Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
BANLAI Engineering
•
ติดตาม
3 ชั่วโมงที่แล้ว • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
Kobayashi Maru : How to deal with No-Win Situation
สถานการณ์ Kobayashi Maru คืออะไร ?
คุณเคยพบการสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกไหม ? เคยเผชิญหน้ากับสภาวะที่สิ้นหวังที่สุดไหม ?
สถานการณ์ที่เรารู้ตัวดีว่าจะทำยังไงก็มีแต่เสียกับเสีย จะสู้ยังไงก็แพ้
พยายามเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล หรือเลือกแบบนั้นก็ไม่ดี เลือกแบบนี้ก็แย่ทั้งนั้น
สถานการณ์แบบนี้ถูกเรียกว่า no-win situation หรือ สถานการณ์ที่ไม่มีทางชนะ
Trolley Problem (ปัญหารถราง) คือหนึ่งตัวอย่างของสถานการณ์ no-win situation อันโด่งดัง เป็นการทดลองทางความคิดเชิงจริยธรรมที่คลาสสิกที่สุดเรื่องหนึ่งในวิชาปรัชญา
สถานการณ์สมมติที่ให้เลือกระหว่าง "การสละชีวิตคนหนึ่งคนเพื่อช่วยชีวิตคนห้าคน" หรือ "การปล่อยให้คนห้าคนตาย"
เพื่อทดสอบคุณค่าทางศีลธรรม ความยุติธรรม และจิตวิทยาในการตัดสินใจของมนุษย์ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก"
- สถานการณ์พื้นฐาน (The Switch) รถไฟกำลังวิ่งไปตามรางด้วยความเร็วและควบคุมไม่ได้ข้างหน้ามีคน 5 คนถูกมัดอยู่บนราง
- คุณยืนอยู่ข้างคันโยกสับราง ถ้าสับราง รถไฟจะเบี่ยงไปอีกรางหนึ่งแต่บนรางสำรองนั้นมีคน 1 คนถูกมัดอยู่
- คำถามคือ : คุณจะเลือกสับรางเพื่อฆ่าคน 1 คนเพื่อช่วย 5 คน หรือไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้รถไฟทับคน 5 คน และคน 1 คนรอดตาย"
"แง่มุมทางจริยศาสตร์ที่ซ่อนอยู่แนวคิดผลลัพธ์นิยม (Utilitarianism/Consequentialism) : เชื่อว่าการตัดสินใจที่ถูกต้องคือการสร้าง
ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คือ ""คนตายน้อยที่สุด"" จึงควรเลือกสับราง
ส่วนแนวคิดหน้าที่นิยม (Deontology) : เชื่อว่าการฆ่าคนเป็นความผิดโดยเนื้อหา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ดังนั้นการสับรางเพื่อฆ่าคน 1 คนเป็นสิ่งที่ผิด แม้จะช่วย 5 คนได้ก็ตาม"
Trolley Problem ถูกนำมาใช้บ่อยครั้งในการถกเถียงเรื่องการตัดสินใจของ AI ในรถยนต์ไร้คนขับ, การตัดสินใจทางการแพทย์ ไปจนถึงการตัดสินใจในระดับประวัติศาสตร์โลก
"แม้แต้ภาพยนตร์ขื่อดังอย่าง ""Saving Private Ryan"" ของผู้กำกับระดับตำนานอย่างSteven Spielberg ก็นำเสนอTrolley Problemไว้ได้อย่างคมคาย
""เพื่อให้ชีวิตหนึ่งได้มีโอกาสกลับบ้าน ต้องแลกมาด้วยการเสียสละอีกหลายชีวิต ภารกิจที่เราทำอยู่นี่มันคุ้มกันไหม?""
หนังไม่ได้ตอบคำถามเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา แต่ประโยคที่James Millerได้กล่าวกับพลทหารRyanก่อนสิ้นใจนั้นทรงพลังยิ่ง
"Earn it."
การใช้ชีวิตให้ดีและมีคุณค่าที่สุด นั่นคือการตอบแทนที่ดีที่สุดแด่ผู้ที่เสียสละเพื่อให้เราได้กลับบ้าน"
กลับมาที่Kobayashi Maru (โคบายาชิ มารุ) ชื่อนี้เป็นชื่อของแบบทดสอบอันโด่งดังจากเรื่อง Star Trek
"Kobayashiเป็นชื่อที่มาจากภาษาญี่ปุ่น ซึ่งชาวญี่ปุ่นนั้นมักจะเรียกชื่อเรือโดยลงท้ายคำว่า Maru มาแต่โบราณ
Maru แปลว่าวงกลมในภาษาญี่ปุ่น สมัยก่อนเรือญี่ปุ่นจะติดธงสัญลักษณ์วงกลมพระอาทิตย์สีแดง คำว่าMaruเลยกลายเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของเรือญี่ปุ่น
การนำคำว่า Kobayshi Maru มาใช้ในเรื่องStar Trek เป็นการนำเสนอว่าในจักรวาลStar Trekมีวัฒนธรรมอันหลากหลาย ทั้งมนุษย์โลกและมนุษย์ต่างดาวต่างอาศัยพึ่งพากัน"
"ในเรื่องStar Trekมีองค์กรที่เรียกว่าStarfleet เป็นองค์กรสมมติในจักรวาล Star Trek
ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานสำรวจอวกาศลึก, วิจัย, ป้องกัน, ค้นหาศึกษาอารยะธรรมใหม่ๆ และการทูตของสหพันธ์แห่งดวงดาว (United Federation of Planets)"
ซึ่งก็จะมี Starfleet Academy ที่ทำหน้าที่คล้ายมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนฝึกนักบินและลูกเรือที่จะเข้าไปประจำการในยานของStarfleet
สถานการณ์ของบททดสอบคือ ยานอวกาศบรรทุกสินค้าKobayashi Maruเชื้อเพลิงหมด และติดอยู่ในเขตเป็นกลาง (Neutral Zone) กำลังถูกล้อมด้วยยานของศัตรู
โดยผู้ทดสอบจะต้องเลือกระหว่างการเข้าไปช่วยแล้วถูกศัตรูโจมตีจนพ่ายแพ้ หรือไม่เข้าไปช่วยแล้วปล่อยให้ลูกเรือตาย
ออกแบบมาเพื่อทดสอบลักษณะนิสัย การตัดสินใจภายใต้ความกดดัน และการรับมือกับความสูญเสียของนักเรียนนายเรือ
แบบทดสอบนี้ถูกออกแบบโดยผู้บัญชาการSpock ตัวละครหลักที่แฟนๆStar Trekรู้จักกันดี
Spockเป็นชาววัลแคน(Vulcan) เป็นเผ่าพันธุ์ที่ไม่แสดงออกถึงอารมณ์ ใช้ตรรกะ (Logic) เท่านั้นเป็นหลักนำในการคิดและดำเนินชีวิต
ชาววัลแคนจะยึดถือ ตรรกะ เป็นที่สุด อะไรที่ไม่สมเหตุสมผลหรือขัดแย้งในตัวเองจะถือว่าเสียสมดุล
แบบทดสอบนี้ไม่เคยมีนักเรียนStarfleetสอบผ่านเลยแม้แต่คนเดียวตลอด4ปีที่Spockสร้างบททดสอบนี้ขึ้นมา
จุดเปลี่ยนคือ James T. Kirk ตัวเอกของเรื่องซึ่งในขณะนั้นยังเป็นแค่นักเรียนนายเรือสตาร์ฟลีต(Cadet) ภายหลังเขาได้กลายเป็นกัปตันของยานUSS Enterprise
เขาสามารถผ่านบททดสอบKobayshi Maruที่ไม่เคยมีใครสอบผ่านได้สำเร็จ
ในเวลาต่อมา เขาถูกสภาของStarfleetแจ้งข้อกล่าวหาว่าโกงบททดสอบ
ด้วยการติดตั้งโปรแกรมย่อยเพื่อแก้ไขcode และเปลี่ยนเงื่อนไขในแบบทดสอบKobayashi Maru
Kobayashi Maru ได้มอบมุมมองต่อผู้ชมแบบอ้อมๆว่าเรามีทางเลือกหลักสองทาง คือ
"1) เลิกเล่นเกมนั้น : คือการไม่ลงไปเล่นในศึกที่ไม่มีทางชนะ เช่น ไม่เข้าทดสอบเพราะรู้ว่ายังไงก็สอบไม่ผ่าน หรือ หนี, ยอมแพ้, อยู่เฉยๆไม่ทำอะไร
2) เปลี่ยนแปลงกฎของเกม :"
"จุดนี้คือจุดที่มีการถกเถียงกันมากว่าการกระทำของCaptain Kirkนั้นถือเป็นการ""โกงข้อสอบ"" (Cheating)
หรือแค่ ""เปลี่ยนมุมมอง"" (Reframing) ของกฎนั้นใหม่กันแน่
เพราะแม้ว่าSpockซึ่งเป็นผู้สร้างบททดสอบนี้ขึ้นมา มีความตั้งใจดีที่จะออกแบบบททดสอบนี้ให้เป็น no-win situation
เพื่อให้เหล่านักเรียนStarfleetได้เรียนรู้ถึงความกลัวต่อการเผชิญหน้าความตาย
เพื่อยอมรับความกลัวนั้นแล้วฝึกจิตใจให้ควบคุมยาน รวมถึงออกคำสั่งต่อลูกเรือได้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่กัปตันยานStarfleetพึงมี โดยเขาได้กล่าวกับKirkในสภาว่า ""กัปตันโกงความตายไม่ได้""
แต่กระนั้นการที่ผู้คุมสอบอย่างSpock ""ตั้งใจ"" ที่จะกำหนดให้สถานการณ์นั้นเป็น no-win situationตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
มันไม่ใช่การตั้งใจโกงในการสร้างแบบทดสอบตั้งแต่แรกอยู่แล้วหรือ ?"
"ในมุมของ Spock : การสร้างบททดสอบที่ ""ไม่มีทางชนะ"" คือเรื่องตรรกะล้วนๆ
เพราะในจักรวาลมีความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่จริง ดังนั้นการจำลองความตายจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
ในมุมของ Kirk (และการ Hack) : การที่ Spockจงใจเขียนโปรแกรมให้เราแพ้(Rigged) มันคือการทำลายตรรกะของการทดสอบ
เพราะบททดสอบที่ดีควรมีทางออก (Solution) การที่ Kirk เข้าไปแก้ไข Code จึงเป็นการทำให้บททดสอบกลับมา ""มีทางออกที่สมเหตุสมผล"" อีกครั้ง
การกระทำของKirkเปรียบเทียบได้กับการจัดระเบียบตรรกะใหม่ตามวิถีชาววัลแคน (Vulcan Way) เพื่อให้บททดสอบกลับมาอยู่ในภาวะที่สามารถแก้ไขได้อีกครั้ง"
"ต้องออกตัวให้ชัดเจนก่อนว่าผมไม่ชอบการโกง ไม่ชอบคนโกง และไม่สนับสนุนการโกงทุกรูปแบบ
ในโลกที่เราถูกสอนให้เดินตามกฎ แต่จะเป็นอย่างไรหากกฎนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้เราล้มเหลว?
การทำตามกฎในสถานการณ์ที่อยุติธรรม อาจไม่ใช่ความซื่อสัตย์ แต่อาจเป็นการยอมจำนนต่อความผิดพลาดของระบบหรือเปล่า ?
เมื่อโลกแห่งความจริง (หรือผู้คุมสอบ) ตั้งใจ""โกง""กติกาพื้นฐานของความยุติธรรมด้วยการจงใจให้เราแพ้แน่ๆ
การที่เรา ""Hack"" ระบบเพื่อหาทางรอดจึงไม่ใช่การทุจริตแต่เป็นการ ""คืนสมดุลให้แก่ตรรกะ"" (Restoring Logical Balance) หรือไม่ ?
อาจเป็นคำถามเชิงปรัชญาที่ท้าทายกรอบศีลธรรมที่สุดคำถามหนึ่งของมนุษยชาติ"
ผมอยากนำพาท่านไปสู่ "สถานการณ์ที่ไม่มีทางชนะ" (no-win situation) อันหลากหลาย ที่ผมพอจะเก็บรวบรวมมาจากประสบการณ์ส่วนตัวจากการอ้างอิงแหล่งต่างๆ
ทั้งจากภาพยนตร์, มังงะ, ประวัติของบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง, การแก้ไขปัญหาทางวิศวกรรม, การพัฒนาทางการแพทย์และเภสัชกรรม
ด้วยความที่เป็นวิศวกรที่เนิร์ดหนังsci-fiและอะไรที่เป็นวิศวกรรมเอามากๆ
ในบางบทผมอาจเพิ่มเติมมุมมองทางวิศวกรรม(Chief Engineer's Log) เข้าไปที่ท้ายบทด้วย เพื่อให้เห็นภาพของสถานการณ์นั้นชัดเจนยิ่งขึ้น
ุผู้อ่านที่ไม่ชอบสมการคำนวณซับซ้อนหรือรู้สึกว่าอ่านแล้วมึนงงว่าคนเขียนมันเมาอะไรมารึเปล่าเนี่ย
สามารถข้ามส่วนนั้นไปได้เลยครับ ไม่ทำให้เสียอรรถรสการอ่านแต่อย่างใด
สังเกตว่าผมไม่ได้ตั้งชื่อหัวข้อ how to win the no-win situation แต่ผมเลือกใช้คำว่า how to deal with แทน
เพราะในโลกความเป็นจริง หลายครั้งเราไม่อาจคว้าชัยชนะแบบ 100% ได้เสมอไป
บางศึกเราอาจต้องยอมเสียสละบางอย่างเพื่อรักษา 'ส่วนรวม' หรือ 'ตัวตน' ของเราไว้
เป้าหมายจึงไม่ใช่การเอาชนะเกมที่ถูกล็อคผลลัพธ์เอาไว้แล้ว แต่คือการผ่านสถานการณ์นั้นไปให้ได้โดยเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด
ผมเชื่อว่าชีวิตของมนุษย์เรานั้นซับซ้อนและเต็มไปด้วยทางเลือกตั้งแต่วัยเยาว์จนแก่ชรา
ทั้งตัวเลือกเล็กๆในชีวิตประจำวันอย่างวันนี้จะกินอะไรดี ไปจนถึงเรื่องใหญ่โตระดับเปลี่ยนชีวิตเราได้ อย่างการเลือกเรียน เลือกที่ทำงาน เลือกคู่ชีวิต
บางครั้งการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ดูจากดาวอังคารยังรู้เลยว่ายังไงก็แพ้แน่ๆ อาจไม่ใช่ความบ้าบิ่นมุทะลุ
แต่หลายครั้งหากเราลองเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหานั้น เราอาจพบหนทางแก้ไขที่ไม่เคยคิดถึงมากก่อน หรืออาจเป็นหนทางที่ทำให้เราเจ็บปวดน้อยที่สุด
สำคัญที่สุดคือเมื่อเวลาผ่านไปแล้วเรามองย้อนกลับมา เราจะไม่นึกเสียใจที่ได้เลือกแบบนั้น "เราจะภาคภูมิใจในการตัดสินใจนั้นเสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่
และกล้าพูดกับตัวเองดังๆชัดๆว่า 'ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ ฉันก็จะเลือกแบบเดิม
ดังคำกล่าวสุดคลาสสิคของ Captain Kirk
"I don't believe in the no-win scenario."
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย