3 ชั่วโมงที่แล้ว • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

Chief Engineer’s Log : Ep.1 Technical Breakdown

"ในฐานะวิศวกร เมื่อผมมองดูกองทหารม้าของอังกฤษที่กำลังควบเข้ามา สิ่งที่ผมเห็นไม่ใช่แค่ ""กองทัพ""
แต่ผมเห็น""มวลที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง"" ที่มาพร้อมกับพลังงานมหาศาล ซึ่งพร้อมจะเปลี่ยนสถานะทุกอย่างที่ขวางหน้าให้กลายเป็นเศษซาก
"การเปลี่ยนพลังงานจลน์ให้เป็นพลังงานทำลายล้างตัวเองในฉากนี้
William Wallace ไม่ได้แค่ใช้ ""ความกล้า"" แต่เขาใช้ ""ความยาวและจุดรับแรง"" เพื่อแก้สมการฟิสิกส์ที่ทหารราบเสียเปรียบมาตลอด
เขาไม่ได้สั่งให้ทหารรอความตาย แต่เขาสั่งให้ทหารรอ""จังหวะ""ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรกลสงคราม
เครื่องจักรกลเปลี่ยนพลังงานของศัตรูให้กลายเป็นอาวุธสังหารศัตรูเอง
นี่คือตัวอย่างของการ Deal with no-win situation ด้วยการใช้ฟิสิกส์พื้นฐานมาเอาชนะแสนยานุภาพที่เหนือกว่า"
 
"หอกยาว" หรือ Pike (หรือ Schiltron ในบริบทของชาวสก๊อตแลนด์)
 
"1. การถ่ายเทแรงและพลังงาน (Force & Energy Transfer)
จุดที่เจ๋งที่สุดของการใช้หอกยาวสกัดทหารม้าคือการเปลี่ยน Boundary Condition ของระบบ
Fixed Support (จุดรองรับแบบยึดแน่น) : หากทหารราบถือหอกด้วยมือเฉยๆ แรงปะทะจะถูกส่งผ่านแขน ไหล่ และขา
ซึ่งกระดูกและกล้ามเนื้อคนมีขีดจำกัด (Yield Strength) ต่ำมากเมื่อเทียบกับแรงม้า
แต่การ ""ปักโคนหอกลงดิน"" คือการเปลี่ยนให้ ""พื้นโลก"" เป็นผู้รับแรงปะทะแทน
ลองจินตนาการถึงแรงปะทะที่ทหารราบสก๊อตแลนด์ต้องเจอ
Mass (m): ม้าศึกรวมทหารและชุดเกราะหนักประมาณ 600 kg
Velocity (v): ความเร็วขณะ Charge อยู่ที่ประมาณ 10 m/s (36 km/h)
เมื่อคำนวณหาพลังงานจลน์ Kinetic Energy (KE) Conversion : พลังงานจลน์ของม้าที่พุ่งมาด้วยความเร็ว (v)
พลังงานทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนเป็นแรงกดมหาศาลที่ปลายหอกในเสี้ยววินาที โดยที่ฝั่งทหารราบแทบไม่ต้องออกแรงเลย
เพียงแค่ประคองหอกให้ตั้งฉากกับเวกเตอร์แรงที่พุ่งเข้ามาเท่านั้น"
พลังงาน 30,000 จูลที่พุ่งเข้ามาเปรียบได้กับการถูกรถยนต์ขนาดเล็กพุ่งชนด้วยความเร็วเท่ากัน
แรงระดับนี้เกินกว่าที่กระดูกและกล้ามเนื้อของมนุษย์ (Biological System) จะรับไหว
การยืนถือดาบสั้นรอรับจึงเป็น No-Win Scenario อย่างแท้จริง
เรามาลองจำลองเหตุการณ์ (Scenario) เมื่อม้าศึกหนัก 600 kg พุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว 10 m/s
และหอกเสียบทะลุเข้าไปในตัวม้าลึก 0.5 เมตร (ระยะเบรก s) จนหยุดสนิท เสี้ยววินาทีนั้นจะเกิด ""แรงปะทะ"" มหาศาลขนาดไหน
1.1) มุมมองด้านงานและพลังงาน (Work-Energy Theorem)
กฎทางกลศาสตร์ที่ว่า ""งานที่ทำ (W) เท่ากับการเปลี่ยนแปลงของพลังงานจลน์ (ΔKE)"" เพื่อหาแรงต้านเฉลี่ย (F) ที่ระบบต้องรับ
"1.2) มุมมองด้านแรงและความเร่ง (Newton's Second Law)
มาดูว่าในเสี้ยววินาทีนั้น ม้าต้องเจอกับ ""ความเร่ง"" (ความหน่วง) มหาศาลแค่ไหน
สมการหาความเร่ง (a) จากการเคลื่อนที่แนวตรงตอนเรียนฟิสิกส์ม.ปลาย (ใครจำกันได้บ้าง ส่วนผมคืนครูไปหมดละ..แฮร่)"
แรงหน่วงมหาศาลนี้คิดเป็นประมาณ 10G หรือ 10 เท่าของแรงโน้มถ่วงโลก
"จากกฎการเคลื่อนที่ข้อที่สองของนิวตัน (Newton's Second Law) ""ผลรวมของแรงกระทำ เท่ากับ มวลคูณความเร่ง""
(ในกรณีนี้เรียกเป็นความหน่วงแทนก็ได้ เพราะเป็นการลดความเร็วลงจนเป็นศูนย์อย่างรวดเร็ว)
"จะเห็นว่าจากทั้ง 2 มุมมอง 1.1) และ 1.2) เราจะเห็นว่าแรงปะทะของทหารม้าที่วิ่งเข้ามาสูงถึง 60,000 N
แรงปะทะ 60,000 N นี้เทียบเท่ากับน้ำหนักประมาณ 6 ตัน ! (นึกภาพรถบรรทุก6ล้อพุ่งเข้าชนเรา)
- ถ้าทหารราบตั้งรับโดยถือหอกด้วยมือ : แขนมนุษย์จะถูกแรง 6 ตันกระแทกเข้าไปพร้อมกันทั้งร่าง ผลคือกระดูกแหลกละเอียดทันที (No-Win ตุยเย่คาที่)
- เมื่อปักหอกลงดิน : แรง 6 ตันนี้จะวิ่งผ่าน Linear Axis ของหอกลงสู่พื้นดิน ทหารราบทำหน้าที่เป็นแค่ ""ตัวประคอง"" (Support) ไม่ให้หอกล้มเท่านั้น
"2. การเปลี่ยนจุดรองรับ (Redesigning the Support)
สิ่งที่ William Wallace ทำคือการ ""เปลี่ยนกติกาทางฟิสิกส์""
เขาเปลี่ยนระบบจาก Cantilever Support (แขนมนุษย์ที่ยึดกับไหล่)
ให้กลายเป็น Fixed Support (โคนหอกที่ปักลงกับพื้นโลก)
แรงปะทะ (F) : แทนที่จะถูกส่งผ่านเข้าสู่ร่างกายคน แรงทั้งหมดจะถูกถ่ายเทลงสู่พื้นดินโดยตรงผ่านแนวแกนของไม้ (Axial Loading)
Structural Advantage: ตราบใดที่ไม้ไม่เกิดการโก่งเดาะ (Buckling) โลกทั้งใบจะเป็นคนรับแรงปะทะนั้นแทนทหารราบ
3. สมการการโก่งตัวและการรับแรง (Column Buckling)
ทำไมหอกต้องทำจากไม้ ""Ash"" (ไม้แอช) หรือไม้ที่มีความยืดหยุ่นสูง?
ในทางวิศวกรรม หอกยาวคือ Long Column (เสายาว) ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิด Buckling (การโก่งเดาะ) ตามสมการของ Euler
Pcr (Critical Load) : แรงกดสูงสุดที่หอกจะรับได้ก่อนที่จะเกิดการ "โก่งเดาะ"(Buckling) ถ้าแรงม้าพุ่งเข้ามาเกินค่านี้ หอกจะโก่งงอเป็นคันศรและหักทันที
E (Young's Modulus) : ไม้ต้องมีความยืดหยุ่นพอที่จะไม่หักเปรี้ยงทันทีเมื่อโดนกระแทก (Ductility) แต่ต้องแข็งแรงพอจะแทงทะลุเกราะได้ เช่น ไม้แอช
I (Moment of Inertia) : ค่าความแข็งแรงของหน้าตัดหอก ยิ่งหอกอ้วนหนา ค่า I ก็จะยิ่งสูง ทำให้รับแรงได้มากขึ้น รวมถึงหน้าตัดของหอกต้องสมมาตรเพื่อให้รับแรงได้ทุกทิศทาง
L (Length) : ความยาวของหอก ยิ่งยาวมาก (แบบที่ Wallace ใช้เพื่อให้ Reach ยาวกว่าทวนอังกฤษ) ค่าตัวหารก็จะยิ่งเยอะ ทำให้ Pcr ต่ำลง
นั่นคือยิ่งหอกยาว ยิ่งเกิด Bucklingได้ง่าย (หอกหักง่ายขึ้น) แต่ Wallace ยอมใช้ความยาว(L)ที่มากขึ้นนี้แลกกับการแก้ปัญหาเรื่อง Reach(ระยะเอื้อม)
K (Effective Length Factor) : ตัวคูณสภาพการยึดปลายหอก การที่ Wallaceให้ทหารปักโคนลงดินและใช้เท้าเหยียบไว้
คือการพยายามทำให้ค่าKต่ำที่สุด เพื่อเพิ่มค่าPcrให้สูงที่สุดนั่นเอง
Engineering Strategy : การที่ Wallace ให้ทหารยืนเบียดกันแน่น (Phalanx/Schiltron) คือการช่วยลดระยะอิสระของหอกแต่ละเล่ม
และสร้าง ""กำแพงความแข็งเกร็ง"" (Stiffness Wall) ที่ม้าไม่สามารถหาช่องว่างเพื่อแทรกตัวเข้าไปได้
"4. ระยะเอื้อมและความได้เปรียบเชิงมิติ (The Reach Equation)
กลยุทธ์หอกยาว (Pike) คือการสร้าง Buffer Zone ที่กว้างขึ้น
Reach (ระยะเอื้อม) : หอกยาว 5 เมตร สกัดทหารม้าได้ก่อนที่ทวนยาว 3 เมตรของอังกฤษจะเอื้อมถึง
นี่คือการเปลี่ยนกฎของเกมจาก ""ใครแรงเยอะกว่าชนะ"" เป็น ""ใครยาวกว่าและถึงก่อนชนะ"""
 
"5. วัสดุศาสตร์ (Material Science)
Material : การเลือกใช้ไม้ที่มีความเหนียวและยืดหยุ่นสูง (Ductility)อย่างไม้แอช ช่วยให้หอกไม่หักทันทีเมื่อเกิดการปะทะ (Impact Loading)
แต่จะค่อยๆ ดูดซับพลังงานและแทงทะลุเป้าหมายไปตามแรงเฉื่อยของศัตรูเอง ไม้แอช (Ash Wood)จึงเป็นวัสดุยอดนิยมในยุคนั้น
เพราะมี High Strength-to-Weight Ratio และที่สำคัญคือมี Shock Absorption ที่ดีเยี่ยม (คล้ายกับด้ามค้อนในปัจจุบัน)
มันสามารถดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากการปะทะไม่ให้สะท้อนกลับมาหักแขนคนถือได้
หัวหอก (Spearhead) : มักออกแบบเป็นรูปทรงเหลี่ยม (Diamond section) เพื่อเพิ่มความแข็งเกร็ง (Torsional Rigidity) ไม่ให้ปลายหอกบิดงอเวลาแทงโดนแผ่นเหล็กหรือกระดูกม้า"
โฆษณา