Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ก
ก่อนกลับดาว
•
ติดตาม
24 พ.ค. เวลา 00:12 • ไลฟ์สไตล์
แขวงดาวคะนอง
เส้นทางกวี
----------------แต่ปางหลังยังมีกรุงกษัตริย์-------------------
สมมุติวงศ์ทรงนามท้าวสุทัศน์ ผ่านสมบัติรัตนานามธานี
อันกรุงไกรใหญ่ยาวสิบเก้าโยชน์ ภูเขาโขดเป็นกำแพงบุรีศรี
สะพรึ่บพร้อมไพร่ฟ้าประชาชี ชาวบุรีหรรษาสถาวร
- - -
อายเหมือนกันนะที่จะเรียกตัวเองว่า”กวี” ผมก็แค่อยากพูดให้มันดูดี อยากจะเรียกคนให้เข้ามาอ่านน่ะแหละ ถึงแม้จะอ่านด้วยความหมั่นไส้ก็ตาม
ความต้องการหลักอีกอย่างก็คือใช้เป็นที่เก็บผลงานร้อยกรองต่างๆ ที่เคยทำไว้ในที่เดียว มันก็เลยอาจจะน่าเบื่อไปบ้างกับบางเรื่องที่เวิ่นเว้อเกินไป
****บทความและบทกวีในนี้ถ้าฟลุ๊คก็คงมีบางส่วนที่ “อร่อย” ในการเสพบ้าง ส่วนไหนที่เลี่ยนเอียนก็อย่าลังเลที่จะ “ถุย” ออกมาได้เลยครับ****
เมื่อหลายวันก่อนผมได้ไปเจอเอกสารเก่าเกี่ยวกับร้อยกรองที่ผมเคยแต่งช่วงที่อยู่อินเด็กซ์ก็เลยคิดว่าน่าจะบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาว่ามันไปยังไงมายังไงถึงได้มาแต่งร้อยกรองเหล่านี้ และก็ต้องการบันทึกผลงานเอาไว้ที่เดียวกันอีกด้วย
โปรดระวังหล่นใส่หลังเท้า Credit: thebookbun
กลอนแปดข้างบนเป็นความจำจาก “พระอภัยมณี” หนังสือกลอนเล่มแรกในชีวิตที่ผมอ่านจริงจังจนจบเล่มตอนอายุราว 13 ปี และเป็นหนังสือเล่มที่ใหญ่มาก ขนาดราว 20 x 28 x 6 ซม. มีประมาณ 1,400 หน้า หนักราวสองกิโลกว่า เป็นของคุณปู่ที่นอกจากจะมีหนังสือเล่มนี้แล้วก็ยังมีนิยายอื่นๆ อีกนับร้อยเล่ม หนังสือเหล่านี้เป็นการสะสมของคุณปู่คุณย่าและอาอีกสามคน เท่าที่จำได้คือหนังสือชุด “เพชรพระอุมา” ตอนนั้นมีแค่ภาคแรก 24 เล่ม และนิยายต่างๆ ของฑมยันตี กนกเรขา พนมเทียน ฯ
ถึงแม้ว่าพวกเราจะมีการท่องอาขยานสั้นๆ ที่เอามาจากพระอภัยมณีบ้าง รามเกียรติ์บ้างตั้งแต่ชั้น ป.1 (พ.ศ. 2511) มั้ง แต่พวกเราก็ไม่มีใครที่จะอ่านหรือเขียนตามที่ท่องได้อย่างแตกฉาน อย่างไรก็ตามมันก็ทำให้เราได้รู้จักกับท่วงทำนองความสวยงามของร้อยกรองตั้งแต่ตอนนั้น
น่าจะเมื่อพวกเราได้ขึ้นชั้น ป.4 “ครูสัมฤทธิ์ แสงมณี” ที่เป็นครูประจำชั้นได้สอนพวกเราเขียนกลอนแปด เรื่องนี้ผมได้เขียนไว้ที่ “อนุบาลสระบุรี...เบ้าพิมพ์ดินเหนียว 2509-2514” ถ้าสนใจเรื่องอนุบาลสระบุรีก็ไปย้อนอ่านดูได้ครับ และผมจะ copy & paste จากบทความนั้นมาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับร้อยกรองเท่านั้น
blockdit.com
[ก่อนกลับดาว] อนุบาลสระบุรี...เบ้าพิมพ์ดินเหนียว 2509-2514 ผมเปรียบตัวเองเป็นก้อนดินเหนียวที่มีสภาพอ่อนนิ่มเมื่อวัยแรกเข้าโรงเรียน
ผมเปรียบตัวเองเป็นก้อนดินเหนียวที่มีสภาพอ่อนนิ่มเมื่อวัยแรกเข้าโรงเรียน
ตุลาคม 2565 ผมได้เข้าไปหาข้อมูลเกี่ยวกับคุณครูสัมฤทธิ์ แสงมณี บนเฟสบุ๊ค แต่ดันไปเจอชื่อ”ศศิธร สุทัศน์วานิช” เข้า เพราะเธอเข้าไปโพสต์เกี่ยวกับครูสัมฤทธิ์
ผมดีใจมากที่จะได้ติดต่อกับเพื่อนรุ่นอนุบาลอีกครั้ง แล้วเราก็เริ่มแชทกันในเมสเซนเจอร์
การแชทของเราทำเอาผมอึ้งไปสองระลอก
อย่างแรก ศศิธรจำรายละเอียดได้ขนาดนั้นเลยเหรอ!
อึ้งที่สอง ข้อมูลที่ได้จากเธอทำให้ภาพเก่าๆ ที่ผมคิดว่ามันเปื่อยสลายไปแล้วนั้นมันกลับมาอีกครั้ง มันไม่ได้หายไปไหน ถ้าศศิธรไม่ได้ดึงขึ้นมาผมก็จำไม่ได้หรอกว่ามันมีเรื่องนี้เกิดขึ้น
แชทกับศศิธร
ลองมาดูว่าผมคุยอะไรกับศศิธร...
ศศิธร: เราชื่อศศิธร
สมัยเรียนอนุบาลสระบุรีเรียนห้องเดียวกับอาทิตย์ ดีใจที่ได้เจอนะ เธอคือตำนาน คือคนที่ทำให้เราเริ่มต้นการอ่านหนังสือ
ผม: โอ๊ย ขนาดนั้นเลย เราเรียนแย่มากตอนโต (พิมพ์ตอบไม่ถนัดเพราะกำลังลอยอยู่ด้วยความภูมิใจ)
ศศิธร: ตอนเด็กๆเราอ่านหนังสือไม่ออก แต่ประหลาดใจที่เธออ่านหนังสือออก และเธอบอกว่าเธออ่าน ฟ้าเมืองทอง ตอนนั้นเรียนกับครูสัมฤทธิ์ ครูให้แต่งกลอนบนกระดาน ซึ่งครูเริ่มเขียนไว้ก่อนแล้ว ไม่มีนักเรียนคนไหนแต่งได้
ครูเขียนก่อนเกี่ยวกับก่อนปีใหม่ เธอต่อกลอนให้ครูว่า... พนมกรทั่วหล้า ขอพรจากฟ้า หลั่งมาสู่เธอ
ผม: เฮ้ยยยย จำได้ขนาดนั้นเลย (อึ้งไปเลยว่าเธอจำได้ขนาดนั้น)
ศศิธร: เราตกใจมาก เพราะเราไม่เข้าใจคำว่า หล้า แปลว่าอะไร (ตอนนั้นเราอยู่ป .4 นะ ) เราถามว่าเธอทำไมถึงเก่งขนาดนี้ เธอบอกว่าให้อ่านหนังสือสิ
เธอเล่าให้เราฟังว่า รู้ไหมตอนจบทศกัณฐ์ตายยังไง เราไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้เลย
เธอเป็นคนบอกว่าให้เราอ่านหนังสือ แล้วเธอก็หยิบหนังสือดอกเตอร์ดูลิตเติ้ลให้เราอ่าน บอกว่าอันนี้สนุก เราก็อ่านนะ หลังจากนั้นเราติดการอ่าน อ่านมาเรื่อย
**** จุดเริ่มต้นมันก็ประมาณนี้แหละ ****
ตอนที่เริ่มคิดจะบันทึกเรื่องราวนี้ผมก็คิดกระโดดไปกระโดดมา ตั้งหลักไม่ถูกว่าจะเล่าเรื่องไหนก่อนดี เอาเป็นว่าใช้ความคิดแบบคนคอมพิวเตอร์ง่ายๆ ว่าจะเล่าแบบ Input-Process-Output ก็แล้วกัน
-/-/-/-/-/-/-/-/-Input - ก็คือมีอะไรที่ใส่เข้าไปในสมองบ้าง -/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
*******i1-หนังสือ****** นี่คือแหล่งวัตถุดิบหลักเลย
****1.1-หนังสือการ์ตูน****
ผมได้อ่านหนังสือเร็วกว่าเพื่อนๆ หลายคนโดยเริ่มจากหนังสือการ์ตูนหนูจ๋า, สิงห์ดำ, ชัยพฤกษ์การ์ตูน คาดว่าน่าจะเริ่มอ่านตอนอนุบาลสองโดยมีแม่เป็นคนสอนสะกดอย่างช้าๆ
โชคดีที่แม่จบแค่ ม.2 ซึ่งหางานทำยากเลยเป็นแม่บ้านอย่างเดียวทำให้มีเวลาสอนอ่านให้ผมได้ นานๆ พ่อจะซื้อการ์ตูนมาให้เล่มนึงก็อ่านไปหลายเดือนเลยมั้ง เท่าที่จำได้ก็ไม่ค่อยได้ซื้อแต่จะอาศัยยืมบ้านข้างๆ อ่าน
หนังสือการ์ตูนยุคนั้น Credit: ร้านหนังสือคุณแม่, Thaicartoontca.org,
****i1.2-หนังสือที่พ่ออ่าน****
ซึ่งก็คือ ฟ้าเมืองไทย (รายสัปดาห์), เสียงเรียกจากเหมืองแร่(พ็อคเก็ตบุ๊ค) ทั้งสองเล่มเป็นของอาจินต์ ปัญจพรรค์ ฟ้าเมืองไทยนั้นพ่อจะไปซื้อในตลาดสุขุมาลย์หลังโรงเรียนอนุบาลสระบุรี ส่วนเสียงเรียกจากเหมืองแร่ไม่รู้ว่าพ่อซื้อที่ไหน
Credit: ฺBookeden, Preechabooks, siambook.net มติชน
หนังสือของพ่อที่อ่านแล้วสนุกที่สุดก็คือ “เสียงเรียกจากเหมืองแร่” เล่มละ 5 บาท (ราคาเท่าโอเลี้ยง 5 แก้ว) ถึงยังเด็กแต่ตอนนั้นรู้สึกว่าการอ่านการ์ตูนมันจบเร็วเกินไป อ่านนิยายของพ่อสนุกกว่าเยอะ
มีเล่มเด็ดของพ่อที่ผมได้อ่านตั้งแต่เด็กราว ป.3-ป.4 คือเรื่อง “ปีศาจ” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ เนื้อเรื่องนี่มันแปลกใหม่มากสำหรับเด็ก มันขบถนี่นา แต่มันก็อ่านสนุกนะ เพราะมีพระเอกนางเอก มีอุปสรรคต้องฟันฝ่า มันทำให้ติดนิสัยขบถมาตั้งแต่ตอนเด็กหรือก็เปล่าไม่รู้
พอได้อ่าน “ปีศาจ” แล้วติดใจ ก็เลยไปเอาของพ่อมาอ่านอีกเล่มที่เป็นของเสนีย์ เสาวพงศ์ เหมือนกัน คือ “บัวบานในอเมซอน” ปรากฏว่ามึนตึ้บ! ไม่สนุกเลย อ่านแล้วไม่เข้าใจ มันเหมือนกับเป็นสำนวนเนื้อเรื่องอีกแบบนึงที่มันไม่ใช่นิยาย จำไม่ได้ว่าทนฝืนอ่านจนจบหรือเปล่า
****i1.3-หนังสือที่พ่อซื้อให้อ่าน****
มีหนังสือการ์ตูนบ้างไม่กี่เล่ม คือ หนูจ๋า, ชัยพฤกษ์การ์ตูน ส่วนเรื่องสิงห์ดำนี่ยืมบ้านข้างๆ อ่าน
ตอนหลังพ่อซื้อหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คสำหรับเด็กทำให้ดีใจมาก คือ ด็อกเตอร์ดูลิตเติ้ล กับ นิทานนานาชาติสำหรับเด็ก ทั้งสองเล่มมันเป็นของราคาสูงสำหรับครอบครัวและไม่มีขายในสระบุรี พ่อน่าจะซื้อที่กรุงเทพฯ
ตอนนั้นพ่อเป็นพนักงานอนามัยอยู่สระบุรี โดยมีวุฒิอนุปริญญาตั้งแต่ปี 2499 แล้วมาเรียนปริญญาตรีตอนอายุ 40 ปี น่าจะเรียนเสาร์-อาทิตย์ ทำให้มีโอกาสซื้อหนังสือที่ไม่มีในสระบุรีให้ได้
Credit: Tarad.com, LuukAod.com
****i1.4-หนังสือในห้องสมุดประชาชนจังหวัดสระบุรี****
ไม่รู้ว่าพ่อผมนึกยังไงถึงพาผมไปที่ห้องสมุด บรรณารักษ์ชื่อ “ครูสุทิน” ท่านเป็นศิษย์เก่าเขมะฯ มีลูกสาวแก่กว่าผมราว 10 ปีชื่อพี่เหมี่ยว นี่เป็นข้อมูลที่ผมพอจะจำได้
ห้องสมุดเป็นอาคารไม้ยกพื้นชั้นเดียว หลังคาสูงมาก เปิดด้านหน้าหมด ด้านข้างมีประตูที่มีไม้ตีโปร่งกันด้านล่างนับสิบช่องประตูทำให้ห้องสมุดดูโล่งน่านั่ง ผมเหมือนเป็นแขกพิเศษเพราะหลายครั้งที่พี่เหมี่ยวหรือครูสุทินจะสั่งนมเย็นให้ผมนั่งอ่านไปดูดไปได้อีกด้วย
ในห้องสมุดเล็กๆ แห่งนี้มีหนังสือสำหรับเด็กไม่มากนักซึ่งผมก็อ่านจนหมด หนังสือใหม่ที่มาทุกวันก็มีแค่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเท่านั้น นอกนั้นจะเป็นหนังสือเก่า
พออ่านหนังสือเด็กหมดแล้ว ผมก็เริ่มอ่านหนังสือผู้ใหญ่ ได้แก่ ราชาธิราช, พานทองรองเลือด, เชอร์ล็อก โฮมส์, พยัคฆ์ร้าย 007”, ฯลฯ
บริเวณห้องสมุดเดิม ตอนนี้เป็นห้องประชุมเอนกประสงค์ชื่ออาคารสุขใจ
****i1.5-หนังสือกำลังภายใน****
แรกๆ ผมจะอ่านในห้องสมุดฯ แต่ที่นั่นมีอยู่ไม่กี่เล่ม อ่านแป๊บเดียวก็หมด เท่าที่จำได้มี รอยสักมังกร, หลักโลหิต, มังกรหยก (จำลอง พิศนาคะ)
1
ผมมาไล่อ่านหนังสือกำลังภายในทั้งหมดที่พิมพ์ระหว่างช่วง 2506-2523 จนหมดก็ตอนที่มาเรียน ม.ศ.4-5 ที่โรงเรียนวัดสังเวช เพราะไปเจอร้านห้องแถวแห่งหนึ่ง จำไม่ได้ว่าชื่อร้านหรรษาหรือสำนักพิมพ์หรรษา เป็นร้านให้เช่าหนังสือนิยายไทยและกำลังภายใน ร้านนี้อยู่ใกล้โรงหนังบุศยพรรณและตลาดนานา
Credit: Facebook : Supakorn Sidthikorn
ที่ร้านนี้ผมได้ตะลุยอ่านหนังสือกำลังภายในทุกเล่มที่มีในร้านจนหมด ตอนนั้นมีคนแปลสองนามปากกาแข่งกันคือ ว. ณ เมืองลุง และ น.นพรัตน์ และความพิเศษของร้านนี้ก็คือเฉพาะหนังสือกำลังภายในเขาจะเป็นร้านแรกที่โรงพิมพ์ส่งให้เขา บ่อยครั้งที่ผมต้องไปรอเช่าหนังสือที่เพิ่งออกจากโรงพิมพ์หมาดๆ หลังเลิกเรียน เรียกได้ว่าพิมพ์ไม่ทันอ่าน
จำลอง พิศนาคะ, ว. ณ เมืองลุง, น. นพรัตน์ เริ่มแปลกำลังภายในมาตีพิมพ์เป็นภาษาไทยในปี 2501, 2506, 2508 ตามลำดับ
ผมเคยอ่านกำลังภายในที่แปลโดย จำลอง พิศนาคะ เพียงเรื่องเดียวคือเรื่องมังกรหยก ซึ่งเขามีสำนวนเฉพาะตัวที่ใช้ภาษาใกล้เคียงกับนิยายไทย เขาเป็นเจ้าแรกของวงการหนังสือกำลังภายในไทย
เมื่อแรกเข้าวงการ ผมเริ่มอ่านงานของ ว. ณ เมืองลุง พร้อมๆ กับของ น. นพรัตน์ ซึ่งถ้าเทียบสำนวนแล้วผมไม่รู้สึกถึงความแตกต่างเลย ที่แตกต่างแบบปรายตาแล้วรู้ว่าเป็นผลงานใครก็คือหน้าปก ภาพวาดที่หน้าปกจะต่างกันพอสังเกตได้ คือ ของ ว. ณ เมืองลุง จะมีสีทึมกว่าและเป็นภาพขนาดใหญ่กว่า ส่วนของ น. นั้นจะใช้สีสดกว่าเล็กน้อยและลายละเอียดภาพมากกว่า
ส่วนของจำลอง พิศนาคะ ผมได้อ่าน “มังกรหยก” หลังจากที่ได้อ่านงานของ ว. และ น. มาเป็นสิบเรื่องแล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่าอ่านของจำลองแล้วไม่ลื่นไหล และหน้าปกก็เป็นภาพวาดที่หยาบกว่ามาก น่าจะเป็นเพราะเป็นงานที่ผลิตเมื่อปี 2501 ก่อนผมเกิดด้วยซ้ำ
นิยายกำลังภายในทำให้ผมรู้จักศัพท์ภาษาแต้จิ๋วหลายคำ และได้พบกับสำนวนที่ฉีกแนวไปจากนิยายไทยเป็นอันมาก มันทำให้รู้จักคำไทยที่ต้องแปลไทยเป็นไทยจำนวนมาก เช่น อาคันตุกะ=แขก, พิฆาต=ฆ่า, วารี=น้ำ, ศิลา=หิน, มัจฉา=ปลา, ฯลฯ เป็นแหล่งคำที่ดีมาก
ช่วงที่ยังเป็นเด็กประถมผมนี่”อิน”กับกำลังภายในมากถึงขนาดที่เอาทางมะพร้าวมาเหลาเป็นกระบี่ และก็เอาปากกาเขียนที่กระบี่ว่า “มังกรดำระกำใจ” ตามแบบในหนังสือ เดินลากกระบี่อยู่ในซอยจนกระบี่เหี่ยว
แถมนิดนึง....
มันจะมีการพูดถึงพรรคกระยาจก (เห็นไหม ต้องแปลว่า “ขอทาน”) ว่าตัวหัวหน้าพรรคจะใส่ชุดที่มีการผูกปมไว้ 9 ปมเป็นสัญลักษณ์สูงสุด ถ้าเป็นรองหัวหน้าก็จะมี 8 ปม ส่วนลำดับล่างสุดก็จะมีแค่ 1 ปม ผมก็เพิ่งเข้าใจไม่นานมานี่เองว่า “ปม” นี่มันบอกถึงการผ่านศึกมาอย่างโชกโชนนี่เอง
จากรูปจะเห็นว่าตัวสีม่วงนี้คือตัวหัวหน้า ตอนแรกมีปมเดียว พอประสบการณ์เพิ่มขึ้นปมเดียวเอาไม่อยู่ก็ต้องเพิ่มขึ้นอีกปมนึง แต่ดูสภาพแล้วไปไกลไม่ถึง 9 ปมแน่ ตูดจะขาดก่อน
****i1.6-หนังสือนิยาย****
ผมเริ่มอ่านนิยายครั้งแรกก็ราวปี 2513-14 ที่ห้องสมุดสระบุรี มีนิยายแปลบ้างนิดหน่อย และนิยายไทยอีกไม่มากเท่าไหร่ แต่ละเล่มก็กระดาษเหลือง ผมน่าจะอ่านนิยายจนจบเหมือนกันที่ห้องสมุดนี้
พอมาเจอร้านหรรษาผมก็เน้นไปที่หนังสือกำลังภายในก่อน แต่เนื่องจากเขาพิมพ์ไม่ทันอ่านผมก็อ่านนิยายไทยไปด้วย แถมเอาไปอ่านเวลาเรียนอีกต่างหากโดยซ่อนไว้ใต้โต๊ะเรียน คุณครูสอนไปผมก็ชำเลืองดูด้านล่างไป
ผมจะเลือกอ่านกลุ่มฑมยันตี(โรสลาเรน, กนกเรขา, ลักษณวดี) ก่อน แล้วก็จะเป็นกลุ่ม วลัย นวาระ (จามรี พรรณชมพู, นลิน บุษกร, รอม วิศรุต) ต่อไปก็จะเป็น กรุง ญ. ฉัตร, ฯลฯ
ถ้าเป็นหนังสือแปลนอกเหนือจากนิทานนานาชาติสำหรับเด็กและด๊อกเตอร์ดูลิตเติ้ลตอนชั้นประถมแล้วก็จะเป็นหนังสือชุด “สถาบันสถาปนา” ของ ไอแซค อาซิมอฟ ตอนราวปี 2518
แล้วมาอ่านอีกทีก็ของร้านหรรษาอีกเหมือนกันที่เป็นแนวสืบสวนโดยการแปลของ สมพล สังขะเวส, สุวิทย์ ขาวปลอด, พล ธีราวุธ
แต่ถ้าจะย้อนไปวัยเด็กก็คือ พยัคฆ์ร้าย 007 และ เชอร์ล็อคโฮมส์ อ้อ มีเรื่องของ “นักสืบปัวโรต์”, “ไทปัน” ด้วย และก็อีกหลายเล่มของ อกาธา คริสตี้ นับไปนับมาก็หลายสิบเล่มอยู่นะแต่ไม่ถึงร้อยเล่ม
Credit: ร้านหนังสือจันทรา, สุ หนังสือเก่า, siambook.net
แล้วนิยายอังกฤษล่ะ ......
1 เล่มครับ แถมจำไม่ได้อีกว่าเรื่องอะไร เล่มสีเขียวหนาราว 600 หน้า เป็นเรื่องเกี่ยวกับฆาตกรรม นั่งอ่านในรถไฟชั้นสาม เชียงใหม่-กทม. ไม้ที่นั่งแข็งเป๊กไม่อยากนอน ตอนนั้นหารถนอนไม่ได้เพราะอยู่ในช่วงรับปริญญา มช. ประมาณปี 2539 อ่านเล่มเดียวเข็ด มันก็สนุกนะ แต่กว่าจะอ่านเข้าใจนี่ไม่ง่ายเลย
มีนิยายที่ลงเป็นตอนๆ ที่อ่านสนุกจนติดงอมแงมอยู่สองเรื่อง เรื่องแรก คือ “แก้วสารพัดนึก” ของ สันต์ เทวรักษ์ ที่เขียนในนิตยสารฟ้าเมืองไทยที่อยากอ่านจนต้องอาสาเดินทางหลายกิโลจากบ้านไปกลับตลาดสุขุมาลย์เพื่อซื้อฟ้าเมืองไทยมาให้พ่อทุกอาทิตย์
มีเหตุการณ์ระทึกตอนกลับจากซื้อฟ้าเมืองไทยอยู่ครั้งหนึ่ง ภาพเหตุการณ์ยังจำได้จนทุกวันนี้ มันเป็นตอนที่ผมกำลังข้ามถนนจะกลับบ้านโดยมือนึงกำหนังสือฟ้าเมืองไทยไว้แน่น ขณะนั้นมีชายขี่รถมอเตอร์ไชค์มาด้วยความเร็วไม่มาก แต่ด้วยความเป็นเด็กทำให้ผมกลัวเลยเกิดความลังเลละล้าละลังเดินๆ หยุดๆ ทำให้เขาบังคับรถหลบส่ายไปมาแล้วก็ปั้กเข้าให้
แฮนด์มอเตอร์ไซค์ของเขากระแทกที่หัวผมจนล้มลงไปกับถนน แต่ไม่มีส่วนไหนที่แหลมคมทำให้เลือดออก ผมก็งงไปพักนึงแล้วเขาก็พาผมไปส่งบ้านเจอกับพ่อแม่ จากนั้นผมก็จำไม่ได้ว่าเป็นยังไงต่อ จากจุดกระทบที่หัว แสดงว่าตอนนั้นผมสูงแค่แฮนด์รถมอเตอร์ไซค์เท่านั้น
อีกเรื่องก็คือ “ชุมแพ” ของ ศักดิ์ สุริยา ที่พิมพ์ในนิตยสารบางกอกรายสัปดาห์ เรื่องนี้ผมต้องคอยไปนั่งเฝ้าหัวบันได”น้าน้อย” ข้างบ้าน รอให้แกอ่านจบก่อนแล้วถึงจะยืมมาอ่านต่อ
พ็อคเก็ตบุ๊คที่ชอบอ่านเท่าที่จำได้ก็มีหนังสือของ ต๊ะ ท่าอิฐ, ก้องหล้า สุรไกร, สยุมภู ทศพล, ดำรงค์ อารีกุล, วาณิช จรุงกิจอนันต์ ส่วนที่จำไม่ได้อาจจะมีอีก 3-4 คน
****i1.7-หนังสือร้อยกรอง**** ตัวนี้สำคัญมาก
แม้ว่าผมจะเริ่มแต่งกลอนแปดครั้งแรกตอนราว 2514 แต่ตอนนั้นผมจำไม่ได้ว่าผมได้อ่านร้อยกรองนอกเหนือจากในชั้นเรียนโรงเรียนอนุบาลหรือเปล่า ตอน 2513-14 อาจจะได้อ่านร้อยกรองที่ห้องสมุดสระบุรีบ้าง อาจจะเป็นขุนช้างขุนแผน, ประวัติศรีปราชญ์, ประวัติสุนทรภู่ ที่จำได้คือเรื่องพระอภัยมณีที่ผมอ่านจนจบในราวปี 2517
“พระอภัยมณี” เป็นหนังสือร้อยกรองเล่มแรกที่ผมอ่านจนจบเล่มด้วยความสนุกในเนื้อหาแต่ไม่ได้อ่านเพราะชอบในความเป็นบทกลอน หลังจากนั้นผมก็น่าจะอ่านร้อยกรองตามหนังสือนิตยสารต่างๆ ที่จะตัดเอามาเพียงบางส่วน
พอเรียน ม.ศ.4-5 ก็มีการเรียนเกี่ยวกับฉันทลักษณ์ของร้อยกรองต่างๆ ทำให้ได้อ่านร้อยกรองอื่นๆ นอกเหนือจากกลอนแปดที่จำเจมาตั้งแต่เด็ก ที่ได้เรียนรู้ใหม่ได้แก่ กาพย์, โคลง, กลบท ทำให้ในช่วงตอนที่เรียนอยู่วัดสังเวชก็เริ่มผลิตผลงานออกมาหลายชิ้นด้วยความคันไม้คันมือ หนังสือร้อยกรองที่อ่านช่วงนี้ก็คือหนังสือที่เป็นแบบเรียนในวิชาภาษาไทย
มีหนังสือร้อยกรองเล่มเดียวในชีวิตที่ผมซื้อมาอ่านคือ “ฉันจึงมาหาความหงอย” ที่เป็นผลงานวรรณอำของ ไพบูลย์ วงษ์เทศ ซื้อเพราะชอบความตลกที่เขาเขียนล้อเลียนร้อยกรองของนักเขียนดังๆ เช่น เนาวรัตน์ พงษ์ไพเบี้ย, วิทยากร กุนเชียง, อังคาร กัลยานพวง, ฯ
ฉันหวังจะดึงให้หมดปอย สุดท้ายดึงได้น้อยแค่กระจุกเดียว Credit: สุ หนังสือเก่า
“ร้อยกรองของกวีที่มีชื่อเสียง” ผมจะได้ท่วงทำนองจากหนังสือที่ได้มาฟรีบ้าง หรือไปพลิกอ่านแบบไม่เสียเงินตามร้านหนังสือบ้าง โดยที่ไม่เคยซื้อหนังสือของท่านเหล่านี้เลยก็คือ ท่านอังคารฯ, พี่เนาว์, พึ่จี๊ด-จิรนันท์ พิตรปรีชา งานของทั้งสามท่านนี่อ่านแล้ว “อร่อย” ผมก็จะเอามาเลียนแบบบ่อยๆ ซึ่งไม่เคยอร่อยเท่าเลย
อยากอวด..... คืออยากอวดว่าผมเคยใกล้ชิดพี่เนาว์ฯ ด้วยนะ โดยการเดินสวนกันที่สะพานลอยแถวสยามเมื่อราว 30 ปีที่แล้ว แหมถ้าแอบหยิกตอนเดินสวนกันนี่คงได้คุยกันแน่
ส่วนท่านอังคารฯ ผมเห็นท่านระยะไกลที่โรงละครแห่งชาติ น่าจะเป็นปี 2555 งานอะไรก็ไม่รู้ ท่านไปพูดบนเวที ตอนนั้นท่านดูโรยแรงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหลังจากนั้นไม่ถึงปีท่านก็ลาจาก
พี่จี๊ด-จิรนันท์ฯ (อย่าคิดว่าผมสนิทกับพี่จี๊ดนะ แค่เป็นการเรียกแบบเรียกศิลปินเท่านั้นน่ะ) คนนี้ได้คุยกันสามสี่ประโยค พี่จี๊ดเข้ามาซื้อโปสเตอร์รูป ร.9 ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวในหอศิลป์กรุงเทพฯ ที่ผมเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวอยู่
*******i2.-*******input ทางอารมณ์
เรียกว่าเป็น trigger ที่กระตุ้นอยากให้สร้างงานออกมา ซึ่งตามปกติแล้วผมไม่ได้อยากที่สร้างอะไรออกมาเลย แต่จะมี 3 สาเหตุที่ทำให้ผมสร้างร้อยกรองขึ้นมา คือ
****i2.1-****ถูกร้องขอสำหรับงานที่จำเป็น
น้อยครั้งที่ผมจะอาสาแต่งกลอนให้ใคร หลายครั้งก็ไม่รู้ว่าคนที่ขอให้แต่งเขารู้ได้ยังไงว่าผมแต่งได้ อาจจะเป็นเพราะเขาเห็นว่าผมเป็นคนที่ปรึกษาได้สารพัดเรื่องจริงมั่งมั่วมั่ง งานที่ออกมาประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งหมดก็เป็นงานที่ถูกร้องขอ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผมในการแต่งกลอนที่ถูกกระตุ้นด้วยเงื่อนไขนี้
****i2.2-****เกิดอาการหมั่นไส้คน หรือหมั่นไส้สังคมขึ้นมาอย่างมาก
เหตุการณ์นี้มีไม่บ่อย เช่น หมั่นไส้คู่แข่งที่เขียนกลอนจีบสาวคนเดียวกัน คือผมมีความต้องการที่จะเอาชนะและโชว์เหนือ หรือบางทีมีประเด็นในสังคมที่อยากด่า เงื่อนไขนี้จะนำไปสู่การแต่งกลอนที่สนุกและลื่นไหล
****i2.3-****เกิดภาวะอยาก “อวดอัจฉริยะ”
เงื่อนไขนี้นานๆ เกิดที เป็นอารมณ์ประมาณว่าอยาก “โชว์ออฟ” โดยไม่มีใครร้องขอ อันนี้จะแต่งได้ลื่นไหลดี
-/-/-/-/-/-/-/-/-***Process*** กระบวนการผลิตงาน -/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
แบ่งเป็น 2 แบบก็แล้วกัน
■
*******p1.-******* การผลิตแบบที่ถูกร้องขอ
ในตอนเด็กราวๆ ป.4 ที่เริ่มแต่งกลอนแปดครั้งแรกก็เกิดจากการที่ครูสัมฤทธิ์ แสงมณี ได้สอนกลอนแปดในชั้นเรียน และมีการหัดแต่งในห้องเรียนและก็มีการบ้านให้ไปแต่งที่บ้านด้วย ผมก็แต่งตามโจทย์ที่ได้รับและรูปแบบที่ครูสอนในชั้นเรียน การบ้านผมก็ทำเองตามปกติโดยไม่ต้องให้ผู้ปกครองสอน
ที่จริงกระบวนการแต่งของผมมันก็มีแบบเดียวน่ะแหละ คือ เลือกรูปแบบว่าจะเป็น กลอนแปด, กลอนหก, กาพย์ยานี, โคลง, กลบท พอได้รูปแบบมาแล้วก็เอาคำที่มีอยู่ในหัวมาแปะใส่ก็เป็นอันว่าเสร็จ
แต่เนื่องจากคลังคำในสมองมีไม่มาก คำไหนไม่รู้จักก็ไม่กล้าใช้ ที่เคยอ่านผ่านตาแล้วชอบแต่รู้สึกเอื้อมไม่ถึงกับคำศัพท์ก็มีเยอะ เช่น
" ..... ส่ายเศิกเหลี้ยนล่งหล้า ราญราบหน้าเภริน เข็ญข่าวยินยอบตัว
ควบค้อมหัวไหว้ละล้าว ....." จาก นิราศนรินทร์ อ่านแล้วมีแต่เครื่องหมายคำถามเพียบ
“... ยิ้มฉุยกรุยกราย สักลายรอบขา ลงข่วงล่วงคว้า ด้ายกรอทอใย...” เพลงนันทบุรีของ พี่เนาว์ฯ โอยยยย “ลงข่วงลวงคว้า” นี่มันอะไรวะ
สำหรับผม การแต่งร้อยกรองก็เหมือนการเติมคำในช่องว่างแค่นั้น ไม่ต้องฉลาดมาก แต่ต้องอึดนิดนึงในการควานหาคำมาเติมตามรูปแบบ
.......แล้วถ้าหาคำมาเติมไม่ได้ล่ะ จะทำยังไง........
หลายครั้งที่ผมจะเกิดอาการ “ตัน” คือแต่งต่อไม่ได้ วิธีแก้ก็คือส่งให้ “ยานแม่” ช่วยหาคำที่เหมาะสมมาให้
“ยานแม่” เป็นคำที่ผมสมมุติเล่นๆ ซึ่งหมายถึงตัวช่วยที่ผมหาเหตุผลไม่ได้ว่าช่วยผมได้ยังไง
วิธีขอความช่วยเหลือก็คือ เมื่อรู้สึกตัน แต่งต่อไม่ได้ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนผมก็จะหยุดคิดหยุดแต่ง แล้วปล่อยเวลาให้ผ่านไป 1 คืน
ซึ่งดูเหมือนว่าในตอนกลางคืนจะมีกระบวนการค้นหาคำที่ซ่อนอยู่ในหลืบสมองให้ได้คำที่เหมาะสมออกมา เรื่องยานแม่นี่ไม่เคยพลาดเลย จะได้คำดีๆ มาเติมช่องว่างในวันรุ่งขึ้นเสมอ
แต่ “ยานแม่” จะทำงานตอนหลับสนิทเท่านั้น
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมถูกร้องขอให้แต่งกลอนให้น่าจะเป็นพี่เปี๊ยก-อนุสรณ์ MD ที่กำลังจะลาออกจากบริษัทฯ โดยมีคำร้องแกมบังคับว่าให้เสร็จภายในเย็นนี้
เฮ้ย... งานฟรีแล้วยังเร่งอีก เอาวะลองดู
แต่งไปได้ครึ่งนึงก็ตัน ก็ลองพึ่งยานแม่แล้วกัน
มันเป็นช่วงกลางวันที่ผมใช้เวลาแต่งกลอนอยู่ในห้อง server ที่มีผมนั่งอยู่คนเดียว
ผมจัดแจงหาลังกระดาษเอาไปปูใต้โต๊ะทำงาน ปิดไฟมืดสนิท ล็อคห้อง แล้วก็พยายามหลับอยู่ใต้โต๊ะ
กระสับกระส่ายอยู่นานกว่าจะงีบไปนิดนึง พอตื่นขึ้นมา ไม่ได้อะไรเลย นั่นเป็นครั้งเดียวที่ฝืนส่งการบ้านให้ยานแม่
■
*******p2.-******* การผลิตแบบมีอารมณ์ร่วม
ได้แก่ อารมณ์หลงรูป, อารมณ์หมั่นไส้ หรือ อารมณ์อยากโชว์ แบบนี้จะแต่งได้ลื่นไหลและค่อนข้างอร่อย แต่โอกาสจะเกิดแบบนี้นั้นน้อยมาก และก็แทบจะไม่ต้องใช้บริการยานแม่เลย
เท่าที่จำได้ ก็มีการแต่งชมโฉม (เสาวรจนี), การแต่งโชว์เหนือคู่แข่งในการจีบสาว, แต่งด่าผู้หญิงที่หักอกเพื่อน, แต่งวันเกิดเพื่อน, แต่งทำนองจีบสาวรุ่นพี่
ขยายความเรื่องแต่งให้รุ่นพี่ นั่นคือพี่เขาเรียน ม.ศ. 5 ซึ่งจะเรียนภาคเช้า ผมเรียน ม.ศ. 4 ภาคบ่าย แล้ววันหนึ่งเขาลืมหนังสือที่มีชื่อเขียนว่า “เพียงใจ” อยู่ที่ปก ผมก็คันมืออดไม่ได้ ก็หยอดโคลงไป 1 บทใส่กระดาษวางใต้โต๊ะที่เราใช้ร่วมกัน
วันรุ่งขึ้น ทั้งกระดาษโคลงที่ผมเขียนและหนังสือของเขาก็หายไป และก็ไม่มีอะไรอื่นนอกจากความว่างเปล่า ดีที่ไม่เขียนด่ากลับมา
ที่จริงแล้ว ผมไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเขาเลย ไม่เคยรู้ว่าหน้าตาเป็นยังไงด้วย เพียงแค่คำว่า “เพียงใจ” มันไปสะกิดต่อมคันของผมเท่านั้น
อีกกรณีนึงผมแต่งให้รุ่นพี่นักกิจกรรมชื่อ “สมพิศ” คนนี้รู้จักกันเพราะช่วงนั้นผมเป็นประธานสีเขียวและผมจะร่วมทุกกิจกรรมของโรงเรียน ด้วยที่เธอเป็นคนน่ารักพูดเล่นกันได้ ผมแต่งให้เธอในวันเกิดแต่เนื้อหามันไม่เกี่ยวกับวันเกิดเลย ที่จริงผมก็ไม่ขัดเขินหรอกเพราะผมน่าจะอายุมากกว่าเธอแต่เธอไม่รู้เพราะผมเรียนซ้ำชั้นอยู่สองปี
ที่จริงยังมีสาวที่มีอักษร “พ” ที่ผมพึงใจอยู่เสี้ยวเวลาหนึ่งเธอชื่อ “พรรณเพียงเดือน” แต่ผมได้แค่แหงนมองอยู่ด้านล่าง ไม่เคยแม้แต่จะเห่าออกมา
เหตุผลเพราะมันเหมือนกับเนื้อเพลง ”ฮักกันบ่ได้ดอก” ที่ร้องว่า “....เธอมีเชื้อเจ้า แต่ฉันนั้นมีเชื้อโจร...” เป็นเรื่องจริงที่เธอมีเชื้อเจ้า และปู่ผมก็เป็นลูกน้องโจรที่มาจากบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี
สงสัยตัวเองอยู่เหมือนกันว่าเป็นอะไรนักหนากับอักษร “พ” ดีนะที่ไม่มีเมียชื่อ “เพียงเพชฌ(ฆาต)”
ช่วง ม.ศ.4-5 ผมผลิตงานหลายชิ้นเกือบทั้งหมดเป็นแบบมีอารมณ์ร่วม มีเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นกึ่งงานอาสากึ่งเอามัน นั่นคือการแต่งกลอนให้สืบศักดิ์ จันทรังษี หัวหน้าห้อง 4/1 เอาไปใช้ในการโต้วาทีหัวข้อ “ที่ว่าชายดีกว่าหญิงจริงหรือไม่” ในงานวันสุนทรภู่ เรียกว่าเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
ตอน ม.ศ.4-5 ผมยังไม่มีแฟน แต่ก็เริ่มจีบสาวแล้ว มีอยู่ช่วงนึงมีเพื่อนคนนึงอกหัก ผมก็อินไปกับมันด้วย ก็คันมืออีก แต่งกลอนเกี่ยวกับความรักออกมาหลายชิ้น เป็นกลอนแปดบ้าง กาพย์บ้าง กลบทบ้าง แต่งแล้วเมามัน ส่วนมากจะแต่งตอนกลางคืนรวดเดียวจบ
-/-/-/-/-/-/-/-/-***Output*** ผลิตผลที่เป็นร้อยกรอง -/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
ผลงานของผมถ้าจะแยกตามชนิดของร้อยกรองก็จะมี กลอนแปด, กลอนหก โคลงสี่สุภาพ, โคลงกระทู้, กาพย์ยานี 11, กลบทเท่าที่จำได้ก็มีแค่ กลบทถอยหลังเข้าคลอง เท่านั้น
*****กลอนแปด*****
ผมเริ่มต้นแต่งร้อยกรองช่วงแรกก็คือกลอนแปดนี่แหละ โดยครูสัมฤทธิ์เป็นผู้พาเข้าวงการตอนประมาณ ป.4 พ.ศ.2514 หลังจากนั้นอาจจะมีกลอนหกบ้างเพราะมันง่ายคล้ายกัน กอรปกับวิชาภาษาไทยที่เรียนก็ยังเรียนเป็นกลอนแปดเกือบทั้งหมด
*****โคลงสี่สุภาพ*****
จำไม่ได้ว่าเริ่มแต่งโคลงสี่สุภาพตอนไหน แต่ได้อ่านเรื่องศรีปราชญ์ตอนเด็กแน่นอน และเรื่องนี้ก็มีโคลง “ธรณีนี่นี้เป็นพยาน....” เพียงแต่ตอนเด็กรู้สึกว่ามันยากเกินไปที่จะแต่ง
*****โคลงกระทู้*****
ผมเข้าใจว่ามันก็คือโคลงสี่สุภาพที่มีกระทู้อยู่ข้างหน้าแต่ละบรรทัด ผมจะใช้แต่งโคลงกระทู้เอาไว้ตัดเลี่ยน คือผมถูกร้องขอให้แต่งหลายชิ้นจนเอียนผลงานตัวเองที่มีท่วงทำนองซ้ำซาก เพราะผมก็ไม่สามารถจะสร้างอะไรให้มันอร่อยน่าอ่านได้ทุกครั้ง ก็เลยพยายามเอาโคลงกระทู้มานำบทแล้วตามด้วยกลอนแปดหรือกาพย์ยานี 11 ก็พอแก้เลี่ยนได้บ้าง
*****กลบท*****
ผมได้แต่งกลบทถอยหลังเข้าคลองอุทิศให้เพื่อนที่อกหัก อันนี้แต่งด้วยความเมามัน ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าผมเอารูปแบบมาจากไหน เพราะมันยังไม่มีอินเตอร์เน็ตให้หาข้อมูล สงสัยว่าเอามาจากหนังสือที่ห้องสมุดโรงเรียน ผมแต่งราวปี 2523 ตอนอยู่ ม.ศ.5 แต่งรวดเดียวจบด้วยความสนุก
-/-/-/-/-/-/-/-/-และแล้วก็มาถึงช่วง “อวดอัจฉริยะ” -/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
ผมต้องการรวมผลงานร้อยกรองที่แม้จะเคยโพสต์ไว้หลายชิ้นใน Facebook แล้วแต่ก็ยังไม่ครบ ผมคิดว่าในนี้จะเพิ่มเติมรายละเอียดได้มากกว่า
ผลงานที่จะบันทึกในนี้ผมจะเรียงตามปีของวันที่แต่ง
**2514-01**
เหลือหลักฐานเป็นกระดาษเหลืองกรอบขาดวิ่น อาจจะไม่ใช่ผลงานชิ้นแรก แต่เป็นหลักฐานเก่าสุดที่ยังเหลืออยู่ คาดว่าจะแต่งราวปี 2514 (มีสัมผัสผิดจากวรรคส่งของบทแรกไปยังวรรครับของบทสอง -- ยังเด็กอยู่ ให้อภัยมันเนาะ)
น่าเอ็นดู
**2514-02**
เป็นกลอนแปดบทเดียวที่ถือว่าเป็นการเกิดในในวงการได้เลย พ่อแม่ก็ดูจะภูมิใจมากด้วย
“เพราะผมเป็นกามโรคจู๋จึงหด มันชอบถดถอยไปเข้าในอู่
ใครใครเห็นร้องทักมักขอดู พออยู่อยู่จู๋โผล่โอ้โฮยาว”
เด็ก ป.4 อย่างผมตอนนั้นไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับกามโรคหรอก เพียงแต่ตอนนั้นพ่อเป็นพนักงานอนามัย สังกัดหน่วยควบคุมกามโรค รู้แค่ว่ามันเป็นโรคที่เกี่ยวกับจู๋แค่นั้นแหละ
**2515-01**
อันนี้ไม่ใช่ร้อยกรอง มันเป็นการบ้านเรียงความเรื่อง”ศรีปราชญ์” ที่คาดว่าเกิดจากการอ่านหนังสือแล้วจำเอา เดาว่าไม่ได้ลอกมาจากหนังสือ ตอนเด็กมีความจำดี แต่ก็พลาดตรง “ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน เราก็ลูกอาจารย์ หนึ่งบ้าง” 5555 จาก”ศิษย์”กลายเป็น”ลูก” ซะงั้น เรียงความนี้ยาวถึง 10 หน้า น่าจะไปอ่านมาจากห้องสมุดจังหวัดสระบุรี
เรียงความตอนอยู่ ป.5
**2515-02**
เรียงความเรื่อง”พันท้ายนรสิงห์” สั้นจุ๊ดจู๋ จำได้ว่าผมถอดความมาจากเพลง “พันท้ายนรสิงห์” ที่มีเนื้อร้องว่า “ปางเมื่อพระเจ้าเสือ เสด็จประทับเรือเอกชัย....” เป็นเพลงผู้ใหญ่เพลงแรกในชีวิตที่ร้องเป็นก่อนที่อ่านหนังสือออกด้วยซ้ำ แม่สอนตอนอยู่อนุบาลโดยใช้วิธีท่องเนื้อตามแม่พูด นั่นคือที่มานักร้องเสียงดีเสียงบาริโทนในตอนหนุ่ม
เรียงความที่ถอดความมาจากเพลง
**2516-01**
ตอนนั้นผมน่าจะเรียนอยู่ ป.6 ที่โรงเรียนวัลยา ซอยเทเวศร์ 2 ผมจำเหตุการณ์ไม่ได้ชัด มันเหมือนว่าครูผู้หญิงที่เพิ่งเข้ามาใหม่มีความขัดแย้งอะไรไม่รู้กับกลุ่มผู้หญิงห้องผม และครูท่านนั้นก็ออกจากการเป็นครูไป
??? ... เด็ก ป.6 เนี่ยนะ มันจะมีเรื่องถึงขนาดเป็นเหตุให้ครูออกจากโรงเรียนเลยหรือ...
แต่ตอนนั้น trigger กวีมันถูกกระตุ้นให้ทำงานโดยอัตโนมัติ ผมแต่งโคลงต่อว่าผู้หญิงโดยมีเนื้อความที่จำได้แค่ท่อนเดียวว่า “....ท่านออก ออกเพราะใคร ใช่ออก โดยลา....” เอาไปแปะบอร์ดหลังห้อง (แหล่ง broadcast ที่ใช้อีกหลายครั้งในเวลาต่อมา)
ในเวลาอันไม่นาน เพื่อนหญิงก็นำกระดาษแผ่นนั้นไปฟ้องคุณครูใหญ่คือ คุณครูบุปผา วัลยะเสวี (บุตรสาวพระยาสุรินทรเสวี) ที่เราเรียกกันในหมู่นักเรียนว่า “ครูผา” ท่านสวยสง่า พูดเสียงเบา แต่ดุมาก
เรื่องที่ทะลุไปถึงครูผานี่เป็นเรื่องไม่ธรรมดาเลย เรื่องนี้มันผ่านครูประจำชั้น ผ่านครูปกครองเช่นครูเล็ก ครูกุ้ง-ครูปลา(น้องสาวท่านถ้าผมจำไม่ผิด) ไปได้ยังไงไม่รู้ ลักษณะครูผานี่เปรียบท่านเป็นจักรพรรดินีของที่นั่นเลยแหละ
คลับคล้ายคลับคลาว่าท่านจะให้เด็กนักเรียนคนนึงมาเรียกผมไปหา ผมก็ตะลึงด้วยใจสั่นๆ ท่ามกลางสายตาของเพื่อนหญิงชายที่รุมมองแบบว่า “มึ้งงงงง..... ชะตาขาดแน่”
ผมคลานเข่าเข้าไปหาท่านที่ท่านนั่งทำงานประจำอยู่ชั้นล่างของเรือนโบราณสไตล์โคโลเนี่ยลผสมด้วยใจระทึก
... ไม่มีความดุแม้แต่น้อย ...
ในสายตาท่าน ผมคงเป็นเด็กตัวกระจ้อยร่อยผอมดำที่เพิ่งย้ายมาจากสระบุรี แล้วก็มาแต่งโคลงประนามกลุ่มเพื่อนหญิง
ท่านถามผมด้วยเสียงธรรมดาถึงความเป็นมาของเรื่องนี้อยู่พักนึง แล้วท่านก็ให้ผมกลับได้ เท่าที่ผมจำได้คือไม่มีการลงโทษหรือดุว่าใดๆ
อีกนับเดือนต่อมา น้าสะใภ้ของผมที่ทำหน้าที่ผู้ปกครองได้ไปพบท่านเรื่องอื่นซึ่งน่าจะเป็นการจ่ายค่าเทอม น้าเล่าให้ฟังว่า ครูผาพูดประมาณว่า “เค้าจ้องชั้นตาเขม็งไม่ยอมหลบตาเลย”
ผมจำไม่ได้จริงๆ ว่าตอนนั้นท่านพูดหรือถามอะไรบ้าง ส่วนที่ผมไม่หลบตาท่านอาจจะเป็นเพราะผมโดนวิญญาณ “สาย สีมา” เข้าสิงเพื่อให้แข็งขืนกับเจ้าขุนมูลนายหละมัง
พี่ชายของ"ต๊อก-กัมปนาท คล้ายแก้ว" เป็นตัวแทนของน้องๆ ที่เพิ่งเข้าเรียนที่สวนกุหลาบฯ มากราบครูผาเนื่องในวันไหว้ครู จะเห็นท่าคลานเข่าที่คุ้นชิน
**2518-01**
ปี 2518 ขณะที่เหตุการณ์บ้านเมืองกำลังครุกรุ่นจากผลพวงของเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 บทเพลงและบทกวีเพื่อชีวิตที่เขาเรียกกันแบบง่ายๆ ว่า “เอียงซ้าย” กำลังแพร่หลาย ส่วนผมเป็นพวกขวาจัดโดยจริต แต่ก็ชอบเพลงเพื่อชีวิตมาก
มีเพื่อนห้องเดียวกันคนนึงชื่อ “สวัสดิ์” หนีเข้าป่าไปหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 แล้วไปใช้ชีวิตอยู่ในจีนแดงนับสิบปีจนเป็นเชี่ยวชาญภาษาจีน ผมเพิ่งพบกับสวัสดิ์ตอนเลี้ยงสังสรรค์พร้อมอาจารย์ฟรายเดย์ ชาแสน ราวปี 2558 ที่ร้านอาหารของกิจ กิจเจริญ (พี่ซูโม่กิ๊ก) เพื่อนร่วมห้องอีกคนหนึ่ง
ช่วงที่ผมอยู่ในปี 2518 แค่ไม่กี่เดือนก็มีเหตุการณ์นักเรียนประท้วงบ่อยมาก มักจะมีเรื่องกับผู้บริหาร และก็มีการปะทะแบบใช้กำลังระหว่างนักเรียนฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาอยู่ด้วย
1. เรื่องประท้วงเป็นเรื่องปกติ ตอนนั้น อ.สุวรรณ จันทร์สม เป็น ผ.อ. 2.รูปที่สองผมเป็นคนถ่ายในห้องประชุม เห็นด้านข้างของท่านสมศักดิ์(เจียมฯ)
คนดังในกลุ่มนักเรียนตอนนั้นคือ “พี่สมศักดิ์(เจียมฯ)” ผมมีโอกาสเข้าห้องประชุมกับแกเกี่ยวกับกิจกรรมครั้งหรือสองครั้ง
ช่วงนั้นมีผลงาน 1 ชิ้นเป็นโคลงสี่สุภาพเลียนแบบสยามานุสติ ใช้ในการหาเสียงเป็นตัวแทนนักเรียน ม.ศ.1 ของโรงเรียนสวนกุหลาบ ตอนนั้นผมสังกัด”พรรคเที่ยง” ที่มีพี่สหัส ตันติคุณ เป็นหัวหน้าพรรค ถือว่าเป็นจุดเริ่มของชีวิตที่เหลวเละมาตั้งแต่ตอนนั้น ที่จริงไอ้ความเหลวเละนี่ไม่เกี่ยวกับร้อยกรองหรือพรรคเที่ยงเลย
โคลงที่ผมแต่งผมจำได้แค่ครึ่งบทเอง
“ไข่หลานใครลุกได้ ดูไป
เที่ยงรบจนสุดใจ ไข่ตั้ง....”
เขียนเอาไปแปะที่ผนังห้องน้ำชายหลายแห่ง
ผมไม่ได้รับเลือกหรอก แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของการไหลลงที่ต่ำ
นั่นก็คือมีการโดดเรียนเป็นปกติ ตอนเช้าแต่งตัวออกมา มีเสื้อคลุมปิดไม่ให้เห็นชื่อโรงเรียน ไม่ให้รู้ว่าเป็นภาคเช้าหรือภาคบ่าย เข้ามาในโรงเรียนแต่ไม่เข้าห้อง
บางทีผมก็ไปเดินเล่นในธรรมศาสตร์บ้าง จุฬาฯ บ้าง สยามบ้าง เย็นกลับบ้านทำเหมือนไปเรียนหนังสือตามปกติ
เนื่องจากผมกางมุ้งนอนที่ระเบียงแคบๆ ชั้นสอง ผมก็จะมีเชือกผูกปมยาวมาถึงพื้นเอาไว้ปีนขึ้นปีนลงเพราะไม่อยากเจอหน้าใครในบ้าน และญาติที่ผมอาศัยด้วยเขาก็ระอาจนไม่อยากยุ่ง
จนสุดท้ายผมก็หนีกลับไปอยู่กับพ่อแม่ที่สระบุรี กลับไปเรียน ม.ศ. 1 ซ้ำชั้นที่โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม
**2521-01**
ผมเรียนสระบุรีวิทยาคมได้ปีเดียวพ่อก็เสีย ก็เลยย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ อาศัยอยู่บ้านน้าชายพร้อมแม่ การได้อยู่กับแม่ถึงไม่มีพ่อก็ทำให้ผมไม่มีปัญหาด้านจิตใจเหมือนตอนที่อยู่ห่างพ่อแม่ แม้จะนอนอัดกันในห้องเดียวกันสองมุ้ง 4 คนกับแม่ พี่สาว และหลาน ก็ตาม ชีวิตก็ราบรื่นดี
ผมเข้าเรียน ม.ศ. 2 ที่เดิมคือโรงเรียนวัลยา ได้เจอเพื่อนเก่าหลายคนที่เขาอยู่ ม.ศ. 3 แต่ก็แทบจะไม่ได้คุยกันเลย
ผมไม่แน่ใจว่าเป็นช่วง ม.ศ. 2 หรือ 3 ที่ได้มีผลงานออกมาชิ้นหนึ่งเป็นกาพย์ยานี 11
กาพย์บทนี้เกิดจากความอยากโชว์เหนือเพื่อนชายร่วมห้องที่แต่งกลอนจีบสาวคนที่ผมชอบ แล้วมันก็เอาไปติดบอร์ดหลังห้องด้วย ชอบกันจังนะบอร์ดหลังห้อง
ผมอ่านแล้วก็ เหอๆ เด็กๆ แล้วผมก็ผลิตกาพย์ออกมาหนึ่งชิ้นเอาไปแปะมั่ง ใครๆ ก็ดูออกว่าฝีมือมันห่างชั้น
โชว์เหนือแบบนี้ที่บอร์ดหลังห้อง
“อกเรียมระบมอ่อน มนร้อนด้วยอาดูร
สุธาแห้งด้วยแสงสูรย์ ยังบ่เทียบบ่เทียมเรา
หทัยพี่เคยฝาก บ่มีซากฤาแม้เงา
อุราเกรียมด้วยความเขลา แม้กระนั้นยังมั่นคง
ใจรักภักดีเจ้า มนร้าวด้วยความหลง
รักสลายมลายลง อุระผ่าวระร้าวราน
เคยชมภิรมย์คู่ สำเนียงสู่วอนเว้าหวาน
รื่นรสพจมาน สาบานกันจวบบรรลัย
รักเร้นของสองเรา จะแนบเนามิห่างไกล
จวบสิ้นสุธาลัย มิคิดพรากฤาจากกัน
จากนั้นจนบัดนี้ ณ ข้างพี่มิมีจันทร์
ต่อนี้มิมีวัน มนชื่นหวนคืนมา
รักเอยนิราพราก นิราศจากความห่วงหา
โหยไห้อาลัยลา จวบชีพลับประดับดิน
ผิวะแลกด้วยโลหิต เหือดสนิทสูญชีวิน
นฤมลบ่ยลยิน ชีวิตนี้พี่เพียงนวล
วอนอักขนิษฐพรหม ฤ โคดมด้วยคร่ำครวญ
ธ โปรดประทานมวล มนกร้าวมิร้าวรอน
แต่นี้บ่มีรัก อาจจะหักฤทัยถอน
สงบซึ่งนิวรณ์ วิมุติถอนซึ่งความตรม
ผิวะพี่มิมีรัก ฤาแม้รักแต่มิสม
มิอาจน้อมฤทัยตรม ระทมร้าวดังเก่าไกล
หทัยอันมั่นคง จะมิหลง ณ นางใด
จากนี้จนสิ้นใจ มโนมอบแด่ตัวเอง”
แล้วมันก็เปลี่ยนวิธีใหม่.....
วันต่อมามันเอามีดพกเล็กๆ มาเล่มนึง เอามาปาฉึกๆ ที่บอร์ดหลังห้องที่เป็นไม้คอร์กที่ถ้าแผลไม่กว้างก็จะสังเกตรูไม่เห็น มันเอามาปาเหมือนข่มขวัญผมน่ะแหละ ผมก็ได้แต่เงียบ
และแล้ววันรุ่งขึ้นผมก็ได้เพื่อนสนิทที่เป็นนักเลงจริงมาช่วยไว้ได้
เพื่อนคนนี้มันเอาปืนสั้นไทยประดิษฐ์จากบ้านมาให้ผมลูบคลำและให้ผมเก็บไว้ใต้โต๊ะ เป็นการโชว์ไอ้หนุ่มมีดสั้นคนนั้นไปด้วย ผลคือวันต่อมาเหตุการณ์กลับสู่ความสงบสันติ
เพื่อนคนนี้ใจถึงแน่นอน เพราะตอน ม.ศ.3 ผมยังเคยไปเยี่ยมมันที่โรงพยาบาล มันบอกว่าดวลปืนกับเขา มันโดนยิงที่หน้าอกจนเลือดออกมาเป็นฟองน่าจะไปโดนปอดด้วย ส่วนผม แค่ชกต่อยธรรมดายังไม่กล้าเลย
**2522-2523-02**
ณ โรงเรียนวัดสังเวช ผมเรียน ม.ศ. 4-5 ที่นี่
พอเริ่มเรียนวันแรกปุ๊บก็ปิ๊งสาวแว่นเลยทันที เธอสวย นิ่ง ผมหยักศก เสียงเพราะ เราอยู่ห้องเดียวกันที่เป็นห้องเด็กเรียน
ผ่านไปไม่นานนักผมก็อาศัยความหน้าทนไปบอกเธอว่าชอบเธอ แล้วก็หยอดกาพย์ยานี 11 ไป 1 ชิ้นไม่ยาวมาก ดังนี้
"ดนุร่ำน้ำเนตรหลั่ง ไหลถะถั่งดังสายธาร
เกรียมกรมระทมมาน วิญญาณร่านระริกรอน
กรีดร้องก้องสามโลก ประกาศโศกวิโยควอน
ศิวะพรหมบรมบวร บ่งภยันต์ให้บันเบา
ทุกข์กำเนิดเกิดจากนาง อัน ธ สร้างวิญญาณเยาว์
กอรปด้วยซึ่งภูเขา และขนนกอันเบาบาง
ธ ให้ผณิตา เสน่หามายานาง
ปรางขนงองค์คิ้วคาง ดังช่างวาดพิลาสพิไล
ยังประทานอมฤต เคลือบยาพิษน่าหลงใหล
ประจุเนตรด้วยเปลวไฟ ทั้งแผดเผาทั้งเว้าวอน ...."
จำไม่ได้ว่ามีท่อนต่ออีกหรือเปล่า ผลงานนี้ไม่น่าจะเป็นร้อยกรองจีบแต่คงเป็นร้อยกรองอวดสาวมากกว่าว่าแต่งเก่ง
และผมได้บันทึกการสนทนาหลังจากส่งกาพย์นี้ให้เธออ่านประมาณนี้
ผม----กล้วยๆ อ่านแล้วยัง
เธอ----อ่านแล้ว
ผม----ซึ้งมั้ย
เธอ----ตลกดี
ผม----พยายามอีกได้มั้ย (หมายถึงผมจะแต่งให้เธออีกดีไหม)
เธอ----เลิกได้แล้วหละ
**2522-2523-03**
ยังไม่พอสำหรับสาวแว่นคนนี้ สมมุติว่าเธอชื่อกล้วยไม้ก็แล้วกัน
ผมแต่งให้เธอในโอกาสอะไรก็ไม่รู้ หรือแค่อยากจะอวดสาวเท่านั้น
“กล้วย ไม้กรายกลีบกลิ่น ชวนชาย
ไม้ หอมหอมมิวาย ใฝ่ต้อง
ใกล้ กล้วยรวยกลิ่นอาย เรียมคลั่ง
ม้วย มิม้วยใฝ่คว้า กล้วยน้อง ครองเดียว”
ม.ศ.4 เราเรียนห้องเดียวกันอยู่ 1 ปี
เธอสอบเทียบ ม.ศ.5 และสอบเอ็นทรานซ์ได้มหาวิทยาลัยในฝันของผม ณ แดนไกล และเราก็ยังได้เรียนด้วยกันจนจบ ม.ศ.4
พอขึ้นม.ศ.5 ผมในฐานะประธานจัดงานกีฬารู้สึกดีที่เธอมาซ้อมถือป้ายในขบวนพาเหรดของการเปิดงานกีฬาสีประจำปี แต่.....
ยังไม่ทันพ้นเดือนก็ถึงเวลาที่เธอต้องไป ทิ้งหน้าที่ถือป้ายไว้ให้น้องสาวของเพื่อนรุ่นเดียวกับเธอ
เมื่อ 45 ปีที่แล้วมีการเขียนจดหมายกันไปมาอยู่หลายปี คิดว่าน่าจะได้หยอดกลอนยาวไปบ้างแต่ก็จำไม่ได้เลยว่าเคยเขียนร้อยกรองอะไรส่งไปหรือเปล่า
จำได้แต่ว่าเธอเคยเขียนร้อยกรองส่งมาว่า
“หมอกลงขาวหนาวลมแผ่ว ดอกไม้ป่าบานแล้วสวยไสว ....”
......ซึ้งซะไม่มีอ่ะ......
**2522-2523-04**
ธันวาคม 2522 ผมแต่งกลอนแปดให้ “ไอ้พริก” เพื่อนวัดสังเวชสาวตัวเล็กขาวหมวยสวยธรรมชาติ มีส่วนโค้งส่วนเว้าที่ยังไม่พัฒนา หน้าตาพร้อมเล่นเหมือนชิวาว่า
เจอกันทีไรอยากจะเข้าไปขยำขยี้ มันเรียกผมว่า “จิ๊บ” แต่ถ้าเป็นการอ้างถึงมันก็จะเติมเข้ามาอีกคำกลายเป็น “ไอ้จิ๊บ”
มันอยู่ในกลุ่ม 8 สาวที่เกาะกลุ่มกันเหนียวแน่น คือ ธี(ราวรรณ)-นฤ(มล)-อา(รีวรรณ)-ปา(ริชาติ มี 2 คน)-มา(ลัย)-ปัท(มาวดี)-สม(ศรี) มันจะเส้นตื้นสุด หัวเราะได้หัวเราะดีจนตีนกาขึ้นก่อนใครเพื่อน
ด้วยความน่ารักของมันผมก็เลยหยอดไปหนึ่งชุด เขียนในการ์ดอวยพรปีใหม่ปี 2523
“นฤมลคนซ่าส์อา’ขอให้ ความสดใสเผ็ดนิดหน่อยค่อยประสม
กับความหวานซ่านซ่าเหมือนยาอม ทั้งลิ้นลมคมคายเหมือน’นายความ
อีกทั้งความร่าเริงเหลิงไม่หยุด ถึงร้ายสุดพริกยิ้มอยู่สู้ไม่ขาม
ความ’ริสุทธิ์เจ้าเล่ห์เสน่ห์งาม บวกกับความเซ่อซ่าประดามี
ขยำแล้วขยำเล่าเอาไปปั้น เจ้าพริกงอกออกมาพลันสดสันสี
ทั้งน่ารักน่าชังทั้งน่าตี เกิดเมื่อปี ’23 ยามของแพง
ที่อา’กล่าวเล่าเป็นเรื่องอย่าเคืองขัด อย่าฮึดฮัดใจน้อยพลอยหน่ายแหนง
เอ็นดูพริกหรอกน่าอย่างระแวง มิใช่แกล้งเพียงนึกขำตามใจจินต์
ขอให้พริกเม็ดนี้จงมีสุข หมดสิ้นทุกข์โรคร้ายหายหนี้สิน
ให้นอนง่ายถ่ายดีมีข้าวกิน ปลอดราคินเกิดสุขีปีใหม่เอย”
มีคำย่อหลายคำในงานชิ้นนี้ แบบนี้ตั้งชื่อว่า “กลบทลูกน้ำเต้นต่อยยุง” ละกัน
**2522-2523-05**
ที่จริงร้อยกรองชิ้นนี้มันไม่ใช่ของผมหรอก ผมลอกมาจากเพื่อนแก๊งไอ้พริกที่เป็นนักเลงกลอน ชื่อ “ไอ้เปิ้ล” ปาริชาต อีกทีหนึ่ง
ที่ลอกมาเพราะความ “อร่อย” ของความเป็น “ฉันท์ 12” ที่ชื่ออะไรซักอย่าง อาจจะเป็น “โตฎกฉันท์ 12” หรือ “ภุชงคประยาตฉันท์ 12” ที่มีผังสัมผัสเหมือนกันแต่ต่างกันครุและลหุจะสลับที่กัน หรืออาจจะไม่ใช่ทั้งคู่
อย่างไรก็ดี ผมไม่มีความพยายามที่จะหาชื่อมันโดยการเปรียบเทียบครุลหุ ผมก็ไม่รู้ว่าไอ้เปิ้ลเอามาจากไหน เอาเป็นว่ามันอร่อยสำหรับผมก็แล้วกัน
“เพราะรักมั่นและรักนาน สิดวงมานจึงสูญไกล
จะวอนไหว้พระพายไป สดับไว้นะจอมขวัญ
จะขอรักและซื่อตรง จะมั่นคงตลอดกัลป์
จะมีเธอและเท่านั้น สถิตมั่นอยู่กลางใจ”
**2522-2523-06**
เอาของไอ้เปิ้ลมาอีก 1 บทแบบที่อร่อยน้อยกว่า
“รักเธอเท่าที่หัวใจสอนให้คิด รักเท่าสิทธิ์ของหัวใจสอนให้หา
อยากอยู่ใกล้เพราะหัวใจสอนให้มา ที่โหยหาเพราะหัวใจสอนให้จำ”
**2522-2523-07**
มีโคลงบทหนึ่งที่ผมกับเปิ้ลแต่งกันคนละ 2 บาท ไม่รู้ว่าเป็นการท้าดวลกันหรือเกิดจากเหตุการณ์อะไรไม่รู้ ผมแต่งสองบาทแรก เปิ้ลแต่งสองบาทหลัง
“กำดวงฤดีแนบ มานนาง
จวบจนชีพวายวาง มอบให้
ตราบแสงสุรีย์บ่จาง สาดส่อง แสงแล
ดุจฤทัยข้ามอบไว้ แด่น้องนางเดียว”
**2522-2523-08**
น่าจะเป็นช่วง ม.ศ.5 ผมเกิดสะดุดตาสาวสวยผิวขาวหน้าคมปากแดงด้วยเลือดฝาดคนนึง เธอชื่อ “นริศรา” อยู่ต่างห้องกับผม แต่ผมก็ไม่ได้จีบแต่อย่างใดเพราะช่วงนั้นโควตาเต็ม แต่ก็ประทับใจจนเกิดผลิตผลขึ้นมา 1 ชิ้นที่ไม่ได้อวดใครเลยจนกระทั่งตอนนี้
“แรกเห็นใจพี่คว้าง คลางแคลง
วาบหนึ่งวิชชุแสง ผ่าเกล้า
ริมโอษฐ์เรื่อเรื่อแดง ขยับร่ำ
ดุจดั่งฉุดใจคล้อย เลื่อนล้าหานาง
นริศรานามหนึ่งนี้ ครองใจ
หญิงอื่นดื่นดาษไป ไป่ข้อง
ใฝ่กลืนชื่นอกใน อกพี่
จะก่อปราการห้อม นิ่มน้องไกลชาย”
**2522-2523-09**
เป็นผลงานจากเหตุการณ์ที่เคยเล่าไปแล้วข้างบนเกี่ยวกับรุ่นพี่ที่ชื่อ “เพียงใจ”
“เพียงใจใจเจียนขาด ดังฟ้าฟาดลงเพียงใจ
เพียงจิตเจ้าคิดไฉน ใยภักดิ์เจ้าเจ้าเพียงเมิน”
แค่นี้แหละ
**2522-2523-10**
แต่งให้พี่สมพิศ สาวกิจกรรมรุ่นพี่
“เพียงพิศ’พิศอกคว้าง ครางครวญ
พิษรักปักจิตจวน จ่อมม้วย
ผิวะบ่ได้พิศนวล สวาทร่วม น้องเอย
ใจพี่ดังต้องพิษ สวาทล้างวายปราณ”
**2522-2523-11**
มีเพื่อนคนนึงมันอกหัก ผมจำไม่ได้ว่าเป็นใคร ตอนนั้นด้วยความห่วงเพื่อนมันเลยเกิดความสะเทือนจากใจมาถึงปลายปากกา
“สอนเพื่อนเลือนลืมปลื้มรัก รักปลื้มลืมเลือนเพื่อนสอน
เจ็บจำช้ำรักจากจร จรจากรักช้ำจำเจ็บ
เหน็บหนาวสาวรักผลักพี่ พี่ผลักรักสาวหนาวเหน็บ
รวมรวบควบได้ใจเก็บ เก็บใจได้ควบรวบรวม
สวมมานรานแยกแหลกสลาย สลายแหลกแยกรานมานสวม
จำเจ็บเก็บใจให้รวม รวมให้ใจเก็บเจ็บจำ
ขำคมตรมใยใกล้พี่ พี่ใกล้ใยตรมคมขำ
ลวงรักรักเล่นเล่นคำ คำเล่นเล่นรักรักลวง
สงวนงามทรามรักขอซักถาม ขอถามซักรักทรามงามสงวน
ทำใดให้ต้องหมองนวล นวลหมองต้องให้ใดทำ
. . . .
จำได้แค่นี้ น่าจะมีต่ออีกนิดนึงแบบจบสวยๆ ทั้งที่เนื้อหาที่แต่งออกมาจะมั่วๆ อยู่
อันนี้เป็นกลบทถอยหลังเข้าคลองที่แต่งจบในคืนเดียว
**2524-2525-01**
มันมีเศษร้อยกรองอยู่ 3 ชิ้นที่ไม่รู้เหมือนกันว่าแต่งเองหรือเอามาจากไหนในก็ไม่รู้ เป็นอันว่ายกประโยชน์ให้โจรก็แล้วกัน
“ที่อยู่ใกล้ ใช่เคยรัก ที่ห่างนัก ใช่เคยฝัน
ที่แนบชิด ใช่ผูกพัน ที่รักนั้น ใช่เคยมี”
“เก็บภาพนี้ไว้ในใจส่วนลึก เก็บรู้สึกไว้ในใจส่วนหลง
เพียงดวงตาฉายแสงแห่งพะวง จะมั่นคงจนนาทีที่สุดท้าย”
“บรรจงร้อยบทเพลงเพียงบุปผา แนบอุราไว้เสมือนเตือนความหลัง
ว่าดอกรักโรยสลายวัยเยาว์ยัง คะนึงหลังใจเป็นเสี่ยงด้วยเสียงเพลง”
**2524-2525-03**
ผมจบม.ศ.5 แบบฉิวเฉียดและเอนทรานซ์ไม่ติด ก็ไปเรียนต่อ ปวท.การตลาด ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี พร้อมกับเพื่อนวัดสังเวชอีก 3 คน
วันนึงผมไปขูดหินปูนแล้วเกิดติดเชื้อจนหน้าบวม หลังจากกินยาแก้อักเสบจนยุบแล้วนึกว่าจะจบเรื่อง แต่อีกไม่กี่วันดันมีหนองกลิ่นเหม็นคาวไหลออกมาจากจมูกข้างซ้าย จึงได้ไปผ่าตัดที่ศิริราช
ผมเคยได้ยินคำว่า "คนไข้อนาถา" มานานแล้ว คราวนี้ก็ได้เป็นเองซะเลย มีการผ่าตัดแบบอนาถา ค่าผ่าตัด 80 บาท แล้วนอนพักอยู่ราว 7 วัน
คืนแรกถูกเอาผ้าก๊อซยัดจมูกทั้งสองข้างทั้งที่ผ่าโพรงจมูกซ้ายข้างเดียว ต้องหายใจทางปาก และก็ไม่มีอุปกรณ์ให้คาบเพื่อปากจะไม่ต้องเกร็งค้างเองเพื่อหายใจ ถ้าปากหุบเมื่อไหร่ก็ไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนหละ
ส่วนชุดคนไข้ก็อนาถาสมสภาพ คือ กางเกงผ้าเปื่อยเป็นขน เสื้อที่ใส่เป็นแบบเชือกผูก 4 เส้น จะมีเชือกติดมาให้ผูกบางวันก็ 1 เส้น บางวันก็ 2 เส้น เป็นการอวดกล้ามอกและซิกแพ็ค
ผมนอนโรงพยาบาลระหว่างวันที่ 14-20 ก.ค. 2525 ว่างๆ ก็มีโอกาสผลิตงานอีกได้ถึง 6 ชิ้น
**2524-2525-03A**
ชิ้นแรกมาจากความคิดไหนก็ไม่รู้
“ใกล้เอยใกล้กายใจหวั่น ที่พันผูกจิตคิดหมาย
พ่ายแพ้แก่ใจใกล้กาย ใกล้ใจไยพ่ายใกล้ตัว”
**2524-2525-03B**
ชิ้นสองเกิดจากความคิดถึงสาวอักษร “พ” คนนึงที่ยังไม่เคยพูดถึง เดาชื่อเอาเองแล้วกัน
“ดาวรายพรายพราวสกาวเด่น เดือนเพ็ญเคยเด่นดับหาย
พักตร์น้องผ่องพรรณพรรณราย สูญสลายลับพลันดั่งจันทร์เพ็ญ
เคยเรียงเคียงเพ็ญเป็นสุข เพ็ญหายคลายสุขทุกข์เข็ญ
ยังชีพอยู่อย่างยากเย็น ตายเป็นไม่เห็นอาลัย”
**2524-2525-03C**
ชิ้นสามมอบให้ “ปราโมทย์” เพื่อนนักกิจกรรมวัดสังเวชที่มาเยี่ยมที่ศิริราช
ไอ้โมดเป็นคนหัวเอียงซ้ายแบบรุนแรง มันเป็นรองประธานนักเรียนที่ดูเหมือนว่าจะคอยชักไย “บุญธรรม” ประธานนักเรียนอยู่เบื้องหลัง
เหตุที่ไอ้โมดไม่สมัครเป็นประธานนักเรียนเองเพราะบุคลิกที่รุนแรงพร้อมทะเลาะน่าจะไม่เหมาะในการออกหน้า
กลอนบทแรกเขียนเหมือนแซวมันเล็กน้อยว่ามันกลายเป็นนายทุน เพราะเพื่อนๆ ที่ทำกิจกรรมหลายคนเอนทรานซ์ไม่ติด อย่างผมต้องมาเรียนที่อาชีวศึกษาธนบุรีที่เป็นของรัฐบาลตามกำลังทรัพย์ โดยที่ค่าหน่วยกิตต่างกันลิบกับหอการค้าที่มันเรียน
“เราเคยฝันจะคว้าจันทร์มาทั้งเสี้ยว ลับเป็นเคียวให้ชาวนาผู้ขัดสน
เคยฝันว่าจะพลีชีพเพื่อมวลชน บัดนี้ตนเปลี่ยนเป็นเช่นนายทุน”
นี่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นอารมณ์ “หมั่นไส้” แต่ก็รักนะเพื่อนโมด ล้อเล่นเฉยๆ (ที่จริงท่านโมดบวชเมื่อราว 30 ปีที่แล้ว ตอนนั้นมีทีท่าว่าอาจไม่สึก ไม่รู้ว่าป่านนี้สึกหรือยัง ให้อภัยโยมด้วยเถิด)
**2524-2525-03D**
มอบให้ปราโมทย์อีกบทหนึ่ง
“เจ้าจะสืบอุดมการณ์ข้าแน่หรือ ฤาเพียงถือเป็นแนวทางอันกว้างใหญ่
จะสืบทอดอุดมการณ์นานเท่าใด เมื่อไหร่ไฟแห่งศรัทธาจะซาโทรม”
**2524-2525-03E**
มอบให้ปราโมทย์อีกแล้ว
“เมื่อใดเล่าท้องฟ้าจะสีทอง ฤาจะต้องรองพื้นด้วยโลหิต
เป็นทองด้วยหัวใจคนกี่ชีวิต ชีพจะปลิดปลิวไปเท่าไหร่กัน
เดือนตุลาผันผ่านกี่พันศพ ร่างถมทบยังไม่ถึงกึ่งความฝัน
ฝันจะเห็นฟ้าสีทองผ่องอำพัน อีกกี่วันเราจะถึงซึ่งปลายทาง”
**2524-2525-03F**
มายังไงก็ไม่รู้ สาบาน... มันแค่กลอนพาไปนะ
“คราก่อนเคยมีเธอเคียงข้าง มาบัดนี้เธอร้างทิ้งห่างหาย
มองเห็นเธอเคียงใครใจวุ่นวาย อีฉิบหายมึงจงตายไปจากกู”
**2524-2525-04**
ผมมีแฟนคนแรกชื่อ “จุ๋มจิ๋ม” ได้แต่งกลอนให้เธอชิ้นเดียวเอง น่าจะเขียนในการ์ดอวยพรวันเกิด นอกจากกลอนชิ้นนี้แล้วก็ไม่มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจให้แต่งอะไรออกมาอีก
“ลมโบยโชยกลิ่นซีอิ๊ว หน้านิ่วรำพึงถึงสาว
แถวบ้านเธอมีกลิ่นคาว เย็นเช้าดมได้ห้ามชิม
ได้กลิ่นรำพึงถึงน้อง อ้วนพองเนื้อนุ่มจุ๋มจิ๋ม
หน้ากลมเลอลักษณ์พักตร์พริ้ม อวบอิ่มดั่งนางละครจีน
อยากให้น้องนี้มีสุข ปลอดทุกข์สิ้นโรคร้ายหายหนี้สิน
มีลูกหนี้ขอให้หนีไปหมดสิ้น เหลือกินเหลือใช้ให้พี่จุ๊ก
ความรักล้นปรี่มีมาก ลูกหนี้จากใจยังเย็นเป็นสุข
กินง่ายถ่ายดีไม่มีทุกข์ เกิดฟลุ๊คถูกหวยรวยเบอร์
ปาปามามาน่ารัก จิ๋มได้ชักเงินทีเผลอ
ปาปามามาหาไม่เจอ จิ๋มแก้เก้อบอกว่าโทษหมามัน
วันนี้ตัวพี่ที่เหนียม ไม่เจียมตัวส่งของขวัญ
ถึงค่าน้อยนิดแต่สำคัญ ด้วยใจมั่นมอบให้หมูดูต่างใจ”
**2524-2525-05**
ผมแต่งให้ “ไอ้ตี๋ และ นุ่น” เพื่อนวัดสังเวชของผมกับสาวพยาบาลวชิระ ตอนนั้นมันเรียนวิทยาลัยกรุงเทพ ส่วนนุ่นกำลังเป็นนักเรียนพยาบาล พักอยู่ที่หอพักหลังวชิระใกล้ถนนเขียวไข่กา
ผมมักจะตามไอ้ตี๋ไปหานุ่นที่หอพักบ่อยๆ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นตัวเองก็มีแฟนแต่แฟนผมเขาอยู่หอแถวสีลมซึ่งห้ามผู้ชายเข้า
สำหรับหอนุ่น พวกผู้ชายที่จะมาหาเขาจะเรียกว่า “ญาติ” โดยหนุ่มๆ เหล่านั้นจะไปแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เคาท์เตอร์ว่าต้องการพบใคร แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะ “โฟน” ทางโทรศัพท์เรียกให้สาวพยาบาลลงมาพบ
งานชิ้นนี้เป็นกลอนเปล่า ตอนนั้นอยากจะแต่งกับเขามั่งดูซิมันจะยากมั้ย มันก็แค่พรรณนาฟุ้งๆ ฝันๆ แค่นั้นมั้ง เอาเข้าจริงๆ ก็พบว่ามันไม่ใช่ทางของเรา แต่งชิ้นเดียวก็พอแล้ว
//“นี่คือกลอนเปล่านะ ชิ้นแรกในชีวิตทีเดียว
ให้ นอนุ่น ไอ้เหยินของตี๋
เปล่าจริงๆ ผมเปล่าตด
โป๊ด้วย .... คนเขียนไม่ชอบใส่กางเกงใน
- คืนหนึ่งกลางแม่น้ำเจ้าพระยา
ไอ้บ้าสามตัว ผม อุ้ม และ มัน
ไอ้ตี๋น่ะแหละ มันบอกว่า
“แรกเห็นใจที่คว้าง คลางแคลง
วาบหนึ่งวิชชุแสง ผ่าเกล้า
ฟันจอบสะท้อนแสง ขยับร่ำ
ดังฉุดใจพี่คล้อย เลื่อนล้าหานาง”
” ผมถามมันว่า ... “ทำไมเอ็งพูดเพราะนักวะ”
มันว่า “ไอ้ห่า เอ็งไม่รู้หรอกเรอะ กลอนเปล่าเค้าต้องใช้คำสุภาพ”
มันพล่ามต่อ “ยากจะหานางใดในสามโลก
แม้ดอกโศกดอกฝีไม่มีเหมือน
ฟันจอบนี้ตรึงใจไม่ลืมเลือน
ถึงตูดจะเป็นเกลื้อน ก็ .... เอาเถอะวะ”
และแล้ว ... อีกไม่นาน ตี๋ก็กลายเป็นญาตินุ่น
โฟนกันไปโฟนกันมา
โฟนแปลว่าจีบ และก็ ...
รถทัวร์มันนุ่มว่ะ กุ๋ย กุ๋ย” //
หมายเหตุ 1. คำว่า “ไอ้เหยิน” เป็นคำล้อเลียนฟันกระต่ายของนุ่นที่ไม่ได้เหยิน ตั้งใจให้พ้องกับคำว่า 爱人 ที่เป็นภาษาจีนกลางแปลว่าคนรัก และพ่อกับแม่ของตี๋ก็พูดภาษาจีนกลางกันตอนแรกที่พ่อไปเรียนแล้วเจอแม่ที่จีนแผ่นดินใหญ่
หมายเหตุ 2. ที่แซวรถทัวร์ก็เพราะพอมันจีบติดมันก็เริ่มจับมือกันบนรถทัวร์ที่ชวนกันไปเที่ยว
หมายเหตุ 3. ไอ้ตี๋มันเจอนุ่นในงานเลี้ยงของพยาบาลวชิระบนเรือขณะที่ลอยในแม่น้ำเจ้าพระยาในคืนหนึ่ง
พวกผมไปกันสามคนที่เป็นเพื่อนสนิทกันจากวัดสังเวช ส่วนนุ่นมากับแตงโมเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กที่ราชบุรี
ไอ้ตี๋มันสะดุดตาความน่ารักของนุ่นมันก็ให้ผมไปชวนแตงโมคุย เพื่อมันจะได้แยกไปจีบนุ่น ผมก็ได้แต่จำใจไปคุยกับแตงโมซึ่งเหมือนทอมมากกกก
ไอ้ตี๋จีบนุ่นสำเร็จ................. ส่วนแตงโมก็ได้กลายเป็นอภิมหาโคตรเพื่อนของผมตราบจนทุกวันนี้ แถมยังเคยเป็นผจก.แผนกคอมพ์ในตอนที่ผมเป็นโปรแกรมเมอร์อีกด้วย
และเธอก็ไม่เคยเป็นทอมเลย ตอนนี้ถึงจะอายุหกสิบกว่าเธอก็ยังคุมแผนกคอมพ์อยู่ ลูกสาวสองคนจบนอกและทำงานแล้ว
หมายเหตุ 4. อ่านกลอนเปล่าชิ้นนี้แล้วนึกถึงคำของกล้วยที่ว่า “เลิกได้แล้วหละ”
**2526-01**
หลังจากตี๋เริ่มจีบนุ่น ก็มีการไปหาที่หอพักนุ่นในตอนเย็น บริเวณชั้นล่างที่เป็นห้องรับแขกของหอก็จะเป็นที่ชุมนุมของหนุ่มๆ ที่จะมาโฟนเรียกหาเป้าหมายของแต่ละคน
จะมีผมคนเดียวที่แค่ไปเป็นเพื่อนไอ้ตี๋ งงตัวเองอยู่เหมือนกันว่าว่างมากหรือยังไง นานเข้าผมก็เลยสนิทกับเพื่อนพยาบาลของนุ่นและหนุ่มๆ ขาประจำอีกด้วย
ในบรรดาเพื่อนของนุ่นที่ผมคุยเล่นด้วย มีสาวสวยพยาบาลอวบอิ่มคนหนึ่งชื่อชุติมา เธอมีหนุ่มมาจีบถึง 4 คน มีชื่อเล่นว่า เต่า ต๋อง ต้น ติ๋ง ทำไมมันบังเอิญเป็น ต.เต่าทั้งหมดก็ไม่รู้
10 ก.พ. 2526 เลยเกิดแรงกระตุ้นผลิตงานกลอนหกแบบถอยหลังออกมาได้หนึ่งชิ้น
"เต่าต๋องต้นติ๋งชิงชุ ชุชิงติ๋งต้นต๋องเต่า
ดูเพลินเพลิดยิ่งจริงเรา เราจริงยิ่งเพลิดเพลินดู
หรูหราของใช้ไม้ดอก ดอกไม้ใช้ของหราหรู
ปรนเปรอเลอเลิศเชิดชู ชูเชิดเลิศเลอเปรอปรน
ผลคอยลอยเลิศเชิดหน้า หน้าเชิดเลิศลอยคอยผล
ใจเจ็บเหน็บช้ำจำทน ทนจำช้ำเหน็บเจ็บใจ
หลายตัวทั่วถ้วนล้วนพลาด พลาดล้วนถ้วนทั่วตัวหลาย
ร้าวรวดปวดบ้างปางตาย ตายปางบ้างปวดรวดร้าว
สาวเบื่อเหลือใจหลายญาติ ญาติหลายใจเหลือเบื่อสาว
มาบ้างหยุดบ้างเป็นครั้งคราว มาเช้าเย็นมาจะบ้าโว้ย"
ผลในภายหลังคือพลาดทั้งสี่ ต. โดยผู้ชนะคือหมอท่านหนึ่ง
**2527-01**
ยังมีเรื่องของ “ชุ” ต่ออีก เนื่องจากทั้ง 4 ต. ตอนนั้นยังไม่มีใครได้เปรียบใคร ดังนั้นเวลา 1 ใน 4 ต. เขาโฟนเรียกเธอลงมาก็จะมีการมอบของฝากและคุยกันอยู่ภายในห้องรับแขกของหอเท่านั้น
สำหรับระบบ "ญาติ" ที่ผมเห็นของหอนี้ ในระยะยังไม่ปลงใจกัน ก็จะคุยกันอยู่บริเวณห้องรับแขก หรืออาจจะมีโต๊ะภายนอกด้วยหรือเปล่าผมจำไม่ได้ อย่างมากก็จะไปกินอะไรกันใกล้ๆ หอแล้วกลับ แต่ถ้าเป็นพวกที่เป็นแฟนกันแล้วพอโฟนเรียกมาปุ๊บนี่ก็พากันออกนอกหอทันที
ผมเลยมีโอกาสเจอพวก 4 ต. พร้อมกับชุเป็นเวลานานๆ แล้วก็เนียนไปคุยกับเขาด้วยจนคุ้นเคยกัน ผมเพิ่งมานึกได้ว่าตอนนั้นมันจัดคิวกันยังไงวะถึงรถไฟไม่ชนกัน หรือมาพร้อมกันแต่จอดคนละชานชาลา
26 ม.ค. 2527 ผมจดโน้ตไว้สั้นๆ ประมาณว่าผมได้เจอกับ “ต๋อง” แล้วต๋องรู้ว่าพรุ่งนี้ผมจะไปหานุ่นพร้อมกับตี๋ ต๋องมันเลยฝากจดหมายและฝากเงินให้ผมซื้อดอกไม้+ขนมไปให้ชุด้วย โอ้โห นี่ผมสนิทกับต๋องขนาดนี้เลยเหรอ
27 ม.ค. 2527 ผมซื้อขนมและดอกไม้ตามที่ต๋องสั่งไปให้ชุพร้อมจดหมายของต๋อง
..... แต่...... ผมก็แอบทรยศต๋อง .....
ผมจำไม่ได้ว่าใช้เวลาตอนไหนน่าจะไม่เกินชั่วโมงที่แอบทรยศต๋อง โดยแนบจดหมายของผมให้ชุด้วย ความว่า
“ตัวกลม หน้ากลม ผมม้า หน้าตา ปากแก้ม แต้มสี
หัวล้าน พุงพลุ้ย แก้มยุ้ยดี อาบน้ำ แต่ละที กี่ชั่วโมง
ด้วยเนื้อ ที่มาก ยากขัดสี อาบที เหนื่อยใจ จะตายโหง
ก้มลง ขัดไคล ไม่ลง เพราะไขมัน ติดตรง หน้าท้อง
น่องหย่อน แขนใหญ่ ไขมาก เนื้อหาก ลองบีบ มันย่อง
ดูไป ดูมา น่ามอง อยากได้ ตัวน้อง ไปเจียว”
ดูจากกลอนแล้วมีความเป็นไปได้ว่าแต่งตอนรอเธออาบน้ำเป็นเวลานานมากหลังจากที่โฟนไปเรียก
**2527-02**
มอบให้ “พริก” หลังจากไม่เจอกัน 3 ปี จำไม่ได้ว่าเจอกันอีกเรื่องอะไร
“พริกเอ๋ยเจ้าพริกเม็ดน้อย อา’คอยให้เจ้าเติบใหญ่
อวบอัดเต่งตึงบานตะไท สามปีผ่านไปโตหรือยัง
คิดถึง ’23 หวามจิต อยากวอนคิดถึงความหลัง
เคยจูบกอดหนุนอุ่นจัง ถึงกระดูกแข็งปั๋งก็ยังดี”
**2528-01**
คาดว่าเป็นปี 2528 ที่เพื่อนคนนึงที่น่าจะเป็นผู้หญิงเขารับปริญญา และเป็นช่วงที่ผมมีเงินไม่มากพอที่จะซื้ออะไรเป็นของขวัญให้เขาได้ อาศัยความหน้าทนให้การ์ดเขาไป 1 ใบ เขียนว่า
“มอบไว้ให้บัณฑิต ที่สัมฤทธิ์สิ่งที่หวัง
สิบสองธันวายัง ปิติปลื้มต่อสหาย
อยากบอกให้เธอทราบ มิตรภาพจะไม่คลาย
วันนี้มาแต่กาย แต่ใจชื่นก็คงพอ”
**2549-01**
ห่างหายไป 21 ปี ผมจำไม่ได้เลยว่าผมได้แต่งร้อยกรองอะไรหรือเปล่า ช่วงนี้ผมผ่านการทำงานมานับไม่ถ้วน จนมาเป็น IT Manager ในเครืออินเด็กซ์ซึ่งผมได้ทำงานอยู่ในกลุ่มอินเด็กซ์นี้เกือบ 10 ปี
วันหนึงในปี 2549 น่าจะราวเดือนเม.ย. คุณหน่อย-ผจก.ฝ่ายบุคคลก็เข้ามาถามผมว่า “พี่อาทิตย์ แต่งกลอนได้มั้ย จะให้แต่งให้กับงานแรลลี่การกุศล”
ผมก็สะดุ้งในใจว่า เอ๊ะ ถามถูกคนได้ยังไง เพราะผมไม่เคยอวดหรือโชว์เรื่องร้อยกรองนี่เลยนะ
แกก็เอากระดาษมาใบนึงที่เขียนด้วยลายมือ แกบอกว่าเป็นน้องในโรงงานของอินเด็กซ์เป็นคนแต่ง แต่ท่านรองประธาน (ภรรยาท่านประธานกลุ่มบริษัท) ไม่ถูกใจ อยากให้แต่งใหม่ ผมก็เลยรับทำให้ และงานก็ไม่ได้เร่งมากเพราะยังมีเวลาเป็นเดือน ได้ผลงานออกมาดังนี้
ผลงานชิ้นแรกที่อินเด็กซ์ บัสแรลลี่ครั้งที่ 5 ยังไม่ได้ใส่ชื่อเป็นผู้แต่ง
“กลุ่มอินเด็กซ์อินเตอร์เฟิร์นจำกัด ร่วมกันจัดบัสแรลลี่การกุศล
เพื่อความรักสามัคคีของทุกคน เป็นมงคลของชีวิตทั้งจิตใจ
อินเด็กซ์บัสแรลลี่แฟมิลี่ ประเพณีกองทุนร่วมสมัย
สมทบทุนรายได้และปัจจัย เพื่อช่วยไทยช่วยสังคมสมศรัทธา
แรลลี่งานการกุศลวนมาครบ จัดคำรบครานี้ครั้งที่ห้า
เทิดฉลองครองสมบัติกษัตรา หกสิบปีผ่านฟ้าผ่านแผ่นดิน
ขอขอบคุณคู่ค้าผู้มาช่วย ร่วมอำนวยแรงบุญหนุนทรัพย์สิน
ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วธรณิน อำนวยชัยให้สมจินต์เจตนา
ให้สบสมบรมลาภบรมทรัพย์ พรั่งพร้อมกับบรมญาติบรมสุขา
มีชีวิตเพียงพอต่ออัตตา สมดำรัสองค์ราชาชั่วกาลนาน”
เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย และท่านรองฯ ก็ตบรางวัลมา 2,000 บาท
ผมแบ่งให้คนในโรงงานเจ้าของผลงานแรกไป 1,000 บาท ที่เหลือผมเอาไปบริจาคอะไรก็จำไม่ได้
พอทบทวนดูว่าทำไมเขาถึงมาถามผม หรือแค่ลองสุ่มถามดู หรือเขาจะเห็นผมชอบเป็นสมิงพระรามอาสาที่ชอบทำตัวเป็นเป็ดที่ทำงานจับฉ่ายไปเรื่อย
พอคิดลึกเข้าไปอีก เมื่อราวปี 2536 ตอนนั้นผมเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เที่ยวร่อนเร่ส่องสาวไปทุกแผนก มีสาวฟิลิปปินส์ที่เพิ่งหัดพูดไทยมาทำงานหน้าที่อะไรไม่รู้ในแผนกกฎหมาย มันก็เข้าทางผมที่ได้ฝึกภาษาไปด้วย เธอบอกว่าผมเป็น “Jack of all trades” แสดงว่าผมเป็นเป็ดมาโดนแล้วสินะ
หลังจากงานแต่งกลอนมันก็เลยนำไปสู่การเป็นกรรมการตัดสินนักร้อง ซึ่งก็เข้าทางผมอีกเพราะผมร้องเพลงเพราะอยู่แล้วตั้งแต่สมัยเป็นนักร้องประสานเสียงของรามฯ
ตามมาด้วยเข้าประกวดการแสดงบนเวทีปีใหม่+ออกแบบท่าเต้นเอง+แสดงนำเอง ผลออกมาฮาขี้แตกขี้แตน ได้รางวัลที่ 1 ไป
ราว 5 ปีให้หลัง GM เจ้านายเก่าผมที่อินเด็กซ์ก็โทรมาขอให้ผมเอาวิดีโอการแสดงของผมไปให้เขาด้วย นัยว่าจะเอาไปใช้ในการแสดงด้วยเหมือนกัน
**2550-01**
ดูเหมือนผมจะกลายเป็นมือกลอนประจำกลุ่มบริษัทไปแล้ว
ราวเดือน พ.ย. 50 ผมก็ได้รับการร้องขอให้แต่งกลอนให้อีกครั้งสำหรับแรลลี่แฟมิลี่ครั้งที่ 6 ที่จะจัด 1-2 ธันวาคม ผมก็ฝากคุณหน่อยไปบอกว่า คราวนี้ผมไม่รับเงินนะครับ แต่ขอเป็นเครดิตในแผ่นงานที่พิมพ์ออกมา
โจทย์ของงานก็คือมีชื่อหัวข้อ “สืบสานตำนานศิลป์ ย้อนถิ่นนเรศวรมหาราช” เพื่อสร้างโรงเรียนภาษาจีนที่พิษณุโลก ผลงานออกมาก็อร่อยขึ้นนะ
"สืบ ทอดผืนแผ่นดินไว้ นานกาล
สาน สอดพลีเลือดวิญญาณ ท่วมฟ้า
ตำนาน พระผู้ประทาน แดนสยาม เอกราช
ศิลป์ ศาสตร์สืบแซ่ซ้อง มหาราชนเรศวร
ดั่งเป็นบุญหนุนพาเรามาที่ อินเด็กซ์แฟมิลี่แรลลี่การกุศล
ครั้งที่หก ณ ปีมิ่งมงคล แปดสิบชนมพรรษาจอมราชันย์
ร่วมสืบสานงานศิลป์ถิ่นบุรพราช เอกลักษณ์ของชาติได้สื่อสรรค์
ร่วมสมานสามัคคีของพวกพรรค์ สมทบกันสร้างโรงเรียนภาษาจีน
ถวายทรัพย์กับราชประชาฯ มูลนิธิ สนองดำริขององค์พระทรงศีล
แทบพระบาทแต่องค์สยามินทร์ ด้วยภักดีองค์บดินทร์ทุกผู้พันธุ์
อำนาจบุญจงหนุนส่งผู้จงรัก ให้พร้อมพรักกายจิตชีวิตหรรษ์
เจริญสติดำริงามทุกยามวัน เป็นข้าบาทองค์ราชันย์นิรันดร์เทอญ”
แรลลี่แฟมิลี่ครั้งที่ 6
ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมแรลลี่นี้ด้วย พอตกหัวค่ำผมได้เจอเซลล์ของซัพพลายเออร์คนนึงที่เขาจะมาที่บริษัทผมเป็นประจำจนสนิทกัน พอเขาเห็นหน้าผม เขาร้องว่า “โห... พี่อาทิตย์ ผมเพิ่งรู้นะว่า IT Manager แต่งกลอนเก่งซะด้วย”
ผมตอบอะไรเขาไม่ทันเพราะโดนลมมันพัดลอยไปไกลแล้ว
**2551-01**
ได้โจทย์มาจากหัวข้อว่า “ปฏิบัติภารกิจ พิชิตโลกร้อน” ได้งานออกมาดังนี้
แฟมิลี่แรลลี่ ครั้งที่ 7
"ร้อนโลกร้อน ท่วมโลกท่วม ทั่วธารเถื่อน
เหมือนโลกเคลื่อน เหมือนธารคลั่ง ถั่งท้นผา
เหมือนโลกแค้น เหมือนโลกฆาต ด้วยศาสตรา
เหมือนโลกบ้า ฟ้าพยาบาท พิฆาตคน
ได้ก่อเกิด ปฏิสนธิ์ จนเป็นเถ้า
มนุษย์เรา ทำร้ายโลก ทั่วทุกหน
โลกจะร้าย โลกจะโหด ต้องโทษตน
กลีผ่าน วิบัติพ้น ด้วยชนเรา
คนฆ่าโลก โลกฆ่าคน เวียนวนวัฏ
สัมพันธ์ชัด ต้องเร่งฟื้น คืนจากเขลา
เริ่มที่เธอ เริ่มที่ฉัน เริ่มที่เรา
เริ่มที่เยาว์ เริ่มที่ใหญ่ ในวันนี้
ได้ร่วมบุญ ได้ร่วมทาง สร้างสมทบ
ทางบรรจบ บุญบรรจง ส่งเสริมศรี
ถวายทรัพย์ แด่พระเทพฯ บรมราช กุมารี
อีกโรงพยาบาล เกตุมดี ศรีวนาราม
อินเด็กซ์ แฟมิลี่ แรลลี่ ครั้งที่เจ็ด
จะสำเร็จ ใช่แค่งาน การสนาม
ใช่อยู่หน้า ใช่อยู่นำ ใช่ผู้ตาม
อยู่ที่ความ ร่วมแรงใจ ให้โลกเย็น
สานสัมพันธ์ ประกายบุญ ประกายคิด
ศรัทธาจิต สะกิดใจ ให้โลกเห็น
ว่าอินเด็กซ์ และคู่ค้า พาร่มเย็น
ร่วมกันเป็น พลังหนึ่ง ไปถึงดาว"
**2552-01**
แฟมิลี่แรลลี่ครั้งที่ 8 น่าจะเป็นการหาเงินเพื่อบริจาคให้คนชราและเด็กกำพร้า ทำให้ได้กลอนออกมาแบบนี้
แฟมิลี่แรลลี่ ครั้งที่ 8
"วัยหนึ่ง เพิ่งเริ่ม ออกเดินทาง อีกวัยหนึ่ง ก้าวย่าง ซวดเซไหว
วัยหนึ่ง เริ่มโตเติบ เจริญวัย แต่อีกวัย โทรมทรุด แทบหยุดปราณ
วัยหนึ่ง อ่อนวัย ไร้เดียงสา อีกวัยหนึ่ง กร้านกล้า ล้าสังขาร
วัยหนึ่ง เพิ่งลืมตา มาไม่นาน อีกวัยหนึ่ง เริ่มคร้าน จะหายใจ
วัยหนึ่ง ถูกทอดทิ้ง จากพ่อแม่ อีกวัยหนึ่ง ชราแก่ ถูกเลือกไส
ต่างวัย ต่างทำ เวรกรรมใด ถูกปล่อยดาย ละหาย ทิ้งให้คอย
ใช่ข้าวของ อื่นใด ที่โหยหา เพียงตั้งตา รอรัก หวนละห้อย
ขอสัมผัส รัดลูบไล้ ให้สักน้อย ใจที่ล้า ใจที่คอย ค่อยละมุน
กลุ่มหนึ่ง เพิ่งเริ่ม ออกเดินทาง แวดห้อม ล้อมกลาง รักอบอุ่น
อินเด็กซ์ แฟมิลี่ แรลลี่บุญ ครั้งที่แปด สละทุน เกื้อหนุนกัน
อิ่มเต็ม ครอบครัว รักสดใส หลากวัย ร่วมทาง ร่วมสร้างสรรค์
ร่วมวิถี ร่วมบุญ อุ่นสัมพันธ์ ร่วมเจือจาน สิ่งขาดเหลือ เอื้อปัจจัย
ปันทรัพย์ให้ สายใจไทย มูลนิธิ ปันปิติ หนุนเสริม เติมสดใส
หล่อเลี้ยงชีพ เพียงพอ หล่อเลี้ยงใจ ตามครรลอง วัฏแห่งวัย ให้ยืนนาน
กาลเวลา ทุกสิ่ง ล้วนเดินทาง ต่างวิถี มืดสว่าง ต่างสถาน
ทั้งคู่ค้า คู่คิด คู่กิจงาน ได้เติมบุญ ได้เติมทาน ผู้ขาดแคลน
ทานที่ทำ จงเป็นไฟ ไสวสว่าง แจ่มกระจ่าง ดั่งตะวัน อันนับแสน
ส่องทางถูก สู่สถาน พิมานแมน สถิตย์แดน สงบสันต์ นิรันดร์เทอญ
.....ผลงานชิ้นนี้มีความสะเทือนใจเกิดขึ้นในขณะที่แต่ง.....
**2553-01**
เป็นการสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือแม่ผู้ติดเชื้อเอดส์ ร้อยกรองนี้ผมยิ่งเศร้าและสะเทือนใจยิ่งกว่าเดิม
แฟมิลี่แรลลี่ ครั้งที่ 9
"ทศมาส จวนจวบครบ สองมือจบ วอนเทวา
ขอบุตร กำเนิดมา จงได้เติบ เจริญวัย
ชีพแม่ ที่เหลืออยู่ ได้อุ้มชู เจ้าหรือไม่
ปานว่า แทบขาดใจ ปริเวท อยู่เพียงดาย
รันทดท้อ ชะตาบาป พร่ำพิลาป โหยหวนไห้
เริ่มเกิด ก็เริ่มตาย ติดโรคร้าย ทำลายตน
กายลูก ก็แม่สร้าง ชีพมล้าง ก็มือตน
ตายแทน หมื่นแสนหน ชีพลูกพ้น ไม่หวนคืน
.....แม่สร้าง................. …..แม่ทำลาย…..
กราบ ไหว้….............. .....หรือก่นว่า
ให้เกิด กำเนิดมา หรือทำร้าย ให้ภินท์พัง
อินเด็กซ์ แฟมิลี่แรลลี่ ครั้งที่เก้า จะบรรเทา ก้าวที่ล่วง ที่ห่วงหลัง
ด้วยเมตตา ร่วมศรัทธา ร่วมพลัง ให้สมหวัง สั่งสุดท้าย ก่อนวายปราณ
ธารน้ำใจ ใสสะอาด ดาษประดับ แม้สิ้นลับ ทายาทหลัง ยังสังขาร
ทรัพย์ที่ปัน ให้บุตรน้อย ได้ยืนนาน จารึกจาร สนิทแนบ แทบธุลี
.....แรลลี่เพื่อต่อชีวิต....... ได้ร่วมจิต สนิทสมาน ทานวิถี
หนุ่มสาว เฒ่าทารก ชายสตรี ร่วมสร้างทาน บารมี ด้วยปรีดา
สมทบทุน มูลนิธิ หัวใจ ให้เด็กน้อย พ้นโรคร้าย ได้เติบกล้า
ยืดชีวิต ทั้งใหญ่เยาว์ เฒ่าชรา ด้วยเมตตา จิตเอื้อหมู่ ผู้ทุกข์ทน
ทานกุศล จงดลให้ หทัยหรรษ์ ทรัพย์อนันต์ พละกล้า ผลาพูนผล
ดำรงสุข ดำรงธรรม ประจำตน สำราญชีพ แห่งสุชน จนนิรันดร์"
.....เป็นแรลลี่ครั้งสุดท้ายที่ผมได้ผลิตงานให้ก่อนที่จะลาจากอินเด็กซ์.....
**2553-02**
คุณหน่อยคนเดิมมาติดต่อให้แต่งกลอนอวยพรท่านประธานและรองประธานบริษัท ก็จัดไป
"ดั่งโพธิ์ไทรใหญ่เหยียดเงื้อม ไพศาล
เงาร่มห่มบริวาร โอบเอื้อ
ยืนหยัดยิ่งยงตระหง่าน การกิจ
ยังประโยชน์กูลเกื้อ อุ่นพร้อมชาวเรา
ขันทองทองทาบท้น หฤทัย
หนุนสนิทพิศิษฐ์สมัย เนิ่นช้า
สองท่านมั่นเนาใน จิตเทิด
มาตาปิตุข้า เทียมได้ไป่ลืม
วันวารผ่านพ้นล่วง ดิถีใหม่
ผองอินเด็กซ์ร่วมรวมใจ จิตน้อม
สิ่งประสงค์ปรารถนาใด ท่านสอง ใฝ่นา
จงสัมฤทธิ์สรรพ์พร้อม ตลอดพ้นขวบกาล"
ผมเพิ่งมาสังเกตุเมื่อกี้เองว่าโคลงทั้งสามบทนี่มันไม่มีสัมผัสระหว่างบทเหมือนแต่งแยกกัน เป็นเพราะอะไรไม่รู้
**2553-03**
มีกลอนวันแม่และกลอนวันพ่ออีกด้วย โดยบริษัทจะพิมพ์ข้อความนี้ในไปรษณีย์บัตรแล้วแจกให้พนักงานทุกคนเพื่อส่งให้พ่อแม่ตัวเอง จริงๆ แล้วจำไม่ได้ว่าเป็นของปีไหน
การ์ดที่ให้พนักงานส่งให้พ่อและแม่
"ขอส่งความรักค่าน้อยนิด มอบแด่ผู้ให้ชีวิตอันยิ่งใหญ่
ลูกขอส่งการ์ดนี้แทนใจ มอบให้รำลึกคุณมารดา"
"5 ธันวาเวียนครบอีกสมัย ลูกคนไกลยังคำนึงถึงคุณพ่อ
ทรัพย์ทั้งหมดทดแทนได้ไม่เพียงพอ ได้แต่ขอใช้การ์ดนี้กราบแทนกาย"
ยังมีกลอนที่ทั้งจำไม่ได้และไม่มีซากอะไรเหลือเลย เช่น อวยพรส่งพี่เปี๊ยก MD, อวยพรส่งลุงเดช พนักงานอาวุโส
**2556-01**
บังอาจเขียนอวยพรวันเกิดอาจารย์สมปอง ดวงไสว อาจารย์ที่เคยอยู่โรงเรียนวัดสังเวช ตอนที่เรียนวัดสังเวชผมไม่ได้เรียนกับท่าน แต่ท่านจะคอยดูแลพวกนักกิจกรรมอย่างพวกผมตลอด
ผมได้โพสต์ในเฟสบุ๊คของอาจารย์ดังนี้
"ดวง เทียนยังเวียนสว่าง ไสว พร่างอยู่กลางใจ
สม ศักดิ์คุรุไทย ปอง ประพฤติเปี่ยมเมตตา
หกมีนาปีห้าหก เถลิงศกหกสิบสี่วษา
ลำพูน้อยน้อมวันทา ลำพูชราจากดวงใจ
ให้หยั่งรากลึกโยชน์หยัด ใบระบัดแผ่กว้างไกล
ครูสมปอง ดวงไสว จารึกไว้ตลอดกาล"
ถัดไปไม่เกิน 15 นาที อาจารย์สมปองก็โพสต์ตอบผมมาว่า
"คืออาทิตย์ในดวงใจ คือวงศ์ไทยใจเกื้อกูล
"คือสมศักดิ์ผู้การุญ คือบริบูรณ์พูนสุขเทอญ
ผมน่ะใช้เวลาแต่งประมาณ 1 อาทิตย์เชียวนะครับ!!!
**2557-01**
หลังจากออกจากอินเด็กซ์ผมก็ไปเป็นลูกจ้างบริษัทเกี่ยวกับ IT อยู่ประมาณปีนึง แล้วก็ตัดสินใจเลิกทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ผมได้งานพวกพิมพ์รายงาน, เสิร์ฟอาหาร, ทำความสะอาดบ้าน, แคชเชียร์, แปลเอกสาร, ฯ
จนกระทั่งต้นปี 2557 นุ่นก็ได้โทรหาผมว่าเขาเห็นราชภัฏสวนดุสิตเปิดอบรมไกด์ สนใจหรือเปล่า ผมก็ตกลงไปสมัคร
ผมเรียนอยู่ราว 8 เดือนเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ ช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ถึงกันยายน สนุกมาก เหมือนได้พบโลกใหม่ จากเคยไล่ตามเทคโนโลยีตอนนี้ต้องถอยย้อนมาเรียนประวัติศาสตร์แทน
ตอนใกล้จบก็มีพิธีไหว้ครู พวกเราแต่งชุดไทยกันสุดเหวี่ยง ผมได้รับมอบหมายให้แต่งกลอนสำหรับอ่านและมอบให้อาจารย์ในวันไหว้ครู
ร้อยกรองนี้ใช้เวลาร่วมสองอาทิตย์ และยังต้องติดต่อยานแม่อีกราว 3 รอบ งานที่ออกมาก็น่าพอใจ
ก็ได้โคลงอร่อยมา 1 ชิ้นใส่กรอบอย่างสวยให้อาจารย์คุณชาย-ม.ร.ว. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ท่านชมเชยแล้วบอกว่าจะเก็บไว้ในห้องนอนเลย
งานบูชาครู
"สุริย ศาสตร์กลั่นกล้า แตกฉาน
วุฒิ ศักดิ์จริยขาน พรั่งพ้น
สุข เสพปิติการ สืบทอด ศิลปา
สวัสดิ์ ชีพพิสุทธิ์ล้น ศิษย์ห้อมปวารณา
ขอเทิดคุรุแก้ว มนะแน่วน้อมบูชา
ศิลป์ศาสตร์สั่งสอนมา อีกภาษาอันแยบยล
ลุ่มลึกและแยบคาย กังขาหายในบัดดล
คุณธรรมประจำตน ก็พร่ำฝังให้ยั้งใจ
เป็นแบบอย่างขัตติยา ผู้รักษาขนบไทย
เป็นตำนานอันก้องไกล เอตทัคคะอาจารย์
เหล่าดนูผู้ยังเขลา ขอก้มเกล้าลงกราบกราน
ด้วยจิตและวิญญาณ ปณิธานจะธำรง
ยกชาติเป็นเสาหลัก ดำรงรักษ์สัตย์มั่นคง
เลี้ยงชีพอย่างซื่อตรง ด้วยศาสตร์ศิลป์เลิศพิสัย
จะกล้าแกร่งในวงการ ให้กล่าวขานว่าศิษย์ใคร
จากนี้จนสิ้นขัย จารจดไว้ในพระคุณ
น้อมเชิญตรัยรัตนา เทพเทวาโปรดการุณย์
อำนวยช่วยค้ำจุน ธ ถึงพร้อมศฤงคาร
เปี่ยมสุขปราศทุกข์เข็ญ ดั่งเดือนเพ็ญเด่นตระการ
ครองชีพชื่นยืนนาน ปืติศานต์นิรันดร์เทอญ"
ผมได้แต่งกลอนสำหรับงานวันเกิดอาจารย์คุณชายอีกชิ้นหนึ่งเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2558 แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่เหลืออะไรไว้เลยไม่ว่าจะเป็นกระดาษโน้ตหรือความทรงจำ
ณ วันนี้ 24 พ.ค. 69 ผ่านไปสิบเอ็ดปีแล้วก็ยังไม่มีอะไรกระตุ้นให้ผมแต่งร้อยกรองขึ้นมาอีก ถ้ามีเมื่อไหร่แล้วจะเอามาใส่เพิ่มในนี้แล้วกัน
%%%%% เป็นอันว่าจบการโม้โอ้อวดอัจฉริยะแต่เพียงเท่านี้ %%%%%%%
บันทึก
6
6
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย