16 พ.ค. เวลา 07:14 • บันเทิง

“ทรัพย์สินของพระ..”

เป็นไวรัล (viral) กระแสทางสื่อเล็กๆ เรื่องทรัพย์สินของพระภิกษุที่ลาสึกขา..
จริงๆไม่อยากยุ่งกับกระแสสังคมมากนัก.. แต่เห็นว่า การให้ความรู้กฎหมาย จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม และประชาชนที่ไม่ใช่นักกฎหมาย..
เรื่องของส่วนบุคคลที่เป็น กระแสข่าว ก็ปล่อยเขาไปนะครับ..
โพสต์นี้ ไม่ได้ไปตัดสินใคร หรือฝ่ายไหน..
ถ้าผู้อ่านจะให้ความเห็น ขอให้เป็นเรื่องหลักการนะครับ.. ไม่เอาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงมาวิจารณ์นะ..
โพสต์นี้ แค่จะเล่าหลักเกณฑ์กฎหมายให้ฟังเพื่อเป็นความรู้ เอาไว้ใช้ในอนาคต..
เรื่องของเรื่องมีว่า.. เมื่อหลายปีก่อน.. ผู้เขียนเคยไปบรรยายถวายความรู้ให้พระภิกษุ..
ส่วนใหญ่ท่านเป็นเจ้าอาวาส โดยเน้น กฎหมายที่ท่านควรรู้.
เช่น อำนาจหน้าที่ และบทบาทของเจ้าอาวาสในฐานะเจ้าพนักงาน..
รวมถึงเรื่องทรัพย์สินเงินทองของท่าน เมื่อท่านรับประเคนมา และยามที่ท่านมรณภาพ..
ในเรื่องความเป็นเจ้าพนักงานของเจ้าอาวาสนั้น มีอำนาจพิเศษ ใครมาดูหมิ่น.. ท่านก็ได้รับความคุ้มครองมากกว่าคนธรรมดา..
แต่ความรับผิดชอบก็มากขึ้น เสี่ยงต่อความผิดฐานเจ้าพนักงานเบียดบังยักยอกทรัพย์ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้..
อ่อ มีคำพิพากษาศาลปกครองตัดสินมาหลายคดีแล้วนะครับว่า.. เรื่องการปกครองวัด ปกครองสงฆ์ จะแต่งตั้งใคร ปลดใครนั้น.. เป็นเรื่องของสงฆ์ต้องดำเนินการกันเองตามกฎหมายแลพระวินัย..
ศาลไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว..
ส่วนในเรื่องทรัพย์สินนั้น สรุปได้ว่า..
เมื่อพระภิกษุมรณภาพ.. ทรัพย์สินของท่านที่ได้มาขณะเป็นพระ.. และเหลือจากการใช้สอยจำหน่ายจ่ายโอน.. ถือเป็นทรัพย์มรดก..
จะตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่วัดที่ท่านประจำอยู่.. ตามกฎหมายแพ่ง..
ส่วนทรัพย์สินที่ญาติโยมถวายประเคนให้ในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่.. ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยเงินทอง ที่ดินอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สินอื่นใด..
ขอแยกพิจารณาเป็น 2 ประเด็น ดังนี้..
1) ถ้าญาติโยมถวายให้เป็นส่วนตัวท่าน..
“ปัจจัยส่วนนี้ โยมขอถวายให้หลวงพ่อไว้ใช้ส่วนตัวนะเจ้าคะ..”
แบบนี้ ตามกฎหมายแล้ว เงินนั้น ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพระรูปนั้น..
พระภิกษุนั้น จะใช้จ่ายเอง.. ให้คนอื่น.. เอาไปทำบุญ.. ฝากธนาคารก็ได้..
หากสึกหาลาเพศบรรพชิต ก็ย่อมนำไปใช้ในชีวิตเพศฆราวาสได้..
หากมรณภาพเสียก่อน.. เงินที่เหลือใช้ก็ตกเป็นมรดกแก่วัด…
แต่โดยพระวินัยแล้ว.. ถ้ารับเงิน ก็ปรับเป็นอาบัติผิดพระวินัย.. ไม่ได้ดูว่า กรรมสิทธิ์เป็นของใคร..
2) ถ้าญาติโยมถวายให้วัด..
“ปัจจัยส่วนนี้ โยมขอถวายให้หลวงพ่อ.. เพื่อร่วมทำบุญสร้างโบสถ์ ปฏิสังขรวิหารเจดีย์ หรือชำระหนี้สงฆ์นะเจ้าคะ..”
แบบนี้ ทั้งทางกฎหมาย และทางธรรม.. เงินนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัด.. พระที่รับไว้ เป็นตัวแทนวัด มีเพียงอำนาจครอบครอง หรือยึดถือเงินแทนวัดชั่วคราว..
พระภิกษุที่รับเงินไว้ จะนำไปใช้ส่วนตัวโดยนำไปให้คนอื่น.. ไปฝากบัญชีธนาคาร.. หรือเอาไปทำบุญในฐานส่วนตัวไม่ได้..
ไม่ว่า ท่านจะใช้ส่วนตัวขณะเป็นพระ หรือนำติดตัวออกมาใช้เมื่อสึกหาลาเพศบรรพชิตแล้ว..
ตามกฎหมายอาญา ก็อาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ แล้วแต่กรณี..
ตามพระวินัย ถือเป็นการเอาของที่เขาไม่ได้ให้ ถ้าเกิน 1 บาท (5 มาสก) ผิดพระวินัยร้ายแรง ขั้นปาราชิก..
มีปัญหาการตีความว่า ถ้าโยมถวายมาไม่ชัดว่า ให้ส่วนตัว หรือให้วัด.. จะตีความว่าทรัพย์สินที่ทำบุญนั้น เป็นของใคร..
ถ้าคดีไม่ถึงศาล.. ก็คงแล้วแต่ใจท่านพระภิกษุนั้น..
สำหรับพระที่ไม่เคร่งในธรรมนัก.. ท่านก็คงมองว่า ถ้าโยมถวายมาส่วนตัว หรือถวายโดยไม่บอกว่าให้วัด..
ก็ถือว่า ถวายให้ใช้ส่วนตัวนั่นล่ะ.. เมื่อสึกแล้ว ก็น่าจะมีสิทธินำไปใช้ส่วนตัวได้..
คือ เน้นมองแง่กฎหมายทางโลกเป็นหลัก.. เพราะเห็นว่า ไม่ผิดกฎหมาย..
สำหรับพระที่เคร่งครัดในธรรม กลัวบาปกรรม.. ท่านก็อาจ#มองว่า ทรัพย์สินที่ญาติโยมให้มาขณะเป็นพระ..
 
แม้ว่า เขาจะให้มาใช้เป็นการส่วนตัว หรือไม่ได้บอกว่าให้วัดก็ตาม..
แต่เมื่อท่านได้มาในขณะเป็นเพศบรรพชิต.. เขาถวายให้ก็เพราะเห็นว่า เราเป็นพระภิกษุ..
ยามลาสึกออกไป ท่านก็ไม่กล้าเอาออกมาด้วย… ท่านก็มักจะทำบุญถวายกลับไปให้ตกเป็นสมบัติแก่วัด..
เหมือนความเชื่อที่ว่า..
เราไปเข้าวัด บางทีก็ใช้ห้องสุขา.. ใช้น้ำ.. ใช้ไฟฟ้า.. ใช้ธูปเทียนของวัดฟรีๆ..
คนสมัยก่อนนั้น.. แม้เศษดินแลเม็ดทรายที่ติดรองเท้าออกมาจากวัด.. ก็ต้องชดใช้คืน..
ด้วยกลัวบาปกลัวกรรมที่เอาของสงฆ์มาใช้.. จะติดหนี้ จึงต้องทำบุญชดใช้..
ที่เรียกกันว่า “ชำระหนี้สงฆ์”..
แบบหลังนี้ ไม่ได้ดูแง่กฎหมาย.. ไม่ได้ดูแง่สังคม.. หรือแง่พระวินัยอะไรเลย..
แต่ใช้มุมมองแง่ความรู้สึก ผิด ชอบ ชั่ว ดี เฉพาะตัวแต่ละท่านโดยแท้..
สรุปว่า ใครชอบข้าวแกง ก็ฉันไป.. ใครชอบก๋วยเตี๋ยว ก็กินกันไป..
อิ่ม.. หรือไม่อิ่ม.. เจ้าตัวรู้ดีที่สุด..
โฆษณา