15 พ.ค. เวลา 12:22 • อาหาร

จากอัตลักษณ์พื้นถิ่นสู่สินค้ามูลค่าระดับโลก ยกระดับสินค้า GI ไทยให้เติบโตด้วยนวัตกรรม

💡 ทำไมสินค้าจากแต่ละพื้นที่ ถึงมีรสชาติ คุณภาพ และเอกลักษณ์แตกต่างกัน? นั่นคือเสน่ห์ของ "สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographical Indication)" กลไกภายใต้ "ทรัพย์สินทางปัญญา (IP)" ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างมูลค่าและโอกาสให้กับผู้คนทั้งชุมชน
หลายคนอาจมองว่า “ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP)” เป็นเครื่องมือคุ้มครองสิทธิและสร้างมูลค่าให้กับเจ้าของผลงานหรือธุรกิจเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง ยังมีกลไกหนึ่งภายใต้ระบบ IP ที่มุ่งสร้างประโยชน์ร่วมให้กับผู้คนทั้งชุมชน นั่นคือ “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographical Indication)”
GI คือการนำ “อัตลักษณ์ของพื้นที่” มาเป็นเครื่องมือรับรองคุณภาพ ชื่อเสียงและที่มาของสินค้าจากแหล่งผลิตต่าง ๆ เปรียบเสมือน “แบรนด์ประจำถิ่น” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และทรัพยากรเฉพาะของแต่ละพื้นที่ การส่งเสริม GI จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็น “การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก” ผ่านการสร้างรายได้ กระจายโอกาส และรักษาองค์ความรู้ของผู้คนในชุมชนให้คงอยู่และต่อยอดได้อย่างยั่งยืน
📊 ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า ในช่วงปี 2025 ทุเรียน GI ของประเทศไทย สร้างมูลค่าทางการตลาดได้สูงถึง 68,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า “อัตลักษณ์ของพื้นที่” หากได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม สามารถยกระดับสินค้าเกษตรท้องถิ่น ให้กลายเป็นแบรนด์สินค้าที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลกได้
อย่างไรก็ตาม การจะได้มาซึ่งเครื่องหมาย GI ไม่ใช่แค่เรื่องของอัตลักษณ์ของพื้นที่ แต่คือระบบที่ต้องอาศัยการควบคุมมาตรฐานและคุณภาพอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค เพราะในโลกของสินค้า GI สิ่งที่ผู้บริโภคซื้อ ไม่ได้มีแค่ตัวสินค้า แต่ซื้อ “ความน่าเชื่อถือของแหล่งกำเนิด” ด้วย
✅ ดังนั้น ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การรักษาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าให้คงที่ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องขยายโอกาสไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ทำให้จุดนี้เป็นจุดที่ “นวัตกรรม” เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับสินค้า GI ในหลากหลายมิติ เช่น
• กระบวนการผลิตด้วยเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ไม่ว่าจะเป็นโดรนเพื่อการเกษตร ระบบ GPS ในการควบคุมเครื่องจักร หรือเซนเซอร์ที่ช่วยวัดสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การผลิตมีความแม่นยำ และควบคุมคุณภาพได้สม่ำเสมอมากขึ้น
.
• เทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์พืช ช่วยให้ได้สายพันธุ์ที่ทนต่อสภาพแวดล้อม ทนโรค ให้ผลผลิตสม่ำเสมอ และตอบโจทย์ความต้องการของตลาด
• เทคโนโลยีในการแปรรูปสินค้า ที่ช่วยยกระดับจากวัตถุดิบสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสุขภาพ กลุ่มผู้สูงวัย หรือผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
🚀 ที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาสินค้า GI สำหรับ NIA มีกลไกการสนับสนุนผ่านการให้ทุนใน “แพลตฟอร์มส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ (Mandatory Innovation Business Platform)” ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมในสาขาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและผลไม้ไทยมูลค่าสูงเพื่อการส่งออก ที่มีการนำนวัตกรรมมาใช้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสายพันธุ์ ปัจจัยการผลิต กระบวนการเพาะปลูก การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการแปรรูปและการขนส่ง เพื่อรักษาคุณภาพตามมาตรฐาน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก
🌏 ท้ายที่สุดแล้ว หัวใจของการพัฒนา GI ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสิ่งดั้งเดิม แต่คือการทำให้ “ของดีที่มีอยู่แล้ว” สามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เมื่อชื่อของพื้นที่ช่วยรักษาอัตลักษณ์ และนวัตกรรมเข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐาน สิ่งที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่แค่การพัฒนาสินค้า แต่คือการเปลี่ยนของดีประจำถิ่นให้กลายเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในตลาดโลก พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจขอทุนใน “แพลตฟอร์มส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ (Mandatory Innovation Business Platform)” ขณะนี้อยู่ในระหว่างเปิดรับสมัครรอบ 3 ประจำปีงบประมาณ 2569 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nia.or.th/event/Mandatory-Innovation-Business-Platform2026-3
โฆษณา