15 พ.ค. เวลา 03:01 • การศึกษา
มหาวิทยาลัยพะเยา

อัญมณีแห่งขุนเขา สู่กลิ่นหอมในขวดแก้ว

เมื่อ “คำมอกหลวง” ไม่ได้เป็นแค่ดอกไม้ป่า แต่กลายเป็นน้ำหอมที่มีวิทยาศาสตร์รองรับ
ภาพสร้างจาก AI เพื่อประกอบบทความ
ลองนึกภาพตัวเองกำลังเดินอยู่กลางป่าผลัดใบในช่วงปลายฤดูร้อน
ต้นไม้รอบตัวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง ใบไม้แห้งร่วงปกคลุมพื้นดิน เงียบสงบเสียจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านยอดไม้
แต่ท่ามกลางสีสันที่ซีดจางนั้น กลับมีต้นไม้ต้นหนึ่งโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน
ดอกสีเหลืองทองบานสะพรั่งเต็มต้น และก่อนที่คุณจะเดินเข้าไปใกล้ กลิ่นหอมหวานเย็นสดชื่นก็ลอยมาตามลมเสียก่อนแล้ว
ต้นไม้นั้นคือ “คำมอกหลวง”
หรือที่รู้จักในชื่อสากลว่า Golden Gardenia และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Gardenia sootepensis
ไม้พื้นถิ่นของไทยที่หลายคนอาจเคยผ่านตา แต่ไม่เคยรู้เลยว่า ภายใต้กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์นั้น กำลังซ่อนเรื่องราวที่เชื่อมโยงทั้งธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และงานวิจัยระดับสิทธิบัตรเอาไว้ด้วยกัน
ต้นไม้ที่มีคุณค่าตั้งแต่รากจนถึงดอก
ประโยชน์ของต้นคำมอกหลวง
คำมอกหลวงเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง พบมากในพื้นที่ภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะเชียงใหม่ ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ และพะเยา รวมถึงบางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สิ่งที่ทำให้ต้นไม้ชนิดนี้พิเศษ ไม่ใช่เพียงความสวยงามของดอกสีทอง แต่คือ “คุณค่า” ที่ซ่อนอยู่แทบทุกส่วนของต้น
ภูมิปัญญาชาวบ้านใช้แก่นไม้นำไปต้มดื่มเพื่อช่วยบรรเทาโรคเบาหวาน เนื้อไม้ใช้แก้โรคบิด เมล็ดใช้ต้มน้ำสระผมกำจัดเหา ส่วนรากและใบใช้ชงดื่มหรือช่วยขับเหงื่อแก้ไข้
แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุด คือ “ดอก”
ดอกคำมอกหลวงจะเริ่มบานในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน
แรกเริ่มมีสีขาว ก่อนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองและสีส้มเมื่อแก่ตัวขึ้น พร้อมปล่อยกลิ่นหอมที่แรงและกระจายได้ไกลอย่างน่าทึ่ง จนกลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ใครหลายคนจดจำต้นไม้ชนิดนี้ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สัมผัส
สมบัติที่มีอยู่ก่อนมหาวิทยาลัยจะถือกำเนิด
แผนที่แสดงจุดพบต้นคำมอกหลวง
เรื่องที่น่าสนใจคือ ก่อนที่มหาวิทยาลัยพะเยาจะก่อตั้งขึ้นเสียอีก ต้นคำมอกหลวงก็เติบโตอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มาก่อนแล้ว
เมื่อมีการสำรวจอย่างจริงจัง กลับพบต้นคำมอกหลวงที่ขึ้นเองตามธรรมชาติถึง 144 ต้น กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นลานคำมอกหลวง หน้าทางขึ้นพระพุทธภุชคารักษ์ หน้าโรงเรียนสาธิตฯ ป่าอนุรักษ์นกยูงไทย ป่าห้วยทับช้าง และอีกหลายจุด
จากต้นไม้พื้นถิ่นธรรมดา จึงกลายเป็น “อัตลักษณ์” ของพื้นที่โดยไม่รู้ตัว
มหาวิทยาลัยพะเยาไม่ได้เลือกเพียงแค่อนุรักษ์ แต่ยังเดินหน้าปลูกเพิ่มอีก 336 ต้น พร้อมเพาะกล้าความสูงประมาณ 1 เมตรไว้อีกกว่า 2,500 ต้น เพื่อขยายพื้นที่สีเขียวในอนาคต
ทั้งหมดนี้ดำเนินงานภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมหาวิทยาลัยพะเยาเข้าร่วมสนองพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง
กราฟฟิกแสดงจำนวนต้นคำมอกหลวง
จากป่า…สู่ห้องแล็บ
ภาพสร้างด้วย AI จำลองการสกัด
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าจำนวนต้นคำมอกหลวง คือสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์
ทีมนักวิจัยนำโดย ผศ. ดร.จักรินทร์ ศรีวิไล อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ได้เริ่มโครงการ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำหอมจากดอกคำมอกหลวง”
นี่ไม่ใช่เพียงการนำดอกไม้มาสกัดกลิ่นเพื่อทำน้ำหอมทั่วไป
แต่เป็นการศึกษาทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง ตั้งแต่วิธีการสกัด คุณภาพของน้ำมันหอมระเหย ฤทธิ์ทางชีวภาพ ความปลอดภัย ไปจนถึงความรู้สึกของผู้ใช้งานจริง
ทีมวิจัยทดลองสกัดน้ำมันหอมระเหยหลายวิธี ทั้งการหมักด้วยสารละลาย การทำ cold enfleurage แบบสมัยใหม่ และเทคนิค Supercritical Fluid Extraction (SFE) ที่ใช้คาร์บอนไดออกไซด์แทนตัวทำละลายเคมี
ผลลัพธ์ที่ได้คือ วิธี SFE สามารถให้น้ำมันหอมระเหยที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด
หมายความว่า กลิ่นหอมจากคำมอกหลวงอาจไม่ได้มีดีแค่เรื่องความรู้สึก แต่ยังมีศักยภาพต่อการพัฒนาในด้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอีกด้วย
หลังจากนั้น ทีมวิจัยได้พัฒนาน้ำหอมออกมาทั้งหมด 4 สูตร และนำไปทดสอบกับอาสาสมัครจริงจำนวน 180 คน ผ่านการประเมินแบบ JAR Scale เพื่อวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อกลิ่น
ผลที่ได้คือ ทุกสูตรได้รับการตอบรับในระดับที่น่าพอใจ และสูตร F01 ได้คะแนนความชื่นชอบสูงที่สุดถึง 64%
ด้านความปลอดภัย ยังผ่านการทดสอบการระคายเคืองแบบ 4-hour closed patch test ในอาสาสมัคร 22 คน โดยไม่พบการระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์
งานวิจัยดังกล่าวยังต่อยอดไปสู่การยื่นจดอนุสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วถึง 3 ฉบับ ครอบคลุมทั้งครีมนวดผม ครีมเจลบำรุงผิว และสบู่เหลวที่มีส่วนผสมของน้ำหอมดอกคำมอกหลวง
KOSSUP — เมื่อกลิ่นหอมของพะเยาถูกบรรจุลงในขวดแก้ว
จากงานวิจัยในห้องแล็บ วันนี้ “คำมอกหลวง” ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์จริงภายใต้แบรนด์ KOSSUP กับชุดน้ำหอม “PERFUME sets the scent of GOLDEN GARDENIA”
น้ำหอมทั้ง 4 กลิ่น ถูกออกแบบให้สะท้อนตัวตนและมุมมองที่แตกต่างกัน
  • 1.
    Soliflore — กลิ่นหอมหวานของดอกคำมอกหลวงอันเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยพะเยา
  • 2.
    Chypre — กลิ่นหรูหราคลาสสิก สำหรับผู้ชายทันสมัย
  • 3.
    Amber — กลิ่นอบอุ่นร่วมสมัย เหมาะกับทุกเพศ
  • 4.
    Floral — กลิ่นหวานสดใส มีเสน่ห์ และทันสมัย
ทุกกลิ่นมี “น้ำมันหอมระเหยจากดอกคำมอกหลวง” เป็นหัวใจสำคัญ ผ่านกระบวนการสกัดที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และผ่านการทดสอบความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว
ภาพน้ำหอม
เพราะถ้าวันหนึ่ง “คำมอกหลวง” หายไป ทุกอย่างก็อาจหายไปด้วย
สิ่งที่เรื่องนี้กำลังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน คือ “การอนุรักษ์” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสวยงาม หรือการรักษาธรรมชาติไว้ดูเล่น
แต่มันคือการรักษา “ต้นทุน” ที่มีค่าที่สุดเอาไว้
เพราะหากวันหนึ่งต้นคำมอกหลวงสูญหายไปจากผืนป่า ต่อให้มีเทคโนโลยีทันสมัยแค่ไหน ก็อาจไม่มีห้องแล็บใดในโลกสร้างกลิ่นเฉพาะตัวแบบนี้ขึ้นมาใหม่ได้อีก
การที่มหาวิทยาลัยพะเยาเลือกปลูกเพิ่ม เพาะกล้า และดูแลต้นคำมอกหลวงอย่างจริงจัง จึงไม่ใช่แค่การจัดภูมิทัศน์ แต่คือการลงทุนระยะยาวให้กับอนาคต
และมันก็น่าสนใจไม่น้อย…
ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งเคยขึ้นอยู่เงียบ ๆ กลางป่า ก่อนมหาวิทยาลัยจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีก วันนี้กลับกลายเป็นทั้งสัญลักษณ์ของสถาบัน งานวิจัยระดับสิทธิบัตร และผลิตภัณฑ์ที่พร้อมบอกโลกว่า
“ประเทศไทย ยังมีสมบัติอีกมากที่รอให้ใครสักคนมองเห็นคุณค่า”
เพราะบางครั้ง สิ่งที่มีค่าที่สุด อาจไม่ได้อยู่ไกลเลย
มันอาจอยู่กลางป่า หลังบ้าน หรืออยู่ในพื้นที่ที่เราคุ้นเคยทุกวัน
เพียงแค่รอวันที่ใครสักคน จะมองเห็นมันอย่างจริงจัง
และวันนี้ KOSSUP ก็กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า
“กลิ่นหอมของพะเยา” ไม่ได้อยู่แค่ในป่าอีกต่อไป
แต่มันถูกกลั่นด้วยวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ บรรจุลงในขวดแก้ว และพร้อมเดินทางจากภาคเหนือของไทย…ไปสู่สายตาของโลก
ทีมนักวิจัย
#คำมอกหลวง #มหาวิทยาลัยพะเยา #KOSSUP #น้ำหอมไทย #งานวิจัยไทย
โฆษณา