาจจะคิดตั้งพระประธานขนาดย่อมไว้ในบุษบกที่ศูนย์กลาง ทำให้หม่อมฉันรำลึกขึ้นถึงความหลังครั้งขึ้นไปตรวจราชการมณฑลอุดรและอิสานในรัชกาลที่ ๕ เมื่อหม่อมฉันพักอยู่ที่เมืองหนองคาย พวกกรมการชั้นสูงอายุเขาเล่าให้ฟังว่า เมื่อ
กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพตีได้เมืองเวียงจันทร์แล้ว โปรดให้เชิญ “พระเสิม” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญของเมืองเวียงจันทร์ ขนาดหน้าตักสัก ๒ ศอก มาไว้ที่วัดโพธิ์ชัยเมืองหนองคาย พระเสิมค้างอยู่ที่นั่นจนถึง​รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เชิญลงมากรุงเทพฯ ที่วัดโพธิ์ชัยยังมีฐานซึ่งกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพทรงสร้าง เป็นตั้งที่พระเสิมปรากฏอยู่ หม่อมฉันไปดูก็เห็นฐานทำด้วยไม้จำหลักปิดทองล่องชาด แบบอย่างลวดลายเป็นฝีมือช่าง
กรุงเทพฯ สมจริงดังเขาบอก แล้วนึกขึ้นได้อีกข้อหนึ่ง ว่าดูเหมือนมีพระราชนิพนธ์ของทูลกระหม่อมตรัสเล่าเรื่องพระเสิมและพระพุทธรูปองค์อื่นๆ ที่เชิญมาจากมณฑลอุดรและอิสาน อยู่ในหนังสือ “พระบรมราชาธิบาย” ซึ่งพิมพ์ในงานทำศพพระองค์ศรีนากเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ เผอิญหม่อมฉันมีสมุดพระราชนิพนธ์เรื่องนั้นอยู่ที่ซินนามอนฮอล จึงเอาตรวจก็พบเรื่องเป็นลายพระราชหัตถเลขาตอบกรมหลวงวงศาธิราชสนิทกับเสนาบดี เข้าชื่อกันทำฎีกาทูลเกล้าฯ ถวาย กราบทูลว่ามีคนบ่นกันมากว่า
เกิดเหตุฝนแล้งเมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๔๐๑ เพราะเชิญพระเสิมกับพระใสลงมาไว้ในกรุงเทพฯ (แต่ในฎีกาจะทูลขอให้ส่งคืนกลับไปเมืองหนองคายหรือให้ย้ายออกไปไว้เสียวัดนอกพระนครอย่างไรไม่ปรากฏ) ในพระราชหัตถเลขาทูลกระหม่อมตรัสเล่าถึงเรื่องพระเสิมว่าเมื่อ (ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๐๐) พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เชิญลงมาก็ไม่ได้กราบทูล ครั้นทรงทราบพระราชดำริว่าพระเสิมเป็นพระพุทธรูปที่ผู้คนนับถือมาก จึงเสด็จขึ้นไปทำพิธีสักการะบูชาที่พระบวรราชวัง พระบาทสมเด็จ​พระปิ่นเกล้าฯ
กราบบังคมทูลว่าที่ให้เชิญพระเสิมลงมานั้น ด้วยทรงเจตนาจะตั้งเป็นพระประธานที่วัดบวรสถานสุทธาวาศ ส่วนพระใสนั้น แต่ก่อนก็เก็บรักษาไว้ที่วัดโพธิชัย เมืองหนองคาย ด้วยกันกับพระเสิม พระองค์เองโปรดให้เชิญลงมาเมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๐๑ เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานที่ในพระอุโบสถวัดปทุมวัน เพราะพระสงฆ์วัดนั้นและราษฎรที่อยู่แถวนั้นเป็นลาวเป็นพื้นจะได้ยินดี ได้ทรงแถลงความเห็นของเสนาบดี แต่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฯ หาทรงเห็นชอบด้วยไม่
ความ ๒ ข้อที่ปรากฏดังกล่าวมา คือที่กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ให้เชิญพระเสิมจากเมืองเวียงจันทร์มาพักไว้ที่วัดโพธิชัยเมืองหนองคาย ข้อ ๑ กับที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ โปรดให้เชิญพระเสิมลงมากรุงเทพฯ ด้วยทรงเจตนาจะประดิษฐานเป็นพระประธานวัดบวรสถานฯ ข้อ ๑ ชวนให้คิดเห็นเรื่องต่อกันมาแต่เบื้องต้น ดังจะทูลสันนิษฐานต่อไปนี้
๑. เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพตีได้เมืองเวียงจันทร์ น่าจะทรงปรารภว่าเมื่อสมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกตีได้เมืองเวียงจันทร์ ในสมัยกรุงธนบุรี เชิญพระแก้วมรกตลงมา ครั้นได้เสวยราชย์โปรดฯ ให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามประดิษฐานไว้ในพระราชวัง พระองค์ตี​เมืองเวียงจันทร์ได้เหมือนอย่างสมเด็จพระบรมชนกนาถ และได้พระเสิมซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญของ
เมืองเวียงจันทร์ จึงทรงดำริ “เจริญรอยสมเด็จพระบรมชนกนาถ” สร้างวัดขึ้นในพระราชวังบวรแล้วเชิญพระเสิมลงมาประดิษฐานเป็นพระประธาน เหมือนอย่างพระแก้วมรกตทางวังหลวง จึงตรัสสั่งให้เชิญพระเสิมลงมารักษาไว้ที่วัดโพธิชัยเมืองหนองคาย จนกว่าจะสร้างวัดบวรสถานแล้วจึงจะเชิญลงมากรุงเทพฯ ข้อที่ว่ามานี้อาจจะเป็นมูลเหตุที่สร้างวัดบวรสถานฯ แต่กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพสวรรคตเสียแต่พระอุโบสถยังไม่แล้ว พระเสิมจึงตกค้างอยู่ที่เมืองหนองคาย
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ จะเป็นแต่ทรงแสวงหาพระพุทธรูปโบราณ และมีใครกราบทูลชมโฉมว่าพระเสิมเป็นพระงามอย่างยิ่งองค์ ๑ หรือจะทรงปรารภถึงวัดบวรสถานที่พระอุโบสถยังค้างอยู่ และมีใครกราบทูลให้ทรงทราบพระดำริเดิมของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ จึงโปรดให้เชิญลงมาเพื่อจะประดิษฐานเป็นพระประธานวัดบวรสถาน ข้อนี้ไม่ปรากฏ ปรากฏแต่ว่าเมื่อเชิญลงมาถึงกรุงเทพฯ
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ โปรดให้ประดิษฐานไว้บนพระแท่นเศวตฉัตร ที่ในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย แต่การที่ทรงเจตนาจะตั้งเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดบวรสถานนั้น คงระงับด้วยทูลกระหม่อมทรงแนะนำว่า ตั้ง​พระพุทธสิหิงค์จะดีกว่า พระเสิมก็คงตั้งอยู่บนแท่นเศวตฉัตรที่ในพระที่นั่งอิสราวินิจฉัยต่อมา ปรากฏว่าต่อมาถึงปีชวด พ.ศ. ๒๔๐๗ เสนาบดีเข้าชื่อกันถวายฎีกาอีกครั้ง ๑ ว่าฝนแล้ง ๓ ปีติดๆ กัน คน
พากันโทษว่าเพราะเอา “พระลาวบ้านแตกเมืองร้าง” มาไว้ในกรุงเทพฯ ถึงไปลงหนังสือพิมพ์ก็มี ครั้งนี้โปรดให้คืนพระบางไปไว้ณเมืองหลวงพระบาง แต่พระเสิมนั้นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ไม่ทรงยอมให้ย้ายไป จนพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าสวรรคต ทูลกระหม่อมจึงโปรดฯ ให้เชิญพระเสิมจากพระบวรราชวังไปประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหารหลวงวัดปทุมวัน ยังอยู่ที่นั่นสืบมาจนบัดนี้
รวมความตามวินิจฉัยที่กล่าวมา เห็นว่ากรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพทรงสร้างวัดบวรสถานพุทธาวาศ ด้วยทรงเจตนาจะตั้งพระเสิมเป็นพระประธานด้วยประการฉะนี้
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๐ น
​ตำหนักประเสบัน เมืองบันดง เกาะชะวา
วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ได้รับลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๕ มิถุนายน รู้สึกดีใจมาก เหตุด้วยอยู่ในฐานที่ไม่ควรได้รับก็ได้รับ
จะทูลถวายรายงานการไปชวาต่อหนังสือซึ่งถวายมา เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายนสืบไป
วันที่ ๑๑ มิถุนายน เวลา ๑๖.๓๐ น. ถึงสิงคโปร์ พอเรือทอดก็หาความสุขมิได้ มีอ้ายพวกแขกลงมากลุ้มกล้ำทุกหัวตะแกรง ชวนแลกเงินก็มี บอกขายสแตมป์ ขายโปสตก๊าด ขายพลอย ขายเสื้อแสงอะไรก็มี หลบหลีกไม่พ้น แต่พิจารณาไปก็น่าเอ็นดู อุตส่าห์พยายามหากินแทบสายตัวขาด ไม่ทะเยอทะยานที่จะเป็นข้าราชการ จนถึงเวลา ๔ ทุ่มเขาตีม้าล่อคนจะออกเรือ จึงได้สงบสุขเหมือนดั่งเดิม
ของดีในเรือมีอย่างหนึ่ง ที่เขาเอาระนาดเล็ก ๕ ลูกพาดบนหีบซึ่งทำให้มีเสียงก้องกังวานตีเรียกกินข้าว ฟังเสนาะจับใจอย่างยิ่ง ดีกว่าสั่นระฆังตะแกงๆ เป็นอันมาก เจ็บแก้วหูพิลึก
วันที่ ๑๒ คลื่นก็ราบเรียบสบายดี
วันที่ ๑๓ พอเวลาเที่ยงก็ถึงบะตาเวีย องค์หญิงกลางกับองค์หญิงเล็กลงมารับ เชิญลายพระหัตถ์ทูลกระหม่อมชายมาให้ ว่าตั้ง​พระทัยจะเสด็จมารับแต่ประชวรเสียด้วยต่อมทอนซิลอักเสบ จึงได้ให้พระธิดามารับแทนพระองค์ เดิมเธอปรึกษากันว่าเวลารถไฟบ่าย ๒ โมงจะพาไปดูมิวเซียมก่อน แล้วไปพักที่โฮเต็ล จนจวนรถไฟจึงไป
สถานี แต่ครั้นขึ้นรถยนต์ไปถึงมิวเซียม หญิงเล็กบอกกลับคำว่าเวลาเห็นจะไม่พอ ทั้งนี้เพราะโอ้เอ้อะไรต่างๆ ออกล่าช้าเสียเวลาไป เธอจึงพาไปโฮเตลชื่อ Hotel des Indes นั่งพักดื่มน้ำหวานและกินของว่างพอเวลาสมควรเธอก็พาไปสถานีรถไฟ คอยอยู่ครู่หนึ่งรถไฟก็มาเธอพาขึ้นรถไฟ เวลาบ่าย ๒ โมงรถออกไปบันดุง
เวลา ๑๖.๕๔ น. ถึงสถานีบันดุง กรมหลวงทิพยรัตน องค์หญิงเหม กับองค์หญิงสี่ มารับที่สถานี พาไปตำหนัก ทูลกระหม่อมชายกับหญิงประสงค์คอยต้อนรับอยู่ที่หน้าตำหนัก ทรงนำมอบห้องที่อยู่ให้มีความเบิกบานใจในการนี้เป็นอย่างยิ่ง ที่ได้พบเจ้านายอันได้จากกันช้านาน ได้มาอยู่ด้วยกันฉันญาติสนิท เป็นอิสระทุกอย่าง ไม่มีรังเกียจเดียดฉันท์อะไรกันตลอดไปทุกคน ขาดแต่พระองค์หญิงใหญ่กับหญิงมารยาตร ไม่ได้พบ เธอไปเที่ยวเกาะบาหลีเสียจนวันที่ ๑๕ เธอจึงกลับมาได้อยู่วิสาสะพร้อมกัน
ต่อจากวันมาถึงบันดุงไปก็ไม่อะไรอีกที่ควรจะทูลถวายรายงาน มีแต่พากันเที่ยวอีโหลกโผลกเผลก และเล่นอะไรไม่เป็นแก่นสาร​สนุกสบายทุกอย่าง เสียแต่อยู่ข้างหนาว แต่เห็นจะไม่เป็นไร เข้าใจว่าเป็นด้วยอยู่มาในที่ร้อนแล้วเปลี่ยนมาอยู่่ที่เย็น ร่างกายเปลี่ยนไม่ทันจึงรู้สึกหนาว ถึงบัดนี้ดูค่อยยังชั่วขึ้นรู้สึกหนาวน้อยลง ตามลาย
พระหัตถ์ซึ่งตรัสถึงเขาสูงซึ่งล้อมรอบบันดุง จะดูเห็นบ้านและเรือนสวนขึ้นไปต่อกับฟ้านั้น เสียใจที่ยังไม่เห็น ลางทีก็เห็นเขามัว ๆ ลางทีก็ไม่เห็นเขาเสียเลย เข้าใจว่าเป็นด้วยอากาศไม่ดีพอ แต่ได้ขึ้นไปเที่ยวบนเขาเหล่านั้นเป็นลางแห่ง ได้เห็นบ้านช่องเรือกสวนตั้งเต็มไปทั้งนั้นไม่ค่อยว่าง
มาชวาได้มารู้สิ่งที่จริงเข้าอย่างหนึ่ง ในเรื่องดุริยดนตรี เครื่องดุริยางค์ของชวาอันมีมากสิ่งนั้นมากเสียเปล่า ได้ผลน้อย เครื่องอันล้นหลามนั้นทำแต่จังหวะ อย่างฉิ่งเละโหม่งของเราเสียเป็นพื้น แต่เครื่องทำจังหวะของเขาเหล่านั้น ดีกว่าของเราที่เปลี่ยนไปเข้ากับเนื้อเพลงได้ ไม่ขวางหูเหมือนฉิ่งและโหม่งของเรา อันมีเสียงยืนอยู่เสียงเดียว ส่วนเครื่องที่ทำเนื้อเพลงนั้นมิใช่น้อยนัก และเนื้อเพลงของชวานั้น เราจะจำถ่ายเอาไปเล่นบ้างไม่ได้เลย เพราะเครื่องของเราไม่อำนวย ด้วยเทียบเสียงคนละ
อย่างต่างกัน เสียงเพลงของเขาเราฟังว่าเป็นเพี้ยนดังเหน่อๆ ไปชอบกล เครื่องชวาที่เราได้เข้าไปในกรุงเทพฯ พวกปี่พาทย์ไทยเอาไปเทียบแก้เปลี่ยนเสียงเสียเป็นเสียงไทย แล้วก็เพลงไทยซึ่งเรียกว่า “แขก” เก๊เหลว​ทั้งนั้น นี่เป็นส่วนหนึ่งซึ่งควรทูลให้ทรงทราบได้ นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรที่บันดุงอันควรจะทูลถวาย แต่เมื่อได้ออกเที่ยวไปไกล ได้เห็นอะไรแล้วเกิดขึ้น นั่นแหละจึงจะได้ทูลรายงานถวาย เพราะว่าตามปกติย่อมได้ทรงทราบอยู่ดีทุกอย่างแล้ว
มาอยู่บันดุงรู้สึกว้าเหว่ที่ไม่มีวัดพระไทยเสียเลย ตรงกับคำว่า “เยือกเย็นไม่เห็นพระเห็นเจ้า” ถึงวันตายแม่ซึ่งเคยทำบุญก็ไม่ได้เห็น (นี่ใช้คำตามความหมายของยายแก่ ทำบุญแปลว่าทำอะไรแก่พระ) ต้องยักย้ายไปทำทานคือบริจาคเงินอุดหนุนโรงพยาบาลคนตาบอด ผิดกันกับที่สิงคโปร์ปีนังมาก มีวัดวาจะทำบุญอะไรก็ได้
ข้อพระวินิจฉัยในเรื่องพระพุทธรูป อันมีเจตนาจะตั้งเป็นประธานในวัดบวรสถาน ซึ่งมีไปในลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๕ ว่าคงเป็นพระเสิมนั้น พระดำริครั้งนี้สมเหตุสมผลควรอย่างยิ่งนัก รับรองว่าถูกต้องเป็นแม่นแล้ว
ลายพระหัตถ์ฉบับที่ประทานเข้าไปกรุงเทพฯ ในครั้งหลังที่สุดก่อนออกจากกรุงเทพฯ ก็ได้รับแล้ว แต่จะทูลตอบในครั้งนี้ก็จำข้อมือไม่ค่อยได้ ไม่ได้เอาหนังสือมาด้วย เมื่อมาถึงปินัง ต้องพระประสงค์ความเห็นในข้อใด ตรัสซักถามก็สามารถจะทูลได้ หรือมิฉะนั้นมีข้อใดที่ยังติดใจสงสัยอยู่ ก็จะทูลแทรกแซงมาในหนังสือ​เวรอันจะมีมาถวายในเบื้องหน้าเมื่อกลับเข้าไปในกรุงเทพฯ แล้ว
ลืมกราบทูลจำนวนคน ซึ่งจะมารบกวนฝ่าพระบาทในวันหน้า จะมีมา ๖ คนด้วยกันคือเกล้ากระหม่อม หญิงอี่ หญิงอาม หญิงไอ แม่โต กับนายอัคร ลูกพระยาเพชรดากับแม่เต่า ลากเอาตัวมาใช้ต่างบ่าว มีประโยชน์กว่าบ่าวที่แกพูดภาษาต่างประเทศ พอใช้ถูไถไปได้บ้าง
หนังสือฉบับนี้ ถือเอาโอกาสที่หญิงมารยาตรเธอจะมาปีนังจึงฝากมาถวาย หากส่งทางไปรษณีย์ก็ไม่ขัดข้อง แต่คิดว่าคงมาถึงพร้อมกันนั่นเอง มีความระลึกถึงฝ่าพระบาทเป็นอันมาก กระหยิ่มใจอยู่ว่าไม่ช้าคงจะได้มาเฝ้าถึงพระองค์ และได้อยู่คลุกคลีตีมงพร้อมด้วยลูกหลาน เหมือนเช่นเคยได้อยู่ขลุกขลักมาด้วยกันแล้วอีกครั้งหนึ่ง.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
โฆษณา