15 พ.ค. เวลา 08:18 • หุ้น & เศรษฐกิจ

TFM ลุยแผนโตระยะยาว ตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 8-10%

ทุ่มงบ 500 ล้านบาท บุกเอกวาดอร์ ดันกำลังผลิตเพิ่ม 80% ภายในปี 2571
เมื่ออุตสาหกรรมกุ้งโลกไม่ได้แข่งขันกันแค่ราคาอีกต่อไป เกมใหม่จึงถูกตัดสินด้วยประสิทธิภาพ คุณภาพ และมาตรฐานความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่การผลิต ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ กติกาสิ่งแวดล้อม และเทรนด์ Low Carbon ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาดโลก
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ TFM กำลังเร่งวางโรดแมปสู่ปี 2030 ผ่านการขยายฐานการผลิต การลงทุนในตลาดใหม่อย่างเอกวาดอร์ และการผลักดันโมเดล Lower Carbon Aquaculture เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำไทยสู่เวทีโลก ภายใต้เป้าหมายรายได้ปี 2569 ที่ยังเติบโต 8-10% ท่ามกลางโจทย์การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นทุกปี
นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เปิดเผยว่า ทิศทางอุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของการแข่งขันโลก จากเดิมที่แข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ และความยั่งยืน ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ กติกาการค้าใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม
และความคาดหวังด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เข้มงวดมากขึ้น โดย TFM วางโรดแมปสู่ปี 2573 ผ่านกลยุทธ์ “Win in Thailand – Expand in Indonesia – Next Wave of Growth” ควบคู่กับการผลักดันโมเดล “Lower Carbon Aquaculture” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยสู่ตลาดพรีเมียมโลก
โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมกุ้งโลกเปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ผลิตที่มีมาตรฐานความยั่งยืนครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ ระบบการเพาะเลี้ยง กระบวนการผลิต การตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าคุณภาพถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และยุโรปที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง การลดต้นทุนต่อหน่วย และการพัฒนาระบบการผลิตที่ตอบโจทย์ตลาดโลกยุคใหม่
ทั้งนี้ TFM ยังคงยึดแนวคิด “เกษตรกรต้องอยู่ได้” เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร เพื่อรับฟังปัญหาและนำข้อมูลจากตลาดโลกกลับมาสื่อสารถึงลูกค้าในประเทศอย่างต่อเนื่อง
“ผมเป็นคนชอบเจอลูกค้า ผมชอบคุยกับลูกค้า เหตุผลหนึ่งที่เรา Success ก็คือ ผมใกล้ชิดกับลูกค้า และทีมใกล้ชิดกับลูกค้า นี่คือ Farmer Engagement ผมเดินทางแทบทุกจังหวัด ไปฟังว่าเกษตรกรต้องการอะไร เอาข้อมูลจากปลายทาง ตลาดโลก มาสื่อสารให้ลูกค้าไทยยูเนี่ยน เพราะเมื่อเราอยู่ใกล้ลูกค้า เราจะรู้ทันทีว่าเราต้องปรับอะไร ต้องแก้อะไร” นายพีระศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ดี บริษัทฯ มองว่าคุณภาพอาหารสัตว์น้ำต้องมีความสม่ำเสมอ และแม้ต้นทุนวัตถุดิบจะปรับตัวสูงขึ้นแต่บริษัทฯ จะไม่ลดคุณภาพสินค้า เพราะต้องการให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงสัตว์น้ำได้สำเร็จ พร้อมผลักดันเกษตรกรไทยให้ก้าวทันเทรนด์โลกด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะเรื่อง Low Carbon ซึ่งกำลังกลายเป็น Turning Point สำคัญของอุตสาหกรรมกุ้งระดับโลก
ปัจจุบันตลาดอาหารกุ้งไทยมีขนาดประมาณ 400,000 ตันต่อปี โดย TFM มีส่วนแบ่งตลาดราว 25% และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่โครงสร้างรายได้ของบริษัทแบ่งเป็นตลาดประเทศไทยประมาณ 90% อินโดนีเซียราว 8% และตลาดอื่น ๆ ได้แก่ ศรีลังกาและการส่งออก โดยธุรกิจอาหารกุ้งยังเป็นรายได้หลักคิดเป็นสัดส่วนกว่า 66% ของรายได้รวม
สำหรับตลาดต่างประเทศ บริษัทมองเห็นโอกาสการเติบโตในประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดตั้งบริษัทย่อยร่วมกับพันธมิตรในประเทศเอกวาดอร์ คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 1-2 เดือนจึงจะแล้วเสร็จ
บริษัทวางงบลงทุนสำหรับโครงการดังกล่าวไว้ราว 400-500 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับซื้อที่ดินและเริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงงาน ขณะที่กรอบงบลงทุนรวมปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 680 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมทั้งโครงการลงทุนในเอกวาดอร์และการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจหลัก
ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าโครงการในเอกวาดอร์จะแล้วเสร็จภายในปี 2571 และช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกราว 80% จากปัจจุบัน รองรับการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์น้ำโลกในระยะยาว
นอกจากนี้ TFM ยังเตรียมนำเทคโนโลยีการเลี้ยงกุ้งแบบ Digital และ AI จากเอกวาดอร์ มาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย เพื่อลดความเสี่ยง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมกุ้งไทยในตลาดโลก ขณะเดียวกันยังคงติดตามสถานการณ์มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด แต่เชื่อว่าไทยยังมีศักยภาพแข่งขันได้ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้จากการขาย 1,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% แม้ต้นทุนปลาป่นปรับตัวสูงขึ้นกว่า 31% โดยยังสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 20% และอัตรากำไรสุทธิ 11.1% สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนและการปรับ Product Mix ไปสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 8-10% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 6,035 ล้านบาท พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้นระดับ 18-20% และวางงบลงทุนปีนี้ราว 680 ล้านบาท เพื่อรองรับโครงการลงทุนในเอกวาดอร์และการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจหลัก
อย่างไรก็ดี บริษัทมีความมั่นใจต่อเป้าหมายรายได้แตะ 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 ตามโรดแมปที่วางไว้ โดยการเติบโตจะมาจากทั้งประเทศไทย อินโดนีเซีย และการขยายตลาดใหม่ในต่างประเทศ
“การเติบโตในประเทศไทยก็ยังอยู่ใน Track ตามที่มองไว้ 8-10% ขณะที่อินโดนีเซียเริ่ม On Stream หรือ Ramp up ขึ้นมาแล้ว และเอกวาดอร์จะเป็นตัวที่ทำให้เติบโตได้ หัวใจของบริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ คือเรื่อง Feed และเรื่องโรงงาน เราให้ความสำคัญกับเรื่อง Operation มาก เพราะ Operation เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการ
ดังนั้นเราจะ Improve ในทุก Segment ตั้งแต่ลูกค้าต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ส่วนเรื่อง Sustainability และ Low Carbon ต้องทำทุกเรื่อง และทุกเรื่องที่ลิสต์ไว้ต้องถูกทุกข้อ เพราะฉะนั้นเราจะมี Checklist ในทุกกระบวนการ ด้วยการบริหารจัดการ ทีมงาน และ Partnership ที่มี ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทำให้ผมมั่นใจว่าเราจะเดินไปให้ถึง Roadmap ปี 2030 ได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน” นายพีระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม
ทั้งนี้ TFM ยังเดินหน้ากลยุทธ์ด้านความยั่งยืนภายใต้ SeaChange® 2030 ของกลุ่มไทยยูเนี่ยน โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การลดการสูญเสียพลังงาน การนำพลังงานความร้อนกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนจากพลังงานแสงอาทิตย์ในโรงงานผลิต เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
โฆษณา