วันนี้ เวลา 05:18 • ธุรกิจ

วิเคราะห์โมเดล Eat Am Are ปี 2568 รายได้ 1,771 ล้าน โตจากปีก่อน 40%

- Eat Am Are ร้านสเต๊กขวัญใจวัยรุ่น วัยทำงาน มีเจ้าของคือ บริษัท อีท แอม อา กรุ๊ป จำกัด โดยบริษัทเพิ่งส่งงบการเงินประจำปี 2568 ที่ผ่านมา
- รายได้ 1,771 ล้านบาท เติบโต 40% จากปีก่อนหน้า
- กำไร 32 ล้านบาท เติบโต 113% จากปีก่อนหน้า
และการเติบโตในช่วงที่ผ่านมา
ปี 2565 รายได้ 495 ล้านบาท กำไร 4.2 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้ 772 ล้านบาท กำไร 4.2 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 1,269 ล้านบาท กำไร 15 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้ 1,771 ล้านบาท กำไร 32 ล้านบาท
และถ้าดูข้อมูลในปีล่าสุดคือปี 2568 Eat Am Are มีจำนวนทั้งหมด 27 สาขา
คำนวณดูคร่าว ๆ แต่ละสาขาทำรายได้เฉลี่ยประมาณ 66 ล้านบาท
และข้อสังเกตคือ จะเห็นว่าอัตรากำไรของ Eat Am Are จะเป็นทรง ๆ เดิมตลอด คืออยู่ที่ประมาณ 1-2% ซึ่งถือว่าบางมาก
อย่างเช่นปีล่าสุด ถ้าเทียบง่าย ๆ ทุก ๆ รายได้ 100 บาท Eat Am Are จะเหลือกำไรแค่ 1.8 บาทเท่านั้น
ทำไมเป็นแบบนี้ ? ถ้าลองมาวิเคราะห์ดู
เรื่องสำคัญก็น่าจะเป็นการเน้นขายสเต๊กในราคาที่จ่ายสบาย ๆ ไม่แรงเกินไป
แต่เน้นให้ปริมาณคุ้มค่าราคา
โดยสเต๊ก 1 จานมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 129 บาท ประกอบไปด้วย
- สเต๊กชิ้นใหญ่ ๆ 1 ชิ้น
- เครื่องเคียงที่มีให้เลือกหลากหลาย เช่น เฟรนช์ฟรายส์ มันบด มันอบ
- ขนมปังปิ้งเนย
เรียกว่าค่อนข้างคุ้มค่ากับปริมาณที่ได้ ในยุคที่ต้นทุนวัตถุดิบสูงแบบนี้
ซึ่งความคุ้มค่าราคาบวกกับรสชาติที่ถูกปากคนไทย ก็สะท้อนไปยังรายได้ที่เติบโตได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แต่แน่นอนว่าก็ต้องแลกมาด้วยอัตรากำไรที่ดูบางมาก
อย่างไรก็ตามถ้า Eat Am Are สร้างการเติบโตในมุมรายได้ได้มากกว่านี้ แล้วอัตรากำไรยังคงเดิม
ถึงแม้เปอร์เซ็นต์กำไรจะไม่เยอะ แต่กำไรก็เป็นตัวเงินที่สูงขึ้นตามได้
เช่น ถ้ารายได้โตเป็น 2,000 ล้านบาท อัตรากำไรเท่าเดิม 1.2% ก็เป็นกำไรสุทธิ 24 ล้านบาท
ถ้ารายได้โตเป็น 3,000 ล้านบาท อัตรากำไรเท่าเดิม 1.2% ก็เป็นกำไรสุทธิ 36 ล้านบาท
หรือในอีกมุมหนึ่ง ถ้าสเกลธุรกิจโตมากขึ้นกว่าเดิมมาก ๆ Eat Am Are ก็อาจจะสามารถประหยัดต้นทุนต่อหน่วยได้มากขึ้น หรือที่เรียกว่าการเกิด Economies of Scale
อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ยิ่งผลิตสินค้าหรือบริการมากเท่าไร ต้นทุนในการผลิตต่อหน่วยก็จะยิ่งลดลง
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการเกิด Economies of Scale ก็อาจทำให้อัตรากำไรของ Eat Am Are ปรับสูงขึ้นได้ จาก 1-2% เป็น 5% หรือ 10% หรือมากขึ้นกว่าเดิมในอนาคต ก็เป็นไปได้เหมือนกัน..
Reference
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
โฆษณา