21 พ.ค. เวลา 07:46 • นิยาย เรื่องสั้น

🙏บันทึกประสบการณ์ทางจิต ep7.

"สิ่งที่พบจากการปฏิบัติ สมถ วิปัสนา จนถึง อ๋อ เป็นเช่นนั้นเอง"
บันทึกนี้จะบอกเล่าถึงอาการทางสมาธิในขั้นต่างๆที่ผู้เขียนพบเจอ จนถึงการนำมาใช้ และการเข้าใจในธรรม ซึ่งแน่นอนเรื่องปัจจัตตัง ย่อมมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ก็ขอให้ท่านผู้อ่านพึงพิจารณา ถึงแง่มุมที่เป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย หากไม่แล้วก็เพียงปล่อยผ่านไป เพราะใดๆในโลกจะล้วนให้ถูกต้องตรงใจเราไปเสียหมดเป็นไม่มี
เหล่านี้คือธรรมชาติของโลก หากแต่ผู้เขียนได้ปฏิบัติโดยตน จนพัฒนากายพัฒนาจิตพัฒนากำลังสมาธิมาเป็นลำดับด้วยเวลาหลายปี เห็นการเจริญขึ้นกับตนเป็นพิสูจน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการ ละเลิก อบายมุข เหล้ายาสุรานารี(ละชั่ว) หันมาศึกษาธรรมทำบุญรักษาศีล(ทำดี) เจริญสมาธิสมถและวิปัสนา(ทำจิตใจให้ผ่องใส)
หากจะเลือกเสพเฉพาะที่ถูกใจตนไม่ทำใจให้เป็นกลาง เลือกยึดถือมานะและอัตตาว่าต้องเดินปัญญาอย่างเดียวตามพุทธวจนเท่านั้นถูก อื่นใดไม่ใช่ทาง ก็ขอให้ท่านพิจารณาเอาเถิด โลกนี้มีธรรมมีสรรพสิ่งหลากหลาย แต่
ใดๆล้วนไม่ใช่ตัวใช่ตน เหตุใดบางท่านจึงยังติดข้องหมองใจกับธรรมใดใดในโลกอันไม่ถูกใจพวกท่านเองอยู่เล่า นั่นมิใช่เพราะท่านก็ติดอยู่ใน อาสวะ เช่นกันหรอกหรือ?
ผู้เขียนเริ่มสนใจธรรมมะจากการ สงสัยในเรื่องที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าจึงเริ่มทดสอบ และพบว่า อ้าว เราหลับตามันไม่ใช่แค่ความมืดนี่นาจึงเป็นที่มาของการปฏิบัติ พบเจอเรื่องราวและพัฒนาจิตใจ ตามep.ต่างๆที่จะเล่าต่อไปเรื่อยๆ แต่เนื่องด้วยนึกได้ก็จะเล่า จึงไม่ได้เรียงลำดับแบบนิยายให้อ่านแล้วเข้าใจง่ายตามลำดับ
หลังจากเจอแสงในครั้งแรก ผู้เขียนจึงติดใจชอบที่จะทำสมาธิเพราะอยากรู้ว่าเมื่อหลับตาจะมีสิ่งใดอีก สมัยนั้นยังไม่มีข้อมูลบรออนไลน์ให้ศึกษาได้ง่ายเช่นปัจจุบัน จึงใช้เวลานาน จากการปฏิบัติซ้ำๆ ไปหาครูอาจารย์ หาอ่านในหนังสือ และน้อมนำมาทบทวนพิจารณา
เมื่อบริกรรมภาวนากำหนดลมหายใจเข้าออกมั่นคงดีแล้ว ก็พิจารณาลมหายใจ แรงเบา ยาวสั้น ปรับให้รู้สึกสบายเฝ้ากำหนดไป จิตจะเข้าสู่ปีติ อาการปีติมีหลายประเภทตามตำรา ผู้เขียนเคยพบแล้วทั้งหมด แต่ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะได้พบทั้งหมด และการพบเมื่อแรกจิตยังไม่คล่องตัวอาจคงอยู่ยาวบ้างสั้นบ้างแล้วแต่การรักษาระดับความสงบของบุคคล
เมื่อปีติหายไปเหลือเพียงลมหายใจที่สงบจะรู้สึกเหมือนกายแข็งตั้งมั่นอยู่คำบริกรรมหายไปแต่ยังรู้สึกตัว มีแต่ความสุขอิ่มเอิบ สบายนิ่งๆอยู่เช่นนั้น
เมื่อหมดบัญญัติไม่รู้สึกถึงเสียงโดยรอบ ไม่รู้สึกถึงลมหายใจ ไม่รู้สึกว่ามีตัว กว้างขวางไม่มีประมาณมีแต่โอภาสโดยรอบนิ่งสนิท จะรู้สึกว่ามีตัวได้ด้วยการระลึกว่ายังมีตัวไหม เมื่อนั้นจึงรู้ว่าความรู้สึกกลับมา ลมหายใจกลับมา
เมื่อถึงขั้นนี้จากการได้สอบถามครูอาจารย์ท่านว่าให้ฝึกเข้าออกตามลำดับให้ชำนาญความรู้ต่างๆ การรู้เห็นนิมิตต่างๆ การเข้าใจธรรมต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นตามลำดับขึ้นตอนกลับไปกลับมาเช่นนี้ เมื่อน้อมนำมาโอปนยิโกพิจารณาโดยละเอียดแยบคาย อาทิ
จิตมีกำลังฌาน รู้ว่าจะมีคนมาหาและมีคนมาในช่วงเวลานั้นจริง รู้ว่ารถข้างหน้าจะเกิดอุบัติเหตุและเกิดในช่วงเวลานั้นจริง รู้ว่าคนที่กำลังคุยอยู่ด้วยคิดอย่างไรและเมื่อสนทนาจบเขาก็บอกสิ่งที่ต้องการตามนั้นจริง / ระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเป็นภาพจำช่วงสั้นๆในวัยเด็กได้เห็นเหตุการณ์ใยวัยเด็กที่เป็นภาพปะติดปะต่อช่วงสั้นเป็นเรื่องราวเต็มในเหตุการณ์
รวมถึงเหตุการณ์ก่อนมาปฏิสนธิในครรภ์ได้ / กำหนดเหตุการณ์ในฝันรู้ตัวว่าฝัน(ลูซิกดรีม)ตอนหลับรู้ว่าหลับและจะหลับจะตื่น จะตื่นตามกำหนดโดยไม่ต้องปลุกย่อมได้ / เห็นนิมิตต่างๆตามเรื่องตามราวได้
แต่เมื่อได้กำลังฌานแม้จิตจะถอนออกจากสมาธิในขั้นสูง การดำเนินชีวิตในประจำวันก็จะมีอาการแปลกไปจากเดิม สติจะทันความคิดสติจะทันทุกผัสสะ สติจะเป็นมหาสติเมื่อไม่ได้บริกรรมคำภาวนา สติก็จะทันทุกกิริยาของกาย เหมือนเจริญกายคตาสติตลอดเวลา เห็นกายกับจิตแยกจากกัน ทำงานตากแดดกลางแจ้งจากที่เคยร้อนเคยบ่นไปทำไป กลายเป็นแดดโดนผิว ผิวร้อนรู้ว่าร้อนแต่ใจไม่ร้อนใจสบายตลอดวัน
โดนลูกค้าตำหนิเห็นปากลูกค้าขยับ ได้ยินคำด่ารู้ว่าลูกค้าเจอปัญหาอะไร เสียงกระทบหูแต่ไม่กระเทือนใจ โฟกัสที่ปัญหาว่าต้องแก้อะไรและแก้ที่ปัญหานั้น หากเรื่องใดแก้ได้แก้หากแก้ไม่ได้ก็ยอมรับและปล่อยผ่านไปนำมาปรุงแต่งต่อให้เป็นความทุกข์ เสียใจ เครียด ชีวิตดำเนินต่อไปได้ตามปกติ แต่สบายกว่าเดิมเยอะมาก ทุกสิ่งไม่มีปัญหา ปัญหามีแต่ไม่เป็นปัญหา
ครั้นการทำสมาธิก็เปลี่ยนไปลำดับขั้นตอนต่างๆจะเร็วขึ้นมาก และสามารถนำมาพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ได้แบบระดับหนังฮอลลีวู้ด จะดูแยกส่วนจะดูลึกลงไปซูมเข้าซูมออกทำได้เห็นชัดเจน การทำอุคหนิมิตควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตก็ทำได้ ผู้เขียนทำอุคหนิมิตเป็นหลวงพ่อใหญ่(พระศรีศากยะ
ทศพลญาณประธานพุทธมณฑลสุทัศน์)อยู่ชัดเหนือศรีษะ(บริเวณเหนือต่อมไพนิล)
สติมีกำลังเต็ม เจอเพื่อนแอบมาหยอกให้ตกใจก็ไม่ตกใจ ดูหนังก็ไม่รูสึกอิน ทุกสิ่งเห็นมันเป็นไปตามเรื่องตามราว จนบางครั้งในการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น เราเองต้องแสดงอารมณ์ร่วมออกไปเพื่อความลื่นไหลสอดคล้องของวงสนทนา
เห็นใดใดในโลกล้วนสมมุติบัญญัติ เพราะถ้าไม่บัญญัติมันมีค่าเสมอกัน ไม่ขาวไม่ดำ ไม่สูงไม่ต่ำ ไม่รวยไม่จน แม้กระทั่งชีวิตตนเอง จะอยู่หรือไปมันก็มีค่าเสมอกัน จึงได้นำมาวิตกวิจารณ์พิจารณาว่า ถ้ายังอยู่ก็อยู่เพื่อสร้างประโยชน์ ถ้าตายก็ตายเพราะไม่รู้สึกมีอะไรติดค้าง ทั้งทางโลกทางธรรม ทรัพย์มรดก ร่างกาย อวัยวะ ก็จัดการไว้หมดแล้ว การคงอยู่หรือตายมันจึงมีค่าราบเรียบเสมอกัน
แต่สภาวะนี้ก็มิใช่ดำรงอยู่ได้ไปตลอด เมื่อคลุกคลีด้วยโลก ที่มีเจริญขึ้นและเสื่อมลง เมื่อถึงครั้นเกิดความเสื่อม ทำสมาธิไม่ได้เช่นเดิม จิตกลับไปปรุงแต่งอารมณ์เช่นเดิม ก็เกิดความทุกข์โทมนัส ความทุกข์ความเสียใจนั้นเองที่สอนเราว่า แม้แต่สมาธิแม้แต่ฌานก็ยังมีเจริญขึ้นเสื่อมลง มีเกิดมีดับ เห็นว่าไม่ว่าใดใด ก็ไม่สามารถล่วงพ้น กฏไตรลักษณ์ที่พระพุทธองค์กล่าวไว้โดยชอบแล้วไปได้เลย
จึงเข้าใจถึงคำของท่านพุทธทาสที่ว่า "ทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเอง" เมื่อเห็นทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเองบ่อยเข้า โดยการเฝ้าดูการเกิดดับ แต่ไม่ต้องเข้าไปอยากมีอยากเป็น ต้องการให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แค่ดูเห็นและเข้าใจ เมื่อนั้นท่านๆทั้งหลายจึงได้เจริญปัญญา
เรื่องนี้เล่ายาวแต่ดีที่เล่าหมด เพราะจะได้ไม่ต้องเล่าอีก เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ผู้เขียนจะได้เล่าประสบการณ์ต่างๆที่ได้พบต่อไป
#ธรรมมะจัดสรร
#สมถและวิปัสนาเรื่องเดียวกัน
#เรื่องเล่าประสบการณ์ทางจิต
#มันเป็นเช่นนั้นเอง
โฆษณา