Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
nothing but movie
•
ติดตาม
14 พ.ค. เวลา 03:12 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
Dodes’ka-den และตรอกในโลกมายา
อาคิระ คุโรซ่าว่าในช่วงวัยยี่สิบต้นๆมีความหวังว่าจะเป็นจิตรกร เขาออกจากบ้านพ่อแม่มาอยู่คนเดียวในโตเกียว โดยบอกกับพ่อว่าจะมาอยู่กับพี่ชายที่เขาสนิทและมีอิทธิพลทางความคิดต่อเขามากที่สุด แต่จริงแล้วเขาออกมาอยู่คนเดียว คุโรซาว่าในวัยนั้นวาดภาพประกอบให้หนังศือฝ่ายซ้ายบ้าง ถูกตำรวจลับตามประกบบ้าง ศึกษาแนวคิดฝั่งซ้าย แล้วก็พบว่าตนเองไม่ใช่ เลยออกจากขบวนการแล้วก็พบว่าตนเองถังแตก ป่วยหนัก และสุดท้ายก็มาลงเอยอยู่ที่บ้านเช่าโกรมๆของพี่ชาย ในตรอกซอมซ่อ แต่เข้ากลับค้นพบความงามในโลกที่ยากไร้และโหดร้าย
ใน Dodes’ka-den หนังสือของคุโรซาว่า ผมรู้สึกว่าคุโรซาว่าพาเราเข้าไปยืนอยู่ใน ตรอก แคบ ๆ โทรมๆ แห่งหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะมีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ การหยอกล้อ และความเป็นอยู่เรียบง่ายของผู้คน แต่เมื่อมองลึกลงไป ความครึกครื้นนั้นกลับปกปิดบางสิ่งที่หนักอึ้ง ความรุนแรง ความสิ้นหวัง และชีวิตที่แทบไม่มีทางเลือก อันเป็นประสบการณ์ในช่วงวัยหนุ่มของเขา ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็น “ฉบับย่อ” ของประสบการณ์เดียวกันในบรรยากาศและความจริงที่คุโรซาว่าพยายามจะสื่อ
ทั้งสองพื้นที่ ทั้งตรอกในเรื่องเล่าจากความจริง และสลัมในภาพยนตร์ล้วนเป็นพื้นที่ผู้คนหลากหลายชีวิตถูกบีบให้มาอยู่รวมกัน พวกเขามีทั้งความขบขัน ความสัมพันธ์ และจังหวะชีวิตเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนจะดำเนินไปได้ แต่ทั้งหมดนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เปราะบางอย่างยิ่ง เพียงแค่เหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ก็พร้อมจะเผยให้เห็นอีกด้านที่มืดกว่าเดิม
สิ่งที่ทำให้สองโลกนี้เชื่อมถึงกันอย่างลึกซึ้ง คือการที่ตัวละครไม่ได้หลุดพ้นจากสภาพของตนเองได้จริง ในตรอกของเรื่องจริงๆ นั้น เด็กคนหนึ่งยอมให้ตัวเองถูกมัดไว้ เพราะรู้ว่าหากไม่เป็นเช่นนั้น เธอจะถูกทำร้ายหนักกว่าเดิม ความช่วยเหลือจากคนนอกจึงแทบไม่มีความหมาย ส่วนใน Dodes’ka-den เด็กชายอีกคนเลือกจะเชื่อว่าตัวเองกำลังขับรถรางอยู่ทุกวัน เขาสร้างโลกขึ้นมาเพื่ออาศัยอยู่ในนั้น แม้มันจะไม่จริงเลยก็ตาม
สองกรณีนี้ดูต่างกัน หนึ่งคือการยอมจำนนต่อความจริง อีกหนึ่งคือการหลบหนีเข้าไปในจินตนาการ แต่แท้จริงแล้วมีรากเดียวกัน นั่นคือการไม่มีทางเลือก ในโลกที่ไม่เปิดโอกาสให้หลุดพ้น การอยู่รอดจึงไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาแต่หมายถึงการหาวิธีทนอยู่กับมันให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยการกดรับความเจ็บปวด หรือการสร้างภาพลวงขึ้นมาปลอบประโลมตัวเอง
ภาพยนตร์ของคุโรซาวะอาจดูมีสีสันกว่าความจริง มีความเป็นนิทานมากกว่า แต่ยิ่งสีสันจัดจ้านเท่าไร ความว่างเปล่าที่ซ่อนอยู่ข้างในก็ยิ่งชัดขึ้นเท่านั้น ขณะที่เรื่องเล่าในตรอกนั้นเรียบง่ายกว่า ตรงไปตรงมา และเย็นชาในแบบของมันเอง สุดท้ายแล้ว ทั้งสองไม่ได้กำลังเล่าเรื่องคนยากไร้ที่หาทางออกไม่ได้เพียงอย่างเดียว แต่กำลังชี้ให้เห็นข้อจำกัดของชีวิตมนุษย์ เมื่อเงื่อนไขบางอย่างบีบคั้นจนไม่มีทางออก
คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราจะหนีได้หรือไม่ แต่คือ เมื่อหนีไม่ได้แล้ว เราจะอยู่ต่อไปอย่างไร และบางที คำตอบที่ได้ อาจไม่ใช่สิ่งที่สวยงามเลยก็ได้
แม้คุโรซาว่าจะจบเนื้อหาในหนังสือ บางเรื่องที่เหมือนอัตชีวประวัติ ไปก่อนที่หนัง Dodes'kaden จะสร้างก็ตาม แต่หลายเรื่องราวที่เขาเขียนในหนังสือนั้นได้ปะติดปะต่อกันพอดีจริงๆ ขอเรียบเรียงสิ่งที่คุโรซาว่าเขียนไว้ใน Something Like an Autobiography ดังนี้ครับ
[ ตรอกในโลกมายา
ระหว่างทางจากคางุระซากะไปยังที่สุานกักกัน มีตรอกเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ราวกับหลุดมาจากอีกยุคหนึ่ง แม้ประตูบ้านจะเปลี่ยนเป็นกระจกไปแล้ว แต่บ้านแถวสามห้องที่เรียงติดกันนั้น แทบไม่ต่างจากสมัยศักดินาเลยสักนิด พี่ชายของฉันอาศัยอยู่ที่นั่น กับผู้หญิงคนหนึ่งและแม่ของเธอ
หลังจากฉันหายป่วยพอจะออกจากห้องได้ ฉันก็ย้ายมาอยู่แถวนั้น วันที่ฉันไปโผล่หลังเวทีของโรงภาพยนตร์ Cinema Palace ครั้งแรก พี่ชายถึงกับชะงัก เขามองฉันอย่างตกใจแล้วถามทันทีา “อากิระ เกิดอะไรขึ้น เธอไม่สบายหรือเปล่า”
ฉันส่ายหน้า บอกไปแค่ว่าเหนื่อยนิดหน่อย แต่เขาไม่เชื่อ เขามองฉันอีกครั้งก่อนจะพูดเรียบ ๆ ว่า “แบบนี้ไม่ใช่นิดหน่อยแล้ว มาพักที่บ้านฉันเถอะ”
ตั้งแต่นั้น ฉันก็ต้องพึ่งพาเขาอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะย้ายไปเช่าห้องใกล้ ๆ แต่ถึงอย่างนั้น เวลาที่ฉันตื่นอยู่เกือบทั้งหมดก็ยังหมดไปที่บ้านของพี่ชาย คำโกหกที่ฉันเคยบอกพ่อแม่ไว้ ว่าจะมาอยู่กับพี่ชาย ตอนนี้มันกลายเป็นความจริงไปแล้ว
ตรอกนั้นให้ความรู้สึกเหมือนฉากในเรื่องเล่าของนักเล่านิทาน ไม่มีน้ำประปา มีเพียงบ่อน้ำให้ตักใช้ คนแถวนั้นล้วนเป็นชาวโตเกียวแท้ ๆ แบบเก่า พูดจาโผงผางแต่มีชีวิตชีวา พี่ชายของฉันในที่แห่งนี้ดูเหมือนตัวละครแบบซามูไรไร้นาย ได้รับทั้งความเกรงใจและความเคารพจากคนรอบข้าง บ้านแต่ละหลังคับแคบ มีแค่พื้นที่เล็ก ๆ ด้านหน้า ห้องเสื่อทาทามิหกเสื่อด้านใน และครัวกับห้องน้ำอยู่ด้านหลัง ตอนแรกฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงเลือกอยู่ที่แบบนี้ แต่พออยู่นานเข้า ฉันกลับเริ่มมองเห็นเสน่ห์บางอย่างของมัน
ผู้คนที่นี่มีทั้งช่างไม้ ช่างปูน คนงานก่อสร้าง และคนที่ไม่มีงานแน่นอน แต่ไม่ว่าใครก็พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างน่าประหลาด ชีวิตที่ควรจะหนักหนากลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการหยอกล้อ แม้แต่บทสนทนาธรรมดาก็แฝงอารมณ์ขัน
“เช้านี้ฉันนอนอาบแดดอยู่ดี ๆ ที่นอนจากบ้านข้าง ๆ ลอยออกมา แล้วเจ้าของก็ตามออกมาด้วย เมียเขาคงทำความสะอาดแรงไปหน่อย”
ในความคับแคบนั้น บางคนยังต่อเติมห้องใต้หลังคาเล็ก ๆ ไว้ปล่อยเช่า หนึ่งในนั้นมีชายหนุ่มขายปลา ทำงานหนักทั้งเดือน แล้วพอได้เงินก็แต่งตัวดีออกไปเที่ยวผู้หญิง ราวกับว่านั่นคือรางวัลเดียวในชีวิต
สำหรับฉัน ทุกอย่างดูเหมือนภาพในนิยายเก่า ๆ เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กน้อยที่มีชีวิต คนแก่ในละแวกนี้มักทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามโรงเล่านิทานหรือโรงหนัง และบางคนก็มีบัตรผ่านที่เอาไปปล่อยเช่า ฉันเลยได้โอกาสดูหนังกับฟังนิทานแทบทุกวัน แถวนั้นมีทั้งโรงหนังต่างประเทศและโรงหนังญี่ปุ่น รวมถึงโรงเล่านิทานอีกหลายแห่ง พี่ชายยังพาฉันไปรู้จักคนในวงการ ทำให้ฉันเข้าออกโรงต่าง ๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น
ฉันได้ดูทั้งหนัง ตลก ละครใบ้ หนึ่งในการแสดงที่ยังติดอยู่ในใจคือเรื่องของคนโง่ที่ยืนมองพระอาทิตย์ตก มันเรียบง่าย แต่กลับเศร้าอย่างประหลาด ในช่วงนั้น หนังพูดเริ่มเข้ามาแทนที่หนังเงียบอย่างรวดเร็ว และนั่นทำให้อาชีพทำบรรยายและพสกย์หนังของพี่ชายเริ่มสั่นคลอน ถึงตอนแรกเขาจะยังมีที่ยืนอยู่ แต่การเปลี่ยนแปลงก็ค่อย ๆ คืบเข้ามาอย่างเงียบ ๆ
ขณะเดียวกัน ฉันก็เริ่มมองเห็นอีกด้านของตรอกนี้ ด้านที่ไม่เคยถูกพูดถึง ใต้ความครึกครื้น มีเรื่องน่ากลัวซ่อนอยู่ มีชายชราทำร้ายหลานสาว มีผู้หญิงที่ขู่จะฆ่าตัวตายทุกคืน ก่อนจะลงเอยด้วยการกระโดดบ่อน้ำจริง ๆ มีเด็กที่ถูกทำร้ายเหมือนในนิทานโหดร้าย
วันหนึ่ง ขณะที่ฉันอยู่ที่บ้านพี่ ผู้หญิงข้างบ้านวิ่งเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก เธอบอกว่าเพื่อนบ้านกำลังทรมานลูกเลี้ยง เธอแอบมองผ่านหน้าต่าง เห็นเด็กถูกมัดไว้กับเสา และถูกเผาที่ท้องด้วยไฟจากสมุนไพร ขณะที่เธอกำลังเล่า ผู้หญิงคนนั้นกลับเดินผ่านหน้าบ้านด้วยท่าทีสุภาพ ยิ้มแย้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เมื่อกี้ยังเหมือนปีศาจ ตอนนี้ทำเป็นเรียบร้อย แม่มดชัด ๆ” เธอสบถ
ฉันไม่อยากเชื่อ แต่สุดท้ายก็ไปดูเอง เด็กคนนั้นถูกมัดอยู่จริง ๆ ฉันปีนเข้าไปแล้วแก้เชือกให้ แต่สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่ความโล่งใจ เด็กคนนั้นจ้องฉันด้วยสายตาแข็งกร้าว
“ทำอะไรของเธอ ใครขอให้ช่วย”
ฉันพูดไม่ออก เธอพูดต่ออย่างเย็นชา
“ถ้าไม่ถูกมัดไว้แบบนี้ ตอนเขากลับมา ฉันจะโดนหนักกว่าเดิม”
คำพูดนั้นเหมือนตบหน้าฉันเต็มแรง ต่อให้ปลดเชือก เธอก็หนีไปจากชีวิตนั้นไม่ได้ ความสงสารของคนอื่นไม่มีความหมายอะไรเลย
“รีบมัดฉันกลับเหมือนเดิม” เธอพูด ฉันลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ทำตาม
บางที นั่นอาจเป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำได้จริง ๆ หรืออาจเป็นแค่ข้ออ้างของคนอ่อนแออีกครั้งก็ได้]
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย