Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Book Gossip: เล่มนี้ต้องขยาย
•
ติดตาม
18 พ.ค. เวลา 15:43 • หนังสือ
ถ้าอย่างนั้นผมขอเริ่มสัมภาษณ์พ่อแม่เลยนะครับ
ในบรรดาหนังสือที่ออกช่วงงานหนังสือที่ผ่านมา เรายกให้ #ถ้าอย่างนั้นผมขอเริ่มสัมภาษณ์พ่อแม่เลยนะครับ จาก Bibli เป็นหนังสือที่มีพล็อตเรื่องน่าสนใจมากที่สุด ว่าด้วยเรื่องของโลกในอนาคตที่เด็กๆที่ถูกทอดทิ้งจะได้รับการเลี้ยงดูจากรัฐ พวกเขาทุกคนจะถูกเรียกว่า "ลูกของชาติ (National Child)" หรือ "NC" และเมื่ออายุครบ 13 ปี เด็กๆจะต้องคัดเลือกคนที่จะมาเป็นครอบครัวของพวกเขาผ่านการสัมภาษณ์ 3 รอบ และทดลองใช้ชีวิตร่วมกันอีก 1 เดือน
หากทุกอย่างเรียบร้อย พวกเขาก็จะได้ย้ายออกไปอยู่กับพ่อแม่ และประวัติการเป็น NC ก็จะถูกลบออกไป ซึ่งในกระบวนการคัดเลือกทั้งหมดนี้ เด็กๆมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเต็มที่ หากพวกเขาไม่พอใจก็สามารถปฏิเสธพ่อแม่คู่นั้นได้ และจะยังคงได้อยู่ในศูนย์ดูแลต่อไปจนกว่าจะเจอพ่อแม่ที่เหมาะสม แต่หากอายุครบ 19 ปีแล้ว พวกเขาจะถูกบังคับให้ออกไปเผชิญสังคมภายนอกทันที แม้ว่าจะไม่มีครอบครัวรองรับก็ตาม และประวัติของการเป็น NC ก็จะติดตัวตลอดไป
ในโลกภายนอกที่ผู้คนยังคงมีอคติกับเด็กๆที่เป็นลูกของชาติ การถูกตราหน้าว่าเป็น NC ก็ไม่ต่างกับจุดด่างพร้อยดวงใหญ่ในชีวิต ด้วยเหตุนี้เด็กๆบางคนจึงพยายามจะหาครอบครัวให้ได้เร็วที่สุด แต่ไม่ใช่กับ "เจนู" เด็กหนุ่มอายุ 17 ปีที่ผ่านกระบวนการสัมภาษณ์พ่อแม่มาแล้วหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยพอใจในพ่อแม่คู่ไหนเลยสักคู่ และเรื่องราวการพยายามตามหาครอบครัวที่เหมาะสมของเจนูนี่เอง ที่จะชวนให้เราได้ย้อนคิดอีกครั้งว่า แท้จริงแล้วคำว่า "ครอบครัว" หมายถึงอะไรกันแน่?
ยังมีเด็กที่ต้องจำใจอยู่กับพ่อแม่ที่ได้สิบห้าคะแนนด้วยเหมือนกัน
ทุกครั้งหลังจบการสัมภาษณ์ เด็กๆจะต้องให้คะแนนพ่อแม่ที่เข้ามาพบกับพวกเขา ถ้าเด็กๆให้คะแนนต่ำ พ่อแม่คู่นั้นก็จะไม่ได้ไปต่อ ครั้งหนึ่งเจนูเคยให้คะแนน 15/100 กับพ่อแม่ที่ดูออกว่าต้องการรับเลี้ยงเขา แค่เพราะอยากได้รับสวัสดิการและเงินสนับสนุนจากรัฐเท่านั้น แน่นอนว่าพ่อแม่คู่นั้นตกการสัมภาษณ์ และไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามายังศูนย์ดูแลอีก
แต่ในโลกความเป็นจริงข้างนอก ยังมีเด็กๆอีกมากมายที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ปล่อยปละละเลย หรือแม้กระทั่งทำร้ายร่างกายและจิตใจของพวกเขา เป็นพ่อแม่ประเภทที่ถ้ามาสัมภาษณ์คงได้คะแนนต่ำเตี้ยเรี่ยดินสุดๆ สิ่งที่น่าเศร้าคือเด็กพวกนั้นไม่อาจหนีไปไหนได้ พวกเขาเปลี่ยนพ่อแม่ของตัวเองไม่ได้ แม้ว่าทั้งคู่จะทำตัวแย่แค่ไหนก็ตาม เพราะถูกคำว่า "ผู้ให้กำเนิด" ล่ามคอเอาไว้
ดังนั้นแล้วแม้ว่ามุมหนึ่ง เด็กๆจาก NC จะเป็นเหมือนเด็กกำพร้าที่โดนทอดทิ้ง แต่อย่างน้อยพวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะได้เลือกพ่อแม่ด้วยตัวเอง พวกเขาอาจจะไม่ได้เติบโตมากับคนที่มีสายเลือดเดียวกัน แต่พวกเขากลับได้รับสิทธิพิเศษที่สามารถเลือกครอบครัวที่พวกเขาอยากจะมีได้
แค่เพราะได้รับพันธุกรรมมาจากพวกเขาก็เลยเรียกแม่เรียกพ่อได้เลยอย่างนั้นเหรอ
มีครั้งหนึ่งที่เจนูได้ยินมาว่า เด็กจากศูนย์อื่นเจอพ่อแม่ที่แท้จริงของตัวเองในการสัมภาษณ์ เลยตัดสินใจย้ายออกไปอยู่กับพ่อแม่ทันที เรื่องเล่านั้นนำไปสู่คำถามที่ว่าเราจะยอมย้ายไปอยู่กับคนที่ไม่เคยรู้จักกัน ไม่ได้คุ้นเคยผูกพันกันมาก่อน และเรียกพวกเขาว่าพ่อกับแม่ได้เต็มปากในทันทีทันใด แค่เพียงเพราะว่าพวกเขาเป็นพ่อแม่ที่มี DNA ตรงกันกับเราได้จริงหรือ
ถ้าเป็นอย่างนั้น แปลว่าสายสัมพันธ์ของครอบครัวสร้างขึ้นแค่จากสารชีวโมเลกุลเล็กจิ๋วที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายเราเท่านั้นหรือ แค่เพราะว่ารหัสพันธุกรรมของพวกเราเหมือนกัน เราเลยรักและห่วงใยกันอย่างนั้นหรือ ไม่หรอก อย่างน้อยก็เรานี่แหละคนหนึ่งที่ไม่เชื่อแบบนั้น เพราะหากนั่นเป็นความจริง มันคงไม่มีข่าวที่คนในครอบครัวกดขี่ข่มเหงกัน สร้างบาดแผลให้แก่กันและกันออกมาหรอก
ไม่มีพ่อแม่คนไหนบนโลกใบนี้ที่เตรียมตัวล่วงหน้าจนพร้อมอย่างสมบูรณ์แบบหรอกครับ
เราเชื่อว่าสายสัมพันธ์ของการเป็นครอบครัวไม่ได้ถูกกำหนดโดยสายเลือด แต่เชื่อว่ามันถูกสร้างขึ้นมาจากความพยายายามที่จะเรียนรู้และเข้าใจกันของทุกคน นิยามคำว่าครอบครัวของเราคือกลุ่มคนที่รัก ห่วงใย และหวังดีต่อกัน เราจึงเห็นด้วยในตอนที่เจนูคุยกับ "พัค" การ์เดี้ยนหัวหน้าศูนย์ แม้พัคจะพยายามแย้งเจนูว่าดูจากการเตรียมตัวมาสัมภาษณ์แล้ว พ่อแม่คู่นี้ไม่มีความพร้อมเลย แต่เจนูก็บอกเขาว่าการเป็นพ่อแม่ไม่มีคำว่าพร้อมหรอก
ไม่ใช่แค่ว่าอ่านคู่มือเลี้ยงลูกครบ 5 เล่มแล้วจะแปลว่าพร้อม ไม่ใช่ว่ารวยล้นฟ้าแล้วจะแปลว่าพร้อม ไม่ใช่ว่ามีเวลาว่างแล้วจะแปลว่าพร้อม เพราะพ่อแม่ก็เป็นมนุษย์ และบางครั้งพวกเขาก็ผิดพลาดได้ ครอบครัวจึงควรจะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนได้เติบโตไปพร้อมๆกัน ช่วยชี้นำทางในช่วงเวลาที่สับสน และปลอบโยนกันและกันในวันที่อ่อนล้า โดยไม่เกี่ยงว่าหน้าที่เหล่านี้ควรเป็นหน้าที่ของพ่อแม่เท่านั้น เพราะหลายครั้งเด็กๆก็สามารถมอบบทเรียนที่ล้ำค่าให้กับผู้ใหญ่ได้เช่นกัน
สิ่งที่ต้องชื่นชมเลยคือ นักเขียนมีวิธีในการเล่าเรื่องราวที่อ่อนไหวออกมาได้อย่างละมุนละม่อม วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่เปราะบางได้ชัดเจนแต่นุ่มนวล ดังนั้นเมื่ออ่านเล่มนี้จบ คุณอาจจะพบว่าภาพของคำว่าครอบครัวในความคิดของคุณนั้นเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นภาพที่ขยายใหญ่ขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น
คุณอาจจะขอบคุณพ่อแม่ในสิ่งที่พวกเขามอบให้คุณเสมอมา คุณอาจจะยกโทษให้ในเรื่องที่พวกเขาเคยทำผิดพลั้งไป คุณอาจจะกล้าปลดโซ่ตรวนที่พวกเขาล่ามคุณเอาไว้ ไม่ว่าหนังสือเล่มนี้จะมอบความรู้สึกแบบไหนให้คุณ เราเชื่อว่าอย่างน้อยคุณจะได้ทบทวนเรื่องราวของตัวเองไปพร้อมๆกันกับเจนู และกำหนดนิยามคำว่าครอบครัวในแบบของคุณเองขึ้นมาใหม่ได้ในที่สุด
เล่มไม่หนามาก อ่านจบได้ในไม่กี่ชั่วโมงค่ะ ใครยังไม่มีไปโดนกันได้:
https://s.shopee.co.th/5flgkJJnh0
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย