16 พ.ค. เวลา 23:46 • ความคิดเห็น
เราว่า..
การตั้งคำถาม เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วนะคะ คนเราแทบจะตั้งคำถามกันตลอดเวลาอยู่แล้วแหละ ไม่ว่าจะถามออกมาดังๆหรือเป็นแค่เสียงในหัว
และไม่ใช่เฉพาะตอนที่รู้สึกอะไรๆมันไม่ make sense แต่ทุกครั้งที่คนเราประสบพบเจออะไร-ดี-ร้าย-บ้าบอ-เหนื่อยเหงาเศร้าเซ็ง ฯลฯ จนกระทบความรู้สึก สมองมักตั้งคำถามโดยอัตโนมัติค่ะ
สมองในที่นี้หมายถึงสมองซีกซ้าย(ส่วนของตรรกะเหตุผล)ที่ยังฟังก์ชั่นได้เป็นปกติ และทำงานร่วมกับสมองซีกขวา(ส่วนของอารมณ์ความรู้สึก)ได้อย่างสมดุล ไม่ได้หนักไปด้านใดด้านหนึ่งอย่างสุดขั้ว จนบดบังการทำงานของสมองอีกซีก
ทว่าสมองคนเรา ไม่ได้ตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุด(หรือสมเหตุสมผลที่สุด)เสมอไป แต่สมองต้องการคำตอบที่ทำให้ตัวเองสบายใจที่สุด
1
สมองไม่ได้อยากรู้ความจริง เราแค่อยากหยุดความไม่สบายใจจากการตั้งคำถาม และถ้าสังเกตให้ดี ฝาปิดที่เร็วที่สุดคือ ท่าทีของเราเองต่อการตั้งคำถามเหล่านั้น อาทิ รีบออกความเห็น รีบปฏิเสธ รีบด่วนสรุป เป็นต้น เหล่านี้คือฟาสต์โหมดของสมองที่ทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อเจออะไรที่ไม่สบายใจ
1
เกริ่นซะยาว วกกลับมาที่กระทู้ค่ะ.
ความรู้สึกว่าไม่ make sense (ต่อกฎในที่ทำงานหรือ anything) เป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากการที่ความเชื่อดั้งเดิม-ชุดข้อมูลประสบการณ์ดั้งเดิมของเรา ขัดแย้งกับสิ่งที่พบเจอในเบื้องหน้า จึงเกิดการตั้งคำถาม
ถ้าขัดแย้งมากๆก็จะมีท่าทีปฏิเสธ แข็งขืน ประท้วง หรือถ้าระดับอ่อนๆก็เช่น บ่นไปเรื่อย หลับหูหลับตาทำๆไป ปล่อยเบลอ ย้ายจุดโฟกัสไปเรื่องอื่น
หรือระดับที่ขัดแย้งจนรับไม่ไหว แต่ต้องทนอยู่เพราะไม่มีทางไป ก็จะออกแนว หาพวก หาเสียงสนับสนุน ซ่องสุมกำลังเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ชอบธรรม
สำหรับตัวเรานะคะ ถ้ารู้สึกว่าอะไรก็ตามที่ไม่ make sense ก่อนอื่นเลยเรามักตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า สิ่งนั้นมันกระทบ-ทำร้าย-กัดกิน-บั่นทอนคุณค่าในตัวเราแค่ไหนอย่างไร แล้วชั่งน้ำหนักผลที่ตามมาจากท่าทีปฏิกิริยาของเรา จะเลือกอดทนหรือปฏิเสธ จะยอมรับปรับตัว หรือจะสร้างความเปลี่ยนแปลง ฯลฯ
ทางเลือกมีมากมายค่ะ เมื่อตัดสินใจได้แล้วก็ลงมือทำตามนั้น
การตอบสนองต่อความรู้สึกใดๆที่เกิดขึ้น พึงใช้ตรรกะเหตุผลควบคู่ไปด้วย (ที่เรียกว่าสติและวิจารณญาณนั่นแล) ฝึกบ่อยๆสมองจะได้สมดุลค่ะ
1
โฆษณา