โจทย์ที่น่าสนใจกว่าคือ ถ้ามี AI แล้ว ขั้นตอนไหนไม่จำเป็นอีกต่อไป การอนุมัติแบบเดิมยังต้องมีทุกชั้นไหม รายงานบางประเภทควรถูกสร้างอัตโนมัติแทนการประชุมซ้ำหรือไม่ และข้อมูลที่เคยกระจัดกระจายควรถูกเชื่อมให้กลายเป็นระบบตัดสินใจแบบ real-time ได้อย่างไร
ธุรกิจที่ได้ประโยชน์จาก AI จึงไม่ใช่ธุรกิจที่ถามว่า จะเอา AI ไปใส่ตรงไหน แต่เป็นธุรกิจที่กล้าถามว่า ถ้าเริ่มออกแบบองค์กรใหม่ตั้งแต่วันนี้ โดยมี AI เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง เราจะยังทำงานแบบเดิมอยู่หรือเปล่า
เมื่อ AI เข้ามา ความท้าทายของผู้นำจึงไม่ใช่แค่การเลือกเครื่องมือ แต่คือการสร้างพื้นที่ให้ทีมตั้งคำถามกับวิธีทำงานเดิมได้อย่างปลอดภัย เพราะถ้าคนยังกลัวว่าการเสนอให้ตัดขั้นตอนบางอย่างออกจะกระทบตำแหน่ง กระทบอำนาจ หรือกระทบความสัมพันธ์ AI ก็จะกลายเป็นเพียงของใหม่ที่ถูกขังอยู่ในองค์กรเก่า
การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงอาจเริ่มจากการสำรวจงานที่กินเวลาแต่ไม่สร้างคุณค่า งานที่ต้องทำซ้ำเพราะระบบไม่เชื่อมกัน งานที่ต้องรอคนจำนวนมากทั้งที่ข้อมูลพร้อมแล้ว และงานที่ลูกค้าไม่ได้รู้สึกถึงคุณค่าจากมันเลย จากนั้นจึงใช้ AI เป็นตัวช่วยรื้อ สร้าง และออกแบบใหม่
AI ที่ดีต้องทำให้องค์กรเบาขึ้น ไม่ใช่ยุ่งขึ้น
ถ้าใช้ AI แล้วคนต้องมีงานเพิ่ม ต้องเรียนรู้เครื่องมือเพิ่ม แต่ workflow เดิมยังอยู่ครบ องค์กรอาจไม่ได้ transformation แต่อาจได้ภาระอีกชั้นหนึ่ง
ดังนั้นเป้าหมายของ AI ในองค์กรไม่ควรเป็นแค่ทำให้คนผลิตงานมากขึ้น แต่ควรทำให้องค์กรตัดสินใจดีขึ้น เคลื่อนตัวเร็วขึ้น ลดงานที่ไม่จำเป็น และเปิดพื้นที่ให้คนเอาเวลาไปทำสิ่งที่ต้องใช้ judgment ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจมนุษย์มากกว่าเดิม
ในยุคที่ทุกองค์กรพูดเรื่อง AI ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่ใครใช้เครื่องมือใหม่ก่อน แต่อยู่ที่ใครกล้าปลดล็อกวิธีทำงานเก่าก่อน