18 พ.ค. เวลา 10:47 • หุ้น & เศรษฐกิจ

Calm before the storm

เช้านี้สภาพัฒน์แถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ประจำปี 2569 ออกมาขยายตัวที่ 2.8% เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่โต 2.5%
ต้องยอมรับครับว่าไตรมาสนี้เศรษฐกิจไทยมี "สัญญาณบวก" ชัดเจนขึ้นในหลายเครื่องยนต์หลัก ราวกับว่าพายุกำลังจะผ่านไปและฟ้ากำลังจะเปิด:
✨ 1. การลงทุนภาคเอกชนพุ่งแรงสุดในรอบ 3 ปีกว่าพระเอกตัวจริงของไตรมาสนี้คือ การสะสมทุนถาวรหรือการลงทุนรวมที่โตถึง 9.9% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจาก "การลงทุนภาคเอกชน" ที่พุ่งทะยานไปถึง 10.1% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 14 ไตรมาส (หรือ 3 ปีครึ่ง!) สะท้อนว่าภาคธุรกิจเริ่มมีการขยับตัว และได้รับแรงส่งจากการลงทุนใน data center และกระแส ai capex
✨ 2. ท่องเที่ยวฟื้น... พลิกกลับมาบวกครั้งแรกในรอบปีหลังจากที่ภาคการท่องเที่ยวและบริการรับเหี่ยวเฉาและหดตัวต่อเนื่องมาในปีก่อน ไตรมาสนี้รายรับรวมจากการท่องเที่ยวพลิกกลับมา "เป็นบวกครั้งแรกในรอบสามไตรมาส" ที่ +3.8% คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 7.59 แสนล้านบาท โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติไหลเข้าทะลุ 9.3 ล้านคน (ฟื้นกลับมาเกือบ 92% ของช่วงก่อนโควิดแล้ว) ดันให้อัตราการเข้าพักโรงแรม (Occupancy Rate) ขึ้นไปแตะระดับเฉลี่ยสูงถึง 74.9%
✨ 3. การบริโภคในประเทศยังไปได้ดี & ส่งออกไฮเทคโตกระฉูดการบริโภคภาคเอกชนยังคงทำหน้าที่เป็นฐานรองรับที่ดี ขยายตัวเกดเกณฑ์ที่ 3.2% ขณะที่การส่งออกสินค้าภาพรวมโตแรงถึง 17.8% ได้อานิสงส์เต็มๆ จากสินค้ากลุ่มชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ที่โลกกำลังต้องการ
📥 แต่ "นำเข้า" กลับพุ่งแซงไปไกล?ไส้ในที่น่าสนใจมากคือ ตัวเลขนำเข้าสินค้าและบริการในไตรมาสนี้พุ่งสูงถึง 21.1% ทำให้เราขาดดุลการค้าเล็กน้อยที่ 9.6 พันล้านบาท คำถามคือทำไมเรานำเข้าเยอะขนาดนี้? ชวนมอง 2 ด้านครับ:
- ด้านที่ดี: ส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้า "สินค้าทุน" เช่น เครื่องจักรและส่วนประกอบเพื่อเอาเข้ามาลงทุนในประเทศจริงๆ (สอดคล้องกับตัวเลขลงทุนเอกชนที่พุ่งแรง)
- ด้านที่ต้องเอะใจ: อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของ Transshipment หรือการนำเข้าชิ้นส่วนเข้ามา แล้วผ่านกระบวนการส่งออกต่อไปยังประเทศที่สามทันที ซึ่งกิจกรรมแบบนี้แม้จะดันให้ตัวเลขปริมาณการค้า (Trade Volume) ทั้งขาเข้าและขาออกดูอลังการ แต่มันสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ตกอยู่ภายในระบบเศรษฐกิจไทยจริงๆ ไม่มากนัก
1
⚠️ แต่อย่าลืมว่าภาพที่เห็นทั้งหมดนี้... เกิดขึ้น "ก่อนสงครามเริ่มต้น"
นี่คือจุดตัดที่สำคัญที่สุดของตัวเลข GDP ไตรมาสนี้ คือเรากำลังไปได้ดีๆอยู่แล้วเชียว ภาพความแข็งแกร่งและสัญญาณฟื้นตัวทั้งหมดที่ว่ามา มันคือสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นและจบลงภายในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม... มันคือสภาวะ "Calm before the storm" หรือความสงบก่อนที่พายุหมุนลูกใหญ่จะเข้าถล่ม ⛈️
- Time Lag ของราคาพลังงาน: ชนวนสงครามและความตึงเครียดระลอกล่าสุดในตะวันออกกลางเพิ่งปะทุขึ้นในเดือนมีนาคม และราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเพิ่งจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนเอาในช่วง "กลางเดือนมีนาคม" เป็นต้นมา
- ตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยในไตรมาส 1 ที่เราเห็นติดลบ 0.5% (CPI) หรือตัวเลขต้นทุนภาคการผลิตที่ยังดูนิ่งๆ นั้น ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากราคาน้ำมันรอบนี้เลยแม้แต่น้อย ของจริงและต้นทุนที่แท้จริงกำลังจะเริ่มไหลเข้ามาบดข้อมาร์จิ้นของธุรกิจไทยในไตรมาส 2 เป็นต้นไป
มองไส้ใน: ความเหลื่อมล้ำแบบ K-Shape ที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมยังไม่ฟื้น
ความน่ากังวลอีกชั้นหนึ่งคือ แม้ภาคการผลิตรวมจะดูเหมือนรอดตัว แต่ถ้าเราชำแหละโครงสร้างออกมาดู จะเห็นเส้นขนานรูปตัว K ที่แยกทางกันชัดเจน:
- ขาขึ้น (Upper K): คือกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูงที่เติบโตตาม Global Supply Chain และกระแส Capex Demand ของโลก กลุ่มนี้เงินหนา ใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติสูง
- ขาลง (Lower K): คือกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม (Traditional Industry) และอุตสาหกรรมเบา เช่น เสื้อผ้า เครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องดื่ม ซึ่งในไตรมาสนี้ยังคง "หดตัวต่อเนื่องที่ -0.7%" ย่ำแย่ไปพร้อมๆ กับดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง 8.5% ดึงให้รายได้รวมของเกษตรกรวูบลงไป 6.3%
ทำไมเรื่องนี้ถึงอันตราย? เพราะอุตสาหกรรมดั้งเดิมและภาคเกษตรกรรม คือภาคส่วนที่ "จ้างงานคนส่วนใหญ่ของประเทศ" เมื่อคนกลุ่มนี้ยังฝืดเคือง แบกหนี้ครัวเรือนไว้ล้นพ้นตัว แล้วกำลังจะต้องเดินหน้าไปปะทะกับพายุต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อรอบใหม่ที่กำลังจะมาจากผลของสงครามตะวันออกกลาง...
แนวรบฐานรากของเราจึงเปราะบางมาก
📍ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
1
และเมื่อหันไปมองเพื่อนบ้านในสภาวะแวดล้อมเดียวกัน ไตรมาสนี้ ไต้หวันเร่งโตขึ้นไปถึง 13% โตเวียดนามโต 7.8%, มาเลเซียโต 5.4%, อินโดนีเซียโต 5.6% แม้แต่สิงคโปร์ยังโตได้ 4.6% ต้องเรียกว่าเป็นไตรมาสที่ดีมากๆของภูมิภาคเอเชีย แต่เรายังโตไม่ค่อยไหว ยิ่งตอกย้ำว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยฟื้นช้าและมีความยืดหยุ่นต่ำกว่าเพื่อน
🚩 บทสรุป:GDP ไตรมาส 1 ที่ 2.8% พร้อมตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนที่ดูดี ถือเป็นสัญญาณบวก และเป็น "กันชน" หรือแต้มต่อที่ดี แต่อย่าเพิ่งรีบฉลองจนลืมไปว่า มรสุมลูกจริงของปี 2569 ทั้งจากปัจจัยภายนอก (ราคาน้ำมัน/สงคราม) ที่ยังไม่รู้จะจบยังไง และปัจจัยภายใน (ความสามารถในการแข่งขัน หนี้ครัวเรือน/K-Shape) ยังคงเป็นปัญหาซ้ำซ้อนรุมเร้าเศรษฐกิจไทยอยู่
1
ยังไม่ทันได้ซ่อมบ้าน ต้องมาดับไฟที่กำลังไหม้กันอีกแล้ว
โฆษณา