เมื่อวาน เวลา 01:51 • ไลฟ์สไตล์

เมื่อปริญญาไม่ใช่สิ่งสุดท้าย-ทำไมคนสิงคโปร์เลือกงาน “ต่ำกว่าวุฒิ” แต่ “ฮีลใจ” แล้วเด็กไทยหล่ะ?

ข่าวจาก South China Morning Post (SCMP) กำลังนำเสนอเทรนด์ที่น่าสนใจในสิงคโปร์ เมื่อบัณฑิตจบใหม่จำนวนไม่น้อยเริ่มหันหลังให้กับงานออฟฟิศที่ดูโก้หรู หรือสายงานที่ตรงตามวุฒิการศึกษา แล้วเลือกก้าวเข้าสู่เส้นทางที่สังคมเคยเรียกว่า “งานระดับล่าง” หรืองานที่ใช้ทักษะต่ำกว่าที่เรียนมา (Underemployment) เพียงเพราะพวกเขารู้สึกว่า "ไม่เครียด สบายใจ" หรือ “มันมีความหมายต่อใจมากกว่า”
➡ เกิดอะไรขึ้นในสิงคโปร์? (สรุปเนื้อหาข่าว จาก SCMP)
ในสิงคโปร์ บัณฑิตรุ่นใหม่ให้นิยามของคำว่า “ความสำเร็จ” ต่างออกไปจากคนรุ่นพ่อแม่
ทำให้เกิดทางเลือกที่มาจากความสมัครใจ และพบว่าหลายคนไม่ได้ถูกบังคับให้ต้องทำงานต่ำกว่าวุฒิ หรือทำงานในสายงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับใบปริญญาที่ได้รับมา แต่พวกเขาก็ “เลือก” เอง เช่น บัณฑิตด้านรัฐศาสตร์ที่หันไปเป็นช่างทำผม หรือจบวิศวกรรมแต่ไปทำงานดูแลสัตว์ เพราะพวกเขาต้องการความสุขจากการได้เห็นผลลัพธ์ของงานที่เป็นรูปธรรมและไม่ต้องเผชิญกับภาวะ Burnout ต่างๆ ที่เกิดจากการทำงาน
ทำไมพวกเขาเลือกทำงานในแบบนั้นได้ ส่วนหนึ่งเพราะประเทศสิงคโปร์ มีการพัฒนาระบบสวัสดิการจนเกิดเป็นความมั่นคงที่เอื้อทำให้เด็กจบใหม่เลือกงานแบบนั้นได้ และสิงคโปร์มีระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แม้จะเป็นงานที่ไม่ต้องใช้ปริญญา แต่ค่าตอบแทนขั้นพื้นฐานยังเพียงพอต่อการดำรงชีวิต และมีสวัสดิการรัฐที่รองรับคุณภาพชีวิตพื้นฐาน ทำให้พวกเขากล้าที่จะ “ลอง” ใช้ชีวิตตามความฝัน
ทำให้เกิดเป็นค่านิยมที่เปลี่ยนไป ---> การทำงานที่สร้างความสุขทางใจ (Personal Fulfillment) เริ่มมีน้ำหนักมากกว่าสถานะทางสังคม (Social Status)
➡ ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย: เลือกได้ หรือ จำใจเลือก?
ในขณะที่บัณฑิตสิงคโปร์ใช้การทำงานต่ำกว่าวุฒิเป็น “ทางเลือก” เพื่อค้นหาความหมายของชีวิต แต่สำหรับเด็กจบใหม่ในไทย สถานการณ์กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
1. สถิติที่น่ากังวล:
จากข้อมูลย้อนหลังของไทย พบว่ากลุ่มที่ครองสถิติว่างงานสูงสุดคือ "กลุ่มผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี"
เด็กจบใหม่มักต้องเผชิญกับสภาวะ Skills Mismatch หรือทักษะที่เรียนมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน
โครงสร้างเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่ยังพึ่งพาอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานราคาถูก หรือภาคบริการที่ไม่ซับซ้อน ทำให้ตำแหน่งงานที่รองรับทักษะระดับสูง (High-skilled jobs) มีจำกัด
2. ภาวะจำใจทำงานต่ำกว่าวุฒิ:
ในไทย บัณฑิตจำนวนมากต้องไปทำงานขายของออนไลน์ ไรเดอร์ส่งอาหาร หรือลูกจ้างชั่วคราว ไม่ใช่เพราะต้องการ “ค้นหาความหมาย” ในช่วงแรกเสมอไป แต่เป็นเพราะ “ไม่มีงานตรงสายให้ทำ” หรือถ้ามี ค่าแรงก็ไม่เพียงพอต่อการครองชีพในเมืองใหญ่เมื่อเทียบกับภาระหนี้สิน (เช่น หนี้ กยศ.)
➡ ความเหลื่อมล้ำของ “ตาข่ายรองรับ” (Safety Net)
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ถ้าเด็กจบใหม่สิงคโปร์ล้มหรืออยากเปลี่ยนใจกลับมาทำงานที่ตรงกับวุฒิการศึกษา พวกเขายังมีโครงสร้างพื้นฐานของรัฐคอยพยุง แต่สำหรับเด็กไทย การว่างงานหรือการทำงานผิดประเภทอาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาทักษะวิชาชีพในระยะยาว และการติดกับดักรายได้ปานกลางอย่างถาวร
💡บทสรุปและคำถามถึงอนาคต
เทรนด์จากสิงคโปร์สะท้อนให้เห็นว่า “ความสุขในการทำงาน” เป็นเรื่องสำคัญ แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ โครงสร้างเศรษฐกิจต้องเอื้ออำนวยด้วย
คำถามที่น่าคิดก็คือ:
สำหรับคนไทย: เราพร้อมหรือยังที่จะเลิกตัดสินคนจากหัวโขนหรือใบปริญญา และยอมรับว่าทุกอาชีพมีความศักดิ์ศรีเท่ากันตราบเท่าที่มันสร้างคุณค่า?
สำหรับหน่วยงานรัฐและภาคการศึกษา: ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะปฏิรูปหลักสูตรให้ก้าวทันโลก? และที่สำคัญกว่านั้น คือการสร้าง “นิเวศทางเศรษฐกิจ” ที่หลากหลายพอจะรองรับความฝันของเด็กจบใหม่ ไม่ใช่ปล่อยให้พวกเขาต้องสู้เพียงลำพังในตลาดแรงงานที่ทางเลือกน้อยลงทุกที รวมทั้งทำให้ระบบสวัดิการของรัฐสามารถทำให้ประชาชนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นั่นต้องรวมไปถึงระบบการจัดเก้บภาษีรายได้ของรัฐ และกำจัดคอรับชั่นของหน่วยงานรัฐด้วย
คุณคิดว่า... ในวันที่โลกเปลี่ยนไปเช่นนี้ เด็กไทยควรปรับตัวอย่างไร? และรัฐบาลควรทำอะไรให้เป็นรูปธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่?
#สิงคโปร์ #ตลาดแรงงาน #เด็กจบใหม่ #การศึกษาไทย #Blockdit #การพัฒนาตนเอง #เศรษฐกิจไทย
โฆษณา