20 พ.ค. เวลา 14:33 • สุขภาพ

การดูแลรักษาผู้ป่วยที่ให้อาหารสายยาง

การดูแลผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายยางเป็นงานที่ต้องการความใส่ใจในรายละเอียดสูง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยครับ
สรุปแนวทางการดูแลรักษาออกเป็น 4 ด้านหลัก ดังนี้ครับ:
1. การจัดการการให้อาหารอย่างถูกสุขลักษณะ
จัดท่าให้ถูกต้อง: ก่อนเริ่มให้อาหารทุกครั้ง ต้องจัดให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรง หรือหนุนหมอนให้ศีรษะสูง 30–45 องศา เสมอ เพื่อป้องกันอาหารไหลย้อนกลับเข้าปอด และควรคงท่านี้นานอย่างน้อย 1 ชั่วโมงหลังให้อาหารเสร็จครับ
ความสะอาดของอาหาร: หากใช้อาหารปั่นเอง ควรเตรียมด้วยความสะอาดสูงสุด เก็บในภาชนะมิดชิดในตู้เย็นได้ไม่เกิน 24 ชม. หากใช้สูตรสำเร็จรูปให้ใช้ตามคำแนะนำข้างบรรจุภัณฑ์
อุณหภูมิ: อาหารควรอยู่ใน อุณหภูมิห้อง ห้ามให้อาหารที่เย็นจัดหรือร้อนจัด เพราะจะกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวรุนแรงทำให้ปวดท้องหรือท้องเสียได้
2. การดูแลอุปกรณ์และช่องทางให้อาหาร
ตรวจสอบตำแหน่งสาย (Marker Check): ก่อนให้อาหารทุกครั้ง ให้ตรวจสอบขีดเครื่องหมายที่สายยางว่ายังอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่เลื่อนหลุดออกมา หากพบว่าสายเลื่อนให้รีบแจ้งพยาบาลหรือแพทย์ครับ
การล้างสาย: ต้องล้างสายด้วยน้ำสะอาด (30–50 มิลลิลิตร) ก่อนและหลังการให้อาหาร รวมถึงหลังการให้ยา เสมอ เพื่อป้องกันเศษอาหารและคราบยาตกค้างจนเกิดการอุดตัน
การดูแลแผลรอบสาย:
ทางจมูก (NG Tube): ใช้สำลีชุบน้ำเกลือสะอาดเช็ดคราบรอบรูจมูกเบาๆ ทุกวัน เปลี่ยนพลาสเตอร์ที่ยึดสายให้เหมาะสมเพื่อป้องกันผิวหนังถลอกหรือแผลกดทับที่ปีกจมูก
ทางหน้าท้อง (PEG): ดูแลแผลให้สะอาดและแห้งสนิทตามคำแนะนำของแพทย์
3. การเฝ้าระวังอาการผิดปกติ
ผู้ดูแลควรสังเกตสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้:
ท้องอืด: สังเกตจากหน้าท้องที่ตึงและแข็ง หากเป็นบ่อยอาจเกิดจากอาหารย่อยไม่ทัน หรือให้เร็วเกินไป
การสำลัก: หากผู้ป่วยมีอาการไอแรง หายใจหอบเหนื่อย หรือมีไข้หลังให้อาหาร ต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที
การขับถ่าย: จดบันทึกจำนวนครั้งและลักษณะอุจจาระ หากถ่ายเหลวบ่อย หรือไม่ถ่ายเลยเกิน 3 วัน ควรปรึกษาแพทย์
4. การดูแลสุขภาพจิตและกิจวัตร
สร้างบรรยากาศ: แม้ผู้ป่วยจะทานอาหารผ่านสาย แต่การพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกันในช่วงมื้ออาหารจะช่วยให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกแยกออกจากกิจกรรมของครอบครัวครับ
ดูแลความสะอาดในช่องปาก: ถึงแม้จะไม่ได้รับประทานอาหารทางปาก แต่ยังคงต้องทำความสะอาดช่องปากและแปรงฟันให้ผู้ป่วยอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรียที่อาจไหลลงสู่ปอดได้ ดูเพิ่มเติมที่นี่ https://dseelin.co.th/
โฆษณา