14 พ.ค. เวลา 09:48 • หุ้น & เศรษฐกิจ

TKN ดีด 4.17% หลัง Q1/69 กำไรแตะ 101 ลบ.

ชูกลยุทธ์ 3GO ลุยสร้างการเติบโต พร้อมกางแผนสู้ศึกต้นทุนบรรจุภัณฑ์พุ่ง
วันนี้ (14 พ.ค. 69) ราคาหุ้นของ TKN หรือ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ปรับตัวขึ้นตอบรับผลประกอบการไตรมาส 1/69 ที่ยังขยายตัวได้แม้รับรู้ค่าใช้จ่ายจากการหยุดธุรกิจ 71 หมูกระทะ
ล่าสุดราคาหุ้นอยู่ที่ 4 บาท เพิ่มขึ้น 0.16 บาท หรือ +4.17% จากวันก่อนหน้า
โดยบริษัทมีผลกำไรสุทธิไตรมาสที่ 1/69 จำนวน 101.1 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ 8.1% โดยได้รับปัจจัยบวกจากการมีสัดส่วนกำไรขั้นต้นต่อยอดขายที่สูงขึ้นด้วยการบริหารทั้งด้านรายได้และต้นทุนที่ดีขึ้น รวมถึงนำผลกำไรที่ดีขึ้นบางส่วนเพิ่มงบลงทุนด้านการตลาดในระยะยาวเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของตราสินค้าเถ้าแก่น้อยให้เป็นตราสินค้าที่รู้จักไปทั่วโลกตามกลยุทธ์ GO GLOBAL
ทั้งนี้ หากไม่รวมค่าใช้จ่ายครั้งเดียวที่เกิดขึ้นจากการหยุดธุรกิจ 71 หมูกระทะ บริษัทสามารถทำกำไรสุทธิได้เป็นสัดส่วนต่อยอดขายที่ 9.7%
สำหรับแนวโน้มและความท้าทายในช่วงที่เหลือของปี 2569 บริษัทประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั่วโลกในวงกว้าง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิตโดยตรง โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ ทำให้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์มีการปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 20%
อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดแคลนบรรจุภัณฑ์หรือ Supply Chain Shock รวมถึงผลกระทบด้านการขนส่งและประกันภัยที่ทำให้ต้นทุนการส่งออกสูงขึ้นตามความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ในด้านการบริหารจัดการเพื่อรองรับแรงกดดันดังกล่าว บริษัทมีมาตรการรับมือด้านราคาบรรจุภัณฑ์ในระยะสั้นด้วยการกระจายแหล่งซัพพลาย (Multi-sourcing) ทั้งในและต่างประเทศเพื่อเปรียบเทียบราคาและทำสัญญาซื้อขายเพื่อตรึงราคาในช่วงที่ยังไม่สูงมากนัก พร้อมทั้งเพิ่มปริมาณสินค้าคงเหลือมากขึ้นในช่วงที่การจัดหาตามห่วงโซ่อุปทานมีความผันผวน
ส่วนในระยะกลางได้เริ่มศึกษาการปรับขนาดซองให้กระชับกับตัวสินค้ามากขึ้น หรือ Reduce Headspace เพื่อลดการใช้พลาสติกและเพิ่มพื้นที่การขนส่งต่อลัง รวมถึงการปรับเปลี่ยนวัสดุทางเลือกและการบริหารปัจจัยภายในด้วยแผนฉุกเฉินที่รอบคอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
ขณะที่แผนการดำเนินงานหลักยังคงเน้นกลยุทธ์ 3GO คือ GO FIRM, GO BOARD และ GO GLOBAL แบบมีความยืดหยุ่น โดยในปี 2569 นี้จะมุ่งเน้นในสองแกนหลัก คือ การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และการเพิ่มผลกำไรเพื่อสร้างมูลค่าแก่ผู้ถือหุ้น ผ่านแนวทางดังนี้
1.การบริหารพอร์ตโฟลิโอและช่องทางการจำหน่าย โดยเน้นการขยายฐานธุรกิจและการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการสร้างแรงขับเคลื่อนในตลาดในประเทศด้วยสินค้าใหม่และการขยายไปสู่กลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่สาหร่าย (Non-seaweed) ตลอดจนการขยายตลาด Traditional Trade ผ่านตัวแทนจำหน่ายรายใหม่
สำหรับตลาดต่างประเทศจะเน้นการฟื้นตัวในจีน อินโดนีเซีย และสหรัฐอเมริกา พร้อมรุกตลาดกระแสหลักในอังกฤษและยุโรป โดยมี Global Ambassador เป็นตัวกลางสร้างการเข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลก นอกจากนี้ยังเปิดรับความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในด้านการจ้างผลิต (OEM) และการพิจารณาควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A)
2.การสร้างความแข็งแกร่งด้านผลกำไร โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการจัดการต้นทุนในแต่ละช่องทางจำหน่าย ด้วยการเลือกสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีและการใช้จ่ายทางการตลาดอย่างคุ้มค่า ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ทั้งการปรับปรุง Yield และลดความสูญเสียในกระบวนการ รวมถึงการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในการวางแผนอุปสงค์และอุปทานเพื่อลดสินค้าค้างสต๊อก
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่องผ่านวัฒนธรรมองค์กร GREAT Culture และการยกระดับขีดความสามารถของหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
โฆษณา