15 พ.ค. เวลา 05:09 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เบื้องหลังฟุตบอลโลก จาก “สามหมื่นล้าน” สู่ “แสนล้านบาท” ใน 20 ปี

เบื้องหลังฟุตบอลโลก เกมที่มีมูลค่ามากกว่าการแข่งขัน จาก “สามหมื่นล้าน” สู่ “แสนล้านบาท” ใน 20 ปี
ทุกๆ 4 ปี จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ผู้คนแทบทั้งโลกหันมาจับตาการแข่งขันเดียวกัน นั่นคือ “ฟุตบอลโลก” มหกรรมกีฬาที่ไม่ได้เป็นเพียงเกมการแข่งขันในสนาม แต่กลายเป็นอุตสาหกรรมระดับโลกที่สร้างเม็ดเงินมหาศาล ตั้งแต่ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด สปอนเซอร์ โฆษณา ไปจนถึงธุรกิจท่องเที่ยวและบันเทิง
แน่นอนว่า ทุกครั้งที่ฟุตบอลโลกเริ่มต้นขึ้น หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงเสมอ คือ “ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด” ที่แต่ละประเทศต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อให้ประชาชนได้รับชมการแข่งขันแบบถูกลิขสิทธิ์
เบื้องหลังของเม็ดเงินมหาศาลนี้ คือ FIFA หรือ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ เจ้าของสิทธิ์การแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในองค์กรกีฬาที่มีรายได้สูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะรายได้จาก “ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด” ที่กลายเป็นเส้นเลือดหลักขององค์กรตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ข้อมูลจากรายงานทางการเงินอย่างเป็นทางการของ FIFA ในรอบงบประมาณ 4 ปี ย้อนหลัง 5 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2007 ถึงปี 2026 สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจฟุตบอลโลกเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งในแง่รายได้รวม และรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด
FIFA ทำเงินเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในรอบ 20 ปี
ย้อนกลับไปฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ FIFA มีรายได้รวมตลอดรอบงบประมาณอยู่ที่ประมาณ 132,800 ล้านบาท (คำนวณจากค่าเงินบาทเฉลี่ยราว 31.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) โดยกว่า 76,400 ล้านบาท มาจากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 57% ของรายได้ทั้งหมด
ต่อมา ฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล รายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 185,800 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยราว 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่รายได้จากลิขสิทธิ์ทีวีอยู่ที่ประมาณ 78,900 ล้านบาท
ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย รายได้รวมขยับขึ้นอีกเป็นประมาณ 207,400 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยราว 32.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) และมีรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดประมาณ 101,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด
ส่วนฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ FIFA ทำรายได้รวมสูงถึงประมาณ 265,700 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยราว 35.1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) โดยเป็นรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดประมาณ 120,400 ล้านบาท
สำหรับฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก FIFA ได้ปรับประมาณการรายได้รวมขึ้นไปแตะระดับประมาณ 421,700 ล้านบาท (อิงค่าเงินบาทเฉลี่ยปัจจุบันราว 32.44 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ขององค์กร เฉพาะรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเพียงอย่างเดียว คาดว่าจะสูงถึงประมาณ 126,500 ล้านบาท
ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกพุ่งจาก “สี่หมื่นล้าน” สู่ “แสนล้านบาท”
หากเปรียบเทียบย้อนหลัง จะเห็นว่า มูลค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเติบโตขึ้นมหาศาลในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา
ฟุตบอลโลก 2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพร่วม FIFA มีรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดประมาณ 41,300 ล้านบาท (ค่าเงินบาทเฉลี่ยราว 43 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)
ฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 63,100 ล้านบาท (ค่าเงินบาทเฉลี่ยราว 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) จากนั้นตัวเลขพุ่งขึ้นต่อเนื่องในทุกทัวร์นาเมนต์
-ปี 2010 แอฟริกาใต้ : ราว 76,400 ล้านบาท
-ปี 2014 บราซิล : ราว 78,900 ล้านบาท
ปี 2018 รัสเซีย : ราว 101,000 ล้านบาท
ปี 2022 กาตาร์ : ราว 120,400 ล้านบาท
ปี 2026 แคนาดา เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา : คาดการณ์สูงถึง 126,500 ล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ฟุตบอลโลกในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกีฬา แต่กลายเป็น “คอนเทนต์ระดับโลก” ที่มีมูลค่าทางธุรกิจมหาศาล
ทำไมฟุตบอลโลก 2026 ถึงคาดว่าจะทำเงินได้มากที่สุด?
หนึ่งในเหตุผลสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก โดย Sky Sports สื่อต่างประเทศ รายงานว่า ฟุตบอลโลก 2026 จะมีการขยายขนาดทัวร์นาเมนต์ในหลายด้าน ได้แก่
-จำนวนทีมเพิ่มจาก 32 ทีม เป็น 48 ทีม
-จำนวนแมตช์เพิ่มจาก 64 นัด เป็น 104 นัด
-ปรับรูปแบบจาก 8 กลุ่ม เป็น 12 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม
- ทีมอันดับ 1 และ 2 ของแต่ละกลุ่ม และทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด 8 ทีม จะผ่านเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้าย
-ทีมแชมป์จะต้องลงแข่งขันสูงสุด 8 นัด จากเดิม 7 นัด
การเพิ่มจำนวนทีมและแมตช์แข่งขัน หมายถึง “เวลาถ่ายทอดสด” ที่เพิ่มขึ้นมหาศาล และจะเป็นครั้งแรกที่มี“Halftime Show” ในฟุตบอลโลก ซึ่งถูกมองว่าเป็นอีกพื้นที่สร้างรายได้สำคัญ คล้ายกับ Super Bowl ที่ค่าโฆษณาระหว่างถ่ายทอดสดพุ่งสูงกว่า 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อ 30 วินาที หรือราว 230-250 ล้านบาทเลยทีเดียว
ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าลิขสิทธิ์ สปอนเซอร์ โฆษณา และรายได้จากตั๋วเข้าชม ขณะเดียวกัน การจัดแข่งขันใน 3 ประเทศใหญ่ของอเมริกาเหนือ ยังช่วยขยายตลาดผู้ชมไปยังประเทศที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ FIFA จะประเมินว่า ฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นทัวร์นาเมนต์ที่สร้างรายได้สูงที่สุดตั้งแต่เคยมีมา
แล้วเงินมหาศาลเหล่านี้ FIFA นำไปใช้อะไร?
แม้หลายคนอาจมองว่า FIFA คือผู้รับผลประโยชน์หลักจากฟุตบอลโลก แต่ในความเป็นจริง รายได้จำนวนมหาศาลเหล่านี้ถูกนำกลับไปกระจายต่อในระบบฟุตบอลทั่วโลกผ่านหลายโครงการสำคัญ
หนึ่งในนั้นคือ “FIFA Club Benefits Programme” หรือโครงการชดเชยให้สโมสรที่ปล่อยนักเตะไปรับใช้ทีมชาติในฟุตบอลโลก
FIFA จะจ่ายเงินให้สโมสรแบบรายวัน เฉลี่ยประมาณ 356,000 บาทต่อวันต่อนักเตะหนึ่งคน ครอบคลุมทั้งช่วงเก็บตัวและแข่งขัน รวมถึงแบ่งสัดส่วนให้กับสโมสรเก่าที่เคยพัฒนานักเตะในช่วงก่อนหน้า
อีกส่วนสำคัญ คือ เงินรางวัลจากการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก หรือ FIFA Club World Cup รูปแบบใหม่ ที่มีเงินรางวัลมหาศาล โดยทีมแชมป์อาจได้รับเงินสูงถึงประมาณ 4,055 ล้านบาท
นอกจากนี้ FIFA ยังจัดสรร “Solidarity Funds” หรือเงินสนับสนุนเพิ่มเติมให้กับสโมสรที่ไม่ได้เข้าร่วมแข่งขัน คิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 8,110 ล้านบาท เพื่อช่วยรักษาสมดุลทางการเงินของลีกฟุตบอลทั่วโลก
ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการสนับสนุนเยาวชนและโครงสร้างพื้นฐาน ผ่าน “FIFA Forward Programme” ที่จัดสรรงบประมาณให้สมาคมฟุตบอลของแต่ละประเทศนำไปสร้างสนาม พัฒนาศูนย์ฝึกเยาวชน และยกระดับลีกอาชีพ
เฉพาะรอบปี 2023-2026 FIFA จัดสรรงบพัฒนาเฉลี่ยประเทศละประมาณ 260 ล้านบาท
จากเกมลูกหนัง สู่ธุรกิจระดับโลก
ฟุตบอลโลกในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อหา “แชมป์โลก” เท่านั้น แต่กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดมหาศาลที่ขับเคลื่อนทั้งธุรกิจสื่อ การตลาด โฆษณา ท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโลก ยิ่งจำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้นมากเท่าไร มูลค่าของ “สิทธิ์ในการถ่ายทอดสด” ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
และท้ายที่สุด ฟุตบอลโลกจึงไม่ใช่แค่เกมการแข่งขัน 90 นาทีในสนาม แต่คือ “ธุรกิจคอนเทนต์ระดับโลก” ที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท และยังคงเติบโตขึ้นทุกครั้งที่เสียงนกหวีดเปิดการแข่งขันดังขึ้นอีกครั้ง
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/275521
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา