BlackBerry, Nokia, Kodak หรือ Blockbuster ชื่อเหล่านี้เราคงคุ้นเคยและได้ยินกันมาพอสมควรแล้วว่าเป็น business case study ที่โด่งดังขององค์กรที่ไม่ปรับตัวจากการโดน disruption
📌 “Sooner or later, something fundamental in your business world will change.”
สรุปแนวคิดสำคัญ 26 ข้อที่ได้จากหนังสือ “Only the paranoid survive”
1) Andy Grove แนะนำให้เรารู้จักกับคำว่า “Strategic Inflection Point” หรือ SIP ที่หมายถึงจุดหักเหที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐานอย่างยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนรูปแบบหรือแนวทางของธุรกิจนั้น ๆ ไปเลย
7) ธุรกิจคอมพิวเตอร์เองในยุค 80-90 เรียกว่าเป็นแบบ Old Vertical Computer Industry คือบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์อย่าง IBM เป็นผู้ขายแบบเบ็ดเสร็จโดยเอาชิ้นส่วนจากผู้ผลิตรายต่าง ๆ มาประกอบเองและขายให้กับลูกค้าใน brand ของตัวเอง
การเกิดขึ้นของ internet ก็เป็นอีกตัวอย่าง 10x change ของหลาย ๆ ธุรกิจ
8)ที่ผ่านมาเราเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบ 10X มากมาย ในหนังสือยกตัวอย่าง เรื่องของภาพยนตร์ที่สมัยก่อนจะเป็นหนังที่ไม่มีเสียงในฟิล์ม หรือ Silent movie แต่เมื่อมีเทคโนโลยีการใส่เสียงลงในหนังได้ นักแสดงหนัง silent movie เองก็ต้องปรับตัวเพิ่มการพูด ไม่เว้นแม้แต่นักแสดง silent movie ชื่อดังอย่าง Charlie Chaplin
12) ในช่วงที่เกิดวิกฤติของธุรกิจ memory chips ที่ Intel นั้น Andy Grove ได้เข้าไปคุยกับ Gordon Moore ที่ขณะนั้นเป็น Chairman และ CEO ของ Intel ว่า “หากพวกเราถูกบอร์ดไล่ออก และเอา CEO คนใหม่เขามา เขาจะทำอย่างไรในวิกฤตแบบนี้” Gordon หันกลับมาตอบว่า “เขาก็คงเอาบริษัทออกจากธุรกิจ memory chip นี้ ไปหาธุรกิจใหม่” Andy เลยพูดกับ Gordon ว่า แล้วทำไมเราไม่เดินออกจากประตู เดินกลับมาใหม่แล้วทำเสียเองเลย
13) หลายครั้งที่บริษัทต้องการความเปลี่ยนแปลงจะเอาผู้บริหาร หรือ CEO คนนอกคนใหม่เข้ามา เหตุผลคือคนใหม่อาจจะไม่ได้เก่งกว่าหรอก แต่ข้อดีคือเขาจะกล้าที่จะมาทำอะไรใหม่ ไม่ยึดติดเหมือนกันคนเก่าที่ประสบความสำเร็จและผูกพันกับธุรกิจหรือแนวทางเดิม ๆ
14) เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เข้ามานั้นเป็น signal ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือเป็นแค่ noise ที่มาชั่วคราว Andy แนะนำให้เราลองคิดว่า หากเรามีกระสุนปืนนัดเดียวไว้ใช้สำหรับยิงใส่คู่แข่งได้ เราจะเลือกคู่แข่งคนไหน หรือเรียกว่า “silver bullet test” โดยปกติเรามักจะเลือกคู่แข่งในธุรกิจได้ง่าย ๆ แต่หากว่ามีใครเห็นคู่แข่งเจ้าใหม่ที่เราไม่เคยสนใจมาก่อน แสดงว่านั่นอาจจะเป็น signal ของการเปลี่ยนแปลงก็เป็นได้
16) เมื่อมีพนักงานมาส่งข่าวหรือบอกข่าวไม่ดีกับผู้บริหาร ผู้บริหารก็ต้องรับฟังและไม่ “shoot the messenger” (ประโยคดังประโยคนี้มีที่มาจากหนังสือเล่มนี้) ไม่งั้นก็จะมีแต่คนมาบอกข่าวดี และผู้บริหารก็จะไม่รู้ข่าวร้ายที่เขาควรรู้และแก้ไข
17) อย่าติดกับกับสิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามาแต่เป็น version แรกว่ามันไม่ดีและไม่มีทางจะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบ 10X ได้ แม้แต่ PC หรือ Mac หรือแม้แต่ Windows ที่เป็นเวอร์ชั่นแรกก็ไม่ได้ใช้งานได้ดี และมีข้อกังขา ให้เรามองที่ผลกระทบของมันต่อธุรกิจในระยะยาว
19) ในหนังสือมีบทที่ชื่อว่า “Let the chaos reign” คือในช่วงแรกที่เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงแต่เราอาจไม่แน่ใจ มักจะเกิดความโกลาหล เราจะต้องทำการทดลองไปเรื่อย ๆ Andy บอกว่า “Resolution comes through experimentation” มันจะเป็นช่วงที่เกิดความสับสนในองค์กรว่าเอาอย่างไรดี
20) Then reign the chaos…หลังจากที่ทุกอย่างเริ่มชัดเจน การทำ strategic transformation นั้นผู้บริหารต้องให้ direction ที่ชัดเจนกับองค์กรและคนทำงานว่าจะไปทิศทางไหน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
21) เมื่อต้องมีการเปลี่ยนแปลง “คน” ในองค์กรก็ต้องเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกันให้สอดคล้องกับแนวทางใหม่ ความรู้และทักษะที่เคยมีอาจจะใช้ไม่ได้ ต้องไปเรียนและศึกษาทักษะใหม่ ๆ ตัว Andy Grove เองในฐานะผู้บริหารเขาก็บอกว่าเขาก็ต้องไปศึกษาเรื่องของ software เพิ่มเมื่อมีการเปลี่ยนธุรกิจ
22) Andy บอกว่าคนเรามักจะไม่ค่อยยอมรับว่าตัวเองต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยิ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงที่คุ้นชินกับการใช้ความรู้และทักษะเดิม ๆ ในการทำงาน
25) การสื่อสารเรื่องของ strategic changes นั้น Andy แนะนำให้สื่อสารแบบเห็นหน้าค่าตากันแบบ face to face ดีกว่าผ่านวิดีโอหรือทาง online แบบทางเดียวซึ่งแน่นอนว่าทำได้ง่ายกว่า เพราะการสื่อสารเรื่องนี้ต้องการ “interactive” คือการสื่อสารสองทาง มีการถามตอบกัน เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน
26) บทสุดท้าย Andy ได้พูดเรื่อง career inflection points เพิ่มจากเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในองค์กร เพราะอาชีพของเราเองก็อาจจะต้องเจอการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับธุรกิจที่เมื่อสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงก็กระทบอาชีพเราได้
แต่การเปลี่ยนแปลงทางอาชีพนั้นเราจำเป็นต้องเป็นคนที่ดูแลมันคนเดียว เราเป็น CEO ของอาชีพเราเองเพราะอาชีพของเราก็คือธุรกิจของเรานั่นเอง