Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
15 พ.ค. เวลา 23:51 • หนังสือ
กันยายน
วันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ ประทานมาจากหาดใหญ่เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม มีความยินดีที่ทราบว่าการเสด็จไปจากปีนังและไปประทับอยู่ที่หาดใหญ่เป็นการเรียบร้อย ทั้งยินดีได้ทราบว่าพอพระหฤทัยในการที่เสด็จมาประทับอยู่ที่ซินนามอนฮอล หม่อมฉันได้บอกให้ลูกทราบแล้วกัน ทางฝ่ายข้างนี้ตั้งแต่ท่านเสด็จไปแล้วรู้สึกเงียบเหงาดังคาดไว้ พูดกันถึงความปีติยินดีที่ได้รับเสด็จมาแทบทุกวัน
รูปที่หญิงพิลัยฉายเมื่อท่านเสด็จมา รูป ๒ คนคู่กัน ของเธอดูเหมือนจะดีกว่าที่หม่อมฉันฉาย เพราะรูปนั้นดูเคร่งไปสักหน่อย แต่รูปนี้ยิ้มแย้มแจ่มใสดี เธอคงส่งมาถวายแล้ว แต่หม่อมฉันให้ขยายขึ้นโดยเฉพาะแผ่น ๑ และลงชื่อส่งมากับจดหมายนี้ ขอให้ท่านลงพระนามด้วยแล้วถวายสมเด็จพระพันวัสสา หม่อมฉันนึกว่าคงจะโปรด
จดหมายเวรหยุดมานานแล้ว หม่อมฉันกลับเขียนถวายแต่วันพฤหัสบดีที่ ๙ กันยายน ต่อไป
ในจดหมายฉบับนี้จะทูลต่อคติที่พูดกันค้างอยู่เรื่องหนึ่ง เพิ่งนึกได้เมื่อเสด็จไปแล้ว คือที่เรียกว่าวัดโกโรโกโสซึ่งเราเคยได้ยินแต่ยังนึกไม่ออกว่าได้ยินมาจากไหนนั้น คือเสด็จพระอุปัชฌาย์ท่านโปรดตรัสเล่า ดูเหมือนจะได้ยินมาแต่เมื่อบวชเป็นสามเณร
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท ;
ขอประทานทูลถวายรายงานให้ทราบฝ่าพระบาทว่า เกล้ากระหม่อมพร้อมทั้งครอบครัว ได้พากันลงเรือ ภาณุรังษี โดยสารกลับกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑ กันยายน เคราะห์ดี คนโดยสารชั้นที่ ๑ ไม่มีใครอีกเลยนอกจากพวกเรา ๕ คนด้วยกันเท่านั้น เป็นอิสระสบายอย่างหนึ่ง เว้นแต่เรือถูกคลื่นโยกโยนบ้าง สังเกตเห็นว่าไม่ใช่ถูก
มรสุมตะวันออกเพราะลมยังพัดแรงจากตะวันตก ที่ถูกคลื่นโยกโยนบ้างนั้น หากจะเป็นด้วยเขาตัดออกลึก หาทางตรงเพื่อให้ถึงเร็ว ธุระอะไรก็ไม่มี จะดูอะไรก็ไม่มีจะดูนอกจากน้ำกับฟ้า ที่สุดก็นอน นอนหลับนับไม่ถ้วนวันละกี่ตกตลอดสองวัน ถ้านอนบนเสื่อแล้วหลังคงเป็นเสื่อแน่นอน
๑๐ ทุ่มวันที่ ๓ กันยายน ตื่นขึ้นเพราะเสียงหลอดเรือที่เขาเปิดเหมือนหนึ่งปลุก สำคัญในใจว่าคงถึงเรือนำร่อง แต่เมื่อเปิดประตูห้องออกไปดูเห็นไฟเป็นแถวสว่างอยู่บนฝั่ง จึงได้รู้ว่าเข้าถึงเมืองสมุทรปราการเสียทีเดียวแล้ว เปิดหลอดเรียกพนักงานศุลกสถาน
เวลา ๒ โมงเช้าถึงทำห้างอิสตเอเซียติกวัดพระยาไกร เรือเหเข้าจอดท่านั้น มีชายดิศกับพระงั่วลงมารับ สงสัยว่าทำไมมาจอดท่านี้เขาเคยจอดทอดกลางน้ำที่หน้าท่าราชวงศ์ ถามชายดิศบอกว่าจอดเป็นพิเศษเพื่อส่งเกล้ากระหม่อมขึ้นบก เป็นเทวดา ขึ้นได้สบายและใกล้บ้านด้วย จึงได้พากันขึ้นรถกลับถึงบ้านด้วยดี เพียงเวลา ๑๕ นาฑีเท่านั้น
วันนี้เป็นวันกำหนดส่งหนังสือเวรถวาย จะให้ขาดไปดูก็หาสมควรไม่ แต่จะเขียนเรื่องอะไรถวายก็ติดจะฉุกละหุกนึกไม่ทัน จึงเขียนมาถวายแต่รายงานการเดินทางกลับถึงบ้านแล้ว ให้ทรงทราบเท่านั้น
นึกได้ถึงข้อที่ควรบนถวายอันยังไม่เคยบ่นถวายได้ข้อหนึ่ง ในการที่ไปเที่ยวคราวนี้รู้สำนึกในใจว่า เราจะรู้อะไรที่เป็นของจริงหรือจะหาสิ่งใดที่เป็นของจริงได้ยากที่สุด ว่าถึงของมันก็เป็นของที่ฝรั่งสอนให้ชาวเมืองทำ สำหรับขายหลอกพวกตัวริสต์เกือบทั้งนั้น ไม่ใช่ของใช้ในบ้านในเมือง เช่นเดียวกับในเมืองเราครูกราเลิตให้เจ๊กทำ
แจกันฉลักลายเทพประนมฉะนั้น เป็นของที่คนไทยไม่ได้ใช้ ทำสำหรับหลอกขายพวกตัวริสต์อย่างเดียว ส่วนทางรูปภาพอันเป็นทางที่จะรู้ประเพณีบ้านเมืองได้ก็ไม่ได้เห็นที่จริง เป็นต้นว่าละเมงละครปี่พาทย์ราทตะโพนอะไร ฝรั่งมันก็หามาจัดเล่นจัดนั่งตามชอบใจให้เข้าตาฝรั่งเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงเลย พวกละครพวกปี่พาทย์ก็เข้าใจ จัดมาตั้งเล่นอย่างโคมลอยให้ฝรั่งดูเอาเงินเท่านั้น การเป็นดังนี้แล้วแต่จะโปรด
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรที่ทรงเริ่มใหม่ตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายนนั้นแล้ว ท่านเสด็จกลับไปถึงกรุงเทพฯ เร็วกว่าพวกหม่อมฉันคาดกัน พูดกันในเวลากินอาหารเช้าเกือบทุกกัน ว่าป่านนี้ท่านจะเสด็จไปถึงไหน และป่านนี้จะเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ แล้วหรือยัง มิรู้ว่าเรือภาณุรังษีแล่นจากสงขลาตรงไปกรุงเทพฯ ทีเดียว ธรรมดานายเรือทะเลเขาชอบแล่นให้ไกลฝั่ง เพราะต้องระวังน้อยลงและตัดทางตรงถึงเร็วขึ้นด้วย
ฝ่ายคนโดยสารมีเวลาอ้างว้างมาก ถ้าเป็นฝรั่งกลางวันก็มักเล่นกีฬาและเสพสุราเมรัยกัน กลางคืนก็ชวนกันรำเท้าเข้ากับคราโมโฟน แต่ไทยเราเช่นพระองค์ท่านกับหม่อมฉัน ไม่ออกสนุกในการเหล่านั้น ก็ได้แต่นอนอ่านหนังสืออ่านจนเมื่อยตาก็เลยหลับไป หม่อมฉันลงไปสิงคโปร์จากกรุงเทพฯ ครั้งหนึ่งก็นอนวันละหลายหนเช่นตรัสเล่ามา จึงหวังว่าทั้งพระองค์ท่านและผู้โดยสารเสด็จจะถึงกรุงเทพฯ โดยชื่นบานทั่วกัน
การเที่ยวดูโบราณวัตถุสถานตามต่างประเทศ ได้ประโยชน์แน่นอนที่ได้เห็นรูปสัณฐานด้วยนัยตา แต่ส่วนเครื่องตำนานของวัตถุสถานเหล่านั้นรู้ได้เพียงเท่าที่นักโบราณคดีในถิ่นนั้นเขาบอก แต่เมื่อคิดดูว่าถ้าไม่ได้ความรู้จากเขา ได้ฟังแต่เรื่องนิทาน เช่นเรื่องตาแสนปมก็จะรู้เชื่อนหนักไป จึงต้องฟังอธิบายของพวกนักโบราณคดีพอรู้ใกล้กับความจริง
ข่าวทางปีนังนี้ ตั้งแต่ท่านเสด็จกลับไปแล้ว มีกรมขุนชัยนาทเสด็จมาพักอยู่ที่โฮเต็ลรันนิมิดคืนหนึ่ง หม่อมฉันเชิญเสด็จมาเสวยเวลาค่ำที่ซินนามอนฮอลเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ กันยายน วันที่เสด็จมาถึงนั้น เธอเสด็จลงไปรับหม่อมอิลิซาเบธ กับเจ้าหญิงลูกของเธอที่สิงคโปร์แล้วกลับมาทางรถไฟ บ่นว่าเขาเอารถนอนพ่วงห่างรถจักรเพียง ๒ ชั่วรถ ถูกทั้งผงและกลิ่นถ่านหินบรรทมไม่หลับยังรุ่ง หม่อมฉันก็ว่าเช่นนั้นเหมือนกัน ว่ารถไฟไทยยังดีกว่า ดูเป็นบุญที่ท่านไม่เสด็จมาจากสิงคโปร์โดยทางรถไฟ
เมื่อสองสามวันมานี้หม่อมฉันมีกิจเปิดดูหนังสือประกาศพระราชพิธีต่างๆ ซึ่งพิมพ์แจกในงานพระศพกรมพระสมมต ในเล่มพิธีจะมีพรรณนาการพิธีบรรจุดวงชตาพระนครและติดเทวะรูปที่หลักเมืองในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๙๖ ว่าใช้ “ศาลหลวง” เป็นที่ทำราชพิธี ความตรงนี้บ่งว่าเราเข้าใจผิดอยู่ดังจะทูลต่อไป ตามที่รู้กันอยู่แล้วว่าเมื่อสร้างพระนครในรัชกาลที่ ๑ สร้างศาลาที่ประชุมลูกขุน ๓ หลัง ศาลาลูกขุน มหาดไทยกับกลาโหมสร้างในพระราชวัง จึงเรียกกันว่า “ศาลาลูกขุนใน”
เรียกคณะข้าราชการที่มีตำแหน่งนั่งประชุมว่า “ลูกขุนณศาลา” ศาลาลูกขุนอีกหลังหนึ่ง เป็นที่พิพากษาคดี สร้างข้างนอกพระราชวังเรียกว่า “ศาลาลูกขุนนอก” หรือ “ศาลหลวง” ก็เรียกคณะผู้มีตำแหน่งนั่งประชุมว่า “ลูกขุน ณ ศาลหลวง” มาชั้นหลังเรียกแต่ว่า “ลูกขุน” ปรากฏมาแต่ก่อนอีกอย่างหนึ่ง ว่าศาลาลูกขุนนอกนั้นสร้างใกล้กับศาลหลักเมือง และศาลาสารบาญชีกรมพระสุรัสวดี ศาลาถูกขุนเดิมสร้างเป็นเครื่องไม้ทั้ง ๓ หลัง รื้อสร้างใหม่เป็นก่ออิฐถือปูนเมื่อรัชกาลที่ ๓ นี้เป็นความเดิม
ความที่เป็นวินิจฉัยขึ้นใหม่นั้น เมื่อรัชกาลที่ ๓ เห็นจะเปลี่ยนเป็นตึกแต่ศาลาลูกขุนใน ๒ หลัง เพราะใช้เป็นที่แขกเมืองพักเมื่อก่อนเข้าเฝ้าด้วย แต่ศาลาลูกขุนนอกยังคงเป็นเครื่องไม้อยู่อย่างเดิม ถ้าได้เปลี่ยนเป็นตึกคงไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นเค้าจน
พวกชั้นเราได้ทันเห็นเหมือนศาลาสารบาญชี และคงไม่ย้ายลูกขุน ณ ศาลหลวงเข้ามานั่งประชุม ณ ศาลาลูกขุนใน ความในประกาศพิธีส่อให้เห็นว่า ศาลาถูกขุนนอกยังอยู่และเป็นศาลหลวงมาจนรัชกาลที่ ๔ ต่อภายหลังปีฉลู พ.ศ. ๒๓๙๖ จึงได้รื้อ สันนิษฐานว่าเพื่อจะสร้างเปลี่ยนใหม่ให้เป็นก่ออิฐถือปูนเหมือนอย่างศาลาลูกขุนใน
จึงให้ลูกขุนณศาลหลวงย้ายเข้าไปนั่งประชุมพิพากษาคดี ณ ศาลลูกขุนในฝ่ายขวาชั่วคราว แล้วจะเป็นด้วยเหตุอันใดอันหนึ่งทำให้การที่จะสร้างศาลหลวงขึ้นใหม่นั้นรั้งรอมา ศาลหลวงของเดิมก็เลยสูญไปเพราะรื้อหรือหักพังเองก็เป็นได้ ส่วนศาลาลูกขุนในเมื่อรัชกาลที่ ๔ ไม่มีการประชุมลูกขุน ณ ศาลา คือประชุมเสนาบดีที่ศาลาลูกขุนเหมือนแต่ก่อน ใช้แต่เป็นห้องเวรประจำการของกรมมหาดเล็กและกลาโหมแต่ทางเฉลียงข้างด้านใต้หน่อยหนึ่งศาลาลูกขุนในจึงกลายเป็นศาลหลวง
ยังมีวินิจฉัยข้อขำ ที่หม่อมฉันเคยเล่าถวายแต่ก่อนแล้วว่า ในศาลาลูกขุนเมื่อเป็นศาลหลวงมีกองน้ำหมากและชานหมากบ้วนทิ้งไว้บนบนศาลาที่ลูกขุนนั่งสักเท่ากะด้งถึง ๒ กอง ข้อนี้สันนิษฐานว่าในสมัยเมื่อลูกขุนนั่ง ณ ศาลาลูกขุนเก่า คงมีร่องสำหรับบ้วนน้ำหมากลงไปถึงพื้นดิน บ้วนกันมาจนเคยตัวมาหลายชั่วคน เมื่อย้ายมานั่ง ณ ศาลาลูกขุนในไม่มีร่องเช่นนั้น ซ้ำพื้นปูเสื่อผืนใหญ่ ความเคยตัวก็ทำให้บ้วนน้ำหมากใกล้ตัวตามเคย โดยไม่รู้สึกว่าน่าเกลียด
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
หนังสือเวรฉบับนี้ จะกราบทูลตอบลายพระหัตถ์เวรลงวันที่ ๓ มิถุนายน อันไม่มีช่องจะกราบทูลตอบได้ตามเวลาอันควรนั้นสืบเนื่องไป
เรื่องราชาภิเษก เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้าที่ทรงพระอุตสาหะติดตามหาหนังสือมาแปลประทานให้ทราบเกล้า การกระทำในอินเดียมาตรงกับที่เราทำนั้นไม่ประหลาด เพราะพราหมณ์เขานำประเพณีอินเดียมาทำให้ ประหลาดที่การนานมาแล้วมากก็ยังคงรูปอยู่ได้ ผิดเพี้ยนกันไปแต่เล็กน้อย
คราวนี้จะกราบทูลให้ทราบฝ่าพระบาท ตามความเห็นเป็นจำเพาะลางข้อดั่งต่อไปนี้
ในข้อเลือกพระเจ้าแผ่นดินของเรา เกล้ากระหม่อมเห็นว่าเทวดาเลือกไม่ใช่มนุษย์เลือก ผู้ควรเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้น เทวดาย่อมสร้างสรรมาให้มีบุญเพียบพร้อมควรแก่ตำแหน่งพระเจ้าแผ่นดิน ถึงมนุษย์ได้เลือกก็เลือกสวมรอยเทวดานั้นเอง คำที่ว่า “อเนกชนนิกรสโมสรสมมต” ก็ว่าไว้เพียงให้ฟังไพเราะ ที่จริงคนคนเดียวหรือเพียงสี่ซ้าห้าคนเลือก การประชุมก็ทำแต่พอเป็นที ไม่ถึงอเนกชนนิกรสโมสร
คำ “อภิเษก” ตรงกับที่เราเรียกว่า “ราชาภิเษก” คำ “อินทร” ตรงกับที่เราเรียก “อินทราภิเษก” เป็นแน่ ดีใจที่เดาถวายว่า “อินทราภิเษก” คืออภิเษกเป็นพระเจ้าจักรพรรดิถูก ไม่ใช่พระอินทรเขียวๆ ลงมาอภิเษกถวาย
พระที่นั่งภัทรบิฐ เห็นว่าตรงกับราชสีหาสน์ของอินเดีย และเป็นอันเดียวกับพระแท่นเศวตฉัตร เป็นของตั้งประจำท้องพระโรง ไม่ใช่เครื่องสดอันทำขึ้นชั่วแต่สำหรับการพิธี พระที่นั่งอัฐทิศนั่นแหละเป็นเครื่องสด ทำขึ้นจำเพาะใช้ในการพิธี สำหรับเป็นที่ประทับรับน้ำอภิเษก
พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เคยทรงพระราชดำริวินิจฉัยไว้ว่าตำราราชาภิเษกของไทยเรา คงจะว่าไว้เป็นสองอย่าง คืออย่างใหญ่กับอย่างย่อ เหตุว่ามณฑปพระกระยาสนานกับพระที่นั่งอัฐทิศ เป็นที่ประทับสรงน้ำอภิเษกเหมือนกัน พระที่นั่งภัทรบิฐกับพระแท่นเศวตฉัตรเป็นที่ประทับนั่งเมืองเหมือนกัน เป็นของซ้ำกัน เพราะ
ฉะนั้นจึ่งทรงพระราชดำริว่า สรงด้วยมณฑปพระกระยาสนานกับประทับพระแท่นเศวตฉัตรนั้น เป็นการทำอย่างใหญ่ ประทับรับอภิเษกบนพระแท่นอัฐทิศกับประทับพระที่นั่งภัทรบิฐนั้น เป็นการทำอย่างย่อ แต่ผู้อำนวยการพิธีไม่เข้าใจจึงทำเสียหมดทุกอย่าง
โดยพระราชดำริเช่นนี้ เมื่อครั้งเสด็จเถลิงพระที่นั่งอัมพรสถานจึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดร่วมกันเสีย ให้ทำที่ทรงเป็นพระแท่นแปดเหลี่ยมปักเสามีเพดานเศวตฉัตร ไว้ทุ้งสหัสธาราเบื้องบน สรงสหัสธาราก่อนแล้วพราหมณ์ก็เข้าถวายน้ำแปดทิศติดไปทีเดียว เสด็จขึ้นทรงเครื่องแล้ว เสด็จออกพระที่นั่งอภิเษกดุสิต ประทับพระแท่นซึ่งโปรด
เกล้าฯ ให้ทำเป็นพระแท่นรัตนสิงหาสน์อยู่เบื้องล่าง ตั้งซ้อนด้วยพระเก้าอี้อันใช้พระที่นั่งกงแก้ฐานเป็นสิงห์ยาวสี่ขา ลาดด้วยหนังเสือ (บัณฑุสีห์) เบิกข้าราชการฝ่ายหน้าเข้าเฝ้าก่อนแล้วถอยออก ข้าราชการฝ่ายในเข้าเฝ้าต่อไปภายหลัง แล้วเสด็จกลับเป็นเสร็จการ
หากจะวินิจฉัยไปอีกอย่างหนึ่งก็ไปได้ การสรงที่มณฑปพระกระยาสนานนั้น เป็นการสรงเพื่อชำระพระองค์ให้สะอาดก่อนเข้าพิธีตามคัมภีร์ “พระอวิสูตร” การเสด็จขึ้นพระที่นั่งอัฐทิศนั้นเป็นการขึ้นตั่งรับอภิเษก การเสด็จขึ้นพระที่นั่งภัทรบิฐหรือพระแท่นเศวตฉัตรนั้น เป็นการนั่งเมืองออกมุขมาตยา การเสด็จเลียบพระนครนั้น เป็นการที่จะให้พลเมืองรู้จักพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ เลียบทางสถลมารคให้ผู้อยู่บกได้เห็นพระองค์ เลียบทางชลมารคให้ผู้อยู่น้ำเห็นพระองค์
ตามที่เข้าใจกันว่า พระเจ้าแผ่นดินแล้วพระยศจะต้องกั้นฉัตร ๙ ชั้นนั้นก็เห็นจะเข้าใจกันผิดอีก ความหมายจะมีเป็นว่าทรงกั้นได้ตั้งแต่ชั้นเดียวจนถึง ๙ ชั้นเป็นที่สุด ดั่งจะเห็นได้จากพระกลดนั้นเป็นฉัตรชั้นเดียว ชุมสายเป็นฉัตร ๓ ชั้น เครื่องพระอภิรุมเป็นฉัตร ๕ ชั้น ฉัตรพระคชาธารเป็นฉัตร ๗ ชั้น ฉัตรพระแท่นเศวตฉัตรเป็นฉัตร ๙ ชั้น ควรพึงสังเกตว่าฉัตร ๘ ชั้นนั้น ไม่มีใช้ถวายอยู่งานเดินหน มีแต่ปักประจำพระแท่น
ด้วยจะเป็นของใหญ่โตเกินที่จะถืออยู่งาน ตามแนวนี้ก็พอจะลงกันได้ เช่นพระมหาอุปราชกำหนดพระยศใช้ฉัตร ๗ ชั้น แปลว่าจะใช้ได้ไม่เกิน ๗ ชั้น เจ้านายใช้ฉัตร ๕ ชั้น แปลว่าจะใช้ไม่เกิน ๕ ชั้นส่วนเกินขึ้นไปนั้น แม้โปรดเกล้าพระราชทานเป็นพิเศษจึงใช้ได้ มูลเดิมทีจะเป็นดังนี้
ธรรมเนียมไทยย่อมถือเอาฉัตรเป็นหลักอันใหญ่ แม้จะพูดถึงพระเจ้าแผ่นดินก็อ้างเอาเศวตฉัตรเป็นที่ตั้ง หาได้อ้างเอามงกุฎไม่ ที่มาอ้างเอามงกุฎนั้นเป็นของใหม่เอาอย่างฝรั่ง เช่นมงกุฎราชกุมาร เป็นต้น ข้อนี้ได้กราบทูลด้วยปากแล้ว แต่เพื่อจะไม่ให้หายไปเสีย จึ่งกราบทูลด้วยหนังสือซ้ำไว้อีกครั้งหนึ่ง
คำ “โหตร” เราก็รู้ ดังมีในสรรพสิทธิคำฉันท์ซึ่งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า “อัคนิโหตรจำรูญก็จำรัสชัชชุการ” คำ “โหม” เราก็รู้ ดังเรียกกันอยู่ว่า “โหมกูณฑ์” อันชื่อว่าโหรนั้น เห็นจะหดมาแต่คำ “โหรดาจารย์” ซึ่งหมายความว่าอาจารย์ผู้ทำโหตร
พระดำริในการนุ่งผ้างานศพนั้น รับรองว่าถูกต้อง การนุ่งดำนั้นน่าสงสัยมากว่าจะมีขึ้นเมื่อไร ถ้าจะพูดให้กว้างก็จะต้องว่ามีขึ้นไม่ก่อนรัชกาลที่ ๔ เป็นแน่นอน ในลายพระหัตถ์ตรัสพรรณนาถึงการแต่งตัวไปในงานศพนี้ ทรงใช้คำว่า “ทำเสื้อแสงปักลวดลายก็เพื่อทำให้สวย เป็นเหตุให้นึกได้ถึงคนสมัยใหม่ซึ่งใช้คำผิดที่ เช่น คำว่า “สวย” โบราณเห็นใช้แต่แก่คนอย่างหนึ่ง แก่ข้าวหุงอย่างหนึ่ง นึกได้สองอย่างเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ใช้กันกว้างออกไป เช่น บ้านสวย ต้นไม้สวย ภูเขาสวย ฟังขวางหูเต็มทน
เรื่องเพิ่มระบายพระกลดเป็น ๓ ชั้นขึ้นในรัชกาลที่ ๔ นั้น ชอบมาพากลดีอยู่หนักหนา ฉัตรพระอภิรุมชุมสายเป็นระบาย ๒ ชั้นทั้งนั้น พวกฉัตรปรุต่างๆ มักทำกรวยชั้นเดียว แสดงว่าเป็นระบายชั้นเดียว
เรื่องที่ตรัสเล่าถึงชาวอินเดียมาเฝ้า แล้วทูลขอพรนั้น เขาทำโดยประเพณีเก่ามาก แต่ลดลาวาศอกลงมาเสียมากแล้ว เคยเห็นในหนังสือหิโตประเทศ หรือสริตสาครอะไรพวกนั้น กล่าวถึงผู้น้อยจะลาไปจากผู้ใหญ่มีบิดามารดาครูบาอาจารย์เป็นต้น ได้ทำการขอพรและให้พรแก่กัน แล้วผู้น้อยควักเอาฝุ่นที่ใต้เท้าของผู้ใหญ่ โรยบนหัวตนกระทำเป็นทักษิณสามรอบแล้วจึงไป อ่านทราบก็จับใจรู้สำนึกว่า “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม” นั้นเป็นการทำกันจริง ไม่ใช่แต่เป็นการกล่าวยกยอ
หนังราชาภิเษกพระเจ้ายอชที่ ๖ เกล้ากระหม่อมก็ตั้งใจคอยดูอยู่เหมือนกัน แต่เคราะห์ร้ายพลาดไขว้เขวไป เลยไม่ได้ดูจนแล้วจนรอด
เมื่อวันที่ ๗ นี้ มีการทำบุญเจ็ดวันครั้งที่ ๒ ที่พระศพสมเด็จพระสังฆราชเจ้า เกล้ากระหม่อมถือเอาโอกาสนั้นไปบูชาเยี่ยมพระศพเห็นพระศพตั้งบนตำหนักตรงที่ตั้งพระแท่นแต่ก่อน ประกอบพระลองกุดั่นใหญ่ ส่วนพระแท่นนั้นยกย้ายไปตั้งหว่างเสา
ห้องเบื้องซ้ายถัดที่ตั้งพระศพไป บนนั้นก็คงตั้งพระพุทธรูปอยู่ตามเดิม เลยเป็นที่บูชาประจำพระศพไปทีเดียว เว้นแต่ฉัตรนั้นถอนออก เพราะติดเพดานเฉลียงเตี้ยปักไม่ได้ ในงานวันนั้นมีกงเต็กด้วย จัดตั้งประกอบการพิธีในวิหารซึ่งตั้งอยู่หน้าตำหนัก ดูสง่างามดี แต่จะเป็นหามาหรือพระสงฆ์คณะอานัมนิกายจะแต่งมาช่วยก็หาได้ถามไม่ การ
ทำบุญถวายวันนั้นเป็นของพระแต่จะเป็นของสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ หรือของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์หาทราบไม่ เห็นท่านนั่งคู่กันอยู่ในที่เป็นพระองค์ ถ้าว่าโดยลำดับก็จะต้องเป็นของสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ เพราะโดยลำดับท่านเป็นใหญ่กว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านอยากรู้ลักษณะพระลองซึ่งประกอบพระศพ ถามเกล้ากระหม่อมว่า กุดั่นใหญ่กับกุดั่นน้อยมีลักษณะผิดกันอย่างไร เกล้ากระหม่อมตอบท่านว่าเหมือนกันไม่ผิดกัน ท่านย้อนถามว่าก็เช่นนั้นทำไมจึงเรียกว่าใหญ่น้อย
เกล้ากระหม่อมตอบว่า ใหญ่นั้นหมายถึงองค์ที่ทำขึ้นทรงพระศพพระพี่นางพระองค์ใหญ่ น้อยนั้นหมายถึงองค์ที่ทำขึ้นทรงพระศพพระพี่นางพระองค์น้อย เป็นของทำขึ้นคู่กันเหมือนกัน ควรจะเรียกแต่ว่ากุดั่นเท่านั้น ส่วนคำใหญ่น้อยควรจะเปนส่วนของเจ้าพนักงานอันจะพึงทำความเข้าใจแก่กันเท่านั้น มีเวลาได้สนทนากับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์น้อยนัก ท่านบอกว่าท่านได้ออกมาเฝ้าฝ่าพระบาทที่ปีนัง ๓ วัน ดูเหมือนฝ่าพระบาทจะยังไม่พอพระทัย
ลายพระหัตถ์อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งลงวันที่ ๑ กันยายน ทรงพระเมตตาโปรดประทานรูปฉายไป ๒ รูปก็ได้รับประทานแล้ว เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า รูปถ่ายที่รถไฟนั้นดีจริงๆ ดูดีทั้งพระรูปฝ่าพระบาท กับทั้งเกล้ากระหม่อมและแม่โตด้วย ส่วนรูปยืนคู่นั้นเสียอยู่ที่แบกกราวน์ เป็นลูกมะหวดโตๆ ขาวโพลนเข้ามาข่มเหงรูปภาพทำให้ดูไม่ดี เกล้ากระหม่อมได้พูดกับหญิงพิลัยแล้ว คิดว่าแก้ได้ ฝ่าพระบาทตรัสสั่งให้เซนชื่อใน
รูปนั้น แล้วนำไปถวายสมเด็จพระพันวัสสาก็ได้ตระเตรียมตามรับสั่ง แต่ครั้นเมื่อไปเฝ้าเข้าจริงลืมเสียฉิบ ไปได้ค่อนทางจึงนึกขึ้นได้ จะกลับไปเอาก็เห็นจะเสียเวลาหนัก ต่อกลับจากเฝ้าแล้วจึงแก้ไขเขียนหนังสือนำกำกับรูปเอาเข้าซองส่งไปถวาย ในการพลาดพลั้งทั้งนี้มีความผิด ขอประทานอภัยโทษ ความลืมนี้เข้าใจว่าเป็นบาทแห่งความหลง อันจะมีมาภายหน้า
ใช้คำว่า “รับประทาน” ในที่นี้ ทำให้นึกถึงพระดำรัสประชดของทูลกระหม่อมชายขึ้นมาได้ ตรัสว่าคำ “รับประทาน” นั้นก่อนนี้ใช้แต่คำต้นว่า “รับ” เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเอาคำปลายใช้แทนว่า “ทาน” ต่อไปในการภาคหน้าเห็นจะเปลี่ยนเอาคำกลางว่า “ประ” ใช้
ท่านผู้หญิงอรุณของเจ้าพระยาวรพงศ์เสียเสียแล้วเมื่อวันที่ ๘ นี้เป็นโรคแคนเซอในลำไส้ที่ใกล้ทวารหนัก เดิมหลงว่าเป็นโรคริดสีดวงงอก ต่อแก่เข้าจึงทราบว่าเป็นโรคแคนเซอ อันเป็นโรคเยียวยาไม่ได้ ถึงกาละก็ล่วงไป ได้ประกอบการรดน้ำศพเมื่อวันที่ ๙ ได้พระราชทานโกศตั้งเหนือแว่นฟ้า ๒ ชั้น ประกอบลองราชินิกุล มีฉัตรเบญจาตั้งสี่คัน
ไปรดน้ำศพท่านผู้หญิงวรพงศ์ พบพระยาราชโกษาซึ่งถูกรถยนต์ชนขาหัก รักษาตัวหาย ไปในงานนั้นได้ แต่ดูยังเดินพล่องแพล่งเต็มที
พระเจนจีนอักษรเอาเงินเบี้ยบำนาญซึ่งเบิกได้มาให้ ปรารภคิดจะออกมาเฝ้าฝ่าพระบาทสักครั้งหนึ่ง แต่คิดหยั่งหน้าหลังว่าจะต้องเสียเงินมากเกินกำลัง เกล้ากระหม่อมก็รับรองกับแกว่าจะช่วยอุดหนุนบ้าง
เกล้ากระหม่อมได้ส่งรูปมณฑปพระพุทธบาท ซึ่งเขาทำหลังคาใหม่ด้วยคองกรีตมาถวายทอดพระเนตร ตามที่มีพระทัยใคร่จะทรงทราบว่าทำเป็นประการใดรวม ๓ รูปด้วยกัน พระพรหมพิจิตรผู้ออกแบบเขาเอามาให้ เข้าใจว่าถ่ายทำตามรูปหลังคาเก่า เว้นแต่กะเปาะกลางเข้าใจว่าได้แก้ตัดให้ยื่นออกมาน้อยลง ด้วยเคยได้ยินเขาบ่นติหลังคาเก่า ว่ากะเปาะกลางยื่นออกมานากนัก ทำให้เสียทรง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ ๑๑ กันยายน กับรูปฉายหลังคามณฑปพระพุทธบาทที่ทำใหม่ประทานมาให้ดูนั้นแล้ว ขอบพระหฤทัยมาก
หลังคามณฑปนั้น เมื่อได้เห็นรูปทรงดีกว่าคาดก็คลายใจ เป็นอันสิ้นวิตก ถวายรูปคืนมากับจดหมายนี้
ที่พระเจนจีนอักษรปรารภจะมาหาหม่อมฉันนั้น ฝ่ายหม่อมฉันก็คิดถึงแกมากเหมือนกัน
ที่ปีนังเวลานี้พวกชาวเมืองหวาดหวั่นถึงการสงครามญี่ปุ่นรบกับจีนหนักขึ้น ชั้นแรกเกิดรบกันขึ้นพวกจีนเมืองสิงคโปร์ สหปลีรัฐมลายูตลอดมาจนปีนัง เรี่ยไรเงินส่งไป
ช่วยจีนดูเหมือนจะได้เงินตั้งล้านแต่เขาเรี่ยไรกันเฉพาะพวกจีน ต่อมาพวกจีนบอกบุญถึงชาวต่างประเทศขอเครื่องนุ่งห่มที่เก่าและชำรุดไม่ใช้แล้ว เพื่อจะส่งไปให้ท่านพวกราษฎรที่ต้องทิ้งภูมิลำเนาหนีภัยไปทนระกำลำบากอยู่ ณ ที่ต่างๆ หม่อมฉันออกศรัทธาด้วยสงสารคนพวกนั้น ได้ชวนพวกในบ้านเลือกเครื่องนุ่งห่มที่ไม่ใช้แล้วส่งไปให้ทานบ้าง ต่อมาเมื่อสักสี่ห้าวันนี้นายพลแม่ทัพอังกฤษที่เมืองสิงคโปร์ มาเมืองปีนัง เรียกพวกทหารสมัคร Volunteer สำหรับเมืองออกซ้อมรบรักษาเกาะก็
เป็นเหตุให้เกิดหวาดหวั่นกันต่อออกไปว่าญี่ปุ่นอาจจะเกิดรบกับอังกฤษด้วย ถ้าเช่นนั้นเมืองสิงคโปร์และปีนังก็จะเข้าเป็นสมรภูมิ อาจจะถูกข้าศึกยิงหรือทิ้งลูกระเบิด ถึงหลวงชีที่โรงเรียน Convent แต่งคำขอคุ้มครองของพระเป็นเจ้าแจกนักเรียน (ดังสำเนาที่หม่อมฉันคัดส่งมาถวาย) สั่งให้สวดวันละ ๔ หนทุกคน พวกหลานของหม่อมฉันก็ได้มา ขันอยู่ที่เป็นเด็กชั้นใหญ่เช่นหลานดำลูกพระองค์อลงกฏ หลานแมวลูกชายเติมกับหญิงแก้ว ได้มาก็เฉยๆ แต่หลานน้อยลูกชายแถมกับหญิงบันดาลนั้น
แกยังเล็ก พอได้มาในวันนั้นก็สวดตามหลวงชีสั่ง พวกป้าถามว่านับถือพระเยซูหรือ บอกว่าเปล่า แต่เขาบอกว่าป้องกันภัยได้ก็สวดไปอย่างนั้น หม่อมฉันต้องสั่งทั้ง ๓ คน ว่าถ้าหลวงชีหรือใครถามว่าสวดหรือเปล่า ให้ตอบว่าจะสวดก็ผิดกับศาสนาที่ถืออยู่ ถ้าเขาไม่ถามก็ให้นิ่งเสีย และอย่าติเตียนหรืออวดดีแก่เพื่อนนักเรียนที่เขาสวดเป็นอันขาด ส่วนหลานน้อยนั้นถ้ายังหวาดหวั่นไม่หาย หม่อมฉันสั่งให้คนเลี้ยงให้สอนให้สวดยันทุน
เมื่อคิดดูถึงการรบพุ่งกันอย่างทุกวันนี้ออกสลดใจ ด้วยดูเป็นนัดกันทิ้งศีลสัจธรรมทุกอย่างหมด หนังสือสัญญา Treaty และกฎหมายนานาประเทศ International Law ก็ไม่เป็นประโยชน์อันใดเสียแล้ว หวนคิดดูโดยทางโบราณคดี
(๑) ชั้นเดิมรบพุ่งกันด้วยความแกล้วกล้าสามารถ เช่นชนช้างหรือแต่งทหารมีฝีมือออกสู้กันตัวต่อตัว ข้อนี้มีกล่าวในหนังสือเรื่องหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นในหนังสือราชาธิราช ว่ามอญแรกได้ปืนใหญ่ยิงกระสุนปืนเข้าไปตกในค่ายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ทอดพระเนตรเห็นเสียพระหฤทัยถึงน้ำพระเนตรตก ตรัสว่าแต่ก่อนมาการรบพุ่งเป็น (กีฬา) เครื่องสำราญพระราชหฤทัยของพระมหากษัตริย์ ด้วยได้ทอดพระเนตรฝีมือทแกล้วทหารในเวลาชิงชัยกัน มามีเครื่องประหารกันได้แต่ไกลเช่นนี้ที่ไหนจะได้ชมฝีมือทหารต่อไป
(๒) ต่อมาถึงสมัยมีปืนแล้วการรบพุ่งก็ยังเป็นแต่ในระหว่างบุคคลที่พอใจเป็นทหารสำหรับรบพุ่ง ผู้อื่นที่ไม่ใช่ทหารก็ไม่ต้องรบพุ่ง
(๓) ต่อมาถึงสมัยเมื่อชาติต่างๆ บังคับชายพลเมือง ไม่เลือกว่าจะสมัครหรือไม่สมัคร เข้าเป็นทหารชั่วคราวทั่วหน้า เช่นเยอรมันกับฝรั่งเศสรบกันเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๓ ก็รบกันแต่พวกที่ต้องเกณฑ์เป็นทหาร พวกที่ไม่ถูกเกณฑ์หาต้องรบไม่
(๔) ต่อมาอีกชั้นหนึ่ง ถึงคราวมหาสงครามเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ แม้พวกที่ไม่ถูกเกณฑ์เป็นทหารก็ถูกเกณฑ์ให้ช่วยรบด้วยประการอย่างอื่น เช่นทำเครื่องยุทธภัณฑ์เป็นต้น ชาวเมืองต้องเดือดร้อนไปทั่วหน้า
(๕) มาถึงญี่ปุ่นรบกับจีนครั้งนี้ ยังร้ายหนักขึ้นไปด้วยใช้ลูกระเบิดทิ้งจากเครื่องบิน ทำอันตรายแก่ชาวเมืองทั้งชายหญิงเด็กผู้ใหญ่อันมิได้เกี่ยวข้องแก่การรบ ต้องล้มตาย
มากกว่า คนเหล่านั้นไม่มีอันใดจะป้องกันอันตราย ได้แต่พากันหนี ก็ไปประสบภัยอย่างอื่น คือโรคภัยและทุพภิกขภัยเป็นต้น แม้จะรอดชีวิตได้ก็ต้องทนทารกรรมลำบากอย่างสาหัส คิดดูน่าทุเรศยิ่งนัก ถ้าเลื่อนไปอีกชั้นหนึ่งก็เห็นจะถึงทิ้งลูกระเบิดมีไอพิษเพิ่มขึ้น แต่ถ้าใช้ยาพิษอย่างแรงบางทีก็จะดีขึ้น เพราะทำให้ตายสิ้นทุกข์ร้อนเสียในทันทีทันใด ไม่ต้องถูกทารกรรมลำบากต่อไป อยากถามว่านี่มนุษย์เรามันจะเลวลงไปได้อีกสักเท่าไหน
หม่อมฉันมีเรื่องที่จะทูลในจดหมายประจำสัปดาหะนี้อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อสักสี่ห้าวันนี้ มีฝรั่งที่อยู่เชียงใหม่และคุ้นเคยชอบพอกับหม่อมฉันมาแต่ก่อนคนหนึ่ง ผ่านมาทางนี้แวะมาหาหม่อมฉัน เมื่อสนทนากันถึงโบราณสถานในมณฑลพายัพ ด้วยแกเป็นคนชอบโบราณคดีเหมือนกันกับหม่อมฉัน แกบอกว่าพระศรีวิชัยกำลังจะปฏิวังขรณ์วัดเจดีย์เจ็ดยอดที่เมืองเชียงใหม่ หม่อมฉันได้ยินก็ตกใจ ด้วยเคยทราบอยู่แก่ใจว่าพระ
ศรีวิชัยชอบทำการปฏิสังขรณ์ แต่ปฏิสังขรณ์ที่ไหนเป็นอดแก้ของเดิมไม่ได้ ใครห้ามก็ไม่ฟังได้ทำของโบราณนั้นเสียรูปโฉมมาหลายแห่งแล้ว จะนิ่งเสียก็สงสาร จึงมีจดหมายเป็นส่วนตัวไปถึงหลวงบริบาลบุริภัณฑ์ฉบับหนึ่ง ดังสำเนาที่ส่งมาถวายกับจดหมายนี้ จะต้องรอฟังตอบของหลวงบริบาลฯ ก่อนจึงจะทราบว่าสำเร็จประโยชน์หรือไม่
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๐
ถึง หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์
ขอให้ถือว่าจดหมายเป็นส่วนตัวต่อตัว อย่าเอาเข้าเป็นหนังสือทางราชการ ด้วยฉันไม่มีประสงค์จะสอดเข้าไปเกี่ยวข้อง
หลวงบริบาลฯ ยังคงจำได้ เมื่อไปมณฑลพายัพกับฉันครั้ง ๑ ได้เห็นวัดโบราณเป็นวัดสำคัญ ที่เมืองลำพูน ๒ วัด นอกจากวัดพระมหาธาตุหริภุญชัย เรียกวัดพระยืนวัด ๑ วัดนี้เมื่อฉันไปเมืองพม่าได้ไปเที่ยวดูเมืองพุกามอยู่ ๓ วัด ได้ความรู้ตระหนักแน่ว่าวัดพระยืนที่เมืองลำพูนนั้นเอาอย่าง “วัดอานันท” ที่เมืองพุกามมาสร้าง อีกวัด ๑ เป็น
วัดร้างชาวลำพูนเขาเรียกว่า “วัดกู่กุด” (ถ้าเรียกตามภาษาไทยใต้ตรงกับว่า “วัดเจดีย์ด้วน”) เวลานั้นชาวลำพูนเขาไม่เห็นเป็นสลักสำคัญอันใด หากฉันซอกแทรกไปดูเองจึงได้เห็น เห็นเข้าก็เกิดพิศวงด้วยรูปสัณฐานพระเจดีย์เป็นแบบเมืองละโว้ทั้งนั้น เห็นชัดว่าเป็นวัดชาวละโว้สร้างครั้งสมัยนางจามเทวี จึงได้สั่งให้เปลี่ยนนามวัดกู่กุดเรียกว่าวัดจามเทวี และให้ดูแลรักษาเป็นโบราณวัตถุที่สำคัญอันหนึ่งแต่นั้นมา
ฉันได้ยินไม่ช้ามานัก เมื่อปล่อยพระศรีวิชัยกลับไปมณฑลพายัพครั้งหลัง ว่าเจ้าหลวงเมืองลำพูนนิมนต์พระศรีวิชัยให้ไปอยู่วัดจามเทวี ฉันก็รู้สึกยินดี โดยนัยหนึ่งที่วัดจามเทวีจะได้รับความทำนุบำรุงพ้นจากเป็นวัดร้าง แต่อีกนัยหนึ่งก็ยังเกิดวิตกขึ้น ด้วยเกรงพระศรีวิชัยจะไปซ่อมแปลงพระเจดีย์ละโว้ให้ผิดรูปและลักษณะของเดิม เหมือนอย่างไปซ่อมพระเจดีย์วัดสวนดอกที่เมืองเชียงใหม่ แต่ไม่ได้ยินว่ามีการซ่อมแซมวัดจามเทวีอย่างไรก็นิ่งอยู่
แต่เมื่อสองสามวันนี้ มีฝรั่งคนหนึ่งซึ่งอยู่เมืองเชียงใหม่ ผ่านมาทางเมืองปีนัง เขาเป็นคนคุ้นเคยกับฉันมาแต่ก่อน จึงแวะมาหาฉันถามเขาถึงโบราณวัตถุสถาน เขาบอกว่าพระศรีวิชัยกำลังจะปฏิสังขรณ์วัดเจดีย์เจ็ดยอดที่เมืองเชียงใหม่ ฉันได้ยินก็ตกใจ ด้วยวัดเจดีย์เจ็ดยอดที่เมืองเชียงใหม่ กับวัดพระยืนที่เมืองลำพูน เป็นหลักฐานสำหรับพิสูจน์พงศาวดารเกี่ยวข้องกับเมืองพุกาม และวัดจามเทวีเป็นหลักฐานสำหรับพิสูจน์พงศาวดารการเกี่ยวข้องกับเมืองละโว้ ถ้าแปลงรูปหรือลักษณะผิดไปเสียกับของเดิม ก็สิ้นหลักสอบพงศาวดารทั้ง ๓ แห่ง
วัดที่เป็นหลักพงศาวดารในมณฑลพายัพ ฉันอยากให้รักษาไว้ตามลักษณะอย่างเดิม เป็นแต่ป้องกันอย่าให้ชำรุดหักพัง เช่นที่วัดจามเทวีนั้นก็มีแต่พระเจดีย์กับแนวพื้นวิหารของเดิมอยู่เท่านั้น ถ้ากั้นรั้วหรือทำกำแพงแก้วล้อมพระเจดีย์กับวิหารของเดิมไว้เป็นส่วนหนึ่ง นอกเขตกำแพงแก้วออกมายอมให้พระศรีวิชัยจะสร้างโบสถ์วิหารการเปรียญและกุฏีริถานได้ตามใจก็จะดีหนักหนา วัดพระยืนนั้นเขารักษาดีอยู่แล้ว พระศรีวิชัยเห็นจะไม่ซ่อมแซม แต่ที่วัดเจดีย์เจ็ดยอดเมืองเชียงใหม่นั้นสำคัญมาก ต้องป้องกันเสียให้ทัน
ฉันได้ยินว่าเดี๋ยวนี้มีพระราชบัญญัติหรืออะไร ที่จะบังคับผู้จะปฏิสังขรณ์โบราณวัตถุให้ต้องขออนุญาตต่อรัฐบาลก่อน ถ้ามีเช่นนั้นการอนุญาตคงเป็นหน้าที่ของกรมศิลปากร เกี่ยวมาถึงตัวหลวงบริบาลฯ ผู้เป็นเจ้าหน้าที่ส่วนโบราณคดี ควรบอกกำชับข้าหลวงประจำเมืองเชียงใหม่ และเมืองลำพูนให้เขารู้ว่าควรระวังอย่างไร
ท่านศรีวิชัยนั้นมีคุณมากในการปฏิสังขรณ์ เสียแต่แกอดแก้แบบของเดิมไม่ได้ ถ้าเป็นของใหม่หรือของสามัญก็ไม่พอเป็นไร แต่ถ้าแก้ของที่เป็นหลักพงศาวดาร ก็เหมือนทำให้เกิดฉิบหาย ต้องห้ามให้อยู่ แต่ห้ามโดยอัธยาศัยอย่าให้ถึงวิวาทกันจึงจะดี
หลวงบริบาลฯ อ่านจดหมายฉบับนี้คงเข้าใจได้ ว่าฉันเขียนเพราะใจรักโบราณคดีเหมือนกับหลวงบริบาลฯ จึงพูดว่ากันตัวต่อตัว.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๙ เดือนนี้ ได้รับประทานแล้ว
เรือภาณุรังษีนั้น เราจัดให้เดินจากกรุงเทพฯ ตรงไปสงขลา และกลับจากสงขลาตรงถึงกรุงเทพฯ โดยปรารถนาจะประมูลรถไฟช่วยคนที่เบื่อนอนในรถไฟให้เข้าออกได้เร็ว และเมื่อถึงสงขลาแล้วจะจับรถยนต์ไปเที่ยวในสหรัฐมลายูแห่งใดก็ได้ มีเดินตรงอยู่ลำเดียวเท่านั้น ยังมีอีก ๒ ลำเขาเดินช้าๆ แวะตามท่าต่างๆ ไปตามเดิมแต่ไม่เข้าถึงกรุงเทพฯ เกล้ากระหม่อมก็อยากเที่ยวไปช้าๆ แต่ขัดข้องที่จะเข้ากรุงเทพฯ ไม่ถึง จึงต้องไปเรือเร็วที่เดินตรง
ตามที่กรมขุนชัยนาท กล่าวโทษรถไฟนั้นไม่ประหลาดอะไร เป็นการที่เป็นไปตามธรรมดา ที่เกล้ากระหม่อมมาปีนังโดยทางเรือนั้นเป็นการตั้งใจหนีรถไฟอันรู้ว่าหาความสุขไม่ได้นั้นทีเดียว มีประโยคพยายามถึงสั่งหญิงมารยาตรเข้าไปให้ช่วยสืบ ว่าจะมีเรือห้างอิสตเอเซียติกผ่านสิงคโปร์เมื่อไร เธอบอกกำหนดไปให้ทราบแล้ว จึงกะวันกลับจากชวาให้เหมาะแก่ที่จะจับเรืออีสตเอเซียติกได้ ไม่ใช่กลับมาตามบุญตามกรรมเลย
ในลายพระหัตถ์ตรัสถึงเรื่องศาลหลวง ทำให้คิดต่อยุ่งใจไปไม่ใช่น้อย ลูกขุน ณ ศาลหลวง หมายถึงผู้พิพากษาตุลาการหรือมิใช่ ลูกขุน ณ ศาลา หมายถึงเสนาบดีอย่างเก่า หรือรัฐมนตรีอย่างใหม่หรือมิใช่
ขุน หมายความว่าเป็นอะไร ลางปากอธิบายว่า ขุนคือพระเจ้าแผ่นดิน ถ้าเช่นนั้นคำว่าลูกขุนก็ได้แก่เจ้าลูกเธอ จะตั้งเจ้าลูกเธอเป็นผู้พิพากษาเสนาบดีไปทั้งหมดได้เจียวหรือ มีคำใช้นึกได้คำหนึ่งว่า มนตรีลูกขุน คำมนตรีขึ้นหน้าลูกขุน ส่อให้เห็นว่าคำลูกขุนจะเป็นเจ้าลูกเธอไปไม่ได้ อีกปากหนึ่งอธิบายคำขุนว่ามาแต่กุ๋น-เจียงกุ๋น-ไต้เจียงกุ๋น ในภาษาจีน หมายว่าขุนนาง ฟังเข้าทีแต่ก็ไม่พ้นสงสัยไปได้ ถ้ากุ๋นเป็นขุนแล้ว เอาคำลูกไปนำหน้าขุน เป็นลูกขุนนั้นนำทำไม จะได้ความว่ากระไร
คำว่า ขุนนาง เห็นจะพูดหมายรวม คือขุนและนางหมายเอาทั้งผัวเมีย แล้วกลายเป็นผัวคนเดียว ขุนหมายถึงผัวในที่นี้ เป็นหลักสนับสนุนที่ว่าขุนมาแต่กุ๋นแน่นแฟ้นขึ้น
ศาลหลวงนั้นเป็นแน่ว่ารื้อ และคงรื้อด้วยคิดจะทำใหม่ให้เป็นตึก ไม่ใช่รื้อเพราะชำรุดมาก ด้วยปรากฏอยู่ว่าในปีฉลู พ.ศ. ๒๓๙๖ ยังจัดทำพิธีได้ที่นั้น ถ้าชำรุดมากแล้วจะตั้งทำการที่นั่นได้อย่างไร เหตุที่ระงับเสียไม่ได้ทำขึ้นใหม่ก็คิดเห็นแต่อย่างเดียวด้วยท่านเห็นว่ายกการพิจารณาพิพากษาเข้าไปตั้งในศาลาลูกขุนใน ก็ทำได้ไม่กีดแก่อะไรแล้วจะทำใหม่ให้เปลืองไปทำไม แม้ว่าข้อนี้มิได้เป็นประธานก็เป็นแน่ว่าต้อง
เป็นเหตุประกอบด้วย ข้อที่บ้วนน้ำหมากคายชานกันไว้บนเสื่อเหนือพื้น จนเป็นกองใหญ่นั้น น่าสังเวชที่สุด คนบ้วนคนคายก็กระไรเลยช่างทำได้ เจ้าของศาลาหรือลูกขุนที่เข้าไปนั่งทำการนั้นก็ใจดำเหลือทน จะหากระโถนมาให้หน่อยก็ไม่ได้ แต่ตามศาลาการเปรียญวัดเขายังหากระโถนมาให้สัปปุรุษ สีกาบ้วน ทั้งนั้นก็คงเป็นด้วยถือว่าไม่ใช่ของเราเข้าทางพระอนัตตา
เมื่อสี่ห้าวันมานี้ พระพรหมพิจิตรเอาแผนศาลหลักเมืองสุพรรณมาให้ดู เป็นแผนที่ขึ้นไปถ่ายอย่างจากที่เป็นอยู่ในบัดนี้ เจ้าพระยายมราชเห็นจะสั่งให้ไปถ่ายมาให้ดูเพราะคำเกล้ากระหม่อมกล่าวว่าช่วยคิดไม่ได้ เพราะไม่ทราบว่าที่เป็นอยู่บัดนี้เป็นอย่างไร เมื่อเห็นแผนที่นั้นเข้าก็ตกใจ ด้วยไม่ได้คิดเลยว่าจะทำไว้ดีถึงเพียงนั้น มีกำแพงล้อมเขตเป็นรูปสี่เหลี่ยมรี ด้านสกัดหน้ามีประตูเข้าอย่างสง่า สองมุมกำแพงด้านหน้ามีศาลาที่พักคนไปบูชา ส่วนตัวศาลนั้นวางไว้ชิดไปทางด้านสกัดหลัง หน้าศาลมีศาลา
ที่บูชา เห็นว่ามีพร้อมเพรียงสมควรแก่การอยู่หมดทุกอย่างแล้ว ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องทำอะไรอีก นอกจากซ่อมแซมที่ปรักหักพังให้กลับดีเสียเท่านั้น แต่ความเห็นเช่นนั้นขัดกันกับความเห็นพระพรหมพิจิตร แกอยากจะรื้อล้างลงเสียให้หมดแล้วทำใหม่ เพราะเดิมทำไว้เป็นแบบจีน เว้นแต่ตัวศาลเท่านั้นที่ทำเป็นแบบไทย แต่ก็ไม่งาม ความเห็นเช่นนั้นจะติแกก็ไม่ได้เพราะแกเป็นแต่ช่างผู้ออกแบบให้ทำ ย่อมมีแต่ความคิดที่จะทำให้ดีไว้ชื่อเสียง แต่ความยากนั้นจะตกแก่ผู้ทำ ถ้ามีเงินพอก็ทำได้ ถ้า
ไม่มีเงินพอก็ขัดข้อง เกล้ากระหม่อมจึ่งช่วยคิดให้เจ้าพระยายมราชเป็นทางกลาง ว่าถ้าจะทำก็ทำแปลงแต่ศาลาที่บูชาซึ่งทับอยู่หน้าศาล รื้อหลังคาจีนลงเสีย ทำแก้ใหม่ให้เป็นหลังคาไทยจะช่วยให้ได้ชุดกับศาลงามขึ้น หรือจะต่อมุขหน้าศาลให้เชื่อมติดกับศาลาที่บูชาเสียทีเดียวก็ได้ ถ้าทำดั่งนั้นศาลาที่บูชาก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของศาล เป็นศาลตรีมุขขึ้น ส่วนสิ่งอื่นก็ทำแต่เพียงซ่อมแซมเท่านั้น คงเป็นแบบจีนอยู่ไม่เห็นเป็นไร จะพาลเอาว่ารักษาประวัติก็ได้ จะเป็นการใกล้แก่ที่จะทำได้เพราะหาเงินได้พอ
คราวนี้จะกราบทูลถึงเทวรูปซึ่งมีอยู่ที่ศาลนั้น เขาว่ามีสององค์เป็นเทวรูปจำหลักด้วยศิลามีพนังหลังตั้งพิงไว้ในศาล รู้ได้ว่าเป็นของเอามาแต่ที่อื่น รูปมีพนังหลังชนิดนั้นเขาทำสำหรับฝังเข้าไปในคูหาที่เจาะผนังเข้าไป ว่ากันว่าองค์หนึ่งเป็นรูปพระนารายณ์ อีกองค์หนึ่งเป็นรูปพระหลักเมือง แต่จะเป็นไปไม่ได้ เพราะหลักเมืองต้องเป็นเสาหลัก ไม่เป็นเทวรูป พระพรหมพิจิตรว่าจะดูให้รู้ว่าเป็นรูปอะไรก็ไม่ได้ ด้วยคนเอาทองเปลวปิดทับถมเข้าไว้เสียท่วมทึบ รู้ได้แต่ว่าที่เป็นมีสี่กรทั้งสององค์
ได้โอกาสที่พระพรหมพิจิตร เขาเอาแผนศาลหลักเมืองสุพรรณมาให้ดู จึงถามเขาถึงการซ่อมแซมมณฑปพระพุทธบาท ตามที่ได้ถวายรูปมาทอดพระเนตรเมื่อคราวเมล์ก่อนนี้ เขาว่าหลังคานั้นทำด้วยคอนกรีตหมดทีเดียว เพราะไม้เก่าถูกฝนรั่วผุ เขาตีทรงใหม่ ไม่ได้ทำตามโครงเก่า พองขึ้นกว่าเก่า เพราะทรงเก่าติดจะรีดผอม เว้นแต่ชั้นล่างชั้นเดียวเท่ากับเก่า ส่วนเครื่องลำยองคือนาคปักบรรพแถลงนั้นคงเอาเครื่องไม้ของเก่าขึ้นประดับ เว้นแต่ที่ผุเสียหายก็ทำใหม่ด้วยไม้เหมือนกันเปลี่ยนแซมเข้า
วันที่ ๑๙ ที่ ๒๐ เดือนนี้ จะมีงานเฉลิมพระชันษาตามกำหนด ได้จัดหมายกำหนดการส่งมาถวายด้วยแล้ว เพื่อจะได้ทรงทราบว่าทำอะไรบ้าง การอุทยานสโมสรเลิกมาสองปีแล้ว ปีกลายนี้เลิกเพราะกรมพระกำแพงเพชรสิ้นพระชนม์ ปีนี้เลิกเพราะสมเด็จพระสังฆราชเจ้าสิ้นพระชนม์ เป็นการไว้ทุกข์
ขอพระบารมีเป็นที่พึ่ง เกล้ากระหม่อมอยากได้พจนานุกรมสํสกฤตแปลเป็นอังกฤษ ของอาจารย์โมเนียวิลเลียมส์เล่มหนึ่ง เขียนชื่อเป็นภาษาอังกฤษอย่างนี้ Sanskrit-English Dictionary by Monier Williams จะสั่งร้านขายหนังสือในกรุงเทพ ฯ ซื้อให้ก็ได้ แต่เขาเรียกเอาราคาแพงนัก เห็นจะเป็นด้วยเอากำไรกันหลายต่อ หญิงอามแนะนำว่าเจ๊กซึ่งทำการอยู่ที่หอสมุดปีนัง ที่เขาช่วยวิ่งหาซื้อพจนานุกรมภาษามลายู
ให้นั้น เป็นคนคล่องแคล่วรู้เบาะแสหนังสืออะไรทุกอย่าง แล้วเป็นคนกว้างขวางด้วย เมื่อหาพจนานุกรมภาษามลายูให้นั้น ยังได้บอกแสดงความเสียใจว่ามีเวลาน้อยนัก ถ้ามีเวลามากจะเที่ยวสืบหาตามพวกพ้องลางทีมีใครเขาต้องการจะขายก็จะได้ราคาถูกลงมาก ฝ่าพระบาทก็ทรงคุ้นเคยกับเขา หากตรัสมอบให้เขาเป็นธุระคงจะได้ประโยชน์ดี เกล้ากระหม่อมก็เห็นชอบด้วย จึงกราบทูลมาขอพระบารมีเป็นที่พึ่ง ทรงพระเมตตาโปรดสั่งให้เขาสืบหาดูด้วย จะเป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
ที่ ๕/๒๔๘๐ หมายกำหนดการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
(สำเนา)
ที่ ๕/๒๔๘๐
หมายกำหนดการ
พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๐
นายกรัฐมนตรี รับบัญชาคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ การพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาปีนี้ ให้กำหนดดั่งต่อไปนี้
วันที่ ๑๙ กันยายน เวลา ๑๗.๐๐ น. คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มายังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ขึ้นมุขหน้าพระอุโบสถ ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงตั้งสมณศักดิ์อนัมนิกาย และทรงรับคำถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของบรรพชิตญวนและจีน แล้วคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นพระอุโบสถ ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงประเคนผ้าไตรกับย่ามแก่พระสงฆ์ราชาคณะ
และเปรียญ ๕ รูป ทรงจุดเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพุทธพรรณี และพระพุทธรูปฉลองพระองค์แล้วทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการ และเทียนบูชาเทพดานพเคราะห์ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ โหรบูชาเทพดานพเคราะห์ แล้วคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ออกจากพระอุโบสถไปขึ้นปราสาทพระเทพบิดร ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการถวายบังคมสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชเจ้า แล้วไปพระที่นั่ง
บรมพิมาน ถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ แล้วไปพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงประเคนผ้าไตรกับย่ามแก่พระสงฆ์ ๖๐ รูป พระสงฆ์ออกไปครองผ้า ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงจุดเทียนเท่าพระองค์ เทียนพระมหามงคล และเทียนบูชาพระพุทธรูปเทวรูปพระเคราะห์ พระสงฆ์ครองผ้าเสร็จกลับเข้านั่งอาสน ทรงจุดเทียนนมัสการทรงศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
วันที่ ๒๐ กันยายน ตั้งแต่เวลา ๙ นาฬิกา จนเวลาเย็นเจ้าหน้าที่จัดศาลาว่าการสำนักพระราชวังแห่งหนึ่ง ที่ศาลาสหทัยสมาคมแห่งหนึ่ง และที่พระมหามนเทียรในพระบรมมหาราชวังอีกแห่งหนึ่ง สำหรับผู้ที่มีความจงรักภักดีปรารถนาจะมาลงพระนามลงนามถวายพระพรในวันพระบรมราชสมภพก็มาได้
เวลา ๑๐ นาฬิกา ๓๐ นาที คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระพระองค์ มายังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงจุดเทียนนมัสการ พระสงฆ์ถวายพระพรจบแล้ว ทรงประเคนอาหารบิณฑบาตแต่พระสงฆ์ซึ่งเจริญพระพุทธมนต์ในงานนี้ แล้วทรงจุดเทียนเครื่องสังเวย อาลักษณ์อ่านประกาศเทวดา พระสงฆ์
รับพระราชทานฉัน ครั้นเสร็จแล้วทรงจุดเทียนเครื่องทรงธรรม สมเด็จพระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนามงคลวิเศษกัณฑ์ ๑ จบแล้ว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา แล้วประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พระราชทานราชสังคหวัตถุ มีเงินตรากับผ้านุ่งห่มแก่ข้าทูลละอองธุลีพระบาทที่สูงอายุ
เวลาเที่ยงวัน ทหารบกทหารเรือยิงปืนใหญ่เฉลิมพระขัตติยราชอิสริยยศ
เวลา ๑๗ นาฬิกา ๓๐ นาที คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มาถึงพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ณ ท้องพระโรงกลาง คณะทูตต่างประเทศเฝ้า นำคำถวายพระพรวันพระบรมราชสมภพถวาย
การแต่งกาย
วันที่ ๑๙ กันยายน เย็น เจริญพระพุทธมนต์ แต่งเครื่องแบบเต็มยศ สายสะพายขัตติยราชอิสริยาภรณ์มหาจักรี
วันที่ ๒๐ กันยายน เช้าเลี้ยงพระ แต่งเครื่องแบบเต็มยศ สายสะพายราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า เย็นทูตเฝ้า มีเฉพาะแต่เจ้าหน้าที่ แต่งเครื่องแบบเต็มยศ สายสะพายราชขัตติยราชอิสริยาภรณ์มหาจักรี
ฝ่ายในอนุโลมอย่างฝ่ายหน้า
สำนักพระราชวัง
หมายมา ณ วันที่ ๑๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๐
วันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ ๑๘ กันยายน กับของกินและของเคี้ยวที่คุณโตฝากมาให้นั้นแล้ว ขอท่านช่วยตรัสบอกคุณโตด้วยว่า ทั้งตัวหม่อมฉันและผู้อื่นที่ได้รับของนั้น ขอบคุณเธอทุกคน
ข้อที่ตรัสปรารภถึงคำว่า “ขุน” นั้น หม่อมฉันคิดวินิจฉัยเห็นชอบกล จะทูลสนองเพียงเท่าที่คิดได้ในเวลานี้ก่อน
๑) ที่เข้าใจกันว่าคำ “ขุน” ภาษาไทยจะเป็นคำเดียวกันกับ “กุ๋น” ภาษาจีนนั้น มีหลักฐานเพียงว่าคำนั้นเสียงคล้ายกัน และใช้เรียกคนชั้นเป็นตัวนายด้วยกัน ยังไม่พบเค้าเงื่อนที่จะรู้กำเนิดของคำทั้ง ๒ นั้น เห็นว่าไทยเอาคำของจีนมาใช้ หรือจะว่าจีนเอา
คำของไทยไปใช้ก็ได้ทั้ง ๒ สถาน เพราะเขตแดนจีนกับไทยในสมัยดึกดำบรรพ์อยู่ติดต่อกัน และเป็นประเทศใหญ่มีอิสระอย่างเดียวกันอยู่ช้านาน แต่ไทยทุกจำพวก ทั้งไทยใหญ่และไทยน้อยใช้ว่า “ขุน” เรียกผู้เป็นใหญ่ในพวกของตนมาแต่ดึกดำบรรพ์นั้นเชื่อได้เป็นแน่ จะทูลวินิจฉัยให้พิสดารต่อออกไป เพียงที่พิจารณาดูในศิลาจารึกครั้งสุโขทัย ซึ่งหม่อมฉันมีสำเนาอยู่ที่นี่
(๒) คำว่า “ขุน” มีในหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงและประกอบกับคุณศัพท์ให้รู้ว่ามีชั้นต่างกันหลายแห่ง แห่ง ๑ ว่าขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดมาตีเมืองตาก ส่อว่าเรียกเจ้าเมืองว่า “ขุน” อีกแห่งหนึ่งว่าเมื่อ “พ่อขุน” รามคำแหง ครองเมืองสุโขทัย ส่อให้เห็นว่าเจ้าเมืองที่เป็นพ่อขุนนั้นครองอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล มีเมืองที่ขุนครองเป็นเมืองขึ้นหลายเมือง ในจารึกหลักนั้นเองความต่อมามีว่า พ่อขุนรามคำแหงทรงพระกรุณาแก่ “ลูกเจ้า” “ลูกขุน” “ไพร่ฟ้า” ความส่อว่า ลูกเจ้านั้นได้แก่พวกพระ
ราชวงศ์ ลูกขุนได้แก่ลูกผู้มีตระกูลสูงแต่มิใช่เจ้า ตรงนี้จะต้องเอาความที่อื่นมาแทรกหน่อยหนึ่ง ด้วยมีคำโบราณอีกคำหนึ่งว่า “บ่าวขุน” ยังเรียกแต่เป็นแบบนุ่งผ้าในการพิธี คงเป็นคำเก่าชั้นเดียวกันกับที่พรรณนามาแล้ว เป็นแต่ไม่มีในจารึกของพ่อขุนรามคำแหง น่าจะหมายความว่าข้าราชการ ถ้าเอาคำต่างๆ ที่ว่ามาเรียงเข้าลำดับเป็นดังนี้
พ่อขุน ตรงกับศัพท์ มหาราชา
ขุน ตรงกับศัพท์ ราชา
ลูกเจ้า ตรงกับศัพท์ ราชกุมาร
ลูกขุน ตรงกับศัพท์ กุลบุตร
บ่าวขุน ตรงกับศัพท์ อำมาตย์
ไพรฟ้า ตรงกับศัพท์ ประชาชน
๓) มีอีกคำ ๑ ซึ่งเรียกพระเจ้าแผ่นดินว่า “ขุนหลวง” พิจารณาเห็นว่าบ่อเกิดของคำนี้ เดิมไทยน่าจะใช้เรียกแต่พระเจ้ากรุงจีน อันเป็นใหญ่แก่พ่อขุนทุกประเทศ (ตรงกับศัพท์จักรพรรดิ) ต่อมาเมื่อจีนหย่อนอำนาจลง เอาคำ “ขุนหลวง” มาเรียกพระเจ้าแผ่นดินไทยแทนคำพ่อขุน คำพ่อขุนเห็นใช้ในศิลาจารึกตอนต้นสมัยสุโขทัยแต่ ๒ หลัก ต่อมาใช้ว่า “พระญา” แต่คำขุนหลวงไม่มีในศิลาจารึกครั้งสุโขทัย จึงสงสัยว่าจะเกิดใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
๔) คำว่า “ท้าว” “พระญา” และ “พระ” ที่ใช้เป็นยศก็มีมาแล้วแต่ครั้งสุโขทัย มีในจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ว่าเมื่อยังเป็นลูกเธอชนช้างชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด แก้พระราชบิดาให้พ้นอันตรายได้ พระราชบิดาจึงทรงตั้งให้เป็น “พระรามคำแหง” ต่อมามีในจารึกของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ เรียกพระองค์เองว่า พระญาฤไทยราช ผู้เป็นลูกพระยาเลอไทย เป็นหลานพระยารามราช (คือพ่อขุนรามคำแหง) ได้อภิเษก
เป็น “ท้าว” เป็น “พระญา” ความส่อว่าสำหรับเรียกพระเจ้าแผ่นดินทั้ง ๒ คำ และใช้ ๒ คำนี้ในหนังสือไทยต่อมาช้านาน เช่น เรียกท้าวทศรฐ และพระรามพระลักษณ์ ท้าวสามนต์และพระสังข์ แต่ภายหลังลดศักดิ์ของคำลงมาเป็นสำหรับเรียกแต่พวกเมืองขึ้นว่า “ท้าวพระยา” “ท้าวเพี้ย” ก็คำเดียวกันนั้นเอง ดูเป็นธรรมดาของยศศักดิ์และเครื่องยศ เมื่อสิ่งซึ่งถือว่าวิเศษกว่ามีขึ้น ของเดิมก็ลดเป็นรองลงมา จนยศ “ขุน” กลายเป็นสำหรับข้าราชการชั้นต่ำ
อธิบายคำ “ลูกขุน” เช่นเข้าใจกันชั้นหลัง หม่อมฉันใคร่จะสันนิษฐานว่าเกิดแต่เรียกศาลาลูกขุนอันเป็นที่ประชุมของเจ้ากระทรวงทบวงการ ในใบบอกหัวเมืองตอนแรก หม่อมฉันว่าการมหาดไทยเมื่อยังมิได้จัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลนั้น ยังขึ้นต้นว่า “ข้าพเจ้า (คนนั้นๆ มีรายชื่อของผู้ที่ประทับตราเซ็นชื่อ) บอกปฏิบัติมายังออกพัน
นายเวร ขอได้นำขึ้นเสนอ พณ หัวเจ้าท่านลูกขุน ณ ศาลา” (หาใช้ว่าให้เสนอสมุหนายกไม่) ความที่กล่าวข้างต้นใบบอกเช่นนี้ตรงกับที่ได้ยินข้าราชการเก่าเขาบอก และมีเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนว่า โดยปกติเวลาก่อนเสด็จออก เสนาบดีกับพวกข้าราชการผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้ากระทรวงทบวงการประชุมกันที่ศาลาลูกขุน ปรึกษากิจราชการที่มีมาในวันนั้นก่อน แล้วเข้าเฝ้ากราบทูลที่ในท้องพระโรง จึงมีศาลา
ลูกขุน (คือสถานที่ประชุมข้าราชการผู้ใหญ่) ๓ หลัง สำหรับข้าราชการฝ่ายทหารหลัง ๑ ข้าราชการฝ่ายพลเรือนหลัง ๑ และข้าราชการฝ่ายตุลาการหลัง ๑ โดยนัยนี้ บรรดาเจ้ากระทรวงทบวงการอันมีตำแหน่งนั่งในศาลาลูกขุน จึงได้นามว่าลูกขุน แต่ “ลูกขุน ณ ศาลา” คือฝ่ายทหารและพลเรือน ไม่มีกิจเกี่ยวข้องกับตัวราษฎรเหมือนลูกขุนฝ่ายตุลาการ คนทั้งหลายจึงเรียกว่าลูกขุนแต่พวกที่มีตำแหน่งนั่งชำระความราษฎร ณ ศาลาหลวง ลูกขุนอีก ๒ พวกมีแต่ศาลาสำหรับเรียก
คำที่เรียกว่า “ขุนนาง” ความบ่งชัดว่าเรียกรวมทั้งชายและหญิงคือ ข้าราชการกับภรรยา กำเนิดของคำ “ขุนนาง” น่าจะเกิดแต่การพระราชพิธีบางอย่าง ซึ่งเรียกไปเข้ากระบวนทั้งสามีภรรยา พิธีเช่นนั้น มีปรากฏอยู่ในพิธีสิบสองเดือนในกฎมนเทียรบาลไทยแลกฎมนเทียรบาลพม่า อาจจะเขียนโดยย่อหรือพูดตามสะดวกปากว่า “หมาย
เรียกขุนนางไปเข้าพิธี” เป็นต้น ครั้นภายหลังมาแม้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้หญิงนอกวังเกี่ยวข้องในการพิธีน้อยลงจนแทบจะไม่มีทีเดียว ยังเหลือพิธีถือน้ำอย่างเดียวซึ่งภรรยาข้าราชการต้องไปถือ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามด้วยกันกับสามี แต่คำว่า “ขุนนาง” เคยพูดกันติดปากมาเสียนานแล้ว จึงกลายเป็นเรียกข้าราชการผู้ชาย ทูลนี้โดยเดาขอให้ทรงพิเคราะห์ดูเถิด
เรื่องซ่อมศาลหลักเมืองสุพรรณนั้น หม่อมฉันเห็นชอบด้วยดังทรงพระดำริ เทวรูปนั้นทูลยืนยันได้ว่ารูปพระวิษณุทั้ง ๒ รูป เพราะหม่อมฉันได้พิจารณาแล้ว หม่อมฉันมีวินิจฉัยที่จะทูลในเรื่องหลักเมืองต่อไปอีกหน่อย คือ ในประกาศพระราชพิธีที่หลักเมืองในรัชกาลที่ ๔ เรียกหลักเมืองในภาษามคธว่า “โตรณ” หม่อมฉันเคยได้ยินแปลศัพท์โตรณอีกอย่างหนึ่งว่าเสาไต้ (ประทีป) แต่หลักเมืองเมืองเชียงใหม่เขา
เรียกว่า “หลักอินทขีล” เมื่อหม่อมฉันไปมณฑลเพชรบูรณ์ไปได้หลักเมืองศรีเทพลงมา (อยู่ในพระที่นั่งศิวโมกข์พิมานที่ตั้งหอพระสมุดวชิรญาณบัดนี้) มีจารึกอักษรคฤนถ์แตกเสียมาก แต่ยังเหลือคำว่า “ขีลํ” ปรากฏอยู่ หม่อมฉันค้นดูในอภิธานภาษาบาลีของอาจารย์จิลเดอ แปลศัพท์ Tora man ว่าซุ้มประตู Gateway แปลศัพท์ Khi Lo ว่า Pin หรือ Stake คือ หลัก ดังนี้ขอให้ทรงพิจารณาดู
หนังสืออภิธานภาษาสันสกฤตของ เซอร์ อาจารย์ โมเนีย วิลเลียมส์ที่ต้องพระประสงค์นั้น หม่อมฉันได้ไปพูดกับนายเซียวฮั่นบรรณารักษ์หอสมุดแล้ว เขาหยิบออกมาให้ดูเปนสมุดอย่างอยู่ข้างใหญ่ เขาเปิดคะตะลอกให้ดูด้วย ราคาเล่มละ ๓๗ ชิลลิง ๖ เปนนี หม่อมฉันเห็นราคามากให้เขารอฟังก่อน ถ้าต้องประสงค์เขารับจะสั่งถวาย ที่วังวรดิศดูเหมือนมีเล่ม ๑ ถ้าจะทรงใช้ไปพลาง โปรดสั่งชายดิศให้หยิบส่งไปถวายก็ได้
เรื่องวัดโบราณในมณฑลพายัพ ที่หม่อมฉันได้ทูลไปในจดหมายฉบับก่อนนั้น หม่อมฉันได้จดหมายของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ตอบมาแล้ว ว่าเขาได้ระวังอยู่แล้ว วัดจามเทวีที่พระศรีวิชัยไปอยู่นั้น เจ้าหลวงเมืองลำพูนขอให้พระศรีวิชัยทำวิหารตามแนวผนังเดิมเห็นว่าของเดิมเหลือเพียงแต่โคนผนังจึงอนุญาตให้ทำด้วยเกรงใจเจ้าลำพูน และไม่มีรูปวิหารเดิมหรือลวดลายที่จะรู้ว่าเป็นอย่างไรแล้ว แต่พระเจดีย์ละโว้ที่เป็นของสำคัญในวัดนั้นได้ห้ามแล้วมิให้ไปซ่อมแซม วัดเจดีย์เจ็ดยอดที่เมืองเชียงใหม่ก็ว่าได้ห้ามไว้แล้ว
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๔๘๐
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๖ กันยายน ประทานรูปมณฑลพระพุทธบาทกลับคืนไป ได้รับประทานด้วยดีแล้ว
ข่าวในกรุงเทพฯ ในหมู่นี้ มีงานเฉลิมพระชนมพรรษาอันเป็นงานประจำปี มีพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการเข้าไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทคับคั่ง การโดยมากเป็นทำตามเคย ซึ่งฝ่าพระบาทย่อมเคยทรงทราบอยู่แล้ว ว่าจัดทำเป็นประการใด จึ่งจะกราบทูลแต่ลางอย่างที่เป็นของจัดขึ้นใหม่ ซึ่งฝ่าพระบาทยังไม่เคยทอดพระเนตรเห็น และเป็นสิ่งที่ควรจะกราบทูลต่อไปนี้ :-
๑. พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ซึ่งตั้งที่พระที่นั่งบรมพิมานนั้น เป็นพระบรมรูปบัสต์หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ เห็นจะเป็นองค์ที่อาจารย์ ดู กวง ทำ จัดตั้งบนพระราชยานกง ซึ่งถอดคานนำมาตั้งแทนพระเก้าอี้ มีโต๊ะตั้งเครื่องราชูปโภคสองข้าง
ตรงออกมาข้างหน้าตั้งโต๊ะสามตัว วางพานดอกไม้ ธูป เทียนแพ ต่อออกมาตั้งพระแท่นทรงกราบ ทั้งนี้จัดตั้งในห้องประทับรับแขกชั้นบนพระที่นั่งบรมพิมาน อนึ่ง สำนักพระราชวังนัดว่า ในการบูชาพระบรมรูป ณ ที่นี้ให้ใช้ดอกไม้ ธูป เทียนแพ โดยอรรถว่าพระเจ้าแผ่นดินซึ่งดำรงพระชนม์อยู่ไม่เคยใช้ธูปเทียนจุดไฟถวาย
๒. ในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ตั้งพระชัยวัฒน์รัชกาลที่ ๕ บนพระแท่นเศวตฉัตร สองข้างตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระพุทธรูปกับเทวรูปองค์ที่ประจำพระชนมพรรษา (เข้าใจว่าพระแท่นเทวดาในพระที่นั่งไพศาลยกเลิก) ดูน่ารำคาญที่โต๊ะหมู่เทวดานี้ แลไปก็เห็นมีแต่เครื่องบูชา ส่วนรูปเทวดานั้นไม่เห็น เพราะองค์เล็กกว่าหัวแม่มือ ซึ่ง
จัดตั้งไว้บนพานทองสองชั้นประกอบด้วยดอกไม้ขึ้นบังหมด ได้เกิดความคิดขึ้นว่าจัดให้ดูดีได้ด้วยเลิกไม่ใช้พานทองรอง ทำเป็นลับแลท่วงทีอย่างลับแลโต๊ะจีน ติดพุกเข้ากลางลับแลตั้งเทวรูป จะต้องดาดสีพื้นลับแลให้คอนทราสกับองค์เทวรูป จะได้เห็นเด่นชัดดี นึกว่าสีม่วงแก่
๓. ที่หน้าพระราชอาสน์ในพระที่นั่งอมรินทรเหมือนกัน ตั้งพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน เป็นพระบรมรูปบัสต์หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ทำส่งมาแต่เมืองนอก แต่จะเป็นฝีมือใครหาทราบไม่ ประดิษฐานไว้บนหลักศิลาสีเขียว ประดับด้วยพวงดอกไม้
๔. พระสงฆ์สวดคาถาซึ่งตัดตอนมาจากท้ายบทแห่งนวัคคหายุสมธัมม์ใช้แทนอติเรก ในงานเฉลิมพระชนมพรรษานี้ด้วย ดั่งได้ตัดคาถานั้นพร้อมทั้งคำนำจากหนังสือแถลงการณ์คณะสงฆ์ ประจำเดือนสิงหาคม ถวายมาเพื่อทราบฝ่าพระบาทด้วยแล้ว
๕. กลดที่กั้นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นของทำใหม่ ดูจะตั้งใจยักเยื้องไม่ให้เข้าแบบ ทำเป็นพ่อมพระกลดคันสั้น มียอดรูปเดียวกันกับพระกลดเจ้านาย แต่ไม่ฉลักฉลายปิดทองประดับกระจก หรือไม่หุ้มผ้าไม่ทาสี ละเป็นไม้ไว้เฉย ๆ ผ้าที่หุ้มกลดนั้นใช้ผ้าขาวย้อมสีเขียวแก่ชุบขี้ผึ้ง
ต่อจากงานเฉลิมพระชนมพรรษาไป มีงานเล็กๆ อีก ซึ่งไม่มีสิ่งซึ่งควรจะกราบทูลให้ทรงทราบ นอกจากว่ามีงานอะไรอีกบ้าง ตามหมายสำนักพระราชวังเท่านั้น
วันที่ ๒๓ กันยายน สมเด็จพระพันวัสสาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงและสมเด็จพระพันปีหลวง ตามที่ทรงคำนึงถึงวันพระราชสมภพ ที่พระที่นั่งนงคราญสโมสร
วันที่ ๒๖ กันยายน ทำขวัญขึ้นระวางเรือตอร์ปิโด กับเรือสลุปหลวง รวม ๕ ลำ ซึ่งไปต่อมาแต่ญี่ปุ่น ที่ท่าราชวรดิฐ
วันที่ ๒๘ เย็น และที่ ๒๙ เช้า กันยายน จะมีการบำเพ็ญพระราชกุศลส่วนของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ที่พระศพสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ณ วัดราชบพิธ
ต่อไปนี้จะได้กราบทูลถึงวัดโกโรโกโส ซึ่งมีพระดำรัสไปในลายพระหัตถ์แต่ก่อน ตั้งใจว่าจะทูลตอบแต่ลืมพลัดไปเสีย เพิ่งนึกขึ้นได้ จึ่งจะกราบทูลในที่นี้ อันเรื่องวัดโกโรโกโสนั้นเกล้ากระหม่อมก็ได้ยินมาเหมือนกัน แต่ไม่ได้ยินจากพระโอษฐ์เสด็จพระอุปัชฌาย์ ได้ยินใครเล่าอ้างถึงพระนามก็จำตัวไม่ได้เสียแล้ว ตามราวเรื่องที่เล่านั้นชวนจะให้คนนึกไปเป็นทางตลก ว่าเขาทำเสาลางต้นผอม ลางต้นป่อง ลางต้น
คอด บัวปลายก็เป็นรูปต่างกันไป เช่นเป็นบัวบานบ้างตูมบ้าง ให้รู้สึกเห็นเป็นว่าน่าเกลียด ถ้าคิดดั่งนั้นแล้วก็คิดผิด ใครจะทำได้นอกจากคนบ้า ซึ่งจะไม่มีใครเขายอมให้ทำ เกล้ากระหม่อมเข้าใจดีพอที่จะกราบทูลได้ว่า เป็นของทำดีโดยทางที่ช่างผู้ทำตั้งใจจะอวดฝีมือ ว่าทำได้หลายกระบวนไม่จนกลอน คือเขาทำเสาเท่านั้นบัวปลายเสาทำรูปเหมือนกัน เป็นแต่ยักลายไปให้ต่าง ๆ กันเท่านั้น เสร็จแล้วจะดูงาม
พริ้งเพริศไม่ขัดตาเลย ตามที่กราบทูลนี้ไม่ใช่ว่าทูลแต่โดยเดา ทูลตามที่เคยเห็นองค์พยานมีอยู่ เช่นเสาไต้ ซึ่งทำไว้หน้าพระระเบียงพระมหาธาตุเมืองสวรรคโลก รูปร่างเสานั้นก็เป็นอย่างเทียนวรรษาเหมือนกันหมด แต่ลายที่บัวและลายเชิงกรวยตาข่ายก้นบัวเขาปั้นยักย้าย บรรดาที่มีเหลืออยู่ทำลายต่างกันไปทุกต้น เล่นเอาเกล้ากระหม่อมดูเพลิดเพลินเกือบไม่กะพริบตาจำอย่างของเขา ยังลายฝาที่วิหารวัดไลยเมืองลพบุรีก็อีกเหมือนกัน เขาทำเลียนฝากระดานแบ่งเป็นช่องลูกฟัก ลายในช่องจะ
ได้เหมือนกันสักช่องหนึ่งก็ไม่มี แต่ถ้าดูไม่สังเกตแล้วก็ไม่เห็น เพราะเขาทำท่าลายเป็นอย่างเดียวกัน เป็นแน่ว่าทั้งสองแห่งนี้ได้ทอดพระเนตรเห็น แต่จะได้ทรงสังเกตจนตระหนักพระทัยหรือไม่นั้นไม่แน่ จึงจะกราบทูลถึสิ่งที่ได้ทอดพระเนตรสังเกตเห็น
เป็นแน่อีกต่อไป สิ่งนั้นคือตู้พระธรรมลายรดน้ำซึ่งครูวัดเชิงหวายเขียน หน้าตู้เขียนลายบานซ้ายกับบานขวาก็ไม่เหมือนกัน ข้างตู้ซ้ายขวาลายก็ต่างกัน หลังตู้ก็ทำลายไปอีกอย่างหนึ่ง ทำไมของท่านจึงดูดีไม่น่าเกลียด ถ้าวัดที่ยักลายได้ชื่อว่าวัดโกโรโกโสแล้ว ตู้ของครูวัดเชิงหวายก็ควรได้ชื่อว่าตู้โกโรโกโสเหมือนกัน
มีปัญหาที่ข้องใจเกิดขึ้นอย่างหนึ่ง เมื่อวันที่ ๒๓ นี้ พระสาธุศีลสังวร ท่านมาหาเยี่ยมเยียนถามทุกข์สุขในการไปเที่ยว ท่านเอาสมุดเรียกชื่อว่า พุทธเจดีย์ที่ควรบูชา (ในอินเดีย) มาให้เล่มหนึ่ง ในนั้นมีรูปปรางค์พระพุทธคยา ถามท่านว่าทำด้วยอะไร ท่านบอก (และชี้ให้ดู) ว่า ชั้นล่าง (แค่นี้) ทำด้วยหิน ตอนบนขึ้นไปทำด้วยอิฐ เกล้ากระหม่อมก็ตกใจ พูดกับท่านว่าถ้าเช่นนั้นก็เป็นของก่อต่อขึ้นไปใหม่นั่นสิ ท่านว่าถูก
พระเจ้าปะดุงเป็นผู้ก่อปฏิสังขรณ์ จึ่งเกิดเป็นปัญหาสงสัยขึ้นใหญ่โต ว่าพระเจ้าปะดุงเอาแบบที่ไหนเป็นอย่างทำ ตัวอย่างในอินเดียมีหรือ หรือว่าเอาอย่างพระปรางค์พม่าเช่นอานันทวิหารไปทำ ถ้าเช่นนั้นก็เป็นอันเข้าใจผิดหมด ที่คิดว่าพระปรางค์ในเมืองพม่าจำอย่างพระพุทธคยามาทำ กลายเป็นพระพุทธคยาจำอย่างพระปรางค์พม่าไปทำ เป็นการกลับตรงกันข้าม หวังว่าฝ่าพระบาทจะทรงอธิบายแก้ปัญหานี้ได้ จะรู้ได้ด้วยสอบศักราชกระมัง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
หนังสือแถลงการณ์คณะสงฆ์ เรื่องแก้ไขถวายอติเรก
สำเนา คัดจากหนังสือแถลงการณ์คณะสงฆ์
ประจำเดือนสิงหาคม
เรื่องแก้ไขถวายอติเรก
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ารับสั่งให้ยกเลิกข้อความในสำเนาลายพระหัตถ์ เรื่องระเบียบถวายอติเรกและถวายพระพรลาที่ ๑/๑ ลงวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๗๘ ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ ซึ่งลงในหนังสือ
แถลงการณ์คณะสงฆ์เล่ม ๒๓ ประจำเดือนพฤษภาคม ๒๔๗๘ หน้า ๖๘ บรรทัดที่ ๙ ความว่า “ถ้าไม่ได้ประทับอยู่ ณ ที่นั้น ควรสวดคาถา โส อตฺถลทฺโธสุขิโต ๓ จบ ภวตุ สพฺพมงฺคลํ ต่อ แทนถวายอติเรก ฯลฯ สพฺพพุทธา นุภาเวน และ ภวตุ สพฺพมงฺคลํ ต่อแทนถวายอติเรก ฯ” ตอนนี้ให้ยกเลิกเสีย ให้ใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน คือ
ถ้าไม่ได้ประทับอยู่ ณ ที่นั้น ให้สวดทำนองสังโยคว่า
จิรนฺธรตุ ทีฆายุ นิรามโย นริสฺสโร
ยถายํ สุขี มนสฺสินโท โรคุปทฺทววชฺชิโต
ตํตํราชกรเณฺยสุ สทา ภทฺรานิ ทกฺขติ
สมิทฺธึ กุสลาสาย สมฺปาเปนตุ ยถิจฺฉิตํ
ธมฺเมน สุกตารกฺโข เทเวหิ จานุกมฺปิโต
สยามินฺโท มหาราชา ภทฺรานิ ปสฺสตํ สทาฯ
ต่อแทนถวายอติเรกแล้ว ภวตุ สพฺพมงฺคลํ ฯลฯ ภวนฺตุ เตฯ ถ้าประทับอยู่ ณ ที่นั้น และเป็นสถานที่ควรถวายพระพรลา ก็ถวายพระพรลา ไม่ต้องสวด จิรนฺธรตุ ทีฆายุ ฯลฯ ภทฺรานิ ปสฺสตํ สทา ถ้าถวายอนุโมทนา (ยถา สพฺพีติโย) และอนุโมทนาตามควรแก่พระราชกุศลแล้ว สวด จิรนฺธรตุ ทีฆายุ ฯลฯ ภทฺรานิ ปสฺสตํ สทา (หนเดียว) ต่อแทนถวายอติเรกแล้ว ภวตุ สพฺพมงฺคลํ ฯลฯ ภวนตุ เต ฯ นอกจากนี้ให้เป็นไปตามระเบียบเดิมนั้นทุกประการ ฯ
ให้วางระเบียบนี้ไว้แต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ฯ
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
ผู้รับกระแสรับสั่ง
วันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
ในจดหมายของหม่อมฉันฉบับลงวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ กันยายน ทูลไปถึงเรื่องดิกชันนารีภาษาสันสกฤตนั้น พลาดไปเสียแล้ว จึงรีบเขียนจดหมายฉบับนี้ทูลมาตามที่ถูกต้อง และทูลเหตุที่พลาดพลั้งให้ทรงทราบด้วย
เมื่อวันหม่อมฉันไปถามนายเซียวฮั่นที่หอสมุดนั้น เขาหยิบสมุดดิกชันนารีมาให้ดูแล้วเขาไปเปิดคะตะลอก เขียนบอกราคาในกระดาษแผ่น ๑ ส่งให้หม่อมฉันด้วยกันกับคะตะลอก หม่อมฉันเอากระดาษแผ่นนั้นเหน็บไว้ในซองแว่นตาแล้วเปิดคะตะลอกดู เห็นว่าราคา ๓๗ ชิลลิง ๖ เปนนี เมื่อวันหม่อมฉันเขียนจดหมายถวายค้นดูกระดาษโน้ตที่นายเซียวฮั่นเขาเขียนให้หมายว่าจะส่งไปถวายกับจดหมาย ค้นดูที่โต๊ะเขียนหนังสือก็ไม่พบ นึกว่าตกหายเสียแล้ว ครั้นวันหลังต่อมาเปิดซองหยิบแว่นตา จึงเห็น
กระดาษโน้ตของนายเซียวฮั่นอยู่ในนั้น เอามาเปิดเห็นราคา ๓ ปอนด์ ๑๓ ชิลลิง ๖ เปนนี แพงกว่าที่หม่อมฉันทูลไปมาก เมื่อวันเสาร์หม่อมฉันไปหอสมุดสืบสวนว่าจะมีดิกชันนารีภาษาสันสกฤตฉบับอื่นที่ราคาถูกกว่านั้นหรือไม่ นายเซียวฮั่นเขาพยายามค้นหาก็ไม่มี หม่อมฉันเปิดออกอ่านคำนำของศาสตราจารย์ โมเนีย วิลเลียมส์ มีว่าดิกชันนารีนั้นพิมพ์ครั้งแรกกว่า ๑๐ ปีมาแล้ว ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ นี้ ได้ตรวจตราแก้ไขเพิ่มเติมพิสดารกว่าฉบับก่อนมาก หม่อมฉันได้สอดโน้ตของนายเซียวฮั่นถวายมากับจดหมายฉบับนี้ด้วยแล้ว
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ดร
วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันเขียนจดหมายเวรสัปดาหะนี้ มาตั้งแต่วันอังคารที่ ๒๘ จนถึงวันพฤหัสบดีที่ ๓๐ อันเป็นวันจะต้องทิ้งไปรษณีย์ จดหมายนั้นยังไม่สิ้นกระแสความ ต้องขอประทานผัดส่งต่อความเมล์วันจันทร์ที่ ๔ ตุลาคม
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย